เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

GE979 ข่มขู่กึ่งพรตที่เกาะแห่งต้นไม้

GE979 ข่มขู่กึ่งพรตที่เกาะแห่งต้นไม้

GE979 ข่มขู่กึ่งพรตที่เกาะแห่งต้นไม้


หนิงฝานบาดเจ็บอย่างหนักด้วยการฝืนข้ามสะพานแก่นแท้ อาภรณ์ขาวอาบโชกไปด้วยโลหิตจากโซ่ที่รัดร่างแน่น

นี่คือสถานการณ์ที่มีโล่สังหารเทพคุ้มกาย หากไม่มีบางที หลังจากเท้าหนิงฝานสัมผัสสะพาน ดวงจิตอาจระเบิดไปแล้ว

เสียงแตรสวรรค์ดังขึ้นข้างหูอย่างต่อเนื่อง ใต้ฝ่าเท้าหนิงฝาน ตำแหน่งก้าวที่หนึ่งของสะพานเปล่งแสง กลายเป็นดอกบัวสีขาวรองรับฝ่าเท้า

ดอกบัวสีขาวแผ่อุณหภูมิที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับคนของโลกหยิน แต่ไม่ใช่กับคนของโลกหยาง

ปราณหยาง! หนึ่งในพลังที่ไหลเวียนอยู่ในดอกบัวขาว มีลักษณะที่คล้ายกับพลังของปลาคราฟ แต่ทรงพลังกว่ามาก

หนิงฝานจ้องมองดอกบัวใต้ฝ่าเท้าด้วยความตกตะลึง บนดอกบัวมีเมล็ดอยู่สองเมล็ด เมื่อพวกมันปรากฏ ทั่วทั้งมิติแห่งนี้ผันผวนเล็กน้อย ราวกับไม่อาจต้านทานพลังของมันได้

“เทพสะพานกู่เจียงกล่าวว่า หากก้าวขึ้นสะพานไปได้ แต่ละก้าวจะมีรางวัลรออยู่ สะพานในแต่ละแห่งมีรางวัลที่แตกต่างกันออกไป รางวัลของสะพานที่หนึ่งคือดอกบัวขาว ผู้ใดโชคดีจะได้รับเมล็ดดอกบัว… ปราณหยางภายในดอกบัวช่วยให้ผู้ที่ได้รับยกระดับการลืมตา ส่วนเมล็ดบัว มหาโลกจริงทั้งสามเรียกขานพวกมันว่า ‘เมล็ดบัวแรกเริ่มสูงสุด’ ช่วยในการฝึกฝนและสร้างเต๋าของตน…”

“แต่จากที่เทพสะพานกล่าว ต่อให้เป็นผู้ที่โชคดีที่สุดของโลกจริง ไม่มีผู้ใดได้เมล็ดบัวในแต่ละก้าวของสะพาน อย่างมากก็จะได้เพียงหนึ่งครั้งในการข้ามสะพาน ในช่วงหมื่นปีมานี้ ยังไม่มีผู้ใดได้เมล็ดบัวจากสะพานที่หนึ่ง แต่ข้ากลับได้เมล็ดบัวสองเมล็ดตั้งแต่ก้าวแรก… ตัวข้าเป็นคนชั่วในสายตาเต๋าแห่งสวรรค์ แต่กลับได้รางวัลมากกว่าคนทั่วไป…”

หนิงฝานขบคิด เขาไม่รู้ว่าผู้ที่ถูกเรียกขานว่าตนชั่วนั้น เป็นเพียงคำเรียกขานของเต๋าแห่งสวรรค์ เป็นชื่อเผ่าพันธุ์ดวงจิตเต๋ามอบให้กับผู้เชี่ยวชาญสิบประเภท ผู้ที่มีเต๋าแห่งการไขว่คว้าจัดเป็นประเภทที่สี่

เผ่าดวงจิตเต๋าที่ควบคุมสวรรค์ของโลก ไม่ยอมให้ผู้ที่มีเต๋าแห่งการไขว่คว้าลืมตาและข้ามสะพาน ผิดกับสะพานแก่นแท้ที่ไม่ได้ปฏิเสธผู้ที่มีเต๋าแห่งการไขว่คว้า ทั้งยังยินดีที่จะให้ผู้ที่มีเต๋าแห่งการไขว่คว้าข้ามสะพาน รางวัลที่มอบให้จึงมากกว่าทั่วไป

นี่คือผลประโยชน์ที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับผู้ที่มีเต๋าแห่งการไขว่คว้า

“เมล็ดบัวแรกเริ่มสูงสุดสองเมล็ด! หรือเด็กนี่จะเป็น… ผู้มีเต๋าแห่งการไขว่คว้า!” เทพสะพานกู่เจี่ยงเป็นผู้มากประสบการณ์และความรู้ จึงคาดเดาได้ถูก

หนิงฝานยังไม่เริ่มก้าวที่สองทันที เขาเก็บเอารางวัลจากสะพานแล้วดูดซับทันที เพราะมันคือรางวัลของสะพาน คงอยู่ได้เพียงบนสะพาน หากไม่ดูดซับ ไม่นานจะหายไปจากโลก

การดูดซับดำเนินไปถึงหนึ่งในสี่ชั่วยาม หนิงฝานยังไม่ลืมตาและหลุดพ้นจากพันธนาการ ดูเหมือนเขายังต้องการปราณหยางอีกมาก

หลังจากดูดซับเมล็ดบัวแรกเริ่มสูงสุดทั้งสองเสร็จสิ้น ดาราพิรุณ ดาราสงคราม ดาราความมืด และดาราไม้ที่กลางหน้าของหนิงฝานร้อนผ่าว ให้ความรู้สึกราวกับถูกเพลิงแผดเผา ดาราหยินหยางทั้งสี่ชนิดที่ครอบครอง ถูกยกระดับพลังในการควบคุมเต๋าขึ้นอีกหลายสิบเท่า!

“เด็กนี่ มีพลังในการควบคุมเต๋าสี่ชนิด แต่ละชนิดดูดซับเอาเมล็ดบัวเข้าไปจนบรรลุระดับสิบวิญญาณ ถือว่าบรรลุพลังควบคุมเต๋าในขอบเขตเล็กแล้ว!” กู่เจียงตกตะลึง ผู้ที่ครอบครองพลังในการควบคุมเต๋าทั้งสี่ชนิดนั้นหาได้ยากมาก

ระดับจิตวิญญาณ คือการแบ่งระดับพลังควบคุมเต๋าของสามมหาโลกจริง

หากฝึกฝนแก่นแท้ของเต๋าไปถึงจุดหนึ่ง จะได้พลังในการควบคุมเต๋ามาครอบครอง หากพลังในการควบคุมเต๋าบรรลุระดับสิบวิญญาณ ก็เท่ากับบรรลุพลังควบคุมเต๋าในขอบเขตเล็ก หากบรรลุร้อยจิตวิญญาณ ก็บรรลุขอบเขตกลาง หากบรรลุห้าร้อยจิตวิญญาณก็บรรลุขอบเขตใหญ่ โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ถูกนับว่าเป็นมหาจักรพรรดิเต๋าที่แท้จริง คือผู้ที่บรรลุขอบเขตกลางเป็นอย่างน้อย

เดิมที หนิงฝานที่ฝึกฝนวิชาลับวงแหวนแห่งความปั่นป่วน สามารถใช้พลังควบคุมเต๋าได้เล็กน้อย และนั่นนับเป็นระดับครึ่งจิตวิญญาณ

เมล็ดบัวแรกเริ่มสูงสุดหนึ่งเมล็ดยกระดับจิตวิญญาณได้ยี่สิบจิตวิญญาณ สองเมล็ดได้สี่สิบ ด้วยพลังควบคุมเต๋าสี่ชนิดของหนิงฝาน จึงยกระดับเป็นสิบจิตวิญญาณอย่างเท่าเทียม

น่าเสียดายที่ทวารหัวใจส่งผลเฉพาะกับปราณที่ยกระดับพลัง จึงไม่อาจเพิ่มระดับจิตวิญญาณจากเมล็ดบัวได้ ไม่อย่างนั้น ระดับจิตวิญญาณของเขาจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า

พลังแห่งการควบคุมเต๋าแบ่งออกเป็น ขอบเขตเล็ก กลาง และใหญ่ จากที่ได้ฟังกู่เจี่ยงเล่ามา แม้จะมีการจัดระดับพลังควบคุมเต๋าแล้ว แต่นั่นก็ยังไม่อาจเจาะความแข็งของพลังได้โดยละเอียดได้

หนิงฝานพลิกฝ่ามือ นำเอากระบี่ตัดความทรงจำออกมา โคจรพลังควบคุมเต๋าบนตัวกระบี่ จากนั้นจึงตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วพยักหน้า

พลังควบคุมเต๋าแต่ละชนิดเพิ่มพูนมหาศาล หนึ่งชนิดเท่ากับสิบจิตวิญญาณ หากผสานเข้าด้วยกันทั้งหมดจะมีพลังควบคุมเต๋าในระดับสี่สิบจิตวิญญาณ… อย่างน้อยมันก็แข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนมาก

การเพิ่มขึ้นของพลังควบคุมเต๋า แม้ระดับพลังของหนิงฝานไม่ได้เพิ่ม แต่ก็ช่วยให้ประสิทธิภาพในการต่อสู้ยกระดับขึ้นมาก

“ก้าวที่สอง…”

หนิงฝานยืนนิ่งชั่วครู่ก่อนตัดสินใจอย่างหนักแน่นน ก้าวเท้าที่สองออกไปพร้อมกับหมอกโลหิตระเบิดออกจากร่าง

สะพานแก่นแท้ก็มีพลังเป็นของตน ป้องกันไม่ให้คนข้ามไปได้ ซึ่งถือเป็นการทดสอบ หากไม่อาจต้านพลังจะบาดเจ็บ และไม่อาจเดินหน้าได้อีก

ยามนี้ หนิงฝานมีพลังของโซ่โลหิตดวงจิตเต๋าคอยรั้งพลังป้องกันเอาไว้ อาการบาดเจ็บที่ได้นับจากสะพานจึงรุนแรง ดวงจิตใกล้แตกสลาย

อาการบาดเจ็บทางดวงจิตถือเป็นเรื่องอันตราย รักษาได้ยากกว่าการบาดเจ็บทางร่างกาย

“โดนอีกห้าร้อย! เด็กนั่นกล้าก้าวต่อ! ไม่กลัวดวงจิตจะถูกโซ่สังหารตายหรือไง!” กู่เจียงรู้สึกเสียดายเป็นอย่างมาก เสียดายค่าคุณธรรมที่โดนหักไปห้าร้อย

“เด็กน้อยเอ๋ย… ลองทบทวนดูเถอะ หากเจ้ายังแบกโซ่ไปต่อ ต่อให้มีสมบัติแรกกำเนิดขั้นสูงสุดก็ไม่อาจเลี่ยงอาการบาดเจ็บได้ หากเจ้ายังฝืนเดินต่อเจ้าอาจต้องตาย รางวัลจากสะพานไม่สำคัญไปกว่าชีวิตของเจ้าหรอก!”

“ขอบคุณผู้อาวุโสที่เป็นห่วง! ข้าคิดดีแล้ว” หนิงฝานเช็ดคราบโลหิตที่มุมปากแล้วเก็บรางวัล

เมื่อหวนคิดว่าตนเองจะฟาดฟันกู่เจียงก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าเทพสะพานจะเป็นห่วงตนด้วย ช่างเป็นผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี

“ข้าไม่ได้เป็นห่วงเจ้า!” กู่เจียงเป็นห่วงรางวัลของตน! นั่นคือสิ่งที่มันรู้สึก เพราะเมื่อหนิงฝานเก็บรางวัลเขาก็มุ่งหน้าต่อ

หักอีกห้าร้อย!

รางวัลในก้าวที่สองของหนิงฝานคือเมล็ดบัวสองเมล็ด ก้าวที่สามก็เช่นกัน

ในก้าวที่สาม ดวงจิตของหนิงฝานพร่าเลือนไปสองในสามส่วนแล้ว หากก้าวต่อไปอาจทำให้ดวงจิตระเบิด!

ก้าวที่สามคือขีดจำกัดของหนิงฝาน ต่อให้มีโล่สังหารเทพก็ไม่ควรมุ่งไปต่อ

แม้จะดูดซับเมล็ดบัวเพิ่มเข้าไป ตัวเขาก็ยังไม่อาจลืมตา ส่วนพลังควบคุมเต๋าแต่ละชนิดยามนี้ ก็บรรลุระดับสามสิบวิญญาณแล้ว

หากผสานพลังแห่งการควบคุมทั้งหมดเข้าไป จะมีพลังควบคุมเต๋าในระดับหนึ่งร้อยยี่สิบวิญญาณ เทียบได้กับขอบเขตกลางที่ทรงพลังกว่าจักรพรรดิเซียนเต๋าเล็กน้อย

แต่น่าเสียดายที่พลังควบคุมเต๋าแต่ละชนิดยังไม่บรรลุขอบเขตกลาง ไม่อย่างนั้นหนิงฝานจะมีเต๋าของตนเองในครอบครอง

“สหายน้อยโลกหยิน เจ้าไม่ควรไปก้าวที่สี่” กู่เจียงอยากร่ำไห้แต่ไร้น้ำตา มันกลัวว่าหนิงฝานจะไปต่อ

“ไม่แล้ว ก้าวที่สามเป็นขีดจำกัดของผู้เยาว์แล้ว” เมื่อเห็นอีกฝ่ายเป็นห่วง หนิงฝานจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรมากขึ้น

“ข้าไม่ได้ห่วงเจ้าจริงๆ…” แต่มันไม่ได้กล่าวออกไป อีกไม่นานนัก มันจะสามารถถอนเส้นทางกลับมาได้

การทำหน้าที่ในวันนี้ของกู่เจียงถือเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม และไม่อยากจะกลับมาเป็นเช่นนี้อีก

ผ่านไปครู่ใหญ่ กู่เจียงถอนเส้นทางกลับ สะพานทั้งสิบสองค่อยๆเลือนหายไป หนิงฝานถูกนำกลับมายังโลกหยินของตนเช่นเดิม

สิ่งแรกที่เขาต้องทำยามนี้ คือเก็บตัวรักษาดวงจิตในหอคอยมิติ อาการบาดเจ็บที่เกิดจากโซ่นั้นน่าสะพรึงกลัว นับว่าเกือบถูกเจตจำนงสวรรค์สังหารก็ไม่ผิด หากไม่ใช้เวลาพันปีหนิงฝานก็ไม่มั่นใจว่าจะรักษาให้หายได้ ดังนั้น เขาจึงเก็บตัวทันที

ผ่านไปพันปีในหอคอยมิติ อาการบาดเจ็บของหนิงฝานได้หายดี ระดับพลังกลับมาเป็นปกติ

ตัวเขาที่ไม่อาจลืมตา แต่ยังชักนำสะพานแก่นแท้ ทั้งยังขึ้นสะพานได้สามก้าว นับเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง หากเขาจะข้ามสะพานในครั้งหน้า ต้องลืมตาให้ได้ก่อน

ลืมตา… ไม่รู้ว่าต้องใช้ปราณหยางมากมายเท่าใด

หนิงฝานส่ายหน้า ปราณหยางถือเป็นพลังงานชนิดหนึ่งที่มีในโลกหยางเท่านั้น ในโลกแห่งจินตนาการนี้ ยากนักจะหาปราณหยางได้ แม้ในภาพวาดของมู่สงจะมีปลาคราฟมากมาย แต่หากเข้าไปอีก สิ่งที่อยู่ลึกที่สุดของภาพอาจเคลื่อนไหว ต่อให้มีแมวน้อยก็ใช่ว่าหนีออกมาได้

อีกอย่าง พู่กันอักขระทองคำไม่มีแล้ว หากจะเข้าไปในภาพก็เข้าไปได้เพียงดวงจิต ไม่อาจนำแมวน้อยเข้าไปได้

เช่นนั้นแล้ว คงต้องปล่อยวางเรื่องปราณหยางและลืมตา สมควรแก่เวลาที่ต้องออกจากเกาะแห่งนี้แล้ว

บางเรื่องหนิงฝานยังไม่อาจเปิดเผย เพราะต้องการรอให้เรื่องราวกระจ่างในอนาคต ดังนั้น เขาจึงกลับออกจากโลกหยิน แต่เมื่อไปยังโลกภายนอกกลับต้องขมวดคิ้ว

เบื้องนอกประตูห้องมีผู้คนมารวมตัวกันอยู่มากมาย ทั้งมู่สง เซี่ยงหมิงสื่อ หวูเล่าป๋า ขุนนางเซียนอาภรณ์แดง ลู่เหวิน และศิษย์บนเกาะอีกเป็นจำนวนมาก

“โอ? เหตุใดผู้คนมากมายมารวมตัวกันหน้าห้องข้า? หืม? พี่ใหญ่ท่านก็มาด้วย?”

หนิงฝานกวาดตามองแขกเหรื่อหน้าห้อง ยิ้มให้กับลู่เหวินพลางส่งสายตาด้วยความสงสัยให้

ลู่เหวินพยักหน้า แต่เมื่อสังเกตสีหน้าของลู่เหวิน หนิงฝานก็พอเข้าใจ

ดูเหมือนขุนนางเซียนอาภรณ์แดงผู้นี้จะเป็นคนที่ตระกูลหนานส่งมา!

ครั้งล่าสุดที่ไปศาลาไร้ธรรม เขาได้พูดคุยกับลู่เหวิน ยามนั้น ลู่เหวินได้บอกความร้ายให้ฟัง

ตระกูลหนานรู้ว่ามีคนปลอมตัวและแอบอ้างว่าเป็นคนของตระกูล เหตุที่ทราบเป็นเพราะตัวตนระดับสูงของตระกูลทำนาย ซึ่งการทำนายนั้นเกิดขึ้นหลังจากหนิงฝานเข้าไปในสมรภูมิโบราณได้สิบปีแล้ว

ในอดีต หนิงฝานเคยปลอมเป็นตระกูลหนานด้วยป้ายพิษกู่ เรื่องนี้แพร่ไปทั่วทั้งแดนสวรรค์ตะวันออก แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าหนิงฝานเป็นใคร แต่ถึงอย่างไร นั่นก็ไม่อาจซ่อนความจริงไปจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญที่ทรงพลังได้

เมื่อรู้ว่ามีคนแสร้งเป็นคนของตระกูลหนาน ผู้นำตระกูลโกรธเป็นอย่างมาก จึงได้จับยามทำนายตามกรรมกระทั่งพบตัวลู่เหวิน จึงใช้วิชาลับอ่านความทรงจำของลู่เหวิน และได้ทราบว่าหนิงฝานได้แสร้งเป็นคนตระกูลหนานตั้งแต่ต้น

ราชาเซียนพิรุณ! กล้าแสร้งเป็นคนตระกูลหนาน ไม่รู้เสียแล้วว่าทำผิดกฎตระกูลร้ายแรงขนาดไหน

แต่ในช่วงนั้นเอง เรื่องที่หนิงฝานเป็นผู้สืบทอดของจักรพรรดิบรรพกาลได้แพร่ไปเกือบทั่วทั้งแดนสวรรค์ ผู้นำตระกูลหนานได้รับภาพเหมือนของหนิงฝาน จึงไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือ อีกอย่าง ยามนั้นหนิงฝานได้เข้าสมรภูมิโบราณไปแล้ว จึงจำต้องเก็บเรื่องนั้นไว้ก่อน

สุดท้ายก็มีเรื่องเกิดขึ้นในสมรภูมิโบราณ ตระกูลหนานที่เป็นหนึ่งในสิบตระกูลลับย่อมทราบเรื่องเป็นอย่างดี

ภายในสมรภูมิโบราณ มีผู้เชี่ยวชาญที่ทรงพลังมากสองคนสู้กันจนถึงแก่ความตาย โดยทราบมาว่า นามของผู้เชี่ยวชาญคนนั้นคือเซ่าเจี่ยนผู้สวมหน้ากากภูติสีเงิน ผมเงิน

เมื่อทราบข่าวนี้ ตระกูลหนานไม่อาจนิ่งเฉย เพราะเซ่าเจี่ยนผู้นั้นคือหนิงฝาน! และจากข้อมูลที่ตระกูลหนานได้มา บ่งชี้ว่าหนิงฝานคือเซ่าเจี่ยนจริงๆ

“เป็นไปไม่ได้ เด็กนั่นคือผู้สืบทอดจักรพรรดิบรรพกาล เป็นเพียงเซียนแห่งชีวิต เหตุใดจึงกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญโบราณในสมรภูมิโบราณ!” ตัวตนระดับสูงของตระกูลหนานหลายคนไม่อยากเชื่อ แต่ก็ไม่มีผู้ใดหาความจริงมาโต้แย้งได้

เมื่อสองปีก่อน หนิงฝานได้กลับมาเยือนแดนสวรรค์ตะวันออกอีกครั้ง

เมื่อร้อยปีก่อนเป็นเพียงเซียนแห่งชีวิต แต่ในร้อยปีถัดมากลับเป็นขุนนางเซียน นั่นยิ่งทำให้คนของตระกูลหนานไม่อยากเชื่อ เหตุใดจะกลายเป็นขุนนางเซียนได้ในร้อยปี แม้เป็นเซียนบรรลุเจตจำนง ต่อให้ใช้เวลาหลายล้านปีก็ยังไม่อาจบรรลุขอบเขตนิรันดร์ได้ เหตุใดหนิงฝานทำได้?

นั่นทำให้ตระกูลหนานเชื่อว่า ระดับพลังในขอบเขตเซียนแห่งชีวิตก่อนหน้าของหนิงฝานเป็นเพียงเครื่องอำพราง ไม่ใช่ระดับพลังที่แท้จริง

ไม่… บางที ขุนนางเซียนก็อาจเป็นเพียงเครื่องอำพรางเช่นกัน… ระดับพลังที่แท้จริงสมควรเป็นไปตามที่ปรากฏในสมรภูมิโบราณ!

ดังนั้น เหล่าตัวตนระดับสูงส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะเชื่อว่าหนิงฝานเก็บซ่อนพลังเอาไว้ ส่วนเรื่องตัวตนในแดนสวรรค์ตะวันออกก็สมควรเป็นเพียงตัวตนที่สร้างขึ้นมา บางทีนามหนิงฝานอาจเป็นเครื่องอำพรางก็ได้

แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีคนตระกูลหนานบางส่วนเชื่อว่า หนิงฝานและผู้เชี่ยวชาญโบราณในสมรภูมิโบราณเป็นคนละคนกัน ดังนั้น คนของตระกูลหนานจึงไม่กล้าล่วงเกินหนิงฝาน

หากหนิงฝานเป็นผู้เชี่ยวชาญโบราณจริง ตระกูลหนานจะต้านทานได้อย่างไร?

แต่ต่อให้หนิงฝานไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญโบราณ ก็ยังเป็นผู้สืบทอดจักรพรรดิบรรพกาล จักรพรรดิบรรพกาลยังไม่ตาย ย่อมไม่มีผู้ใดล่วงเกินหนิงฝานได้ และไม่กล้าเป็นศัตรูอย่างเปิดเผย แม้เป็นตระกูลทมิฬก็ไม่กล้า

แม้เหล่าคนระดับสูงของตระกูลหนานไม่กล้าลงมือกับหนิงฝาน แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้เรื่องที่หนิงฝานปลอมเป็นคนของตระกูลให้ผ่านไป จะอย่างไรพวกมันเป็นถึงตระกูลลับ ต่อให้อีกฝ่ายเป็นผู้เชี่ยวชาญโบราณ พวกมันก็ต้องถามหาความยุติธรรม หากอีกฝ่ายเป็นผู้เชี่ยวชาญโบราณจริง การถามหาความยุติธรรมก็คงไม่ได้จริงจังนัก อย่างน้อยก็เพื่อรักษาชื่อเสียงของตระกูลแม้เพียงเล็กน้อยก็พอดี พวกมันไม่อาจปล่อยให้ผู้ใดปลอมเป็นคนตระกูลหนานได้ และก็ไม่ได้อยากเป็นศัตรูกับหนิงฝานด้วย

เมื่อยามที่หนิงฝานไปสุสานเทพ ลู่เหวินได้บอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ ลู่เหวินผู้นี้ควรค่าต่อการนับถือเป็นสหาย ต่อให้เผชิญหน้ากับการซักไซ้ของผู้นำตระกูลหนาน ยังไม่ปริปากบอกเรื่องใด หากไม่เพราะถูกวิชาค้นความทรงจำ ความลับต่างๆย่อมไม่ปรากฏ

ลู่เหวินเป็นห่วงหนิงฝาน แต่เส้นสายของมันไม่อาจเทียบกับตระกูลหนาน จึงไม่ทราบรายละเอียดการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในสมรภูมิโบราณ ไม่รู้เรื่องผู้เชี่ยวชาญหน้ากากภูติผมเงิน

แต่จากบทสนทนาของระดับสูงตระกูลหนาน ลู่เหวินได้ยินว่าหนิงฝานอาจเป็นผู้เชี่ยวชาญโบราณ หรือ หนิงฝานมีพลังในระดับผู้เชี่ยวชาญโบราณจริงๆ

จากคำกล่าวเหล่านั้น ดูเหมือนตระกูลหนานจะเชื่อว่าน้องชายของตนคือผู้เชี่ยวชาญโบราณ จึงไม่กล้าลงมือด้วย แต่เมื่อได้ทราบว่าจักรพรรดิบรรพกาลใกล้จะดับสูญ พวกมันจึงค่อยเริ่มเคลื่อนไหว

เป็นปัญหาแล้ว น้องชายของมันจะเป็นผู้เชี่ยวชาญโบราณได้อย่างไร! หากคนของตระกูลหนานรู้เรื่องนี้ และจักรพรรดิบรรพกาลดับสูญ จะไม่มีผู้ใดปกป้องหนิงฝานอีกต่อไป

ลู่เหวินที่ได้เข้าไปเยือนตระกูลหนาน ได้รู้ถึงความน่าหวาดกลัวของพวกมัน ได้เห็นปูมหลังที่ทำให้ราชาเซียนและจักรพรรดิเซียนหวาดกลัว นับประสาอะไรกับหนิงฝานที่ยังไม่บรรลุราชาเซียน

เดิมที เมื่อลู่เหวินรู้ว่าหนิงฝานไม่ใช่คนของตระกูลหนาน มันรู้สึกว่าตนถูกหลอกจึงโกรธแค้น คิดอยากแก้แค้น แต่เมื่อหนิงฝานช่วยให้ระดับพลังของมันฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว แม้นั่นจะเป็นสิ่งที่เซิ่นหลัวทำไว้แต่แรก ทำให้ระดับพลังของมันฟื้นฟูได้เกือบครบถ้วนสมบูรณ์ภายในระยะสั้นๆอย่างร้อยปี

ดังนั้น ลู่เหวินยามนี้จึงนับถือหนิงฝานเป็นน้องชาย แม้มันจะไม่ใช่คนดี หากอีกฝ่ายทำดีกับมัน มันจะทำดีตอบแทนสิบเท่า แต่หากอีกฝ่ายคิดร้ายกับมันแม้แต่น้อย มันจะฆ่าล้างตระกูลคนผู้นั้น กระทั่งทำลายทั้งนิกายทันที หนิงฝานดีต่อมัน มันจึงดีต่อหนิงฝานตอบ นอกจากนี้ หนิงฝานอยู่ข้างเดียวกับตระกูลหนาน มันจึงกัดฟันยืนอยู่ข้างเดียวกับหนิงฝานเช่นกัน

“น้องหนิง เจ้ามีวิธีจัดการกับตระกูลหนานหรือไม่?” ลู่เหวินขบคิดพลางกล่าวกับหนิงฝานด้วยสัมผัสเทพ

“พี่ใหญ่วางใจได้ เรื่องนี้จัดการไม่ยาก” หนิงฝานกล่าวตอบด้วยสัมผัสเทพ

เรื่องที่จะทำให้ตระกูลหนานคิดว่าตนเองคือผู้เชี่ยวชาญโบราณ หนิงฝานมีวิธี แค่แสดงพลังโล่สังหารเทพเล็กน้อย คนระดับสูงของตระกูลหนานย่อมเชื่อ

นั่นเป็นความคิดเดิมของหนิงฝาน แต่เมื่อเห็นคนของตระกูลหนานมา จึงต้องทำบางสิ่ง

สายตาของขุนนางเซียนอาภรณ์แดงที่จับจ้องหนิงฝาน ไม่อาจเก็บซ่อนความไม่เป็นมิตร หากไม่ใช่เพราะเรื่องผู้เชี่ยวชาญโบราณ คนผู้นี้ย่อมแสดงความไม่เป็นมิตรออกมาอย่างชัดเจน การปลอมเป็นคนตระกูลหนานถือเป็นเรื่องต้องห้ามร้ายแรง พวกมันจึงตั้งใจจะสังหารหนิงฝานอยู่แล้ว

มีตระกูลทมิฬเป็นศัตรู หากเพิ่มตระกูลหนานเข้าไป…

หนิงฝานไม่กลัวปัญหา แต่หากเลี่ยงได้ย่อมดีกว่า

“สหายน้อยหนิง เจ้า…” มู่สงและเซี่ยงหมิงสื่ออยากถามเรื่องเสียงแตรสวรรค์

แต่ก่อนที่สองกึ่งพรตจะกล่าว ขุนนางเซียนของตระกูลหนานไม่ทนรอ เอ่ยปากกล่าวกับหนิงฝานด้วยความเย่อหยิ่ง

“เจ้าหรือหนิงฝาน? ฮึ่ม! ข้าคือจักรพรรดิเยาว์แห่งเผ่าคนเถื่อนสาขาที่สองแห่งตระกูลหนาน เจ้าต้องกลับไปพร้อมกับข้า ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไร้หัวใจ!”

เด็กคนนี้ไร้สมองหรือ?

หวูเล่าป๋า และศิษย์อีกจำนวนมากของมู่สง จ้องมองผู้เยาว์อาภรณ์แดงด้วยสายตาราวกับจ้องมองคนโง่

ต่อให้มันเป็นขุนนางเซียนแห่งตระกูลหนาน แต่กล้ากล่าวขัดมู่สงและเซี่ยงหมิงสื่อ โดยคิดว่าตนเองเป็นคนของตระกูลลับ? มันเบื่อการเป็นขุนนางเซียนแล้วหรือ? คิดว่าตระกูลหนานปกคลุมผืนนภาแดนสวรรค์ตะวันออกหรือ?

คนของเกาะต้นไม้ไม่กลัวตระกูลหนาน พวกมันรู้ว่าเจ้าของเกาะแห่งนี้แข็งแกร่ง เคยต่อสู้กับสามกึ่งพรตของตระกูลทมิฬมาแล้ว

หวูเล่าป๋าเองเคยกลัวตระกูลหนานหรือ? หากมันไปเยือนตระกูลหนาน อีกฝ่ายยังต่อต้อนรับ

หนิงฝานไม่กล่าว

คนตระกูลหนานไม่คิดว่าตนคือผู้เชี่ยวชาญโบราณ? ขอบเขตนิรันดร์ของตระกูลหนานไม่สงสัยหรือระวังเลยหรือ? หากหนิงฝานเป็นผู้เชี่ยวชาญโบราณจริง เช่นนั้นคนที่พวกมันส่งมาก็เท่ากับโชคร้ายไม่ใช่หรือ? หากต้องการเทียบเฉยหนิงฝานไปตระกูล พวกมันต้องเทียบด้วยความสุภาพถึงขีดสุดไม่ใช่หรือ?

ขุนนางเซียนอาภรณ์แดงผู้นี้ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากตระกูล? หรือมันไม่เคยมีประสบการณ์กับโลกของผู้ฝึกตน? ใช้เพียงโอสถยกระดับพลัง? จิตใจจึงเป็นเช่นนี้

“ฮึ่ม! ข้ากำลังกล่าวแต่เจ้ากลับมาขัด!” สีหน้ามู่สงแปรเปลี่ยนเย็นชา เดิมมู่สงจะเป็นอารมณ์ร้อน แทบจะไม่เคยปฏิบัติกับผู้ใดดีเหมือนหนิงฝาน จึงไม่ไว้หน้าหมูหมาแถวนี้!

“ท่าน… ช่างเถอะ ผู้อาวุโสมีอันใดจะชี้แนะ” ผู้เยาว์อาภรณ์แดงขบฟัน ยอมรับความพ่ายแพ้ต่อมู่สง แต่น้ำเสียงของมันไม่ได้แสดงออกเช่นนั้น

มันเป็นคนไร้สมองอย่างแท้จริง ต่อให้เป็นตระกูลเล็กๆยังต้องสุภาพกับมู่สง

แต่ในเมื่อสมองมันมีเพียงเท่านั้น ก็ไม่ต้องคิดให้เปลืองสมอง

หนิงฝานอยากจะทำให้ตระกูลหนานเชื่อว่าตนเองคือผู้เชี่ยวชาญโบราณ สิ่งที่ต้องทำคือข่มขู่พวกมันเล็กน้อย โดยการแสดงพลังต่อหน้าผู้เยาว์อาภรณ์แดงผู้นี้

หากไม่ลงมือสั่งสอนมันเสียบ้าง ย่อมไม่อาจยืนยันได้ว่าตนเองคือผู้เชี่ยวชาญโบราณ

ในขณะที่หนิงฝานจะใช้ร่างยักษ์ของโล่สังหารเทพเพื่อสั่งสอนอีกฝ่าย เขากลับต้องชะงัก แต่นั่นไม่ใช่เพราะใจอ่อน แต่เป็นเพราะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเผ่าพันธุ์อสูรเถื่อน!

ผู้เยาว์อาภรณ์แดงผู้นี้คือเผ่าพันธุ์อสูรเถื่อน! คาดไม่ถึงว่าจะมีอสูรเถื่อนอยู่ในแดนสวรรค์ แต่เหตุใดอสูรเถื่อนถึงอยู่ที่นี่?

ได้ยินว่าตระกูลหนานแบ่งออกเป็นสี่สาขา คือหมอผี โรคระบาด คนเถื่อน และสงคราม ผู้เยาว์อาภรณ์แดงอยู่ในสาขาอสูรเถื่อน เป็นไปได้หรือไม่ว่าสาขาอสูรเถื่อนฝึกฝนวิชาของอสูรเถื่อน? หรืออาจจะมีแค่ส่วนหนึ่งที่ฝึกฝน? หรืออาจจะมีแค่ผู้เยาว์อาภรณ์แดงผู้เดียวที่ฝึกฝน?

ที่แน่ๆ ไม่ใช่ทั้งตระกูลหนานที่ฝึกฝนวิชาอสูรเถื่อน ลู่เหวินเองก็เคยเป็นคนของตระกูลหนาน ยังไม่มีรากฐานวิชาของอสูรเถื่อนเลย

แม้หนิงฝานจะคาดเดาได้ทั้งหมดในชั่วอึดใจ แต่ยังไม่มั่นใจว่าถูกต้องทั้งหมด แต่ถึงอย่างไร กับผู้เยาว์อาภรณ์แดงเบื้องหน้าก็ไม่จำเป็นต้องใช้โล่สังหารเทพก็ทำให้มันหวาดกลัวได้

อสูรเถื่อน ต่อหน้าเทพอสูรเถื่อนแล้ว พวกมันจะนับเป็นอันใด!

“หากข้าไม่กลับตระกูลหนานกับเจ้า เจ้าจะไร้หัวใจกับข้าใช่หรือไม่?” หนิงฝานกล่าวถามผู้เยาว์อาภรณ์แดงอย่างเรียบเฉย

“ถูกแล้ว! หากเจ้ายอมกลับตระกูลหนานกับข้า ข้าก็จะสุภาพกับเจ้า แต่หากเจ้าไม่ทำตามคำสั่งข้า ข้าก็จะทำให้เจ้ารู้ ว่าผู้สืบทอดจักรพรรดิบรรพกาลเมื่ออยู่ต่อหน้าข้า ก็เป็นได้เพียงผายลม!” ผู้เยาว์อาภรณ์แดงกล่าวอย่างถือดี

“เช่นนั้นมาดูว่าเจ้าจะไร้หัวใจกับข้าอย่างไร ไสหัวไป!”

หนิงฝานกล่าวกับผู้เยาว์อาภรณ์แดงอย่างเย็นชา แม้จะเป็นเพียงคำกล่าวแต่ราวกับแฝงด้วยอำนาจสวรรค์ แฝงไปด้วยเจตจำนงที่สยบทุกสรรพสิ่ง จนสามารถควบคุมโลกอสูรเถื่อนได้!

ไสหัวไป!

ไสหัวไป!

แม้ไม่ได้ใช้ปราณ ไม่ได้ใช้วิชา แต่กลับมีแสงสีทองเปล่งออกจากร่างยิงขึ้นสู่ท้องนภา ก่อตัวเป็นฝ่ามือทองคำขนาดยักษ์ประทับใส่ในตำแหน่งที่ผู้เยาว์อาภรณ์แดงอยู่

อานุภาพของแสงสีทองทำให้ทุกคนที่ได้สัมผัสตกตะลึง เพราะทันทีที่ประทับใส่ร่างผู้เยาว์อาภรณ์แดง ทั้งปราณ สมบัติ หรือกระทั่งเกราะแรกกำเนิด ล้วนไม่อาจช่วยมันได้!

ไม่แปลกที่คนผู้นี้จะอวดดี มีกระทั่งเกราะที่เป็นสมบัติแรกกำเนิด นั่นหมายความว่า ตระกูลหนานให้ความสำคัญกับมันมาก

แต่ถึงมันจะมีสมบัติมากมายเท่าใด ก็ยังถูกฝ่ามือสีทองป่นกายเนื้อระเบิดจนเป็นหมอกโลหิต เหลือเพียงดวงจิตที่ตกตะลึง ใบหน้าซีดขาว สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เพราะมันสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ความตายกำลังย่างเข้ามาหามันแล้ว

ตายแน่ ตายแน่ ตายแน่!

นี่มันวิชาอันใด! ปราณไม่ได้ใช้ แต่กลับสร้างฝ่ามือทรงคำที่น่าสะพรึงกลัวออกมาได้!

ไม่อาจต่อต้าน ไม่อาจต้านรับ ข้าอาศัยอยู่ในพื้นที่ลับสูงสุดของตระกูล ผู้ที่มีพลังระดับนี้มีเพียงบรรพบุรุษหนานจีเท่านั้นมี!

นี่มัน… เป็นพลังระดับผู้เชี่ยวชาญโบราณจริงๆ

บัดซบ บัดซบ บัดซบ!

เหตุใดข้าจองหองต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญระดับนี้ เหตุใดข้าไม่เชื่อว่ามันคือผู้เชี่ยวชาญโบราณจริงๆ! ราชาเซียนพิรุณผู้นี้เก็บงำพลังเอาไว้เป็นอย่างดี… ฝ่ามือระดับนี้ ต่อให้เป็นกึ่งพรตที่หนึ่งหรือสองในตระกูลก็ไม่อาจรับได้! มีเพียงบรรพบุรุษที่หนึ่งเท่านั้นที่รับได้!

ในขณะที่ความตายกำลังจะมาเยือน สร้อยคอที่ดวงจิตผู้เยาว์อาภรณ์แดงสวมใส่ก็หักครึ่ง พร้อมปรากฏเงาร่างของชายชราผู้หนึ่ง ถือชิ้นกระดูกขนาดยักษ์ฟาดเข้าปะทะกับฝ่ามือทองคำ

“สหายเต๋าระงับโทสะก่อน! นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดจริงๆ ตระกูลหนานของข้าไม่ได้คิดตั้งตัวเป็นศัตรูกับท่าน!”

ชายชราผู้ที่ปรากฏตัว เปล่งแรงกดดันในขอบเขตกึ่งพรตที่หนึ่ง ไม่ใช่จริงเป็นเพียงร่างจำแลง แม้มันเป็นถึงกึ่งพรตที่หนึ่ง แต่ยังไม่อาจต้านฝ่ามือทองคำได้ กระดูกชิ้นยักษ์ที่หวดฟาดไปถึงกับแตกสลายในชั่วพริบตา

หนึ่งฝ่ามือทำลายกายเนื้อขุนนางเซียนและสมบัติแรกกำเนิดยังไม่นับเป็นอันใด แต่หนึ่งฝ่ามือทำลายร่างจำแลงกึ่งพรตที่หนึ่ง นับเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อยิ่ง!

“ร่างแยกของ หมานเต้าซาน ถูกเด็กนี่ทำลายในฝ่ามือเดียว!” มู่สงและเซี่ยงหมิงสื่อแตกตื่น

ร่างจำแลงกึ่งพรตที่หนึ่งถูกทำลายในไม่กี่ลมหายใจ หมานเต้าซานคือกึ่งพรตของสาชาอสูรเถื่อน ร่างจริงอยู่จุดสูงสุดของกึ่งพรตที่หนึ่ง เก็บตัวฝึกฝนมานานหลายปีกระทั่งแข็งแกร่งเป็นอับา

แต่ฝ่ามือของหนิงฝานกลับสังหารมันไปแล้ว!

“สังหารได้กระทั่งร่างจำแลงบรรพบุรุษ ตาย… ข้าตายแน่…” ดวงจิตผู้เยาว์อาภรณ์แดงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว

แต่ก่อนที่ฝ่ามือยักษ์จะกระทบดวงจิต กลับสลายเป็นสายลม พัดผ่านไปหลายร้อยดาราจักรรอบเกาะแห่งป่า!

“ข้าจะไม่สังหารเจ้า แต่…ครั้งหน้าจะไม่เป็นเช่นนี้ เจ้าคือจักรพรรดิเยาว์แห่งสาขาอสูรเถื่อน… ยังไม่คู่ควร! ครั้งหน้าให้กึ่งพรตแห่งสาขาอสูรเถื่อนมาพบข้า!”

หนิงฝานกล่าวอย่างกระจ่างชัดแฝงไว้ด้วยวิชาพิรุณ ทำให้เสียงสะท้อนก้องในหูของผู้เยาว์อาภรณ์แดงโดยตรง

“ขอบคุณผู้อาวุโสที่เมตตาไว้ชีวิตข้า! ข้าจะเร่งกลับตระกูลเพื่อถ่ายทอดคำสั่งของท่านแก่บรรพบุรุษอสูรเถื่อนโดยตรง!”

ผู้เยาว์อาภรณ์แดงหวาดกลัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เร่งป้องมือให้กับหนิงฝาน พลางมุ่งออกจากเกาะอย่างรวดเร็ว

จบแล้ว จบสิ้นแล้ว มันไม่รู้ว่าจะทำให้ผู้เชี่ยวชาญโบราณผู้นี้โกรธเข้า… ต้องรอดูท่าทีผู้อาวุโสประจำตระกูลของมัน

อั๊ก!

ภายในวังแห่งหนึ่งของตระกูลหนาน กึ่งพรตห้าคนนั่งขัดสมาธิหลับตา ราวกับเฝ้ารอบางสิ่ง

แต่แล้ว หนึ่งในกึ่งพรตทั้งห้ากระอักโลหิตโดยไม่ทราบสาเหตุ ก่อนที่ความทรงจำของร่างจำแลงจะไหลเข้ามา จนทำให้มันตกตะลึง

ผู้ที่กระอักโลหิตคือร่างจริงของหมานเต้าซาน!

“เกิดอันใดขึ้น!” กึ่งเซียนที่เหลือ เมื่อเห็นหมานเต้าซานกระอักโลหิตจึงตกใจ

ในตระกูลหนาน นอกจากบรรพบุรุษหนานจีที่เก็บตัวรักษาอาการบาดเจ็บ ก็มีผู้อาวุโสสองกึ่งพรตที่สอง และหมานเต้าซานที่เป็นผู้อาวุโสสามซึ่งเป็นหนึ่งในสามผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูล แต่ยามนี้ เหตุใดมันจึงกระอักโลหิต!

“เป็นราชาเซียนพิรุณ คนผู้นี้ยากหยั่งถึง ทำลายร่างจำแลงของข้าได้ในฝ่ามือเดียว… จะล่วงเกินคนผู้นี้ไม่ได้เด็ดขาด!” คำกล่าวของหมานเต้าซานทำให้กึ่งพรตคนอื่นๆตกตะลึง

ทำลายร่างจำแลงของหมานเต้าซานในฝ่ามือเดียว… นี่มันพลังระดับใด!

ผู้เชี่ยวชาญโบราณ!

ราชาเซียนพิรุณคือผู้เชี่ยวชาญโบราณในสมรภูมิโบราณจริงๆ

“ร่างจำแลงของข้าไม่นับเป็นอันใด ยอมจ่ายได้เพื่อพ้นหายนะ…” หมานเต้าซานยิ้มอย่างขมขื่น

หากหนิงฝานเป็นคนจิตใจคับแคบ ความโกรธเคืองของผู้เชี่ยวชาญโบราณระดับนั้นคงไม่จบโดยง่าย

ผู้อาวุโสใหญ่ยังบาดเจ็บร้ายแรง ยากจะฟื้นฟู แต่ต่อให้เป็นยามที่ผู้อาวุโสใหญ่แข็งแรง ย่อมไม่ยอมให้ล่วงเกินผู้เชี่ยวชาญโบราณแน่

หากอีกฝ่ายคิดเอาเรื่อง ตระกูลหนานคงทำได้เพียงก้มหัว

“ล้อเล่นหรือไง! ในยามสงครามครั้งนั้น ผู้อาวุโสใหญ่เป็นแม่ทัพ เข้ารบพุ่งในสงครามโดยไม่กลัวความตาย หรือต่อให้ตายก็ไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด หากหนิงฝานไม่ล่วงเกินเรา พวกเราย่อมใช้สันติเพื่อแก้ปัญหา แต่หากอีกฝ่ายได้คืบจะเอาศอก พวกเราก็ต้องทุ่มกำลังทั้งตระกูลเพื่อทำสงคราม ต่อให้ตายก็ยังรักษาชื่อเสียงเอาไว้ได้! ตระกูลหนานของข้าไม่เคยกลับตาย!”

แต่จะอย่างไร การไม่ไปมีเรื่องกับหนิงฝานคือหนทางที่ดีที่สุด เพราะไม่จำเป็นต้องเพาะสร้างศัตรูที่น่ากลัวขนาดนั้น

หนึ่งฝ่ามือสังหารกึ่งพรต…

กึ่งพรตในตระกูลหนานหวาดกลัว เมื่อผู้เยาว์อาภรณ์แดงกลับมาถึงตระกูล บอกเล่าเรื่องทั้งหมดรวมถึงคำกล่าวของหนิงฝาน พวกมันล้วนตกตะลึง

หนิงฝานกล่าวว่า ให้กึ่งพรตเป็นผู้เข้าไปพูดคุย

แต่นั่นไม่แปลก เพราะการส่งขอบเขตนิรันดร์ไปถือว่าไม่ไว้หน้า แต่ปัญหาคือ ผู้ใดจะเป็นคนไปพูดคุยกับหนิงฝาน

ผู้อาวุโสสี่ หนานเทียนหัว มันถือถ้วนชานิ่งๆอยู่นานครึ่งชั่วยามโดยไม่ดื่ม มันคือกึ่งพรตของสาขาโรคระบาด ไม่ได้ฝึกฝนวิชาอสูรเถื่อน

ผู้อาวุโสห้า เซ่าหวางกง พยายามทำนายเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นหากไปพบหนิงฝาน

ผู้อาวุโสหก ต้าฉี จ้องมองผู้อาวุโสสามอย่างหมานเต้าซาน ราวกับไม่อยากไปพบหนิงฝาน

ล้อเล่นแล้ว ไปพูดคุยกับหนิงฝาน หากพูดอันใดผิดไปมันคงตายในฝ่ามือเดียว! ผู้ใดจะกล้าเสี่ยง

สุดท้าย ผู้อาวุโสสอง หวู่ชานจึงกล่าว

“สหายเต๋าหนิงกล่าวว่าให้กึ่งพรตของเผ่าสาขาอสูรเถื่อนไป… ดังนั้นเจ้าสาม เจ้าหก หนึ่งในพวกเจ้าต้องไป”

“อ๊อค~~ เจ้าหก ร่างจำแลงของข้าเพิ่งถูกทำลาย ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ ดังนั้น…” หมานเต้าซานหวาดกลัวหนิงฝาน จึงหันมองน้องหกอย่างต้าฉี

เมื่อเห็นว่าหมานเต้าซานไม่ยอมไป ต้าฉีทำได้เพียงทอดถอนใจ

“ก็ได้ ข้าเองก็เป็นกึ่งพรตของสาขาคนเถื่อน ข้าไปเอง! หากข้าตาย บุตรชายของข้าไม่ใช่คนขี้ขลาด ข้า…”

ในขณะที่ต้าฉีจะกล่าวบางสิ่ง เสียงสดใสของสตรีนางหนึ่งก็ดังขึ้นจากนอกวัง

“ท่านปู่หก ให้เว่ยหยูไปแทนท่านได้หรือไม่?”

สตรีในชุดคลุมขนนกที่มาพร้อมกับร่ม เดินเข้ามาภายในวัง

นางคือนักบบุญหญิงอันดับหนึ่งแห่งตระกูลหนาน ถานไท่เว่ยหยู หนิงฝานเคยพบนางมาแล้ว

แต่ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ระดับพลัง หรืออายุกระดูก ถานไท่เว่ยหยูผู้นี้แตกต่างจากที่หนิงฝานเคยพบมา

ถานไท่เว่ยหยูผู้นั้นมาจากตำหนักม่วง ส่วนถานไท่เว่ยหยูผู้นี้ คือนักบุญหญิงอันดับหนึ่งแห่งตระกูลหนาน

“เจ้า? ไม่ได้? ตระกูลหนานของข้าถึงคราวหายนะ จะให้เด็กน้อยอย่างเจ้าไปรับหน้าได้อย่างไร ขนาดปู่สามของเจ้ายังไม่ไป เจ้าก็ไปไม่ได้!” หมานเต้าซานยังหวาดกลัวที่จะไปพบหนิงฝาน จึงไม่อาจให้เว่ยหยูน้อยไปรนหาที่ตายได้! หนิงฝานผู้นี้อารมณ์รุนแรง พูดไม่ถูกถึงกับทำลายกายเนื้อ ทำลายร่างจำแลงกึ่งพรต ไม่มีทางเป็นผู้มีเมตตาได้

“ข้าไปเอง”

“ไม่ ให้ข้าไป!”

“ข้าจะไป!”

แล้วชายชรากับสาวน้อยก็เถียงกันอยู่พักหนึ่ง นางรู้สึกอบอุ่นหัวใจแต่ก็ส่ายหน้าพลางกล่าว “ไม่… ให้เว่ยหยูไป ท่านไม่รู้จักเขา แต่ข้ารู้จักเขาดี…” นางหวนนึกถึงความทรงจำในอดีตก็อดยิ้มไม่ได้

“เจ้าเคยพบราชาเซียนพิรุณ? เมื่อใด? ตั้งแต่เกิดเจ้ายังไม่เคยออกไปไกลกว่าตระกูลหนานเกินแสนลี้ เจ้าไปพบเขาได้อย่างไร?”

“ความลับ…” นางยิ้มพลางหัวเราะซุกซน

นางเคยพบหนิงฝานแล้วจริงๆ… แต่เรื่องนี้บรรดาปู่ๆของนางไม่รู้

ในยามนั้น ยามที่ถกเรื่องเต๋ากัน ความทรงจำนี้ยังฝังลึกอยู่ในใจของนาง

จริงๆแล้วเขาเป็นคนขี้อาย เพียงแค่ใช้ตัวตนผู้เชี่ยวชาญโบราณข่มขู่ให้ปู่ๆของนางหวาดกลัว ราชาเซียนพิรุณ… ผู้อื่นอาจไม่รู้ แต่นางรู้ว่าเขามาจากโลกพิรุณ…

จบบทที่ GE979 ข่มขู่กึ่งพรตที่เกาะแห่งต้นไม้

คัดลอกลิงก์แล้ว