- หน้าแรก
- หนึ่งทศวรรษที่ฉันรักนาย
- บทที่ 21: ผ้าพันคอของหมออ้าย
บทที่ 21: ผ้าพันคอของหมออ้าย
บทที่ 21: ผ้าพันคอของหมออ้าย
อ้ายจื่ออวี้เปิดฝาปิ่นโตออก กลิ่นหอมชวนทานจาง ๆ ลอยฟุ้งออกมา เคล้าไปกับกลิ่นสมุนไพรหอมอ่อน ๆ
"นี่มาจากร้านอาหารตุ๋นยาจีนของเพื่อนผมเอง รสชาติน่าจะดีทีเดียวครับ" คุณหมอเลื่อนจานอาหารมาวางตรงหน้าเหอจือซู "ลองชิมดูสิครับ เดี๋ยวจะเย็นชืดซะก่อน"
เหอจือซูเอ่ยแซว "เดี๋ยวนี้หมอได้เงินเดือนเท่าไหร่กันครับเนี่ย? โบนัสของคุณขึ้นอยู่กับอารมณ์ของคนไข้ด้วยหรือเปล่า?"
อ้ายจื่ออวี้ไม่ตอบ เขาเก็บกองรายงานการแพทย์ใกล้มือเข้าที่ ลากเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งลงข้าง ๆ เหอจือซู "ผมเองก็ยังไม่ได้กินมื้อเย็นเหมือนกัน มาทานด้วยกันเถอะครับ"
เหอจือซูอ้าปากค้างแต่ไม่รู้จะพูดอะไร เขาเพียงแค่รู้สึกเกรงใจและขัดเขินเล็กน้อย แม้จะไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น แต่เขาก็เริ่มรู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมา
อ้ายจื่ออวี้รู้สึกปวดใจลึก ๆ ขณะยื่นตะเกียบให้เหอจือซู เขาจึงพูดอธิบายเพิ่มอีกสองสามประโยค "ที่บ้านผมก็ไม่มีใครอยู่เหมือนกันครับ ผมแค่อยากหาคนทานข้าวเป็นเพื่อน ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณลำบากใจนะ"
เหอจือซูส่ายหน้า "ไม่หรอกครับ หมออ้ายใจดีขนาดนี้ ผมรู้สึกเกรงใจจะแย่" เขายิ้มให้คุณหมอ นัยน์ตาสีดำขลับเป็นประกายล้อแสงไฟนีออน
อ้ายจื่ออวี้ยกมุมปากขึ้นยิ้มเล็กน้อย นึกอยากจะเอื้อมมือไปสัมผัสแพขนตายาวที่หลุบต่ำลงคู่นั้น ความจริงแล้วอ้ายจื่ออวี้เป็นคนดื้อรั้นเอาแต่ใจคนหนึ่ง เขาหนุ่มแน่น หล่อเหลา ร่ำรวย และมีความสามารถ หากเขาถูกใจใครเข้า เขาก็จะไม่ลังเลที่จะเดินหน้าจีบโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ทว่า... เพียงเพื่อให้เหอจือซูยอมนั่งทานข้าวกับเขาอย่างสบายใจในวันนี้ เขาถึงกับทำงานอย่างใจลอยเหม่อ คิดหาข้ออ้างมาทั้งบ่าย... เรื่องแบบนี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อนเลย
บางที... เขาอาจจะมีความรู้สึกดี ๆ ให้เหอจือซูเข้าแล้วจริง ๆ อ้ายจื่ออวี้หลุบตาลง ใช้ช้อนคนซุปในชามเล่นไปมา
"ยังรู้สึกไม่ค่อยดีอยู่เหรอครับ?" อ้ายจื่ออวี้เอ่ยถามเหอจือซู ที่ขยับตะเกียบคีบอาหารไปเพียงไม่กี่คำแล้วก็นิ่งไป ดูท่าทางแล้วที่กินไปบ้างนั่นคงเป็นเพียงการรักษามารยาทเท่านั้น
เหอจือซูส่ายหน้า "เปล่าหรอกครับ อยู่ที่บ้านผมก็กินอะไรไม่ค่อยลง ช่วงนี้ผมเบื่ออาหารน่ะครับ"
"ผมกำลังตามหาผู้บริจาคไขกระดูกที่เข้ากับคุณได้ให้อยู่ เดี๋ยวจะรีบหาให้เจอเร็วที่สุดนะครับ" พอคิดถึงอาการป่วยของเหอจือซู อ้ายจื่ออวี้ก็รู้สึกหนาวเหน็บในหัวใจ ในฐานะแพทย์เจ้าของไข้ ย่อมรู้ซึ้งถึงอาการป่วยดีที่สุด เหอจือซูพลาดช่วงเวลาทองในการทำคีโมไปแล้ว การรักษาในตอนนี้ ไม่ได้ช่วยให้อาการดีขึ้น แต่เป็นเพียงการยื้อเวลาไม่ให้ทรุดลงเร็วนัก... แม้จะได้เพิ่มมาแค่วันเดียวก็ยังดี
เหอจือซูเอ่ยขอบคุณคุณหมอ โดยไม่ได้มีความคาดหวังยินดีอะไรมากนัก
"อาการป่วยของคุณ... เขารู้เรื่องบ้างไหมครับ?" อ้ายจื่ออวี้ระงับอารมณ์และถามหยั่งเชิงออกไป ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่
อ้ายจื่ออวี้สังเกตเห็นว่าใบหน้าของเหอจือซูซีดลงกว่าเดิม ความเหนื่อยล้าฉายชัดขึ้นที่หว่างคิ้ว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาคิดไปเองหรือเปล่า จากนั้นเหอจือซูก็ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ผมไม่อยากบอกเขาครับ"
อ้ายจื่ออวี้ไม่เซ้าซี้ถามต่อ เพราะเขาอ่านสีหน้าอีกฝ่ายออก เขารู้ว่าเหอจือซูคงมีความลำบากใจที่ไม่สามารถพูดออกมาได้ และความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองก็คงไม่ได้เหนียวแน่นตัดกันไม่ขาดอย่างที่เขาเคยจินตนาการไว้
อ้ายจื่ออวี้ไม่ได้รู้สึกผิดเลยสักนิดที่จะเข้าไปแทรกแซงความสัมพันธ์นี้ เขาไม่ใช่คนที่จะตกหลุมรักใครง่าย ๆ แต่ถ้าเกิดมีความรู้สึกให้ใครแล้ว เขาต้องลองเดินหน้าจีบดูสักตั้ง เขาไม่มีวันยอมแพ้ก่อนจะได้ลองพยายาม ชีวิตคนเราสั้นนัก และรักแท้ไม่ใช่สิ่งที่จะหากันได้ง่าย ๆ อีกอย่าง เขาเชื่อมั่นในคติที่ว่า 'ขอแค่เหวี่ยงจอบให้ดี ไม่มีกำแพงบ้านไหนขุดไม่พัง' (หมายถึงถ้าพยายามจีบมากพอ ก็แย่งคนรักคนอื่นได้)
ผู้ชายคนนั้นไม่เคยพาเหอจือซูมาตรวจร่างกายเลยสักครั้ง ทั้งที่จือซูซูบผอมเหี่ยวเฉาขนาดนี้... ถ้าไม่ตาบอด ก็คงใจจืดใจดำสิ้นดี
"ถ้าทานไม่ลงก็ไม่เป็นไรครับ อย่าฝืนตัวเองเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมไปรับนะครับ" อ้ายจื่ออวี้ไม่อยากให้เหอจือซูลำบากใจ เขาจึงลุกไปล้างมือและหยิบเสื้อผ้ามาให้จือซู "ผมออกเวรแล้วพอดี เดี๋ยวผมแวะไปส่งคุณที่บ้านนะ ทางผ่านพอดีครับ"
เหอจือซูยังจำปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่หมออ้ายขับรถไปส่งคราวที่แล้วได้แม่นยำ เขาจึงวางตัวไม่ค่อยถูกนัก แต่อ้ายจื่ออวี้ยืนกรานเสียงแข็งจนเหอจือซูไม่มีทางเลือกอื่น ท้ายที่สุด เมื่อเหอจือซูถูกมัดมือชกให้นั่งลงที่เบาะข้างคนขับ เขาจึงพูดบ่นติดตลกอย่างมีไหวพริบว่า
"สาว ๆ ทั่วบ้านทั่วเมืองอยากแต่งงานกับหมอ แต่ผมหาข้อดีของหมอไม่เจอเลย หมอทุกคนจอมบงการแบบคุณหรือเปล่าครับเนี่ย?"
"ผมรู้แค่ว่า... ผู้ชายชอบนะครับ"
เหอจือซูอึ้งไปกับคำตอบนั้น เขาเผลอหันขวับไปมองอ้ายจื่ออวี้ตามสัญชาตญาณ และพบว่าอีกฝ่ายดูไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่พูดออกมาเลยสักนิด แถมยังมีแววยียวนกวนประสาทอยู่ในดวงตา ซึ่งหาดูได้ยากในเวลาปกติ
"คุณต้องล้อเล่นแน่ ๆ" เหอจือซูยิ้ม
อ้ายจื่ออวี้ยิ้มตอบ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เขาไม่ได้พูดอะไรอีกจนกระทั่งเหอจือซูก้าวลงจากรถ อ้ายจื่ออวี้ลดกระจกลงแล้วเรียกเสียงนุ่ม "จือซูครับ"
เหอจือซูชะงัก หันกลับมามอง "ครับหมอ?"
อ้ายจื่ออวี้ก้าวลงจากรถ ถอดผ้าพันคอของตัวเองออก แล้วจัดการพันมันรอบลำคอที่เปิดโล่งของเหอจือซูอย่างมัดมือชก "เข้าบ้านเถอะครับ พรุ่งนี้บ่ายสองเดี๋ยวผมมารับ"
จนกระทั่งรถสปอร์ตขับออกไปไกลแล้ว เหอจือซูถึงเพิ่งได้สติ ผ้าพันคอที่อยู่รอบคอยังคงหลงเหลือไออุ่นจาง ๆ ของผู้ชายอีกคนหนึ่ง เหอจือซูไม่รู้ว่าคุณหมอต้องการจะทำอะไรกันแน่ และเขาเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีดีพอที่จะไปดึงดูดใจเกย์คนไหนได้อีก... โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคุณหมอที่แสนเพอร์เฟกต์คนนี้