เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่36 มุมที่อ่อนโยนของหลี่หวง

ตอนที่36 มุมที่อ่อนโยนของหลี่หวง

ตอนที่36 มุมที่อ่อนโยนของหลี่หวง


ตอนที่36 มุมที่อ่อนโยนของหลี่หวง

น้ำตารินไหลออกมาจะเปรอะเปื้อนไปทั่วใบหน้าน้อยๆ เสียดายที่ไม่ได้เจอกันก่อนจากกันเป็นครั้งสุดท้าย

“ท่านแม่...ไฉนท่านแม่ถึง...ถึงทิ้งอี้เอ๋อร์ไว้คนเดียว!”

จวิ๋นอี้ตบโลงศพอย่างแรงไปสองสามที แม้กระทั่งฝ่ามือจะบวมแดงแต่ก็ยังตบไม่หยุด

ทุกคนในที่นี้ไม่มีใครออกไปหยุด ภายใต้บรรยากาศอันโศกเศร้าเช่นนี้ แต่ละคนต่างทราบดีว่าคนเป็นลูกย่อมเจ็บปวดเพียงใด

ณ โถงหลักที่ใช้จัดงานศพอันเงียบสงัด มีเพียงเสียงร้องห่มร้องไห้ของจวิ๋นอี้เท่านั้นที่เปล่งดังออกมา

“ท่านพ่อ...”

จวิ๋นอี้ร้องเรียกจวิ๋นจ้านทั้งน้ำตา

“ท่านแม่...ท่านแม่ตายอย่างไร?”

จวิ๋นอี้หยุดคิดเป็นเวลานานก่อนเอ่ยถามคำถามนี้ขึ้นมา

เขาเองก็ทราบว่าหลี่หวงก็อยู่ในงานศพของแม่ตน แต่ถึงยังไงเขาก็จำเป็นจะต้องรู้ความจริงให้จงได้

“นางฆ่าตัวตาย...เมื่อเราไปพบ แม่ของเจ้าก็นอนปราศจากลมหายใจพร้อมกระบี่เล่มหนึ่งในมือ”

“ฆ่าตัวตาย...เช่นนั้นรึ?”

จวิ๋นอี้พึมพำออกมา

“ฆ่าตัวตายก็ดี...ที่แท้ก็ฆ่าตัวตายนี่เอง...”

จวิ๋นอี้ถอนหายใจเฮือกหนึ่งออกมาด้วยความโล่งอก เขาในตอนนี้ทั้งร้องไห้และหัวเราะออกมาในเวลาเดียวกัน

ทว่าเวลานี้กลับไม่มีใครหัวเราะออกเลยสักคน

หลี่หวงที่เห็นท่าทีของจวิ๋นอี้ก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่งออกมา

กลับเป็นความคิดของตัวเราเองนี่แหละ...คือมารในใจ

แล้วจะช่วยอะไรได้ล่ะ?

โดนพิษยังมียารักษา แต่โดนความคิดที่เปรียบเสมือนมารในใจครอบงำ มีใครบ้างที่สามารถช่วยได้นอกจากตัวเราเอง?

หลี่หวงหลับตาลงอย่างเงียบงัน พยายยามลดความรู้สึกของตัวเองให้ลงสู่จุดต่ำสุด ไม่พูดไม่จาหรือแสดงความรู้สึกอันใดสักนิด

จวิ๋นอี้ยังคงนั่งอยู่หน้าโลงศพตลอดวัน ช่วงเที่ยง ฮูหยินรองกับจวิ๋นรั่วขอตัวออกไปพักผ่อนก่อน เนื่องจากช่วงนี้สุขภาพร่างกายไม่ค่อยดี ส่วนจวิ๋นจ้านก็ยังมีธุระอีกมากมายต้องจัดการ จึงอยู่ตรงนี้ได้ไม่นานเช่นกัน

หลี่หวงไม่อยากรบกวนใครเท่าไหร่ในเวลาแบบนี้ พอตกดึกเห็นว่าไม่มีใครสังเกตเห็น นางก็แอบลุกออกจากโถงหลักอย่างสงบเสงียม

“เจ้ามาได้อย่างไร?”

หลี่หวงจับจ้องไปที่ชายหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังยืนอาบแสงจันทร์ยามรัตติกาลอยู่เงียบๆ ก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย

“ก็ข้ากลัวว่าฮูหยินของข้าจะหิวตาย หากไม่แวะเวียนมาหาบ้าง มีหวังกำพร้าเมียเป็นแน่”

หลิงฉ่างเจวี่ยคลี่ยิ้มให้พร้อมเดินตรงมาหา ก่อนจะอุ้มร่างของหลี่หวงขึ้นมาในอ้อมแขน

“เจ้าจะทำอะไร!”

หลี่หวงรีบเอื้ออมือกอดคอของหลิงฉางเจวี่ยทันที เพื่อป้องกันมิให้ตัวเองร่วงตก

ทั่วใบหน้าของหลิงฉางเจวี่ยประดับยิ้มแย้ม เขากล่าวอย่างช้าๆ ขึ้นว่า

“ไปหาของอร่อยทานกัน”

ยังไม่ทันที่หลี่หวงจะตั้งตัวได้ดี หลิงฉางเจวี่ยก็พานางทะยานขึ้นฟ้าเหินหาวออกจากจวนตระกูลจวิ๋นโดยตรง

หลิงฉางเจวี่ยพาหลี่หวงมายังจัตุรัสกลางเมือง สิ่งที่นางเห็นในตอนนี้คือ ลานจัตุรัสกว้างที่เต็มไปด้วยแสงเทียนส่องสว่างอยู่ทั่ว ข้างทางทั้งสองฝั่งมีร้านอาหารหลากหลายรูปแบบ พร้อมจานชามและตะเกียบที่วางไว้พร้อม

ดินเนอร์ใต้แสงเทียน?

หลี่หวงอดคิดขึ้นไม่ได้

อย่างไรก็ตาม หลี่หวงที่แอบหลุดยิ้มก็รีบส่ายหัวสลัดความคิดเหล่านั้นออกไปทันที นี่นางกำลังคิดบ้าอะไรอยู่

หลิงฉางเจวี่ยหันไปมองศีรษะน้อยๆ ของนางที่ส่ายไปมาในอ้อมอก ก็อดขำไม่ได้ นางในตอนนี้ดูน่ารักมากเลย

เมื่อปลายเท้าของเขาสัมผัสพื้น ทั้งสองก็เดินตรงเข้าไปในลานจัตุรัสทันที

เดินตรงเข้าไปร้านหนึ่งที่ดูหรูหรากว่าร้านอื่นๆ ซึ่งร้านอาหารดังกล่าวอยู่ติดกับทัศนีย์แม่น้ำที่ผ่ากลางเมือง

พอเข้ามาข้างในก็พบว่า โต๊ะอาหารถูกจัดเตรียมเพียบพร้อมไว้หมดแล้ว

หลิงฉางเจวี่ยยกมือเรียกเสี่ยวเอ๋อเพื่อขอเก้าอี้พิเศษสำหรับหลี่หวง

ทันทีทีหลี่หวงเห็นเสี่ยวเอ๋อหยิบเก้าอี้พิเศษตัวนั้นมา สีหน้าของนางก็ถึงกับมืดทมิฬลงทันใด

นี่มันเก้าอี้สำหรับเด็กไม่ใช่เหรอ? หมอนี่กำลังจะบอกว่าข้าเตี้ยงั้นรึ!

แม้นี่จะเป็นความปรารถนาดีของอีกฝ่ายก็ตาม แต่นางอยากยกเก้าอี้ฟาดหัวใส่สักทีจริงๆ

ดวงตาคู่คมกริบของนางสาดเข้าใส่หลิงฉางเจวี่ยอย่างอดไม่ได้

“มีอะไรรึ?”

หลิงฉ่างเจวี่ยเอ่ยถามขึ้นทันทีที่เห็นหลี่หวงเม้มปากจิกตาใส่ ทว่ากลับไม่พูดอะไรออกมาสักคำ

“หึ!”

หลี่หวงสะบัดหน้าหนีอีกฝ่ายเชิดหน้าไปด้านหนึ่ง โดยไม่สนใจเขาอีกต่อไป

“หุหุ”

หลิงฉางเจวี่ยยกมือป้องปากหัวเราะกับตัวเองเบาๆ คนหัวไวอย่างเขามีหรือจะไม่ทราบว่า หลี่หวงโมโหตนเรื่องอะไร?

เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบน่องไก่ลงในชามของหลี่หวง พลางกล่าวติดตลกขึ้นว่า

“กินเยอะๆ จะได้ตัวสูง”

“ว่าข้าเตี้ยงั้นรึ!”

“ฮ่าฮ่าๆๆ ...”

“ฮ่าฮ่า! ขำตายล่ะ! ตายซะ!!”

ชั่วจังหวะนั่นเอง หลี่หวงหยิบพิษกำมือหนึ่งออกจากแหวนมิติและสาดใส่หลิงฉางเจวี่ยตรงหน้าเพื่อโจมตีอย่างฉับพลัน

“เปล่า ข้าแค่ยิ้มเท่านั้น”

หลิงฉางเจวี่ยรีบหุบยิ้มและเบี่ยงตัวหลบพิษทันที ก่อนจะคว้าอุ้งมือน้อยๆ ของหลี่หวงที่โจมตีเมื่อกี้พร้อมประกบจูบลงบนฝ่ามือโดยตรง

“...”

หลี่หวงสงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว เหลือบสายตาลงมามองบนฝ่ามือตัวเองเล็กน้อยก่อนจะชักกลับมไป

“กินเถิด”

หลิงฉางเจวี่ยหยิบตะเกียบในมือและตักข้าวในข้าวเข้าปาก กล่าวกับหลี่หวงที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ว่า

“ข้ารู้ว่าเจ้ายังไม่ทานอะไรมาเลยตั้งแต่เช้า ทานสักหน่อยเถิด เดี๋ยวร่างกายเจ้าจะอ่อนเพลียเอาได้”

หลี่หวงเงยหน้ามองหลิงฉางเจวี่ยเล็กน้อย ตั้งแต่ตอบตกลงไปในครานั้น เขาก็ดูจะอ่อนโยนกับข้ามาตลอด?

เพราะเป็นฮูหยินในนามของเขาแล้วงั้นรึ? แต่ถ้าต้องการแต่งงานเพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้คนรอบตัวมาสนใจ ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเอาใจใส่ข้าขนาดนี้ก็ได้ หรือหมอนี่จะพอมีใจให้ข้าแล้ว?

ไม่รู้ทำไม หลี่หวงถึงรู้สึกแอบดีใจขึ้นมาเล็กๆ พอนึกได้แบบนั้น

หลี่หวงหยิบตะเกียบขึ้นมาและเริ่มรับประทานอาหารอย่างเงียบๆ

กล่าวกันตามตรง เวลานี้นางไม่มีความหิวเลยแม้แต่น้อย มองดูอาหารที่ถูกจัดเรียงจนเต็มโต๊ะ ทว่านางกลับรู้สึกไม่อยากอาหารเลยจริงๆ

เพราะมีเรื่องหนึ่งอยู่ในใจที่ยังกังวล จนไม่สนใจอย่างอื่นสักเท่าไหร่

“อาหารพวกนี้เจ้าคงไม่ชอบกระมัง?”

หลิงฉางเจวี่ยเอ่ยถามเจือสีหน้ากังวล เมื่อเห็นว่าหลี่หวงทานน้อยมาก

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาชวนสตรีไปรับประทานอาหารด้วยกัน จึงไม่รู้ว่าโดยปกติแล้วผู้หญิงเขาชอบทานอะไรกัน หรือสาวน้อยคนนี้ไม่ชอบกินน่องไก่กัน?

“หลิงฉางเจวี่ย”

หลี่หวงไม่ได้ตอบคำถามของเขา แต่วางชามและตะเกียบลงทันทีและขานชื่อเขาออกมา

หลินฉางเจวี่ยถึงกับตะลึงงันไปเล็กน้อย เพราะเท่าที่เขาจำความได้ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่หลี่หวงเรียกเขาว่า ‘หลิงฉางเจวี่ย’

เมื่อเงยหน้ามองหลี่หวง เขากลับเห็นว่าอีกฝ่ายหาได้มองหน้าสบสายตากับเขา นางกำลังก้มหน้าก้มตาราวกับกำลังคิดอะไรอยู่

“เจ้าเป็นใคร?”

นี่เป็นคำถามที่สองที่หลุดออกมาจากปากของจวิ๋นหลี่หวง แต่เพียงเท่านี้หลิงฉางเจวี่ยก็ทราบทันทีว่า สิ่งที่นางอยากรู้จริงๆ คืออะไร

ก่อนหน้านี้ที่นางไม่ได้เอ่ยถามออกไป เพราะรู้สึกว่ามันไม่จำเป็น เพราะชายคนนี้ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับตนเลย เขาก็คือเขา หลี่หวงก็คือหลี่หวง ญาติก็ไม่ใช่เป็นแค่คนแปลกหน้าเท่านั้น ทว่าตอนนี้กลับแตกต่างกันออกไป ในเมื่อนางตอบตกลงเรื่องหมั้นหมาย ไม่ว่ายังไงตัวหลี่หวงเองจำเป็นจะต้องทราบถึงภูมิหลังของอีกฝ่ายก่อน

นี่เป็นมื้ออาหารที่แย่มาก

“สาวน้อย เจ้าอยากรู้เรื่องพวกนี้เพราะอยากรู้จักข้าจริงๆ น่ะรึ?”

หลิงฉางเจวี่ยเอ่ยถามขึ้นน้ำเสียงเบา

“เปล่า”

หลี่หวงตอบปฏิเสธน้ำเสียงฟังดูมั่นใจ

“ข้าต้องทราบภูมิหลังของเจ้าก่อน เผื่ออนาคตจะได้มีทางหนีทีไล่”

หลี่หวงเงยหน้าขึ้นสบตากับหลิงฉางเจวี่ยโดยตรง นัยน์ตาสีม่วงปะทะกับนัยน์ตาสีทอง ทั้งสองต่างไม่มีใครยอมใครเลย

หลี่หวงต้องการรู้รายละเอียดเกี่ยวกับหลิงฉางเจวี่ยไว้บ้าง

“อันที่จริงแล้ว ที่เจ้าต้องการแต่งงานกับเจ้า เพราะมีจุดประสงค์อื่นจริงๆ? และบางทีอาจจะมากกว่าที่ข้าเคยคาดเดาไป”

หลี่หวงกล่าวเสริมเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งประโยค

หลิงฉางเจวี่ยจ้องมองแววตาของหลี่หวงสักพักใหญ่ ก่อนจะคลายเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ

เขาลุกขึ้นจากที่นั่งและเดินไปอยู่ข้างหลังหลี่หวง และค่อยๆ โน้มตัวกอดนางอย่างแผ่วเบา

“เจ้าฉลาดนัก”

“ก็เจ้าเป็นคนเช่นนี้”

นางกล่าวตอบออกไปโดยไม่มีท่าทีขัดขืนใดๆ

“ทั่วผืนพิภพต่างหันคมอาวุธใส่สตรีพิษ พอเจอตัวจริงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดกลับหาใช่พิษ แต่เป็นความคิดความอ่าน...”

“อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง”

หลี่หวงไม่หลงกลตามน้ำอีกฝ่าย

“เอาล่ะ หากเจ้าอยากรู้ว่าข้าเป็นใคร เช่นนี้มีหนี่งคำถามที่เจ้าต้องตอบมาเสียก่อน หากวันหนึ่งข้าคนนี้ทำร้ายจิตใจของเจ้า วันนั้นเจ้าจะตามล่าข้าสุดขอบพิภพหรือไม่?”

หลี่อึ้งไปสักพักเมื่อได้ยินคำถามเช่นนี้

แต่คำตอบก็แน่นอนอยู่แล้ว มีหรือที่นางจะอยู่เฉย?

“ผู้ใดทำร้ายข้าไม่ว่าจิตใจหรือร่างกาย จุดจบของมันผู้นั้นคือความตาย”

นี่คือหลักฐานที่นางถือปฏิบัติมาโดยตลอด

จบบทที่ ตอนที่36 มุมที่อ่อนโยนของหลี่หวง

คัดลอกลิงก์แล้ว