เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่37 หาปัญหามักง่ายเสมอ

ตอนที่37 หาปัญหามักง่ายเสมอ

ตอนที่37 หาปัญหามักง่ายเสมอ


ตอนที่37 หาปัญหามักง่ายเสมอ

“แต่ถ้าเขาคนนั้นคือคนที่เจ้ารักล่ะ?”

“คนที่ข้ารัก?”

หลี่หวงกล่าวทวนคำนี้ซ้ำไปเวียนมาด้วยความสงสัย ก่อนจะส่ายหัวกล่าวตอบอย่างเย็นชาไปว่า

“ข้าไม่มีคนที่ตนรู้สึกแบบนั้น”

หลิงฉางเจวี่ยที่ได้ยินแบบนั้นำพลันเจ็บจี๊ดราวกับมีคมมีดทิ่มแทงทะลุหัวใจ ช่างเป็นอะไรที่เจ็บปวดยิ่งนัก

หลังจากที่หลี่หวงกล่าวประโยคนี้ออกมา เขารู้สึกเสียใจกับนางอย่างยิ่ง

หลิงฉางเจวี่ยทิ้งเพียงรอยจูบบนแก้มของนางและกล่าวน้ำเสียงอ่อนโยนต่อว่า

“สำหรับเรื่องตัวตนของข้า สักวันเจ้าจะทราบในไม่ช้า ได้ฟังเช่นนี้แล้ว...ยังดีกว่าต้องมารอคอยอย่างไร้จุดหมายจริงหรือไม่?”

หลี่หวงไม่ค่อยชอบภาพฉากอะไรที่หวานเลียนแบบนี้ จึงยกมือผลักหลิงฉางเจวี่ยออกไปและกล่าวพร้อมสีหน้าบึ้งตึงว่า

“ข้าจะลองเชื่อเจ้าสักครา”

หลินฉางเจวี่ยยิ้มและเดินกลับไปนั่งกล่าวว่า

“ขอบคุณสำหรับความไว้ใจฮูหยินของข้า เช่นนั้นรีบกินข้าวเอาแรงเถิด”

หลี่หวงหยิบตะเกียบขึ้นมาอีกครั้งและกินอาหารตรงหน้าอย่างเพลิดเพลิน ดื่มด่ำกับแสงเทียนยามรัตติกาล เคียงคู่ไปกับสายลมเย็นและหลิงฉางเจวี่ย

หลัวจากนั้นหลิงฉางเจวี่ยก็เหาะเหินเดินอากาศมาส่งหลี่หวงกลับจวนดังเดิม ก่อนจะลาจากนางไป

เขาทะยานลง ณ ทะเลสาบแห่งหนึ่งอันเงียบสงัด ยืนชื่นชมทัศนีย์ภาพยามค่ำคืน ยกมือไพล่หลัง พลางกดสายตาเฝ้ามองผิวน้ำนิ่งสงบ ทว่าจิตใจของเขากลับเดือดพล่าน

“หลี่หวง...ไยเจ้าถึงเป็นคนน่ากลัวปานนี้กัน?”

นางเคยพบเคยผ่านอะไรในชีวิตกันแน่ ถึงต้องดูระมัดระวังตัวมากถึงขนาดนี้?

“สตรีพิษ เจ้าจะใจร้ายกับข้าหรือไม่?”

เมื่อนึกถึงภาพฉากที่หลี่หวงพูดว่า ‘ข้าไม่มีคนที่ตนรู้สึกแบบนั้น’ หลินฉางเจวี่ยพลันรู้สึกปวดใจอย่างบอกไม่ถูก ทั้งยังจดจำได้แม่นไม่เสื่อมคลาย

ถึงจะพยายามหาคำตอบว่า เหตุใดนางถึงถามแบบนั้น แต่สุดท้ายเขากลับรู้สึกมืดแปดด้าน

หลิงฉางเจวี่ยนอนไม่หลับตลอดทั้งคืนนั้น

หลี่หวงเองก็ได้แต่เดินวนไปวนมารอบเรือนบุปผาโปรยปราย นอนไม่หลับเช่นกัน

มารหัวใจ สิ่งนี้เปรียบเสมือนมารหัวใจของทั้งสอง

ผ่านไปอีกหนึ่งคืน หลี่หวงลุกขึ้นจากฟูกนอนอย่างเกียจคร้าน ในตอนนี้วงกลมใต้ขอบตายิ่งดูดำคล่ำขึ้นไปอีก

“นายท่าน ยามนี้คลื่นอารมณ์ภายในใจกลับสับสนวุ่นวาย”

เหยาอวี้จับจ้องไปที่ใบหน้าอันแสนเหนื่อยล้าของหลี่หวง ก่อนจะเปิดปากกล่าวออกมา

“ก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น อย่าได้กังวลไป”

หลี่หวงกล่าวตอบออกไปแบบนั้น และลุกขึ้นจากฟูกเดินไปล้างหน้าล้างตา และเปลี่ยนเสื้อผ้าแพรพรรณ

เหยาอวี้หันลอยกลับมานั่งบนฟูก พลางครุ่นคิดอย่างเงียบงัน

ก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น? มันหมายความว่าอย่างไร?

มันเป็นวิญญาณแห่งศาสตราวุธ ไม่มีทั้งอารมณ์และความรู้สึก หรือแม้แต่สิ่งที่เรียกว่าความปรารถนาแบบมนุษย์ แต่ถึงแบบนั้นมันก็เฝ้ามองและสังเกตอากัปกิริยาของหลี่หวงตลอดมา จึงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน

ดีหรือไม่ดีกลับพูดได้ยาก แต่สำหรับคนที่ไม่รู้จักคำว่า‘ความรัก’อย่างหลี่หวง บางทีนี่จะอาจเป็นปัญหาที่รบกวนจิตใจกว่าที่คิด

อย่างไรก็ตาม หน้าที่ความรับผิดชอบหลักของมันก็คือ การช่วยและสนับสนุนให้เจ้านายของมันกลายขึ้นมาเป็นนักหลอมโอสถที่เก่งกาจ สำหรับเรื่องส่วนตัวของเจ้านาย มันกลับไม่อยากยุ่งจนล้ำเส้นเกินไป

หลี่หวงจัดการทุกอย่างดูเชื่องช้าไปหมด ก่อนจะออกไปรับประทานข้าวเช้า

“เมื่อวานเสี่ยวอี้ไม่ได้กลับมา?”

หลี่หวงเอ่ยถามสาวรับใช้ทั้งสองที่กำลังหันผักอยู่ในครัว

“โปรดอภัยด้วยนายหญิง คุณชายสามยังไม่กลับมาตั้งแต่เมื่อคืนเลย”

สาวรับใช้นางหนึ่งรีบกล่าวขอโทษทันที

“งั้นฝากเตรียมอาหารเช้าเผื่อเขาไว้ด้วย เสร็จแล้วค่อยไปทำงานบ้านอื่น”

หลี่หวงกล่าวเสียงเรียบ

“รับทราบ”

หลังจากสาวรับใช้ทั้งสองโค้งคำนับให้ หลี่หวงก็เดินไปรับประทานอาหารตามปกติ

ระหว่างทานนั่นเอง หลี่หวงพลันถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง

แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงโวยวายดังขึ้นจากด้านนอกเรือนบุปผาโปรยปราย พร้อมกับสาวรับใช้ทั้งสองคนนั้นที่รีบเร่งเข้ามาหา

หลี่หวงเหลือบหางตามองพวกนางเล็กน้อยก่อนพยักหน้าให้ ซึ่งทั้งสองก็เข้าใจในทันทีและพาเจ้าของเสียงโวยวายด้านนอกเข้ามา

“....”

หลี่หวงยกถ้วยชาขึ้นมาริมจิบอย่างแช่มช้า โดยไม่สนใจจวิ๋นรั่วผู้เป็นแขกที่นั่งตรงข้ามเลย

“นี่! จวิ๋นหลี่หวง!”

จวิ๋นรั่วที่เห็นว่าหลี่หวงไม่สนใจตนเลย ก็เลยตะโกนขานชื่ออีกครั้ง เจือน้ำเสียงไม่ค่อยสู้ดีนัก

“คนอื่นใช้ก้นเพื่อผายลม แต่ไฉนเจ้าถึงใช้ปาก?”

หลี่หวงกล่าวน้ำเสียงห้วนคำหนึ่งเหมือนจะรำคาญ พลางคิดกับตัวเองในใจว่า

‘เหอะ อยากตัดลิ้นไม่ก็กรอกพิษทำลายกล่องเสียงนังนี่ทิ้งเสียจริง พอมีปากก็ใช้คุ้มเหลือเกิน แหกปากไม่หยุด’

“เจ้า!!”

จวิ๋รรั่วรีบเร่งระงับความโกรธลงภายในใจทันที เพราะนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายยังจำเป็นต่อตนอยู่ คิดได้ดังนั้นจึงรีบปั้นยิ้มกล่าวกับหลี่หวงขึ้นทันทีว่า

“หลี่หวง เอ่อ...ครั้งก่อนที่เจ้าให้โอสถข้ามา ไฉนคนที่รับประทานไปถึงบอกว่าอ้วกไม่หยุดเลยล่ะ?”

“แปดวันจึงจะเห็นผล นี่แค่วันที่สอง ยังอยู่ในกระบวนการแท้งเด็ก”

หลี่หวงกล่าวขึ้นย่างแช่มช้า

“แล้วมีวิธีใดที่สามารถ...ซ่อนชีพจรได้หรือไม่?”

จวิ๋นรั่วทราบดีว่าแม่ของนางกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากแล้ว มิฉะนั้นคงไม่บังคับให้นางไปหาทางช่วยโดยด่วนแบบนี้

จะอย่างไรขณะที่ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี จู่ๆท่านพ่อก็พลันสังเกตเห็นถึงความผิดปกติบางอย่างของแม่นางเข้า จึงได้เชื้อเชิญหมอจากหอโอสถมาตรวจชีพจรให้ เกรงว่าอีกไม่นานก็น่าจะมาถึงแล้วด้วย และถ้าหากแม่ของนางถูกจับได้ขึ้นมา มีหวังทุกอย่างคงต้องจบสิ้น!

สุดท้ายนี้จวิ๋นรั่วไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรีบวิ่งเต้นมาหาหลี่หวงถึงเรือนบุปผาโปรยปรายแห่งนี้

“ไม่มี”

ถึงมีหลี่หวงก็ไม่ให้

เมื่อจวิ๋นรั่วได้ยินแบบนั้น ความหวังทั้งหมดของนางก็พังทลายลงทันที

สายตาของจวิ๋นรั่วจับจ้องหลี่หวงเขม็งอย่างดุร้ายยิ่ง ทั้งที่ทราบดีว่าผลลัพธ์หลังจากนี้จะออกมาเป็นอย่างไน แต่ไฉนนังแพศยานี่ยังกล้าพูดออกมาอย่างสบายใจปานนี้กัน!

“แต่ข้าสามารถถ่วงเวลาหมอจากหอโอสถได้ แต่ข้ามีหนึ่งเงื่อนไข”

ผ่านไปเนินนาน หลังจากริมจิบชาจนหมดถ้วยนึง หลี่หวงก็เอ่ยน้ำเสียงเรียบขึ้นมาอีกครั้ง

“เงื่อนไขอะไร?”

ทันใดนั้นแววตาของจวิ๋นรั่วพลันเปล่งประกายแสงแห่งความหวังขึ้นมาอีกครั้ง

“หยุดพล่ามกับข้า”

“ได้! ได้! อย่าว่าแต่พูดด้วยเลย ต่อไปนี้ข้าจะไม่มารบกวนเจ้าอีกแล้ว!”

จวิ๋นรั่วรีบเอ่ยปากสาบานกับฟ้าดินทันที นี่เป็นโอกาสเดียวที่นางจะช่วยแม่ตนเองได้

หลี่หวงที่ได้ยินแบบรนั้น ก็จับจ้องจวิ๋นรั่วด้วยรอยยิ้มที่ไม่ใช่รอยยิ้ม ซึ่งนี่ทำเอาจวิ๋นรั่วที่มองอยู่ตกใจอย่างมาก

“เช่นนั้นก็ไสหัวไปซะ อย่าเข้ามาเหยียบย้ำเรือนบุปผาโปรยปรายของข้าอีก”

หลี่หวงตะโกนออกคำสั่ง ขับไล่อีกฝ่ายออกไปโดยตรง

แม้ว่านางจะรู้สึกโกรธไม่น้อยที่โดนขับไล่ไสส่ง ทว่านางกลับไม่กล้าพูดอะไรเช่นกัน รอจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย การจะแก้แค้นนังแพศยาหลี่หวงก็ยังไม่มีคำว่าสายเกินไป!

จวิ๋นรั่วรีบตรงออกจากเรือนบุปผาโปรยปรายและกลับเข้าไปในเรือนพิรุธร่วงโรยทันที

“ไฉนถึงเสนอเงื่อนไขเช่นนั้นออกไป?”

เหยาอวี้เอ่ยถามเจือสีหน้างุนงง

“เพราะหนึ่ง พวกนางสองแม่ลูกจะตกหลุมที่ตัวเองขุดขึ้นเอง”

“หมายถึงว่าอันใด?”

ฮั่วหยางเองก็พุ่งตรงเข้ามาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน

“ข้าไม่เชื่อว่า พวกนางสองแม่ลูกจะทนไม่มาหาเรื่องข้าได้แน่นอน”

“แล้วอย่างไรต่อ?”

ครั้งนี้หลี่หวงกลับไม่ตอบ แต่ระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่นอย่างน่าประหลาด

เหยาอวี้และฮั่วหยางมองหน้าสบตากันไปมา พลางรู้สึกเสียวสันหลังวาบราวกับหนาวเหน็บจับขั้วกระดูก จนเนื้อตัวสั่นเทาอย่างอดมิได้

พวกมันทั้งสองหันไปมองทางหลี่หวงอีกครั้งด้วยสีหน้าหวาดผวา

ยอมล่วงเกินเทพเซียนยังดีกว่าล่วงเกินนายท่านผู้นี้!

หลี่หวงไม่สนว่าเด็กน้อยสองตัวนี้จะคิดเห็นอย่างไรกับตน นางลุกขึ้นและเดินทางออกไปยังหอโอสถทันที

ณ หอโอสถ

“ทำความเคารพคุณหนูใหญ่!”

เมื่อหลี่หวงก้าวเข้ามาในหอโอสถ หมอทุกท่านต่างหยุดมือที่กำลังพัลวันและโค้งคำนับให้หลี่หวงโดยพร้อมเพรียง

“อืม”

หลี่หวงพยักหน้าตอบเล็กน้อย

“คุณหนูใหญ่ วันนี้มาเยี่ยมเยือนหอโอสถของทางเรา มิทราบว่ามีธุระหรือเหตุใดอันใดรึ?”

หนึ่งในผู้อาวุโสของหอโอสถตรงเข้ามาพร้อมประสานมือเอ่ยถามอย่างสุภาพ

“ระยะนี้ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายเนื้อสบายตัว”

หลี่หวงแสร้งปั้นหน้าไม่สบายใจ กล่าวน้ำเสียงแผ่วอ่อนดูไม่ค่อยสู้ดีนัก

สีหน้าของอาวุโสคนนั้นแปรเปลี่ยนไปอย่างมาก ดูจริงจังขึ้นถนัดตาในทันที จากนั้นก็รีบเร่งนำทางหลี่หวงเชิญไปนั่งประจำที่ตรวจอย่างนอบน้อม

“คุณหนูใหญ่ เราชายชราขออนุญาตจับชีพจรของท่านเล็กน้อย”

หลี่หวงพยักหน้าพร้อมยื่นมือออกไปวางตรงหน้า เมื่อผู้อาวุโสคนนั้นถาบนิ้วบนข้อมือของนางก็ถึงกับหน้าเปลี่ยนสี

“คุณหนูใหญ่...ท่านมีอาการอย่างไรบ้าง?”

ผู้อาวุโสคนนั้นปาดเหงื่อไปทีหนึ่งและเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง

“ร่างกายอ่อนเพลีย กินไม่ได้นอนไม่หลับ รู้สึกปวดเมื่อยทั่วกระดูกไปหมด”

หลี่หวงกล่าวอธิบายอาการทั้งหมดออกไปตามตรง

ผู้อาวุโสถึงกับสันสนอย่างยิ่งภายในใจ จังหวะชีพจรนี่มันอะไรกัน? ไร้เสถียรสับสนจนไม่สามารถอธิบายได้

ราวกับถูกธาตุไฟเข้าแทรก...

“ข้าจะรีบเร่งตรวจหาสาเหตุโดยเร็วที่สุด คุณหนูใหญ่โปรดกลับจวนไปพักผ่อนให้เพียงพอ หลังจากทราบแล้วจะรีบหลอมกลั่นโอสถไปให้”

ผู้อาวุโสคนนั้นรีบกล่าวอย่างกระอักกระอ่วนใจ นี่มันโรคอะไรกัน? เกรงว่าต้องรีบระดมพลผู้อาวุโสทุกท่านในหอโอสถเพื่อตรวจหาความจริงโดยเร็วที่สุด!

“ขอบคุณผู้อาวุโสอย่างยิ่ง”

หลี่หวงพยักหน้าและลุกขึ้นจากไปทันที

การจะหาปัญหาใส่หัวใครสักคนมักง่ายเสมอ

แน่นอนว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนทั้งหมด

หลังจากออกมาจากหอโอสถ หลี่หวงก็แสยะยิ้มขึ้นมาทีหนึ่ง ดูเหมือนจะพึงพอใจกับผลลัพธ์เช่นนี้มาก ซึ่งนี่ก็เพียงพอแล้วที่จะปั่นหัวให้หมอในหอโอสถยุ่งไปอีกหลายวัน

ซึ่งมันก็เป็นตามที่นางคิดไว้ไม่มีผิด

หลังจากที่นางจากออกไป หอโอสถวุ่นวายแทบระเบิด แต่ละคนต่างวิ่งไปเปิดตำราแพทย์ อ่านทบทวนทั้งหมดในทันที ไม่ว่ายังไงก็ต้องหาสาเหตุของอาการเจ็บป่วยของคุณหนูใหญ่ให้ได้ มิฉะนั้นหอโอสถจะต้องเสียชื่อเสียงครั้งใหญ่!

จบบทที่ ตอนที่37 หาปัญหามักง่ายเสมอ

คัดลอกลิงก์แล้ว