- หน้าแรก
- จักรพรรดิปีศาจหนิง
- GE989 การต่อสู้บนเขาซัวเหยา
GE989 การต่อสู้บนเขาซัวเหยา
GE989 การต่อสู้บนเขาซัวเหยา
เขตดาราตงไหลคือเขตดาราเปลี่ยวร้าง ภายในนั้นมีดาราสีเทาที่ถูกทิ้งลอยอยู่ ส่วนใหญ่ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัย
แต่ในเขตดาราแห่งนั้น มีขุมกำลังแห่งหนึ่งก่อตั้ง นามว่า วิหารเต๋ามหาศาลจักรพรรดิแดนสวรรค์ตะวันออก มีผู้เชี่ยวชาญเดินทางไปมาอยู่เสมอ
รอบนอกเขตดาราตงไหล
ผู้เชี่ยวชาญไร้แบ่งแยกกลุ่มหนึ่ง กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางของเขตดาราอย่างเร่งร้อน เป้าหมายของพวกมันคือวิหารเต๋าจักรพรรดิเซียน!
คนกลุ่มนี้มีด้วยกันหกคน แววตาดูดุดัน หากดูจากอาภรณ์ พวกมันสมควรเป็นคนของขุมกำลังใดสักแห่ง ผู้นำกลุ่ม เป็นผู้เชี่ยวชาญไร้แบ่งแยกที่เจ็ด
“เขตดาราตงไหลคือวิหารเต๋าของมหาจักรพรรดิฉงเหอ หากศิษย์น้องเคยผ่านโลกมาบ้างจะรู้ว่าจักรพรรดิผู้นี้มีลักษณะนิสัยประหลาด เจ้าอาจไม่รู้ แม้มหาจักรพรรดิฉงเหอไม่ได้แข็งแกร่งที่สุดในแดนสวรรค์ตะวันออก แต่ก็นับว่าเป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุดในบรรดาจักรพรรดิเซียน แม้เป็นกึ่งพรตบางคนยังไม่มีอายุมากขนาดนี้ มีข่าวลือว่า ร่างจริงของมหาจักรพรรดิฉงเหอไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นอสูรสายเลือดวานรขาว ฝึกฝนวิชาของเผ่าพันธุ์อสูร จึงถูกเรียกขายในอีกชื่อว่า ‘วานรขาวโบราณฉงเหอ’”
“วิหารเต๋าขของมหาจักรพรรดิฉงเหอ ตั้งอยู่ในกลางเขตดาราตงไหล ระหว่างทาง หากพวกเจ้าพบบุรุษอาภรณ์เทาสวมหมวกไม้ไผ่ อย่างได้ล่วงเกินคนเหล่านั้นเด็ดขาด จำเอาไว้ให้ดี! คนเหล่านั้นคือศิษย์ของมหาจักรพรรดิฉงเหอ ศิษย์ของมหาจักรพรรดิแบ่งการแต่งกายออกเป็น ผู้เชี่ยวชาญก้าวที่หนึ่ง จะสวมอาภรณ์สีทองแดง สวมหมวกไม้ไผ่ จะมีเพียงเซียนในก้าวที่สองถึงจะมีสิทธิ์สวมหมวกไม้ไผ่สีเงิน ซึ่งแบ่งออกเป็นเก้าระดับ จะมีเพียงมหาจักรพรรดิฉงเหอเท่านั้นที่สวมหมวกไม้ไผ่ทอง และมีสองราชาเซียนเป็นผู้ติดตาม”
“มีกฎของเขาซัวเหยาที่พวกเจ้าเองก็ต้องรู้เช่นกัน จงจำเอาไว้ให้ดี…”
ในระหว่างที่ทั้งหกเดินทาง กลับมีแสงสีเทาวาบขึ้นเบื้องหน้า ขวางทางพวกมันเอาไว้
คนผู้นั้นสวมอาภรณ์เทา เป็นหมวกไม้ไผ่ของเซียนมนุษย์ที่สลักรูปเมฆสีเทาหนึ่งก้อนเอาไว้
“สวมหมวกไม้ไผ่!” หกผู้เชี่ยวชาญไร้แบ่งแยกหวาดกลัว เร่งชะงักฝีเท้าแล้วป้องมือกับคนผู้นั้นด้วยความนอบน้อม
สีหน้าคนผู้นั้นดูขึงขัง ไม่คารวะตอบ เพียงกล่าวอย่างแผ่วเบา “รู้กฎหรือไม่?”
“รู้ รู้… นี่เป็นกระเป๋าของพวกข้า เชิญผู้อาวุโสเลือกสิ่งที่ต้องการ…”
ทั้งหกปลดกระเป๋าที่เอวแล้วยื่นให้
บุรุษสวมหมวกไม้ไผ่รับเอากระเป๋าจากคนทั้งหมดแล้วเลือกเอาโอสถ จากนั้นก็ส่งคืนพร้อมกับมอบเหรียญตราให้สี่เหรียญ
“พวกเจ้าสี่คนมีคุณสมบัติผ่านเข้าไปวิหารเต๋าแห่งเขาซัวเหยาได้ นี่คือป้ายคำสั่ง!”
มีกระเป๋าของสองคนที่บุรุษสวมหมวกไม้ไผ่ไม่ได้เลือกสิ่งใดไป “พวกเจ้าไม่มีคุณสมบัติ หากไม่นำสิ่งที่ล้ำค่ากว่านี้ออกมา ก็ไสหัวกลับไป”
ตามกฎของเขาซัวเหยาแล้ว ผู้ที่จะเข้าไปวิหารเต๋าบนเขาซัวเหยา ต้องยื่นกระเป๋าให้คนสวมหมวกไม้ไผ่ได้เลือกเอาของหนึ่งสิ่ง ผู้ใดที่ถูกเลือกก็จะมีสิทธิ์ผ่านเข้าไป แต่หากไม่แล้วก็ต้องจากไป
เมื่อบุรุษสวมหมวกไม่เลือก ผู้เชี่ยวชาญสองคนนั้นก็ไม่พอใจ “ในกระเป๋าพวกข้ามีสมบัติระดับไร้แบ่งแยกและโอสถผันแปรที่หก ยังไม่พอแลกเปลี่ยนกับป้ายคำสั่งอีกหรือ!”
“ยังไม่พอ! ขอบเขตไร้แบ่งแยกหากจะเข้าวิหารเต๋า อย่างน้อยต้องใช้สมบัติระดับเซียน โอสถผันแปรที่เจ็ด หรือสมบัติที่มีระดับเท่าเทียมกัน! หากเป็นผู้เชี่ยวชาญในก้าวที่สอง สมบัติที่ใช้ย่อมล้ำค่ากว่านี้… พวกเจ้าเก็บซ่อนสมบัติที่ล้ำค่ากว่าไว้ในตัว คิดหรือว่าข้ามองไม่ออก! หากขยะอย่างพวกเจ้าไม่นำสิ่งที่ล้ำค่ากว่านี้ออกมาก็ไสหัวไป หรือไม่ก็ตายอยู่ตรงนี้!”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะโต้เถียง เสียงร้องกลับดังมาแต่ไกล บุรุษสวมหมวกผู้หนึ่งลงมือสังหารผู้เชี่ยวชาญที่มา เพราะพวกมันไม่ทำตามกฎ!
บุรุษสวมหมอกไม้ไผ่ลงมือสังหารซึ่งหน้า เขตดาราตงไหลอันตรายยิ่งนัก! นั่นทำให้สองผู้เชี่ยวชาญไร้แบ่งแยกที่กำลังจะโต้เถียงต้องกลืนคำกล่าวลงคอ แล้วนำเอาสมบัติล้ำค่าออกมา
นี่คือกฎของเขาซัวเหยา!
ผู้ที่มาเยือนวิหารเต๋าบนเขาซัวเหยาต้องจ่ายค่าผ่านทาก่อน กฎนี้เป็นมหาจักรพรรดิฉงเหอเป็นผู้ตั้ง ผู้ใดต่อต้าน ผู้ใดทำผิดกฎ ผู้นั้นก็ต้องรับโทสะ!
แต่หากผู้ที่มาคือขุนนางเซียน จะไม่มีบุรุษสวมหมวกไม้ไผ่คนใดมาขวางทาง
แม้ผู้เชี่ยวชาญของเขาซัวเหยาจะเย่อหยิ่งถือดี แต่พวกมันไม่ได้โง่… ขุนนางเซียนคือตัวตนชั้นแนวหน้า พวกมันไม่กล้าล่วงเกิน
หนิงฝานที่เข้าเขตดาราตงไหลขมวดคิ้ว เขาได้ประจักษ์กับการตายของคนทั้งสี่เมื่อครู่
หากผิดกฎจะถูกสังหารอย่างไร้ความปรานีทันที! นี่คือนิสัยของผู้เชี่ยวชาญแห่งเขาซัวเหยา
ผู้ติดตามยังอหังการขนาดนี้ ย่อมจินตนาการได้ว่า มหาจักรพรรดิฉงเหอจะอหังการขนาดไหน
แต่นั่นก็ไม่แปลก เพราะฉงเหอกล้าบุกไปวังอัสนีสุดขั้วในยามที่เชียนเชียนไม่อยู่ แม้จะรู้ว่านางจะกลับมาในสักวัน ยังกล้าเอ่ยปากหยิบยืมสมบัติกลับมาด้วย
ก่อนมา หลานเสี่ยวเชียนและเหล่าสตรีได้กล่าวเตือนหนิงฝาน
“คุณชายหนิง หากท่านไปเขาซัวเหยาต้องไปอย่างเป็นมิตร ตราบใดที่ได้กระจกอัสนีประกายคืนมา ต่อให้วังอัสนีสุดขั้วต้องจ่ายราคาแพงก็ยอม เพราะผู้ปกครองเขาซัวเหยา คือมหาจักรพรรดิฉงเหอ คนผู้นี้ไร้เหตุผล ขึ้นชื่อเรื่องการข่มเหงผู้อื่น ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากในแดนสวรรค์ตะวันออกเคยถูกคนผู้นี้ข่มเหง วังอัสนีสุดขั้วเองก็เช่นกัน…”
ดูเหมือนพวกนางจะหวาดกลัวเขาซัวเหยา แต่หนิงฝานก็เข้าใจที่พวกนางเป็นเช่นนี้ พวกนางเป็นห่วงการวิวัฒนาการของเชียน หากฉีกหน้าหรือแตกหักกับฉงเหอคงไม่ใช่เรื่องดี…
เข้าใจก็ส่วนเข้าใจ แต่หนิงฝานไม่กลัวฉงเหอ จักรพรรดิเซียนขอบเขตนิรันดร์ที่หก แม้ต้องระวังแต่ยังไม่มากพอให้หวาดกลัว
แต่อย่างน้อยก็ควรจะฟังคำเตือนของพวกนางไว้บ้าง หรือบางที ก็อาจสั่งสอนคนของเขาซัวเหยา แล้วนำกระจกอัสนีประกายกลับไป
การไปเยือนโลกอัสนีสามพันทำให้ทั้งโลกแตกตื่น การมาเยือนเขตดาราตงไหล จึงปิดบังอำพรางตนและแสงชะตากรรมเป็นอย่างดี
หากบรรลุขอบเขตนิรันดร์ จะสามารถอำพรางสีชะตากรรมของตนได้ แม้หนิงฝานยังไม่บรรลุขอบเขตนิรันดร์ แต่ด้วยโลหิตหายนะที่ทรงพลัง จึงทำให้เขาทำได้
ยามนี้ จงใจเผยตัว ร่างอาบย้อมด้วยแสงสี่สี ดึงดูดความสนใจของทุกคน
“แสงสีชะตากรรมนั่น! สมควรเป็นเซียนขอบเขตนิรันดร์ ไม่รู้ว่าเป็นปีศาจเฒ่าคนใด แต่จากแสงแล้วสมควรเป็นขุนนางเซียน ไม่ใช่ราชาเซียน”
“ขุนนางเซียนโชคชะตาสี่สี! แม้ยังไม่บรรลุราชาเซียน แต่ก็มีโชคชะตาที่ทรงพลังในระดับราชาเซียน คนเช่นนี้หาได้ยาก”
แม้สีของโชคชะตาบนร่างจะดึงดูดความสนใจ แต่หากเทียบกับโลกอัสนีสามพันที่แตกตื่น สถานการณ์ยามนี้นับว่าดีกว่ามาก
การมาเยือนของขุนนางเซียน ยังไม่มากพอที่จะทำให้เขตดาราตงไหลปั่นป่วน เหล่าผู้เชี่ยวชาญสวมหมวกไม้ไผ่ที่เห็น ล้วนไม่เข้ามาหาหนิงฝาน ทำให้หนิงฝานท่องเขตดาราได้อย่างสะดวก มุ่งไปยัง ‘กลุ่มดาราตงไหล’ โดยไร้อุปสรรค
กลุ่มดาราตงไหล คือกลุ่มดาราระดับจักรพรรดิสิบสองดวงที่ถูกนำมาจัดวางในลักษณะของค่ายกล ที่ใจกลางของกลุ่มดารามีภูเขาที่แผ่ปราณอันทรงพลัง เป็นภูเขาที่ลอยอยู่กลางดาราจักรอันว่างเปล่า มีต้นไม้จำนวนมากถูกปลูกเอาไว้ มีหญ้าที่มนุษย์สามารถกินได้ เมื่อกินไปแล้วสามารถอยู่ได้นานโดยไม่หิว บนภูเขาแห่งนั้นมีสิ่งมีชีวิตประหลาดมากมาย หลายชนิดที่หนิงฝานไม่เคยเห็น บนยอดเขามีวิหารเปิดแห่งหนึ่งตั้งอยู่ มีผู้เชี่ยวชาญนับแสนกราบไหว้สักการะ เกิดเป็นเพลิงธูปให้กับฉงเหอ
เมื่อเห็นเขาซัวเหยาที่โดดเด่น หนิงฝานมุ่งไปที่นั่น ผู้คนบนนั้นไม่ประหลาดใจกับการมาของหนิงฝาน พวกมันยังคงเอ่ยบทสวดกันต่อไป
ขุนนางเซียนมาเยือนวิหารเต๋าเพื่อสักการะ เป็นเรื่องที่เห็นได้ทั่วไป คนกลุ่มนี้ได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ ไม่มีผู้ใดอยากยั่วยุ
แต่หลังจากนั้นไม่กี่ลมหายใจ ไม่มีผู้ใดสงบใจเอ่ยบทสวดสักการะได้อีก
เพราะทันทีที่หนิงฝานคลายแสงชะตากรรมที่ปกคลุมร่าง ผู้คนล้วนผุดลุกยืนด้วยความแตกตื่น จ้องมองผู้เยาว์อาภรณ์ขาวบนท้องนภาด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ระ…ราชาพิรุณ! เหตุใดคนผู้นี้มาที่นี่!”
“เขาคงไม่กล้าสร้างปัญหา! แม้คนผู้นี้จะทำลายกลุ่มต่อต้านหนิง แต่หากลงมือที่นี่…”
“ผู้ก่อตั้งกำลังเก็บตัว เร่งแจ้งสองราชาเซียนว่ามีปีศาจร้ายมาเยือน”
“ศิษย์ของวิหารอยู่ที่ใด เร่งเข้าประจำที่ หากมันลงมือก็เปิดข่ายอาคมป้องกันเขาซัวเหยาไว้!”
บรรยากาศเข้าสู่สภาวะตึงเครียดทันที
แม้จะมีสองราชาเซียนมา ก็ไม่ทำให้ผู้คนในเขาซัวเหยารู้สึกวางใจ เพราะหนิงฝานไม่เหมือนกับขุนนางเซียนทั่วไป
ตึง ตึง ตึง!
เสียงกลองฉงเหอดังต่อเนื่องเจ็ดครั้ง
ถ้ำเซียนภายในวิหารเต๋า สีหน้าสองราชาสงครามแปรเปลี่ยน เร่งแผ่สัมผัสเทพออกมายังโลกภายนอก
เมื่อสองราชาเซียนสัมผัสได้ถึงการมาของหนิงฝาน พวกมันไม่สนใจ ไม่จำเป็นต้องปรากฏตัว เพราะยามนี้ มีหกขุนนางเซียนแห่งเขาซัวเหยาเข้าล้อมหนิงฝานแล้ว พวกมันทั้งหมดสวมอาภรณ์เทา หมวกไม้ไผ่สีทองอร่าม
ในจำนวนพวกมัน สี่คนอยู่ขอบเขตนิรันดร์ที่หนึ่ง อีกสองคนอยู่ในขอบเขตนิรันดร์ที่สอง
“ไม่ทราบว่าราชาพิรุณมาเยือนเขาซัวเหยาด้วยเรื่องใด!” หกขุนนางเซียนจ้องมองหนิงฝานด้วยความระแวดระวัง
ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนหนิงฝานแล้ว เริ่มจากสังหารขุนนางเซียนหนึ่งคน ทำลายกลุ่มต่อต้านหนิงและนิกายโอสถ ซึ่งหมายถึงหนิงฝานสังหารขุนนางเซียนมาแล้วสี่คน ยามนี้จึงถูกล้อมด้วยขุนนางเซียนหกคน
ราชาเซียนแม้เอาชนะขุนนางเซียนได้ง่าย แต่หากจะให้สังหารนั้นยากเย็นเป็นอย่างยิ่ง เพราะตัวตนระดับขุนนางเซียนมีไพ่ตายรักษาชีวิตมากมาย การถูกสังหารจึงเป็นไปได้ยาก แต่หนิงฝานกลับทำเช่นนั้นได้ ทั้งยังไม่ใช่แค่ครั้งเดียว
ไม่อาจประมาทราชาพิรุณ!
“ข้ามาวันนี้ไม่ได้มีเจตนาร้าย…” เมื่อได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ของหนิงฝาน หกขุนนางเซียนเบาใจ แต่คำกล่าวต่อมากลับทำให้สีหน้าพวกมันแปรเปลี่ยน
“มาเพื่อนำสมบัติของสหายวังอัสนีสุดขั้วกลับไปเท่านั้น…”
“โอ? เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวังอัสนีสุดขั้ว? เขาซัวเหยาของพวกข้าไม่มีสมบัติของวังอัสนีสุดขั้ว แล้ว…สหายเต๋าต้องการสิ่งใด?”
ชายชราในขอบเขตนิรันดร์ที่สองแสร้งกล่าวถามด้วยความสงสัย ชายชราผมแดงคนนี้ ใบหน้าด้านขวามีรอยสีแดงเข้มสามรอย นามเต๋าคือ กระเรียนผลาญ เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาขุนนางเซียนทั้งหก
ขุนนางเซียนคนอื่นๆก็แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องเช่นเดียวกัน หากไม่เพราะรู้เรื่องราวที่แท้จริงมาก่อน ย่อมคิดว่ากระจกอัสนีประกายไม่ได้อยู่ที่นี่
หนิงฝานขมวดคิ้วพลาง เขาเริ่มไม่พอใจคนเหล่านี้ “ข้าต้องการกระจกอัสนีประกาย สิ่งนี้สำคัญกับวังอัสนีสุดขั้วมาก หวังว่าพวกท่านจะไว้หน้าข้า คืนพวกมันมาเถอะ!”
เมื่อได้ยินหนิงฝานกล่าวอย่างตรงไปตรงมา กระเรียนผลาญและคนอื่นๆสีหน้าแปรเปลี่ยนมืดมน พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ท่านคงเลือกยืนข้างวังอัสนีสุดขั้ว! หากพวกข้าไม่ไว้หน้าราชาพิรุณแล้วจะเป็นอย่างไร? หน้าของราชาพิรุณมีค่าอันใด!”
“พวกข้าหวั่นเกรงเจ้าสามส่วน แต่ไม่เคยหวาดกลัว!”
“รีบไสหัวไปซะ! หากทำให้พวกข้าโกรธ พวกข้าจะจัดการสตรีในวังอัสนีสุดขั้วของเจ้าให้หมด!”
ที่แห่งนี้คือดินแดนของพวกมัน มีราชาเซียนและราชาสงครามปกครอง กระเรียนผลาญแม้หวั่นเกรงหนิงฝาน แต่ยังไม่มากพอให้พวกมันหวาดกลัว จึงกล้ากล่าววาจาหยาบคายกับหนิงฝานเช่นนี้
หนิงฝานขมวดคิ้วแน่น แต่ยังจดจำคำเตือนสตรีทั้งสี่แล้วกล่าวอย่างสงบ “หยิบยืมสิ่งใดไปก็ต้องคืน พวกเจ้าหยิบยืมกระจกอัสนีประกายไปก็ต้องคืน หากจักรพรรดินีขาววิวัฒนาการร่างกายเสร็จแล้วตรวจสอบเรื่องนี้ขึ้นมา พวกเจ้าจะต้านทานโทสะได้หรือ?”
ระดับพลังที่แท้จริงของเชียนเชียน อยู่ขอบเขตนิรันดร์ที่เจ็ด สูงกว่าจักรพรรดิเซียนฉงเหอ ยิ่งหากกายอัสนีของนางวิวัฒนาการเสร็จ นางจะยิ่งทรงพลังขึ้นมาก ยากจะหาผู้ใดต้านทานโทสะของนางได้
ยามนี้ หนิงฝานเริ่มคิดว่าเขาซัวเหยาไร้สมอง ที่อยากเก็บกระจกอัสนีประกายเพื่อสร้างความเกลียดชังกับวังอัสนีสุดขั้ว
เมื่อพวกมันได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นพร้อมกัน
“ผู้นำตระกูลข้าฝึกฝนวิชาเนตรแรกกำเนิด นับเป็นผู้มีความสามารถในการทำนายโชคชะตา ท่านกล่าวว่า หลานหยุนเซียนไม่มีทางวิวัฒนาการกายอัสนีสำเร็จ ดังนั้น เจ้าไม่อาจใช้นางข่มขู่พวกข้าได้!”
“พวกข้าจะไม่คืนกระจกอัสนีประกายให้! เขาซัวเหยามีกฎ สิ่งใดก็ตามที่เข้ากระเป๋าพวกข้าแล้ว ไม่มีวันคืนเด็ดขาด!”
“ที่นี่คือเขาซัวเหยา ไม่ใช่ดาราเมฆาโอสถ! ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะมากร่างได้! หากเจ้าเร่งจากไป เขาซัวเหยารับรองว่าจะไม่เกิดสิ่งใดกับเจ้า แต่หากไม่… ฮึ่ม!”
กระเรียนผลาญยิ้มอย่างเย็นชาเป็นเชิงข่มขู่
หนิงฝานเกลียดผู้ที่ข่มขู่ตนเองมากที่สุด หากไม่เพราะสตรีทั้งสี่ขอร้องไว้ เขาจะลงมือทันที แต่ยามนี้ เขายังกล่าวด้วยสีหน้าสงบ แต่สายตาเย็นชายิ่ง “ข้าจจะถามเป็นครั้งสุดท้าย จะคืนกระจกอัสนีประกายหรือไม่? หากคืน วังอัสนีสุดขั้วก็มีของขวัญขอบคุณมอบให้…”
“ของขวัญไร้สาระอันใดพวกข้าไม่ต้องการ! หากเจ้าอยากมอบของขวัญ ก็ส่งพวกนางทั้งหมดมา!”
“คิดออกหน้าแทนวังอัสนีสุดขั้ว ก็ต้องดูว่าเจ้ามีกำลังพอหรือไม่! เจ้าคิดว่าทั่วทั้งแดนสวรรค์ตะวันออกคือดินแดนของเจ้า?”
“ไสหัวไป! หากยังกล่าววาจาอีก ข้าจะทำให้ไม่ได้ออกไปจากที่นี่!”
กระเรียนผลาญและคนอื่นๆด่าทอ ข่มขู่หนิงฝานอย่างต่อเรื่อง
หนิงฝานหัวเราะด้วยใบหน้าสงบ แต่ผู้ที่ได้ยินกลับเย็นเยียบไปถึงกระดูก
ในโลกของผู้ฝึกตนจะพูดคุยกันด้วยกำลัง! หากคิดพูดคุยโดยไม่ใช้กำลังกับเขาซัวเหยาคงเป็นไปไม่ได้ นอกจากไม่เป็นประโยชน์แล้ว ยังโดยพวกมันดูแคลนและข่มเหง
“ข้าเคยรับปากวังอัสนีสุดขั้วเอาไว้ว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างสงบที่สุดเท่าที่เป็นไปได้… แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนความคิดแล้ว!”
ฟุบ!!
เงาร่างหนิงฝานวูบไหว ปรากฏกายเบื้องหน้าขุนนางเซียนนิรันดร์ที่หนึ่งคนหนึ่งในพริบตา พร้อมฟาดฟันกระบี่ที่โคจรด้วยพลังเต๋าสี่ชนิดเข้าใส่!
ขุนนางเซียนผู้นั้นสลายร่างเป็นหมอกโลหิตถอยห่าง แล้วก่อร่างขึ้นอีกครั้งเมื่อถอยห่างไปถึงร้อยจ้าง แต่นั่นกลับไร้ประโยชน์ เพราะมันมีบาดแผลลึก ถูกฟันด้วยกระบี่ลากจากหัวไหล่ไปจนถึงเอว!
หกขุนนางเซียนแตกตื่น สองราชาเซียนที่เฝ้ามองเหตุการณ์ก็ตกตะลึง
ภายในเขาซัวเหยา จักรพรรดิเซียนฉงเหอที่เก็บตัวอยู่ลืมตาขึ้นเล็กน้อย ประกายเย็นชาพาดผ่าน
ผู้เชี่ยวชาญนับแสนที่อยู่บนเขาก็ตกตะลึง
พลังเต๋าสี่ชนิด!
บนตัวกระบี่ของหนิงฝาน มีพลังเต๋าอยู่ทั้งหมดสี่ชนิด ฟาดฟันหนึ่งหนก็แทบจะสังหารขุนนางเซียนนิรันดร์ที่หนึ่งได้!
ผู้ที่ถูกหนิงฝานฟาดฟันมีนามเต๋าว่า อสรพิษหมอก มันแตกตื่นจนยากจะทำใจให้สงบ!
เกือบแล้ว! มันเกือบต้องตายไปแล้ว หากไม่เพราะไพ่ตายรักษาชีวิตเมื่อครู่ มันคงตายไปแล้ว กระบี่ของหนิงฝานไม่ธรรมดา!
“บัดซบ! เจ้ากล้าลงมือบนเขาซัวเหยา ไม่เห็นพวกข้าอยู่ในสายตา!” หลังจากตกตะลึง พวกมันแผดเสียงคำราม ข่ายอาคมบนภูเขาถูกเปิด กักขังไม่ให้หนิงฝานออกไป
ข่ายอาคมนี้ จักรพรรดิเซียนฉงเหอใช้เวลากว่าหมื่นปีในการจัดวาง หากผู้ที่ถูกกักขังไม่ใช่จักรพรรดิเซียน ก็ไม่มีผู้ใดออกไปจากที่นี่ได้
ข่ายอาคมถูกเปิด หกขุนนางเซียนถอยห่างจากหนิงฝาน เส้นแสงดาราจำนวนมหาศาลพันธนาการหนิงฝานไว้จนกลายเป็นรังไหม นับรวมเส้นแสงได้ทั้งหมดสามสิบล้านเส้น!
“กล้าล่วงเกินเขาซัวเหยา ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้! จักรพรรดิบรรพกาลยังไม่ตาย ห้ามทำอันตรายมันถึงชีวิต เพียงแค่สั่งสอนมันเทานั้น! รับใช้ข่ายอาคมทำลายกายเนื้อของมัน แล้วข้าจะผนึกดวงจิตมันไว้ในนี้แสนปี!”
กระเรียนผลาญออกคำสั่ง แต่แล้วกลับมีเสียงฉีกขาดดังมา เป็นหนิงฝานที่เริ่มทำลายพันธนาการ จนรังไหมขนาดยักษ์เริ่มปริแตก
พริบตาต่อมา รังไหมระเบิด หนิงฝานก้าวเดินออกมาเก้าก้าวจากรังไหมที่ถูกทำลาย
ข่ายอาคมไม่อาจพันธนาการหนิงฝานได้!
“กระจกอัสนีประกายแบ่งออกเป็นสวรรค์ พิภพ และมนุษย์… และบานกระจกสมควรอยู่ในตันเถียนของพวกเจ้า…”
หนิงฝานกลายเป็นแสงสีทองหายไป ปรากฏกายขึ้นด้านหลังอสรพิษหมอก แล้วใช้วิชาตรึงสวรรค์เพื่อป้องกันไม่ให้มันสลายร่าง ก่อนจะฟาดฟันกระบี่ผ่าร่าง!
ยามนี้ วิชาที่มันทุ่มฝึกเพื่อเอาชีวิตรอดไร้ผลจากวิชาตรึงสวรรค์ กายเนื้อของมันจึงถูกทำลาย กระจกอัสนีในตันเถียนตกเป็นของหนิงฝาน เหลือเพียงดวงจิตที่บาดเจ็บหลบหนีออกมา
กระจกของผู้ใด ก็ต้องคืนให้ผู้นั้น
“เหลืออีกสองบาน!”
หนิงฝานหันมองขุนนางเซียนอีกคน นามเต๋าคือ ปลาอัสนี มันหวาดกลัวและพุ่งทะยานไปยังทิศทางของกระเรียนผลาญ แต่หนิงฝานรวดเร็วกว่า ฟาดฟันกระบี่ที่การป้องกันทั่วไปไร้ผล
ในขณะที่ปลาอัสนีหลบหนี มันนำบางสิ่งออกมา ก่อนที่สิ่งนั้นจะเปล่งแสงแล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย
หนิงฝานสัมผัสได้ถึงอันตราย เบื้องหน้าสามฉื่อปรากฏ ‘เล็บอัสนี’ ยาวสามชุน พุ่งตรงเข้าหาหนิงฝาน
“เล็บอัสนีลอบสังหาร รวดเร็วจนแม้แต่ราชาเซียนที่ไม่ระวังยังไม่หลบพ้น…”
มันมั่นใจในอัสนีของตน แต่แล้วกลับเกิดเรื่องไม่คาดคิด เบื้องหน้าหนิงฝานปรากฏกำแพงสีทอง ป้องกันการจู่โจมจากเล็บอัสนีเอาไว้ได้หมดจด!
“อาวุธลับ… แต่น่าเสียดายที่ยังอ่อนด้อยนัก!”
หนิงฝานกระตุ้นการป้องกันเล็กน้อยจากโล่สังหารเทพขวางกั้น แต่ในขณะที่หนิงฝานจะตอบโต้ ขุนนางเซียนผู้หนึ่งได้เข้าประชิด เหวี่ยงหมัดที่รุนแรงมากพอจะป่นดาราเข้าใส่
มันคือผู้ฝึกฝนร่างกายในขอบเขตนิรันดร์ที่หนึ่ง ความรุนแรงของหมัดเกรงว่าจะหาคนระดับเดียวกันต้านรับได้ยาก
แต่หนิงฝานไม่เลือกที่จะหลบ เคลื่อนกำแพงทองคำรับหมัดโดยอย่างง่ายดาย
แล้วการจู่โจมจำนวนมากของขุนนางเซียนก็โถมเข้ามา แต่ไม่อาจผ่านการป้องกันของกำแพงทองคำไปได้
“เป็นไปไม่ได้! เหตุใดการป้องกันนั่นท้าทายสวรรค์นัก! ขนาดร่วมกันจู่โจมยังไม่อาจทำลายการป้องกันของเด็กนั่นได้!”
กระเรียนผลาญและคนอื่นๆตกตะลึง หนิงฝานที่ทั่วร่างห่มคลุมด้วยแสงสีทอง กำลังมุ่งเข้าหาปลาอัสนี
ปลาอัสนีหันกายทะยานหนีอย่างแตกตื่น แต่ก็ถูกแสงทองส่องพสุธาของหนิงฝานตามทัน
กระบี่อันคมกริบฟาดฟัน ปลาอัสนีเร่งเบี่ยงตัวหลบ แต่กระบี่กลับพลิกแทงเข้าตันเถียนของมันอย่างแม่นยำ แล้วดึงเอากระจกอัสนีประกายที่ซ่อนอยู่ภายในออกมา!
กระจกอัสนีประกาย มนุษย์ และพิภพได้มาครองแล้ว เหลือเพียงสวรรค์!
“ในนั้น…”
หนิงฝานไม่สนใจการจู่โจมที่โถมเข้ามา หันกายมุ่งเข้าไปภายในวิหารเต๋าทันที!
เขาสัมผัสได้ว่าภายในวิหารเต๋ามีสองราชาเซียนเก็บตัวอยู่ และหนึ่งในร่างของพวกมันมีกระจกบานที่สาม!
ราชาเซียน เหตุใดหนิงฝานต้องกลัว! จุดสูงสุดของราชาเซียนอย่างเทพอาคมยังกล้าสู้ เหตุใดต้องหวาดกลัวราชาเซียนนิรันดร์ที่สาม!
แม้ไม่แสดงพลังที่แท้จริงของโล่สังหารเทพ แต่หนิงฝานยังมั่นใจว่าราชาเซียนนิรันดร์ที่สามไม่อาจทำอันตรายเขาได้
“สกัดมันเอาไว้ อย่าให้เข้าไปข้างใน!”
กระเรียนผลาญและคนอื่นๆแตกตื่น ไม่ว่าพวกมันจะจู่โจมอย่างไรก็ไม่ระคายผิวหนิงฝาน ไม่อาจผ่านแสงสีทองไปได้
หากพวกมันและหนิงฝานสู้กัน เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาชนะหนิงฝาน และหากหนิงฝานมีปราณมากพอ ต่อให้มีพวกมันมากกว่านี้หนิงฝานก็ไม่แพ้
ข่าวลือที่หนิงฝานทำลายกลุ่มต่อต้านหนิง ขุนนางเซียนหลายคนไม่เชื่อ แต่จากเหตุการณ์ที่ปรากฏ ดูเหมือนข่าวลือจะเป็นเรื่องจริง บางที ต่อให้หกขุนนางเซียนเหล่านี้ร่วมมือกับกลุ่มต่อต้านหนิง ก็ไม่อาจเอาชนะหนิงฝานได้
คงจะมีเพียงราชาเซียนเท่านั้นที่จัดการหนิงฝานได้
ผู้เชี่ยวชาญภายในวิหารเต๋าแตกตื่นกับแรงกดดันของหนิงฝาน เร่งแยกย้ายกันหลบหนีโดยไม่รีรอ
“หาญกล้านัก! แต่มีเพียงความหาญกล้าก็นับว่าไร้ประโยชน์!”
แสงสีฟ้าพุ่งออกมาจากวิหารเต๋าก่อนที่หนิงฝานจะเข้าไป เข้าปะทะกับม่านพลังสีทองของหนิงฝาน ก่อนที่กลุ่มอัสนีจะก่อตัวเป็นบุรุษเตี้ยหน้าตาอัปลักษณ์ แต่การปะทะกันเมื่อครู่ มันถูกหนิงฝานผลักให้ถอยครึ่งก้าว ทำให้มันตกตะลึง แต่สิ่งที่ทำให้มันตกตะลึงยิ่งกว่า คือชั่วพริบตาถัดมา กระบี่อันคมกริบกลับพาดผ่านแขนของมันจนโลหิตพุ่งกระฉูด แม้ไม่ได้บาดเจ็บร้ายแรง แต่ก็ถือว่าบาดเจ็บ!
หนิงฝานเองก็ถูกกระแทกถอยไปสิบเก้า แต่โชคดีที่มีโล่สังหารเทพจึงไม่บาดเจ็บ
กระจกอัสนีประกายอยู่ในตันเถียนของมันผู้นี้!
“นี่! ราชาพิรุณทำลายการป้องกันของราชาเซียนเฟ่ยเลี่ยได้! ทั้งๆที่เป็นผู้ฝึกฝนร่างกาย!”
“ราชาพิรุณไม่เป็นอันใดแม้แต่น้อย! วิชาของราชาพิรุณทรงพลังนัก ปะทะกับราชาเซียนเฟ่ยเลี่ยซึ่งหน้า ราชาเซียนเฟ่ยเลี่ยยังทำลายการป้องกันไม่ได้!”
“ราชาพิรุณแข็งแกร่ง แม้เผชิญหน้ากับราชาเซียนนิรันดร์ที่สามยังไม่พ่าย!”
เสียงอุทานด้วยความตกตะลึงดังขึ้นรอบวิหารเต๋า บางคนขบคิด หากจักรพรรดิเซียนฉงเหอไม่ลงมือ อาจไม่มีผู้ใดต่อกรหนิงฝานได้
ยังเหลือราชาเซียนอีกคนที่ยังไม่ปรากฏตัว คนผู้นั้นแข็งแกร่งกว่าเฟ่ยเลี่ย บางที หากสองราชาเซียนและหกขุนนางเซียนร่วมมือ อาจสยบหนิงฝานได้!
ทันใดนั้นเอง ได้มีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ราชาเซียนพิรุณไม่ธรรมดาจริงๆ… เฟ่ยเลี่ยถอยกลับมา พลังของเจ้าไม่อาจทำลายการป้องกันของเด็กผู้นี้ได้… หยุดได้แล้ว!”
เสียงของชายชราดังขึ้นราวกับอัสนีฟาดผ่าข้างหูของทุกคน
ทันใดนั้น เส้นแสงสีเทาจำนวนหลายล้านเส้นได้ก่อนตัวบนท้องนภา ปรากฏเป็นชายชราอาภรณ์เทา อยู่ห่างจากหนิงฝานร้อยจ้าง สีหน้าเคร่งขรึมไม่ปรากฏอารมณ์
“คารวะผู้ก่อตั้ง!”
ทันทีที่ชายชราปรากฏตัว คนจำนวนมากบนเขาซัวเหยาคุกเข่าหมอบกราบ หกขุนนางเซียน สองราชาเซียนเร่งป้องมือคารวะ
ชายชราผู้นี้คือผู้ปกครองแห่งเขาซัวเหยา…. จักรพรรดิเซียนฉงเหอ!
การเผชิญหน้ากับฉงเหอ ทำให้หนิงฝานรู้สึกราวกับหายใจติดขัด นี่เป็นครั้งแรกที่เขาอาศัยพลังตนเองในการต่อต้านแรงกดดันของจักรพรรดิเซียนโดยตรง
หากไม่ใช้พลังของโล่สังหารเทพอย่างเต็มที่… ก็ไม่อาจต้านรับการจู่โจมของคนผู้นี้ได้ ยามนี้ หนิงฝานสัมผัสได้อย่างชัดเจน ถึงความต่างชั้นของพลังกับชายชราผู้นี้
จักรพรรดิเซียน เขาไม่สามารถเอาชนะได้ แต่สามารถเอาตัวรอดได้…
“หยิบยืมกระจกอัสนีประกายมาแล้วไม่คืน เรื่องนี่พวกเฟ่ยเลี่ยเป็นฝ่ายผิด… แต่เจ้าเองก็ทำร้ายอสรพิษหมอกและปลาอัสนี ตัวข้าในฐานะผู้ปกครองเขาซัวเหยาคงไม่อาจอยู่เฉย เจ้าคงรู้อยู่แล้ว…”
“รับการจู่โจมข้า หากไม่ตาย ข้าจะยอมให้เจ้านำกระจกอัสนีประกายกลับไป เรื่องราวความบาดหมางถือว่าจบลง! แต่หากเจ้าตาย อาจารย์ของเจ้าคงมาแก้แค้น พวกข้าทั้งหมดก็ตาย!”
จักรพรรดิเซียนฉงเหอไม่เปิดโอกาสให้หนิงฝานปฏิเสธ ยกมือแล้วกดลงไปยังทิศทางของหนิงฝาน
ท้องนภาแปรเปลี่ยนจากกลางวันเป็นกลางคืน หยินแปรเปลี่ยนเป็นหยาง…