เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่78 ความหมายของชื่อหลี่หวง

ตอนที่78 ความหมายของชื่อหลี่หวง

ตอนที่78 ความหมายของชื่อหลี่หวง


ตอนที่78 ความหมายของชื่อหลี่หวง

“เจ้าคือจวิ๋นหลี่หวง!?”

หลิงชิงเฉินลุกขึ้นยืนใมทันใดด้วยความประหลาดใจยิ่ง!

เด็กสาวนางนี้คือจวิ๋นหลี่หวง!

ช่างบังเอิญอะไรปานนี้!

“คือ…เพิ่งรู้?”

หลี่หวงสงสัยเสียเหลือเกินกับปฏิกิริยาความตกใจของหลิงชิงเฉิน ก็ควรทราบแต่แรกแล้วหรือไม่ว่านางชื่อจวิ๋นหลี่หวง นี่เพิ่งจะมาทราบจริงๆ ใช่ไหม? แล้วไฉนถึงต้องตกใจขนาดนี้อีก?

อีกอย่าง นางกับองค์รัชทายาทผู้นี้ก็ดูเหมือนจะไม่เคยมีความสัมผัสอันใดกันมาก่อนเลยไม่ใช่เหรอ?

“ก็ว่าแล้วเชียว! เพราะเป็นเจ้าข้านี่เอง ข้าก็เลยนึกถึงเสวี่ยเอ๋อร์ขึ้นมาในยามแรกพบ!”

องค์รัชทายาทกล่าวขึ้นมาด้วยความตื่นอกตื่นเต้นราวกับเขาได้หวงคืนสู่วันหวานอีกครั้ง

ในขณะเดียวกัน หลี่หวงเพิ่งนึกขึ้นได้ ซูจิ่งเยว่เคยบอกกับนางไว้ว่า ชื่อของนางได้รับพระราชทานจากพระชายาขององครัชทายาทโดยตรง แต่ก็ไม่เข้าใจเช่นกัน ไฉนพระชายาขององค์รัชทายาทถึงต้องอาสามาตั้งให้?

ใช่แล้ว เพราะเหตุใดกัน?

สมาชิกของตระกูลจวิ๋นทุกคน ไม่เคยให้คนนอกตั้งชื่อมาก่อน โดยส่วนใหญ่ไม่เป็นประมุขก็จะเป็นบรรดาผู้อาวุโสช่วยกันตั้งขึ้นมา

“เพราะเหตุใดกันแน่...”

หลี่หวงรำพึงขึ้นกับตัวเองด้วยความสงสัย

ยิ่งกว่านั้นทำไมต้องชื่อนี้ด้วย?

หลี่ที่แปลว่า ทิ้งหรือสละ และ หวงที่แปลว่าวิหคเพลิงอมตะ

ในชีวิตก่อนหน้า เนื่องจากนางเกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจนมาก ทำให้ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพตั้งแต่ยังเด็ก แต่เนื่องด้วยหน้าตาของนางค่อนข้างสะสวย จึงได้มีโอกาสทำงานเป็นสาวดริ้งค์ในKTV กลายมาเป็นของเล่นในสังคมชนชั้นสูงอยู่พักหนึ่ง ต่อมานางเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง จึงตัดสินใจส่งตัวเองเรียนต่อจนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และได้เปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น ‘หลี่หวง’

บางคนอาจสงสัยว่า ถ้าในเมื่อเคยเป็นอดีตสาวดริ้งค์ในKTV แล้วไฉนถึงไม่รู้จักคำว่า ความรัก?

ก็เพราะทุกคนที่เข้ามาใช้บริการในKTV พวกเขาไม่ได้มาหาความรัก แต่เป็นความใคร่ยังไงล่ะ...

เจตนารมณ์เดิมของนางที่ตั้งชื่อนี้ก็เพื่อ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในทุกขณะจิต ไม่ว่าฐานะของนางในปัจจุบันจะเป็นอย่างไร หรือประสบความสำคัญกับชีวิตมากขนาดไหนแล้ว แต่ก็ขอให้อย่าลืมไปว่า นางเคยเป็นอดีตผู้หญิงขายตัว และมิอาจกลายมาเป็นวิหคเพลิงสยายปีกบินได้ชั่วชีวิต!

และในตอนนี้ ถึงจะทะลุมิติมายังโลกใบนี้แล้วก็ตาม ทว่านี่ยังคงเป็นหินผาก้อนยักษ์ที่ยังอยู่ภายในใจของหลี่หวงตลอดมา แต่นางเองก็เคยชินกับมันไปเสียแล้ว

แต่ทำไม...บริบทตัวตนของนางในโลกใบนี้หาใช่ผู้หญิงขายตัวเสียหน่อย แล้วทำไมครอบครัวถึงต้องตั้งชื่อให้แบบนี้?

ชื่อนี้ไม่ว่าจะดูยังไงก็หาใช่ชื่อมงคล ก็เลยยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ว่าทำไมต้องเป็นชื่อนี้?

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ตั้งชื่อนี้ให้ยังเป็นถึงพระชายาขององค์รัชทายาท!

หลี่หวงไม่เข้าใจเลยสักนิด

หลิงชิงเฉินเม้มปากอยู่สักครู่คล้ายว่ากำลังครุ่นคิด ก่อนเอ่ยขึ้นว่า

“เสวี่ยเอ๋อร์มิได้อธิบายเหตุผลที่ตั้งชื่อนี้อะไรกับข้ามากนัก แต่ในวันที่เจ้าเกิดมา จู่ๆ เสวี่ยเอ๋อร์ก็ยืนกรานจะเดินทางไปจวนตระกูลจวิ๋นให้จงได้ ให้เหตุผลเพียงแค่ ปราณนาจะตั้งชื่อให้ทารกหญิงที่เพิ่งคลอด”

“ตอนนั้นข้าคิดว่า เพราะเสวี่ยเอ๋อร์ไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ จึงค่อนข้างรักเด็กเป็นพิเศษ ข้าเองก็ไม่กล้าขัดใจจึงพานางไปทันที”

“ภายในใจข้าเองก็มีคำถามมากมาย ไฉนต้องชื่อหลี่หวงด้วย? ช่างไม่เหมาะสมเอาเสียเลย ตอนนั้นพยายามจะเอ่ยทักท้วงเสวี่ยเอ๋อร์อยู่หลายครั้ง แต่นางก็ยังยืนยันจะเอาชื่อนี้ จนสรุปสุดท้ายเจ้าจึงได้ชื่อว่า จวิ๋นหลี่หวง!”

ดวงตาคู่นั้นของหลี่หวงฉายสะท้อนแววสงสัยอยู่หลายส่วน กระทั่งองค์รัชทายาทเองก็ไม่เข้าใจเหตุผลของพระชายาของตัวเอง! แต่สุดท้ายก็ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะอีกฝ่ายยังคงยืนยันที่จะเอาชื่อนี้!

“แต่เจ้าไม่ต้องกังวลไปเสีย บางทีที่เสวี่ยเอ๋อร์ต้องการตั้งชื่อนี้ให้เจ้าอาจเป็นการแก้เคล็ด คงไม่มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง”

หลิงชิงเฉินรีบชี้แจงและออกตัวแทนภรรยาสุดที่รักของตนโดยไว เมื่อเห็นสีหน้าการแสดงออกของหลี่หวงไม่ค่อยสู้ดีนัก

“ข้าไม่คิดมากอะไรอยู่แล้ว นี่กลับเป็นชื่อที่ดีมาก แล้วก็ต้องขอขอบคุณนางด้วยจริงๆ”

หลี่หวงกล่าว

บางที...หากเปลี่ยนเป็นชื่ออื่น นางอาจไม่มีโอกาสทะลุมิติมายังโลกใบนี้แล้วก็เป็นได้?

ไม่ว่าจะเกิดจากความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม มันก็มิได้สำคัญอีกต่อไป! อย่างน้อยที่สุดตอนนี้ นางก็ยังมีชีวิตอยู่สุขดี!

“ข้าไม่คิดไม่ฝันเลยว่า หมอที่เสี่ยวเฟิงเชิญมาจะเป็นเจ้าจริงๆ! ข้าประหลาดใจมิน้อยเลย!”

กล่าวจบ หลิงชิงเฉินพลางร่วนหัวเราะเสียงแผ่วเบา

“นี่คือประหลาดใจแล้วกระมัง? ข้าก็เห็นเจ้าอยู่ในสีหน้าเดิม?”

หลี่หวงอดกลอกตาใส่ชายหนุ่มผู้นี้มิได้ หน้าตาก็ดีแต่ไฉนกวนประสาทแบบนี้กัน?

หลี่หวงไม่พูดพร่ำกับหลิงชิงเฉินให้เสียเวลาโดยเปล่าอีกต่อไป นางบอกให้หลิงชิงเฉินขึ้นไปนอนบนเตียง ถอดเสื้อเปลือยเฉพาะท่อนบนออก เตรียมการเสร็จสรรพ นางก็เรียกเหยาอวี้ออกมาช่วยกันพิจารณาหาแนวทางการรักษา ราวกับหมอที่มาปรึกษาหารือกัน ก่อนเริ่มกระบวนการรักษาคนไข้ต่อไป

“มันไม่ง่ายเลยที่จะดึงวิญญาณเหล่านั้นออกมา ส่วนวิธีที่ให้มันกัดกินพลังบ่มเพาะทั้งหมดและอายุขัยให้ตัวระเบิด เกรงว่าจะไม่สามารถทำได้แล้วเช่นกัน เพราะตัววิญญาณมันอยู่ใกล้กับบริเวณขั้วหัวใจเกินไป!”

หลังจากตรวจสอบโดยละเอียดแล้ว เหยาอวี้ก็กล่าวชี้แจงขึ้นมาทันที

ใกล้ขั้วหัวใจ?

หลี่หวงขมวดคิ้วถักขึ้นแน่นในทันที นี่มันไม่ง่ายแล้ว!

“นอกจากนี้ สิ่งที่ยุ่งยากกว่านั้นก็คือ วิญญาณเหล่านี้น่าจะสิงสู่อยู่ในร่างของชายคนนี้มาประมาณสามปีกว่าแล้ว ไม่ทราบเช่นกันว่า การจะกำจัดมันออกจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายในหรือไม่”

“เจ้ากำลังหมายความว่า เอาออกก็ไม่ได้ จะให้ระเบิดตายก็ไม่ดี?”

คู่คิ้วของหลี่หวงทักหนาแทบติดกันแล้ว

“ถูกต้อง!”

เหยาอวี้พยักหน้าตอบ

“นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าต้องการจะสื่อ!”

ใบหน้าของหลี่หวงเปี่ยมล้นไปด้วยความกลัดกลุ้ม นางจะต้องคิดหาหนทางที่สาม!

“เหยาอวี้ วิญญาณเหล่านี้นอกจากจะกลืนกินพลังชีวิตและอารมณ์แล้ว มันยังกลืนกินอะไรอีกหรือไม่?”

คล้อยหลังพินิจครุ่นคิดได้ไม่นาน หลี่หวงก็หันมาถามเหยาอวี้

“หื้ม? อืม...”

เหยาอวี้เงยหน้ามองเพดานพลางระดมความคิด

“น่าจะกลืนกินเพียงเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว ขึ้นชื่อว่า วิญญาณมันมีนิสัยดั่งนักกินโดนพื้นฐานอยู่แล้ว เพียงว่าอาหารที่พวกมันกลืนกินเป็นอะไร และเพราะเหตุนี้มนุษย์จึงจำแนกชนิดวิญญาณตามพฤติกรรมการกินของพวกมันนี่แหละ”

“ข้ากำลังคิดว่า...”

หลี่หวงได้ความคิดดีๆ ขึ้นแล้ว

“หากข้าสามารถหลอมกลั่นยาพิษสักแขนงหนึ่ง ที่มีฤทธิ์ในการกัดกินวิญญาณแปลกปลอมโดยเฉพาะขึ้นมา...เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”

“ในแง่ทฤษฎีมีความเป็นไปได้ก็จริง แต่...”

เหยาอวี้เหลือบสายตามองไปยังหลิงชิงเฉินที่กำลังนอนอยู่บนเตียง

“แต่เจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่า ยาพิษของเจ้าจะไม่ไปทำลายร่างกายส่วนอื่นๆ ของชายคนนั้น?”

.“และที่สำคัญ จิตวิญญาณพวกนี้มีสติปัญญาสูงมาก หากตรวจพบได้เมื่อใดว่า ร่างกายที่สิงสู่เกิดภัยอันตราย โดยสัญชาตญาณโดยธรรมชาติของมัน จะเคลื่อนหนีไปซ่อนยังส่วนที่ปลอดภัยที่สุดของร่างกายแทน และหากไม่สามารถจำกัดได้ในครั้งนี้ มันจะยิ่งเพิ่งความระมัดระวังเป็นเท่าตัว เหมือนเจ้าไปเพิ่มภูมิคุ้มกันให้มัน”

หลี่หวงส่ายหน้า

“สำหรับโอสถที่ใช้แก้ทางพิษข้ายังมิได้คิดค้น แต่ยาพิษสำหรับกัดกินวิญญาณแปลกปลอม ข้ามีพร้อมแล้ว ปัญหาคงอยู่ที่จะจับเจ้าวิญญาณพวกนี้มิให้หนีได้อย่างไร?”

ความคลั่งไคล้ของหลี่หวงที่มีต่อพิษมันฝังลึกเข้าไปยังขั้วกระดูกดำของนางไปแล้ว แม้แต่การจะช่วยเหลือใครสักคน นางยังนึกถึงการใช้พิษก่อนเป็นอันดับแรก เพียงว่านางไม่เคยพูดออกไปเท่านั้น

ใครจะไปกล้าบอกว่า ต้องการใช้พิษเพื่อรักษาคน? ผู้ใดจะไปยอมล่ะ?

แต่หลี่หวงก็คือหลี่หวงอยู่วันยังค่ำ!

“ก็จำเป็นต้องใช้โอสถขับวิญญาณเท่านั้น!”

เหยาอวี้กวาดสายตามองทั่วร่างของหลิงชิงเฉิง พลางเสนอขึ้นมา

“นี่เป็นสูตรโอสถขับวิญญาณ ข้าเคยได้รับมันมาเมื่อนานมาแล้ว ไม่คิดไม่ฝันว่าวันนี้จะได้ใช้ประโยชน์!”

“โอสถขับวิญญาณ?”

หลี่หวงรับตำราจดสูตรมาพลางคลี่ออกมาอ่าน

“นี่เป็นสูตรโอสถที่ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อใช้สำหรับป้องกันภาวะวิญญาณกัดกิดกันเอง เนื่องจากบนผืนพิภพแห่งนี้ มีนักอัญเชิญอยู่กลุ่มหนึ่งที่ชอบเลี้ยงวิญญาณหลายตัวไว้ในร่างของพวกเขาเอง เพื่อรับประกันว่าร่างกายตัวเองจะไม่เกิดผลเสียหรือผลกระทบใด พวกเขาจึงคิดค้นสูตรโอสถชนิดนี้ขึ้นมา ป้องกันไม่ให้วิญญาณภายในกายต่อสู้กันเอง”

เหยาอวี้กล่าวอธิบายถึงความเป็นมาของสูตรโอสถขับวิญญาณ

หลี่หวงพยักหน้าเข้าใจ แม้ว่าสมุนไพรในสูตรจะหาใช่สมุนไพรธรรมดาสามัญ แต่ก็มิใช่ของที่หายากขนาดนั้นเช่นกัน

“เช่นนั้นขอยืมสูตรโอสถชนิดนี้ไปวิเคราะห์ก่อนสักครู่ จะได้ใช้โอกาสนี้เสริมประสิทธิภาพของยาพิษในคลังข้าด้วย หากข้าค้นพบจุดอ่อนของสูตรโอสถชนิดนี้ ก็เท่ากับว่า ข้าจะสามารถสร้างพิษที่มีภูมิต้านทานทางจิตวิญญาณได้อย่างสมบูรณ์แบบ! หุหุ...”

ในสายตาของเหยาอวี้ในขณะนี้ มันเผยสะท้อนให้เห็นสตรีนางหนึ่งที่กำลังแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายเกินกว่าจะอธิบายได้!

ช่างเป็นหญิงสาวที่น่ากลัวอะไรเช่นนี้?!

หลังจากคลายจุดชีพจรของหลิงชิงเฉิงแล้ว เขาก็ขยี้ตาลุกขึ้นยืดเหยียดอย่างเกียจคร้าน

“หลังจากนี้ข้าคงต้องเริ่มบ่มเพาะพลังใหม่ตั้งแต่เริ่ม!”

หลี่หวงตรงเข้าไปตบไหล่ของหลิงชิงเฉินและกล่าวอย่างมีความหวังขึ้นว่า

“วางใจเถิด ข้ามีวิธีที่ดีกว่านั้นแล้ว”

หลี่หวงส่งยิ้มมาให้ ซี่งรอยยิ้มนี้ในสายตาของหลิงชิงเฉิงเปรียบเสมือนสายลมเย็นสบายที่ปัดเป่าหมอกควันสีทมิฬทั้งหมดออกไปให้พ้นเส้นทางชีวิตของเขาในอนคต

“เดี๋ยวข้าจะไปเอายาให้เจ้าดื่ม ต้องดื่มให้หมดอย่าให้เหลือแม้แต่หยดเดียว”

หลี่หวงหมุนตัวเดินผลักประตูจากออกไปทันที ทิ้งให้หลิงชิงเฉินนั่งอารมณ์ดีอยู่บนเตียงแบบนั้น

“พี่สะใภ้เก้า เป็นอย่างไรบ้าง?”

หลิงเฟิงรีบปรี่ตรงเข้ามาถามนางด้วยความสงสัย

“ข้าต้องการสมุนไพรบางชนิด เจ้าช่วยข้าเสาะหามาให้ที”

จากนั้นหลี่หวงก็มอบรายการสมุนไพรที่เขียนไว้ก่อนหน้าให้กับหลิงเฟิง

ความเห็นจากไรท์ : คิดว่าแม่ของหลี่หวงน่าจะเป็นน้องสาวของพระชายาองค์รัชทายาทจริงๆ เพราะมีหลายจุดที่เชื่อมโยงกันอยู่ เช่น ทำไมถึงต้องอาสาไปตั้งชื่อให้? มีตอนหนึ่งกล่าวว่า ยุคที่พ่อของนางเองขึ้นเป็นประมุขตระกูล ตระกูลจวิ๋นค่อนข้างมีอำนาจสูงมาก //หรือจะเป็นเพราะเมียพี่แกเป็นน้องสาวของพระชายา ทำให้หยิบยืมอำนาจจากวังหลวงได้

แต่ที่ไม่เข้าใจคือ ทำไมต้องตั้งชื่อว่า หลี่หวง? ซึ่งเป็นความหมายที่ไม่ค่อยดีเลย แล้วตอนที่พระชายาไปตั้งชื่อ แม่นางเองอยู่ไหน? ถ้าอยู่แล้วทำไมไม่ตั้งเอง?

จบบทที่ ตอนที่78 ความหมายของชื่อหลี่หวง

คัดลอกลิงก์แล้ว