- หน้าแรก
- หนึ่งทศวรรษที่ฉันรักนาย
- บทที่ 56: เบาะแสสำคัญ
บทที่ 56: เบาะแสสำคัญ
บทที่ 56: เบาะแสสำคัญ
เจียงเหวินซวี่อยู่โรงพยาบาลแค่วันเดียว เขาถูกพาไปตรวจร่างกายแผนกนู้นแผนกนี้ราวกับหุ่นเชิดที่ถูกชักใย สมองของเขาว่างเปล่าขาวโพลน หมอแนะนำให้เขาเลิกเหล้าและบุหรี่ แต่เจียงเหวินซวี่รู้ดีว่ามันไม่ช่วยอะไรหรอก... เพราะมี "คนคนหนึ่ง" ที่เขาเลิกขาดไม่ได้
คนรักของเขา... เด็กหนุ่มที่เขาเอาออกจากหัวไม่ได้ตั้งแต่สมัยเรียน คนที่มีรอยยิ้มหวานหยดยิ่งกว่าดอกไม้ และมีลักยิ้มเล็กๆ ที่น่ารักเวลาแย้มยิ้ม แล้วพวกเขาก็ได้คบกัน ทั้งสองคนร่วมทุกข์ร่วมสุขผ่านความยากลำบากที่สุดที่คนทั่วไปคงทนไม่ได้มาทั้งชีวิต แต่พอชีวิตเริ่มดีขึ้น ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป จือซูยิ้มน้อยลง เงียบขรึมขึ้น แววตาดูเศร้าหมองลงทุกวัน... ทั้งหมดเป็นความผิดของเขาเอง เจียงเหวินซวี่เม้มปาก หายใจแรง ๆ พยายามกลั้นน้ำตา เขาไม่อยากจะมาร้องไห้ตอนนี้
จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ดังอยู่นาน เจียงเหวินซวี่ถึงได้สติ เขาหยิบขึ้นมากดรับ
"คุณเจียงครับ? โทรจากฝ่ายนิติบุคคลนะครับ"
"มีอะไร?" เจียงเหวินซวี่ตอบเสียงอ่อนแรง
"คือเรื่องที่คุณเจียงเคยขอให้เช็คกล้องวงจรปิดเมื่อต้นเดือนน่ะครับ ยังมีไฟล์ส่วนเล็ก ๆ ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ คุณเจียงยังอยากจะดูไหมครับ? ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ไฟล์อาจจะหาไม่ได้แล้ว"
เจียงเหวินซวี่เกือบจะบอกปัดไปแล้ว เขาไม่มีอารมณ์มาสนใจเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ แต่ลึก ๆ ในใจ เขายังคงมีความเชื่อมั่นเฮือกสุดท้ายหลงเหลืออยู่ เขายอมวุ่นวายกับเรื่องเล็กน้อยดีกว่าพลาดโอกาสแม้เพียงเสี้ยวเดียว
เขาขับรถกลับบ้านทันทีโดยไม่รอรับผลตรวจร่างกายด้วยซ้ำ
"คุณเจียงครับ" เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทักทาย ที่นี่เป็นโครงการหรู ทีมรปภ.จึงมีมารยาทดีมาก "เราเจออะไรแปลก ๆ ตอนเปิดดูย้อนหลัง เลยโทรเรียกคุณมาตรวจสอบซ้ำอีกที เชิญมาดูทางนี้ครับ"
หัวใจของเจียงเหวินซวี่กระตุก นิ้วมือสั่นเทา
เพื่อความเป็นส่วนตัว ภายในตัวตึกจะมีกล้องแค่ในลิฟต์และทางหนีไฟเท่านั้น ไม่มีกล้องหน้าประตูห้องพัก แต่ถึงอย่างนั้น เจียงเหวินซวี่ก็มั่นใจว่ารถและกลุ่มคนที่ขึ้นตึกไปวันนั้น ต้องเกี่ยวข้องกับ อ้ายจื่ออวี้ แน่
"ตรงนี้... ซูมหน่อยได้ไหม?" เจียงเหวินซวี่ชี้นิ้วไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ภาพหยุดอยู่ที่ผู้ชายคนหนึ่งในชุดโค้ทสีน้ำตาลอูฐ
ใบหน้าที่ถูกขยายใหญ่ดูคุ้นตาเจียงเหวินซวี่อย่างประหลาด เหมือนเคยเห็นที่ไหนแต่นึกไม่ออก ยิ่งเรื่องยืนยันตัวตนยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว... ผู้ชายในจอหน้าตาดี คิ้ว ตา และกรามบนใบหน้าที่ไร้อารมณ์นั้น ดูคล้ายกับ... อ้ายจื่อเฉียน
เจียงเหวินซวี่ระงับความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ หัวใจเต้นระรัว "กรอวิดีโอกลับ หยุดภาพตรงป้ายทะเบียนรถพวกนั้น"
เขาจดเลขทะเบียนรถทุกคันด้วยตัวเอง แล้วโทรหาอธิบดีกรมการขนส่งทันทีที่เดินออกมา
วันนั้นทั้งสถานีตำรวจวุ่นวายกันไปหมดกับการแกะรอยวิดีโอ พวกเขาได้รับแจ้งเพียงแค่ว่ามี "แก๊งอาชญากร" ขับรถหนีลงไปทางใต้
เจียงเหวินซวี่แตกหักกับอ้ายจื่อเฉียนอย่างถาวร เขาส่งกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีรอยขีดเส้นใต้เน้นย้ำตรงเลขทะเบียนรถของอ้ายจื่ออวี้ไปให้อ้ายจื่อเฉียน พร้อมข้อความกำกับว่า... "เดี๋ยวรู้กันตอนฉันตามเจอ"
ฤดูหนาวทางใต้ ในวันที่แดดออก อากาศข้างนอกบ้านจะอุ่นกว่าข้างใน จือซูออกไปนั่งตากแดด ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ค่อยได้ทำนัก
อ้ายจื่ออวี้กำลังเล็มกิ่งไม้ ใบไม้หนาทึบแต่กลับไร้วี่แววของดอกตูม
"เมื่อไหร่จะได้เห็นดอกครับ?" จือซูถามขณะนั่งเท้าคางอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็ก มองดูคุณหมออย่างเกียจคร้าน "เห็นมีแต่ใบ"
อ้ายจื่ออวี้หยุดมือ เขาเดินมาหาจือซู โน้มตัวลงใช้หลังมือที่สะอาดแตะหน้าผากจือซูเบา ๆ แล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะลดมือลงมาลูบแก้ม "เดี๋ยวพอแตกตา ดอกก็มาแล้วครับ" เขาคิดครู่หนึ่งแล้วยิ้ม "ผมมั่นใจว่าเมษายนนี้บานแน่นอน"
จือซูมองไปทางอื่นอย่างหมดอาลัยตายอยาก "อีกตั้งหลายเดือน... ไม่รู้ว่าผมจะรอไหวไหม"
รอยยิ้มบนหน้าอ้ายจื่ออวี้หายวับไปทันที "อย่าพูดแบบนี้อีกนะครับ"
จือซูถอนหายใจ ส่งยิ้มปลอบใจคุณหมอ "ผมแค่พูดบ่นไปงั้นแหละครับ กะจะกดดันให้มันรีบบานเร็ว ๆ" จือซูรู้ดีว่าอ้ายจื่ออวี้ต้องทนทุกข์ทรมานทางใจแค่ไหนถ้าความรักของเขาเป็นของจริง การดูแลคนป่วยว่าเหนื่อยแล้ว แต่การเฝ้ามองคนที่ตัวเองรักค่อย ๆ ซูบผอมและเน่าเปื่อยลงไปเรื่อย ๆ นั่นแหละคือความเจ็บปวดที่แท้จริง
อ้ายจื่ออวี้ลงไปนั่งยอง ๆ ตรงหน้าจือซู เขาไม่เชื่อคำปลอบโยนนั้นเลยสักนิด สายตาของเขาซับซ้อนยามจ้องมองจือซู จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้... และแตะริมฝีปากจือซูอย่างแผ่วเบาที่สุด
จือซูไม่หลบ
น้ำตาของอ้ายจื่ออวี้ไหลพรากออกมาทันที หมดโอกาสที่จะซ่อนความเศร้าไว้ได้อีก เขารู้สึกกระอักกระอ่วนจึงหันหน้าหนี "ให้ผมร้องเพลงให้ฟังไหม?" เขาถามเสียงเบา
จือซูหลุบตาลง มองคุณหมอด้วยสายตาที่อ่อนโยนจนน่าใจหาย
"อย่าทำแบบนี้อีกเลยนะครับ... ผมรู้สึกผิด"
...รู้สึกผิดต่อคนคนนั้นที่ฝังใจจนลืมไม่ลง และรู้สึกผิดต่อเวลาอันน้อยนิดที่เหลืออยู่สำหรับคนตรงหน้า