เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 28 เลือดในตึก(อ่านฟรี)

ตอนที่ 28 เลือดในตึก(อ่านฟรี)

ตอนที่ 28 เลือดในตึก(อ่านฟรี)


ตอนที่ 28 เลือดในตึก

หลังจากจัดการซอมบี้สองตัวในห้อง บอลแสงก็กวาดไปทุกทิศทางโดยที่คอนราดไม่ต้องสั่ง ทั้งห้องไม่ใหญ่มากนักดังนั้นเมื่อเห็นว่าไม่มีซอมบี้ซากศพอีกพวกเขาก็หันหน้าไปที่บันไดชั้นสองต่อ

“ทางนั้น” เรย์ควบคุมบอลแสงนำหน้าขึ้นบันไดไปก่อน

ฟาริสเดินตามบอลแสงขึ้นไป

ในตอนนั้นเองซอมบี้ซากศพเน่าเหม็นตัวหนึ่งก็พุ่งออกมาจากชั้นสอง ปากของมันอ้ากว้างหมายจะกัดฟาริส แต่ความเร็วของฟาริสนั้นไม่ได้น้อยกว่าซอมบี้ซากศพ

ฟาริสใช้หมัดอัปเปอร์คัตต่อยเข้าไปที่ปลายคางของซอมบี้ซากศพอย่างรุนแรง เลือดของซอมบี้แตกกระจายจากปลายคางและปาก ร่างของมันกระเด็นลอยหลายหลังกลับขึ้นไปยังประตูทางขึ้นชั้นสอง

“อ้า...อ๊ากก..”

ซอมบี้ซากศพไม่ได้โดนน็อคเอาน์ มันยังสามารถลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางแปลก ๆ ได้ หัวของซอมบี้ซากศพหักไปข้างหลัง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระดูกคอของมันหักฉีกไปตามแรงของหมัด

มันใช้แรงจากช่วงอกงอตัวและตวัดหัวกลับมาด้านหน้าดังกึก! หัวของมันกลับมาเข้าที่ แต่ปลายคางตรงที่โดนฟาริสต่อยไปมันแตกละเอียด เหลือแต่ขากรรไกรด้านบนและลิ้นที่ตวัดขึ้นลงอย่างไร้จุดหมายเท่านั้น

เลือดและเศษเนื้อไหล แปะ ๆ ลงพื้น

ซอมบี้ซากศพดูเหมือนจะไม่สามารถควบคุมร่างของมันได้ดีพอ มันเดินชนไปมาตามกำแพงดัง ปึงปัง! ด้วยพละกำลังที่มีมากกว่าคนธรรมดาพอสมควร

แต่โชคร้ายที่ซอมบี้ซากศพตัวนี้ได้มาเจอกับฟาริส ผู้ใช้พลังกายภาพระดับ 4 ที่ชำนาญในศิลปะการต่อสู้ ซอมบี้ที่ความแข็งแกร่งอยู่ราว ๆ ระดับ 1-3 จงไม่อาจจะสู้กับฟาริสได้แม้แต่น้อย

ฟาริสเคลื่อนเข้าหาด้วยความเร็วและทิศทางที่ซอมบี้ไม่อาจจะคาดเดาเพื่อประชิดตัวของมัน ก่อนที่มีดสนับมือของฟาริสก็ปักเข้าไปที่หัวของซอมบี้ทำลายสมองของมันไปในทันที

ซอมบี้ที่สมองโดนทำลายก็ตายในทันทีล้มลงนอนกับพื้น ใช้เวลาไม่ถึง 5 วินาทีตั้งแต่มันจู่โจมฟาริสก็จัดการมันอย่างง่ายดาย โดยที่ยังไม่ได้ใช้ดาบคาตานะบนหลังเลยแม้แต่น้อย

ทั้งคอนราด โบเวนและเรย์ขึ้นมายังชั้นสอง มองฟาริสที่จัดการซอมบี้ไปแล้ว จึงหันไปสนใจทางด้านในชั้นสองแห่งนี้

ที่ชั้นสองบรรยากาศดูปั่นป่วนสูงกว่าที่อื่นแสดงให้เห็นว่ามีรอยแยกมิติอยู่ที่นี่

ด้านข้างรอยแยกมิติยังมีซอมบี้ซากศพอีกสามตัวที่ร้องคำรามครวญครางในลำคอตรงมาหาพวกเขา ซอมบี้พวกนี้คือซอมบี้ซากศพเฝ้ารอยแยกมิติ

“ฆ่า” คอนราดลงมือหยิบไฟแช็กขึ้นมาจุดดัง ฟรึบ! เปลวไฟลอยออกจากไฟแช็กโลหะสีเงินมันวาวพุ่งเบาซอมบี้ซากศพตัวหนึ่งในทันที

โบเวนควงมีดในมือเคลื่อนเข้าหาซอมบี้เช่นกัน ฟาริสก็พุ่งตรงเข้าหาซอมบี้อีกตัวพร้อมกับดาบคาตานะ ส่วนเรย์นั้นเขาเฝ้าระวังรอยแยกเพราะอาจจะมีซอมบี้ออกมาอีก

ทั้งสามคนจัดการซอมบี้ซากศพอย่างง่ายดาย

“ปิดรอยแยกมิติกันก่อน แล้วค่อยขึ้นไปที่ชั้น 3” คอนราดกล่าวขณะที่เดินเข้าไปใกล้รอยแยกมิติ เรย์มองไปที่รอยแยกมิติ ถ้าเขาสามารถเข้าไปตอนนี้ก็อาจจะหาพ่อกับแม่เจอ

แต่เรย์รีบส่ายหัวทิ้งความคิดนั้นไปในทันที

ถ้าเข้าไปในรอยแยกเราจะตายก่อนได้ตามหาพ่อกับแม่...เรย์เตือนสติตัวเอง

คอนราดจัดการปิดรอยแยกอย่างรวดเร็ว รอยแยกมิติที่พวกเขาเจอเป็นเพียงระดับ 0 ที่ต่ำที่สุดเท่านั้น จึงมีซอมบี้ออกมาแต่ 7-8 ตัวเท่านั้น

ซอมบี้ที่เหลือเป็นพวกที่โดนซอมบี้เล่นงานในบ้านตึกแถวหลังนี้

หลังจากจัดการรอยแยกมิติเสร็จพวกเขาก็ขึ้นมาถึงชั้นสามของตึก

ตึก ๆ ๆ

คอนราดสั่งทีมให้หยุดในทันที ด้านในห้องบนชั้นสามมีเสียงฝีเท้าเดินไปมา มันเบามาก แต่ก็ไม่มีเสียงร้องครวญครางอย่างที่ควรจะเป็น

“เปิดประตู”

ประตูค่อย ๆ เปิดออกเผยให้เห็นเด็กสองคนที่แต่งกายด้วยชุดเก่าขาดสีเทา คนหนึ่งเป็นเด็กผู้หญิงมัดผมเปีย อีกคนเป็นเด็กผู้ชายตัดผมสั้นติดหัว

เด็กทั้งสองกำลังเดินไปมาอย่างไร้จุดหมาย สีหน้าดูเหม่อลอยดวงตาหลับสนิท เด็กผู้หญิงอายุประมาณ 10 และเด็กผู้ชายอายุราว ๆ 7-8 ขวบเท่านั้น

“เฮ้...หนูพวกเธอนะ” โบเวนเรียกทั้งสอง แต่ไม่มีการตอบสนอง ฟาริสชี้ให้เห็นว่าที่ขาของเด็กสาวมีรอยโดนกัด ส่วนหัวไหลของเด็กชายเนื้อหายไปจุดหนึ่ง

เรย์ยกมือวาดออกไปเบา ๆ ส่งบอลแสงรอยเข้าไปในห้อง เผยให้เห็นสีหน้าของเด็กทั้งสอง ทั้งสองคนมีสีผิวซีดราวกับซากศพ

“ซอมบี้ซากศพเด็ก” คอนราดที่เห็นก็ถึงกับมีสีหน้าเคร่งเครียดและจัดการสังหารมันในทันที

“ซี่...อ๊ากก...” ซอมบี้ร้องออกมา เพราะทั้งสองตัวโดนคอนราดเผาจนตายเป็นศพหงิกงอ ที่จริงคอนราดสามารถเผาจนมันกลายเป็นเถ้าถ่านไป แต่เขายังต้องเก็บเลือดสีขาวดังนั้นจึงต้องออมมือไว้บางส่วน

“หัวหน้าเป็นอะไรหรือเปล่า” เรย์หันไปถามด้วยความสงสัยเพราะที่ผ่านมาคอนราดไม่เคร่งเครียดขนาดนี้

“ซอมบี้ซากศพเด็กอันตรายมาก เพราะมันถ้าเกิดมันกลายร่างต่อไปมันจะกลายเป็นพวกที่น่ากลัวได้ จัดการศพของซอมบี้สองตัวนี้ก่อน ทำลายหัวของมันด้วย” คอนราดย้ำกับพวกเขา ก่อนจะเดินลงไปชั้นล่าง

“ฉันจะไปจัดการกับพวกที่ชั้นแรก” ฟาริสกล่าวจบก็เดินลงตามหลังคอนราดไป

ขณะที่เรย์และโบเวนช่วยกันเก็บเลือดสีขาวอยู่นั้น เรย์หันมาหาโบเวนและถามด้วยความสงสัย “กลายร่างเป็นพวกน่ากลัวนี่หมายถึงซอมบี้ประเภทไหน”

“ซอมบี้ซากศพเด็กนะเหรอ มันเกี่ยวกับเรื่องเล่าในหน่วยงานนักล่าความตายเมื่อหลายปีมาแล้ว ตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงแรก ๆ ที่ฉันเข้ามาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยล่ะนะ ตอนนั้นเล่ากันว่ามีหน่วยงานนักล่าความตาย ประจำสาขาเมืองอูลัน พวกเขาเจอกับซอมบี้ซากศพเด็กที่กำลังกลายร่างจากซอมบี้ซากศพน่ากลัวชนิดหนึ่ง พวกเขาเรียกมันว่า ‘ซอมบี้เสียงกระซิบ’ ระดับพลังของมันสูงมากจนน่ากลัว มันฆ่าหน่วยงานนักล่าความตาย สาขาอูลัน จากนั้นทั้งเมืองก็เต็มไปด้วยซอมบี้ ถ้าเกิดซอมบี้เด็กกลายร่างเป็นพวกซอมบี้เสียงกระซิบได้รับรองว่าทั้งเมืองเรซีจบสิ้นแน่”

เรย์ได้ยินว่าแค่ซอมบี้เสียงกระซิบสามารถทำให้ทั้งเมืองเรซีพินาศได้ก็ถึงกับคิ้วขมวดชนกันทันที

“นายไม่ต้องกลัวมากนักหรอก อันที่จริงมันตัวเดียวไม่สามารถทำลายแค่เมืองได้หรอก แต่มันยากจะฆ่าหรือหาตัวเจอได้ง่าย เพราะพวกมันหลบซ่อนตัวเก่ง และพอคนที่โดนกัดก็จะติดเชื้อและกลายร่างเป็นซอมบี้ อีกทั้งพวกมันจะไล่ฆ่าผู้คนทำให้ทั้งเมืองติดเชื้อ ซึ่งถ้าฆ่ามันไม่ได้ก็จะมีคนติดเชื้อเป็นซอมบี้มากขึ้นเรื่อย ๆ อันนี้แหละที่ทำให้ทั้งเมืองพินาศจริง ๆ”

“และถึงจะน่ากลัว แต่ใช่จะเจอกับซอมบี้เสียงกระซิบง่าย ๆ อาจจะต้องใช้ศพเด็กซักหลายพันกว่าจะมีซอมบี้เสียงกระซิบสักตัวและซอมบี้ซากศพเด็กพวกนั้นต้องการจะพัฒนาไปเป็นซอมบี้เสียงกระซิบ พวกมันต้องกินเลือดเนื้อจำนวนมาก”

“แล้วหลังจากนั้นที่เมืองอูลันเกิดอะไรขึ้น”

“มันโดนระเบิดเผาทั้งเมืองหายไปจากอาณาจักรลัวอาและไม่มีใครยากหรือพูดถึงมากนัก ส่วนซอมบี้เสียงกระซิบหนีกลับไปในรอยแยกมิติและหายไป”

เผาทั้งเมืองแต่ซอมบี้เสียงกระซิบยังหนีไปได้...เรย์ไม่อาจจะจินตนาการความแข็งแกร่งของมันได้

“รีบเก็บเลือดสีขาวกันเถอะ” โบเวนผ่าร่างของซอมบี้ซากศพ

ซอมบี้ซากศพเด็กทั้งสองพึ่งจะกลายร่างดังนั้นจึงไม่มีเลือดสีขาว ส่วนศพอีก 3 ศพที่ชั้นล่างก็เหมือนกัน ดังนั้นจึงมีศพซอมบี้เพียง 11 ศพเท่านั้นที่ออกมาจากในรอยแยกที่มีเลือดสีขาว

เรย์และโบเวนลงมือเก็บเลือดสีขาวและก็ลงไปช่วยฟาริสเก็บที่ชั้นล่างต่อ

...

หลังเขาเลือดสีขาวทั้งหมดได้แล้ว พวกเขาก็กลับขึ้นรถและขับออกไปจากบ้านตึกแถว โดยปล่อยให้ผู้กองฟินทันเข้าไปจัดการเคลื่อนย้ายศพต่อไป

ขณะเดียวกัน ตำรวจสามนายที่ฟินทันสั่งให้ไปไล่นักข่าวที่ขึ้นไปยังตึกฝั่งตรงข้ามก็คนหนาทุกชั้น แต่ยังไม่หเจอกับนักข่าวกลุ่มนั้น

“เอายังไงดีหาต่อไหม”

“หาต่อไป พวกเราปิดทางเข้าออกไว้ นักข่าวพวกนั้นน่าจะยังอยู่ในตึก”

“หึ ถ้าพ่อคนนี้จับได้จะฟาดด้วยกระบองให้เข็ดเลย”

“ไปดูชั้นสามกัน”

ตำรวจทั้งสามนายพูดออกมาด้วยความหงุดหงิด พวกเขาส่องไฟฉายไปในตึกมืด ๆ ตอนนี้เป็นเวลาเย็นแล้ว ภายในอาคารที่อยู่อาศัยแบบนี้ที่ไม่ค่อยมีหน้าต่างจึงมืดทึบเป็นธรรมดา

เมื่อมาถึงหน้าบันไดทางขึ้นชั้นสามพวกเขาก็ก้าวขึ้นไปอย่างระวัง เสียงฝีเท้าดังสะท้อนไปทั้งตึก ตำรวจทั้งสามนายรู้สึกเสียวสันหลังแปลก ๆ

“รู้สึกอะไรไหม มันเงียบแปลก ๆ แถมมีกลิ่นคาวด้วย”

“มันไม่มีใครในตึกจึงดูเงียบ ๆ แหละมั้ง ส่วนกลิ่นคาว ๆ คงมาจากกลิ่นเหงื่อของพวกคนงานก็ได้ พวกเขาพักที่นี่ก็ต้องมีกลิ่นอยู่ที่นี่เป็นธรรมดา” หนึ่งในตำรวจพูดพร้อมกับให้เหตุผล อันที่จริงแล้วทุกคนได้กลิ่นและรู้สึกเหมือนกัน

“เดิน...รีบเดินขึ้นไปดูกันก่อนเถอะถ้าช้าเดียวผู้กองเล่นงานเราแน่” ตำรวจนายที่กล่าวแทรกตัวมาด้านหน้า ยกกระบองชี้นำไป ก่อนจะเดินขึ้นไปยังชั้นสองอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

“เฮ้ย!” พอเท้ากำลังจะพ้นบันไดไปถึงทางเดิน ตำรวจที่นำหน้าก็รีบหันไปมองทางซ้ายมืออย่างราวกับกำลังตกใจบางอย่าง

“เชี่ย...เป็นอะไรวะ” ตำรวจอีกสองนายที่ตามหลังมาตกใจหันไปมองอย่างระวังถามด้วยเสียงสั่น ๆ ไฟฉายในมือส่องไปยังทุกทิศทางเพราะกลัวว่าจะพลาดอะไรไป

“เออ..เปล่า ฉันพึ่งนึกขึ้นได้ ทำไมไม่เปิดสวิตช์ไฟ” ตำรวจนายนั้นพูดออกมาเหมือนพึ่งนึกอะไรได้

“ไอ้เวรนี่ เล่นวะกลัวจนขี้หดตดหายหมด” ตำรวจอีกสองนายมองตาขวาง

“ขอโทษที” ตำรวจที่นำหัวเราะกลบเกลื่อน

“ไม่ใช่ไฟมันดับ เพราะไฟในตึกหลังนั้น มันลัดวงจรหรือไง”

“เปล่า! ไฟมันดับเฉพาะอีกเส้นหนึ่ง ฝั่งนี้ใช้ไฟอีกคนละสายกัน แล้วก็ทั้งตึกที่ไฟดับคงเป็นพวกนักข่าวเหล่านั้นที่ตั้งใจปิดเพื่อไม่ให้เราเห็นพวกเขา” ตำรวจที่ขึ้นมาคนแรกเอื้อมมือไปเปิดสวิตช์ไฟข้าง ๆ ทางเดิน

หลอดไฟตามทางเดินกะพริบสองสามครั้งก่อนจะติด มันสว่างเพียงพอให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน แต่แล้วในตอนนั้นพวกเขาก็รู้สึกว่ามันแปลก ๆ

“ทำไมที่พื้นถึงมีน้ำอะไรแดง ๆ อยู่ด้วย”

“ไม่ใช่น้ำนี่มันเลือด”

ทั้งสามรีบวิ่งมาที่ห้องเจ้าปัญหาที่เลือดไหลออกมาตามช่องใต้ประตู

ปัง!

พวกเขาถีบประตูเข้าไปในทันที ก็เจอเข้ากับภาพสยอง มีศพของมนุษย์ถูกฉีกแขนขากระจับกระจาย ยากจะแยกออกว่าใครเป็นใคร

แต่ถ้าดูจากหัวศพจะรู้ได้ทันทีว่ามีสามคน ชายสองคนหญิงหนึ่งคน ดวงตาที่หัวพวกนั้นหายไป ส่วนทางศพผู้หญิงเหมือนกับถูกตัดออกไป โดยเฉพาะช่วงตัวมันถูกเลาะเอาออกไปอย่างมืออาชีพ

“ไป...ไปแจ้งผู้กองเร็วเข้า” หนึ่งในตำรวจคนแรกที่เข้าถึงศพกล่าวด้วยเสียงสั่น ๆ

“ได้ ๆ” ตำรวจหลังสุดพยักหน้าวิ่งออกไปในทันที

ส่วนอีกสองคนนั้นไม่สามารถไปได้เพราะพวกเขาต้องเฝ้าศพไว้

“ดูข้าง ๆ นั้น” ตำรวจอีกนายชี้ไปข้าง ๆ มีกล้องตกอยู่ในกองเลือดและเศษเนื้อสองเครื่อง

“พวกนี้คือนักข่าวที่เราตามหา ใครกันที่ฆ่าพวกเขาแบบนี้” พอพูดถึงประโยคนี้ทั้งสองก็มองไปรอบ ๆ อย่างระวัง โชคดีที่ว่าพวกเขาไม่เจอใครอีก

จบบทที่ ตอนที่ 28 เลือดในตึก(อ่านฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว