เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่23 ไม่มีสมอง

ตอนที่23 ไม่มีสมอง

ตอนที่23 ไม่มีสมอง


ตอนที่23 ไม่มีสมอง

หลับนี่นะ!

เจ้าเด็กนี่เผลอหลับไป!

ภายใต้สภาพแวดล้อมที่โดนขังกรง ถูกเคลื่อนย้ายเสียงดังสารพัด แต่ยังหลับลงอีกเหรอ!

นอกจากนี้ดูเหมือนว่าเจ้าเด็กนี่กำลังฝันหวานอยู่อีก! ใบหน้าเด็กจิ๋วดูอวบอิ่มน่ารักไม่น้อยเลย! เสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอดังขึ้นหูหลี่หวง ทำเอานางรู้สึกหัวใจพองโตขึ้นทันที

“หรือว่าสัตว์อสูรระดับนี้มันไม่กลัวอะไรกับกรงขังแค่นี้อยู่แล้ว?”

หลี่หวงรำพึงรำพันกับตนเอง

ไฉนช่วงทั้งที่อยู่ในช่วงเวลาแบบนี้แต่กลับไม่รู้สึกถึงวิกฤต?

แต่ไม่มีทางเลือกอื่น

จะให้นั่งรอจนเจ้าเด็กนี่ตื่นคงเช้าพอดีกระมัง!

ช่างเถอะ ลองทำเสียงอะไรให้ตื่นดูก่อน

ตึง!

หลี่หวงเปิดกรงทำให้เกิดเสียงดังเล็กน้อย

“งือ?”

เจ้นเด็กผู้ชายตัวน้อยเอ่ยขึ้นเสียงหนึ่งด้วยความสะลึมสะลือ ลืมตาขึ้นเจือสีหน้าเกียจคร้าน

หลี่หวงหยิบโอสถเม็ดหนึ่งออกมาและยัดเข้าปากน้อยๆของอีกฝ่ายโดยตรง

“กินลูกกวาดเร็ว”

“หวานจัง หวานจัง...”

เด็กผู้ชายตัวน้อยหัวเราะคิกคักแต่ยังคงเจือท่าทีสะลึมสะลือ ดูท่าเจ้าเด็กนี่จะชอบกินลูกกวาด!

“นอนต่อเถอะ เดี๋ยวพี่สาวผู้นี้พากลับบ้าน”

หลี่หวงกล่าวจบก็กล่อมอีกฝ่ายให้หลับไป น้ำเสียงที่เปล่งร้องช่างอ่อนโยนราวกับพี่สาวแท้ๆที่กำลังกลอมน้องชายตัวน้อยนอนด้วยความรักใคร่

แต่แน่นอน...ทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตา

ลืมไปแล้วรึว่า...หลี่หวงเป็นใคร?

โอ้เอ้~

หลี่หวงอุ้งเจ้าตัวน้อยขึ้นมาพักบนไหล่ โยกซ้ายโยกขวาไปมาเพื่อกล่อมเด็กให้หลับ

“หลับนะลูก หลับนะลูก~”

“....”

หลี่หวงร้องเพลงกลอมเสียงหวานพร้อมใบหน้ายิ้มแย้ม เจ้าตัวน้อยที่อยู่ในท่านอนสบายในอ้อมกอดของนาง สักพักหนึ่งศีรษะอีกฝ่ายก็ฟุบลงบนบ่า และหลับไปอีกครั้งโดยไม่ทันรู้ตัว

เพียงเสี้ยวพริบตา อุณหภูมิทั่วร่างของเจ้าตัวน้อยที่แต่เดิมร้อนระอุ ยามนี้ก็เย็นลงมากแล้ว

เจ้าตัวน้อยหลับไปโดนไม่ทันรู้สึกรู้สาอะไร...

‘ข้ารู้สึกว่านายท่านจะต่ำตมเกินไปแล้ว...’

เหยาอวี้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่งเสียงบนอยู่ในห้วงความคิดของหลี่หวง

‘ห๊ะ? เมื่อครู่เจ้ากล่าวอันใด?’

‘เปล่า! เปล่า! ข้าหมายถึงนายท่านช่างฉลาดแยบยล!’

‘ดี ดี อยู่เป็นหนิ’

หลี่หวงมองเจ้าตัวน้อยในอ้อมแขนพลันแสยะยิ้มแสนชั่วร้ายออกมา โอสถที่นางเพิ่งให้ไปหาใช่ลูกกวาดหรือโอสถเสริมพลัง แต่เป็นโอสถสลายพลังระดับสูง ไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้ทานสูญเสียพลังบ่มเพาะไปชั่วขณะหนึ่ง แต่ยังเป็นยานอนหลับชั้นเยี่ยมที่มีผลกับทั้งมนุษย์และสัตว์อสูร

อย่างไรก็ตามสัตว์อสูรที่มีรูปรร่างเหมือนมนุษย์แบบนี้ คาดได้ว่าฤทธิ์โอสถคงกดประสาทอีกฝ่ายไว้ได้ไม่นาน

ทว่าตามหลักแล้ว สัตว์อสูรที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์มักจะมีสติปัญญาที่สูงกว่าสัตว์อสูรทั่วไปมาก แต่ไฉนเจ้าเด็กนี่ถึงหลอกง่ายนัก?

แต่เห็นได้ชัดว่านี่หาใช่เวลามาคิดหาคำตอบกับเรื่องพรรค์นี้ ฤทธิ์โอสถคงอยู่ได้อีกไม่นาน นางต้องรีบทำพันธสัญญากับเจ้าเด็กนี่ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน!

หลี่หวงใช้มือทั้งสองข้างแนบไปที่แผ่นหลังของเจ้าตัวน้อย ขยับปากเอ่ยพึมพำท่องคาถาอะไรสักอย่าง

“ประทับสัญญา!”

เมื่อคำกล่าวสุดท้ายเอ่ยจบ ฝ่ามือทั้งสองข้างของหลี่หวงที่ประทับอยู่บนแผ่นหลังเจ้าตัวน้อยก็ปรากฏวงแหวนแห่งพันธสัญญาสีแดงเพลิงขึ้น!

ยิ่งแสงเปล่งประกายเจิดจ้าก็ยิ่งทำให้อุณหภูมิโดยรอบเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด!

เฉพาะช่วงเวลานี้ หลี่หวงอุทานกับตัวเองขึ้นทันทีว่า เจ้าเด็กนี่จะต้องเป็นสัตว์อสูรสายเลือดบริสุทธิ์มากแน่นอน!

มิฉะนั้นพันธสัญญาแห่งไฟที่ปรากฏคงไม่สามารถทะลุจุดเดือดได้สูงปานนี้

วงแหวนพันธสัญญาเพิ่งหายไป ทันทีทันใดพลันปรากฏวงแหวนแห่งพัฒนาการใต้เท้าของหลี่หวง!

วงแหวนแห่งพัฒนาการคือสัญญาของนักอัญเชิญที่กำลังเลื่อนระดับชั้น!

วงแหวนทั้งเจ็ดสีหมุนติ๊วใต้เท้าของหลี่หวงด้วยความไวสูง ทุกรอบที่บรรจบกันหนึ่งครั้ง ระดับพลังบ่มเพาะของหลี่หวงจะเพิ่มขึ้นหนึ่งดาว!

เพียงพริบตาเดียว วงแหวนได้หมุนบรรจบกันครบสิบแปดรอบ!

และบัดนี้หลี่หวงก็ทะลวงขึ้นกลายเป็นนักอัญเชิญที่แท้จริงแล้ว!

นักอัญเชิญชั้นกลางเก้าดาว!

คนในวัยเดียวกันไม่มีใครสามารถไล่ตามระดับพลังบ่มเพาะของนางได้!

นางเพิ่งเลื่อนขั้นรวดเดียวถึงสิบแปดดาว และดูเหมือนว่าเจ้าตัวน้อยจะได้รับบาดเจ็บเช่นกัน ทันใดนั้นสุ้มเสียงของเหยาอวี้ก็ดังก้องขึ้นมาในหัวของนาง น้ำเสียงเร้นแฝงความอยากรู้อยากเห็นอยู่หนึ่งส่วน

“เจ้ารู้จักชื่อเจ้าหนูน้อยรึยัง?”

“เขาชื่อจูวเฉวียง”

จูวเฉวียง...

หลี่หวงเหมือนว่าจะรู้อะไรบางอย่าง

“พวกเรากลับกันก่อนเถอะ”

หลี่หวงพึมพำขึ้นคำหนึ่งและยังคงอุ้มจูวน้อยอยู่ในอ้อมแขนออกไปข้างนอก

ตอนนี้นางเลื่อนชั้นขึ้นเป็นนักอัญเชิญชั้นกลางระดับเก้าแล้ว และสามารถใช้ทักษะของนักอัญเชิญบางชนิดได้แล้ว!

ห้องรับรองหมายเลขสอง

“นะ-นะ-นะ-นาง...นางออกไปแล้ว!”

หลิงเฟิงรีบชี้นนิ้วไปที่ภาพฉาก บนนั้นไม่มีใครอยู่ในห้องอีกต่อไปแล้ว!

พี่สะใภ้เก้าเพิ่งทำสัญญากับสัตว์อสูรไปหมาดๆ หรือสมองจะโดนเพลิงเมื่อครู่เผาไปแล้ว? ถึงได้เดินออกไปพร้อมกับสัตว?อสูรตนนั้นอย่างเปิดเผยเช่นนี้? ไม่กลัวเป็นที่ดึงดูดรึอย่างไร? หากโดนตามล่าขึ้นมาจะทำยังไง?!!

“สมองเจ้าร่วงหายระหว่างทางกระมัง? นักอัญเชิญชั้นกลางมีทักษะซ่อนอสูรแล้ว”

“....”

นั่นสิ!

ปรากฏว่ากลับเป็นข้าเองที่ไม่มีสมอง!

นักอัญเชิญชั้นกลางจะสามารถใช้ทักษะอัญเชิญหรือที่เรียกกันว่า คาถาอัญเชิญ ได้เพื่อเรียกและเก็บซ่อน ทั้งยังสามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์ของสัตว์อสูร ไม่ให้คนอื่นๆสงสัยได้อีกด้วย

ซึ่งหลี่หวงเลือกที่จะเปลี่ยนรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายให้เป็นเด็กผู้ชายตัวน้อยแสนธรรมดา ภาพฉากที่คนอื่นเห็นคือ พี่สาวกับน้องชายที่ดูรักใคร่กลมเกลียวกันคู่หนึ่งเท่านั้น

แต่ดูเหมือนจะลืมไปสนิทเลยว่า คนธรรมดาไม่สามารถทำสัญญากับสัตว์อสูรระดับศักดิ์สิทธิ์ได้ และแน่นอนว่านักอัญเชิญชั้นกลางเองก็ทำไม่ได้เช่นกัน

หลิงเฟิงที่พลันนึกถึงจุดนี้ได้ก็รู้สึกฉลาดขึ้นทันทีเล็กน้อย

“เดี๋ยวก่อน มันไม่ถูกต้อง หลังจากที่พี่สะใภ้เก้าทำสัญญากับสัตว์อสูรแล้ว ก็มีวงแหวนแห่งพัฒนาการโคจรสิบแปดรอบบรรจบ จนนางขึ้นกลายมาเป็นนักอัญเชิญชั้นกลางเก้าดาว นั่นไม่ได้หมายถึงว่า...ก่อนทำสัญญานางเป็นแค่มืออัญเชิญชั้นต้นหรอกรึ? แล้วมืออัญเชิญชั้นต้นสามารถทำสัญญากับสัตว์อสูรได้อย่างไร?”

นี่จะเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!

หลังเฟิงที่ได้รับรู้เช่นนั้นก็หงุดหงิดมาก!

“เดิมทีนางก็แตกต่างจากคนทั่วไปอยู่แล้ว”

หลิงฉางเจวี่ยเอ่ยกล่าวเสียงเรียบ

เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ต้องการจะอธิบายให้มากความ

แต่นี่ทำให้หลิงเฟิงสติแตกกว่าเดิม

“แต่ข้าไม่ยอมรับ!”

“หยุดสร้างปัญหาได้แล้ว มีข่าวส่งมาจากเมืองราชาภูตเพิ่มเติมหรือไม่?”

สีหน้าการแสดงออกของหลิงเฟิงดูน้อยเนื้อต่ำใจ ชั่วขณะพลันเงียบสงัดลงและกล่าวน้ำเสียงเย็นชาเอ่ยขึ้นว่า

“ผู้อาวุโสบอกจะทำตามคำขอของพี่เก้า ยามนี้พวกเขาตัดสินใจละทิ้งเรื่องการตามล่าหม้อหลอมโอสถวิเศษไปแล้ว เพียงแต่...คนพวกนั้นต้องการสิทธิ์ที่นั่งเพิ่มเติม”

“ได้ แต่ข้าต้องเป็นคนเลือกเอง”

“ตกลง เช่นนั้นข้าจะรีบส่งสาสน์กลับไปแจ้งให้พวกเขาทราบ”

หลิงเฟิงขยี้ตาเล็กน้อย

“พี่เก้า พวกเราจะกลับเมืองหลวงเมื่อใด? ข้าคิดถึงพี่ใหญ่...”

“พรุ่งนี้เจ้าออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน”

“แล้วพี่เก้าล่ะ?”

“บรรดาพี่ชายทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายต่างไม่ชอบขี้หน้าของข้ากันทั้งนั้น จะให้กลับไปเพื่ออันใด?”

หลิงฉางเจวี่ยกล่าวติดตลก น้ำเสียงฟังดูอ่อนโยนและเศร้าใจในเวลาเดียวกัน

“พี่เก้า!”

“ข้าจะกลับไปในอีกสองสามวันข้างหน้า”

หลิงฉางเจวี่ยเอ่ยตอบแบบขอไปที ภายในใจพลางครุ่นคิด ถึงแม้สาวน้อยของเขาจะมีปีกที่สมบูรณ์ ทว่าเขากลับรู้สึกกังวลใจอยู่

และที่สำคัญเขายังมีเรื่องที่ยังมิได้จัดการให้เสร็จสิ้นดี

“ได้! งั้นข้าจะรอกลับเมืองหลวงพร้อมพี่เก้า!”

“แล้วถ้าพี่ยังไม่กลับอีก คราวนี้ข้าจะระเบิดเมืองนี้ทิ้งซะ!”

“วางใจเถิด”

หลิงฉางเจวี่ยส่งสายตาที่อสนอบอุ่นหัวใจให้แก่น้องชายของตน

แม้ว่าหลิงเฟิงอยากจะเชื่อใจเพียงใด แต่....ถึงกระนั้นพี่เก้าตรงหน้าค่อนข้างมีประวัติยาวเป็นหางเว่า ดังนั้นแล้ว...

เอาเถอะ! ช่างมัน! ข้าทนต่อสายตาอันอ่อนโยนของพี่เก้าไม่ไหว!

หากพี่เก้าของข้าเป็นสตรีเพศ บางทีอาจมีล้ำเส้นพี่น้องกันแล้ว!

ณ ตระกูลจวิ๋น

“ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ชวดโอสถเปลี่ยนโฉมเท่านั้น แม้แต่อสูรระดับศักดิ์สิทธิ์ธาตุไฟก็ยังไม่ได้! ตระกูลจวิ๋นของเราเคยขี้ขลาดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใด!”

จวิ๋นจ้านเดือดดาลจัด เมื่อเขากลับถึงจวนก็ขังตัวเองอยู่ในห้องหนังสือทันที

ไม่ว่าอย่างไร สถานะของตระกูลจวิ๋นถือได้ว่าปกครองแผ่นฟ้าเหนือเมืองหงเฟิงอยู่นาน แต่ไฉนวันนี้ถึงได้มีผู้คนมากมายปรากฏตัวขึ้นเป็นศัตรูกับตระกูลจวิ๋นได้!

“เดิมทีข้าตั้งใจจะส่งสัตว์อสูรธาตุไฟตนนี้ให้ฉีเอ๋อร์ เพื่อยกระดับฐานบ่มเพาะพลังของนางให้สูงยิ่งขึ้นไป แต่ใครจะไปรู้ว่ากลับมีบุคคลนิรนามชิงเอาไปต่อหน้าต่อตา!”

“ข้ามิทราบเลยว่า ตอนนี้ฉีเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง? เจ้าเด็กนี่ไม่คิดจะส่งจดหมายกลับมาหาเลยจริงๆ!”

“ตอนนี้เข้าคนชั่วที่บังอาจประมูลโอสถเปลี่ยนโฉมตัดหน้าไปก็ลอยนวลไปแล้ว สงสัยเสียเหลือเกินว่า ข้าจักต้องใช้เวลาอีกกี่ปีกันกี่เดือนกัน จึงจะได้เห็นโอสถเม็ดนี้อีกครั้ง...”

“ไฉนเวลานั้นข้าถึงไม่กัดฟันเสนอราคา200เหรียญผลึกมณีไป! หากข้าใจกล้าอีกสักหน่อย...”

พอจวิ๋นจ้านคิดได้ดังนั้นก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที

200เหรียญผลึกมณีมีค่ามากเพียงใด? หากให้เปรียบเทียบง่ายๆมันก็เท่ากับ รายได้รวมทั้งหมดของตระกูลจวิ๋นตลอดหนึ่งปีเต็ม!

ดังนั้นแล้ว จะบอกว่าหากใจกล้าอีกสักหน่อยคงไม่ได้เช่นกัน

“ช่างเถอะ...ข้าได้ส่งคนไปติดตามหาร่องรอยของเจ้าคนที่ได้โอสถเปลี่ยนโฉมและสัตว์อสูรธาตุไฟไปแล้ว หากเจอตัวพวกมันเมื่อไหร่...ฆ่าทันที!”

“ช่วงระยะให้หลังมีปัญหารุมเร้ามากมายเสียจริง...ยังหาคนร้ายวางยารั่วเอ๋อร์กับหลี่หวงก็ไม่เจอ แล้วไฉนหลี่หวงถึงฟื้นตัวช้าเพียงนี้กัน...”

“เฮ้อ...”

จบบทที่ ตอนที่23 ไม่มีสมอง

คัดลอกลิงก์แล้ว