เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

GE28 ขอบเขตประสานวิญญาณขั้นกลาง

GE28 ขอบเขตประสานวิญญาณขั้นกลาง

GE28 ขอบเขตประสานวิญญาณขั้นกลาง


Chapter 28 ขอบเขตประสานวิญญาณขั้นกลาง

 

ภายในเมืองฉีเหม่ย จื่อเฮ่อเข้าสู่นิทราด้วยสีหน้าเรียบสงบภายใต้ม่านหมอกยามราตรี ส่วนหนิงฝานสวมอาภรณ์และลุกออกจากเตียงไป เขาผลักประตูและประสบกับแสงจันทร์ที่ทำให้หวนนึกถึงหนิงกู่

 

“วันนั้นต้องมาถึง...”

 

หนิงฝานเผยรอยยิ้มที่อบอุ่น แม้เมืองฉีแหม่ยจะหนาวเย็น แต่ความเย็นเหล่านั้นไม่อาจกัดกินหนิงฝานได้

 

หลังจากกลับมายังเมืองฉีเหม่ย แต่ละวันที่ผ่านมาหานหยวนจี๋เอาแต่ระเบิดกระถางปรุงโอสถ ส่วนหนิงฝานก็เฝ้ารอให้ชายชรามาขอความช่วยเหลืออย่างมีความสุข

 

แสงจันทร์สาดส่อง หนิงฝานนั่งอยู่ในลานกว้างพลางจัดแจงกระเป๋าเก็บของที่ห้อยอยู่เอว กระเป๋าเหล่านี้บ้างได้มาจากชายชรา บ้างได้มาจากผู้ที่เขาสังหาร

 

หนิงฝานไม่สนใจสมบัติที่อยู่ภายใน เพราะเขาได้ครอบครองกระบี่แยกสวรรค์แล้ว ในอนาคต เขาไม่จำเป็นต้องใช้สมบัติคุ้มกาย เพราะกระบี่แยกสวรรค์เป็นกระบี่ที่สร้างจากดวงดาวโบราณ ทั้งยังมีศักยภาพในการเพิ่มระดับที่สูงส่ง

 

หนิงฝานดูถูกทักษะต่างๆที่ได้มาก เพราะด้วยความทรงจำของจักรพรรดิสวรรค์แล้ว ทักษะของผู้เชี่ยวชาญแก่นทองคำกลับกลายเป็นไร้ค่า แต่หากเป็นของผู้เชี่ยวชาญไร้แบ่งแยก พวกมันมีประโยชน์ แต่การจะใช้ได้นั้นก็ต้องไต่เต้าให้ถึงระดับ

 

หนิงฝานมีโอสถอยู่กับตัวมากมาย ทั้งยังปรุงยาขึ้นเองได้ในภายหลัง

 

ในกระเป๋าเหล่านั้น หนิงฝานเห็นสมบัติวิญญาณเพลิงเล็กน้อย ในโลกแห่งเซียนทั้ง 9 ใบ สมบัติวิญญาณแบ่งออกเป็น 6 ระดับ คือ ‘เงิน’ ‘ทองคำ’ ‘หยก’ ‘พิภพ’ ‘นภา’ และ ‘เทพ’

 

ผู้ที่ใช้สมบัติเทพมีเพียงผู้เชี่ยวชาญไร้แบ่งแยกเท่านั้น ส่วน ‘แหวนหยกเพลิง’ ที่เพิ่งยอมรับหนิงฝานเป็นนายก็เป็นเพียงสมบัติวิญญาณระดับเงินเท่านั้น

 

สินสงครามที่หนิงฝานได้มา พบว่ามีอุปกรณ์วิญญาณระดับทองคำอยู่ 2 ชิ้น สมบัติระดับนี้เหมาะกับผู้เชี่ยวชาญแก่นทองคำ หนึ่งเป็น ‘สร้อยข้อมือคุ้มภัยสัตว์โบราณ’ ส่วนอีกหนึ่งคือ ‘เชือกฟ้า’

 

สร้อยข้อมือคุ้มภัยสัตว์โบราณสามารถเพิ่มพลังให้กับผู้เชี่ยวชาญแก่นทองคำได้ถึง 3 ใน 10 ส่วน แม้พลังที่เพิ่มจะมีเพียง 3 ส่วน หากเป็นการต่อสู้ พลังที่เพิ่มมา 3 ส่วนนี้จะทำให้ได้เปรียบศัตรูเป็นอย่างมาก

 

ส่วนเชือกฟ้ามีความสามารถในการอำพราง  ให้ผลเช่นเดียวกันกับ ‘ทักษะเร้นกาย’ เพียงแต่ไม่ใช้พลังของตน

 

ต่อให้บรรลุทักษะเร้นกายก็นับว่าสูญเปล่า เพราะทักษะจำต้องใช้พลัง เมื่อใช้พลังผู้คนก็สัมผัสได้ แต่สมบัติวิญญาณนั้นต่างกัน เพราะมันพวกไม่ต้องใช้พลัง

 

หนิงฝานสวมสร้อยไว้ที่ข้อมือ และผูกเชือกฟ้าไว้กับผมที่ยาวสลวยของตน ยามนี้หนิงฝานใช้พลังของตนเพื่อสลักพันธะสัญญากับสมบัติวิญญาณทั้งสองเรียบร้อยแล้ว

 

การทำพันธะสัญญากับสมบัติวิญญาณไม่ใช่เรื่องยากนัก ไม่นาน หนิงฝานก็สัมผัสได้ว่าพลังของตนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากผลของสร้อยข้อมือ

 

พลังที่เพิ่มขึ้น 3 ส่วนจะทำให้ปราณกระบี่ของหนิงฝานทรงพลังมากขึ้น

 

หนิงฝานคิดบางสิ่ง แสงสีเขียวประกายขึ้นก่อนที่เงาร่างของเขาจะหายตัวไปท่ามกลางหิมะ

 

ไม่นานนัก บนพื้นหิมะก็ปรากฏรอยเท้าราวกับภูติผีกำลังเหยียบย่าง

 

“อ้า!! ผี!”

 

เสียงร้องดังมาจากนอกกำแพง เจ้าของเสียงดูเหมือนจะเป็นตู่กูน้อย

 

หนิงฝานถอนการอำพรางเงียบๆ การอำพรางกายของเขาน่าหวาดกลัวหรือ? เขาดูเหมือนภูตผีเลยหรือ? แต่จริงแล้วตู่กูน้อยเองก็เป็นผี แต่ในโลกของการฝึกตนแล้ว...เรื่องภูติผีถือเป็นเรื่องธรรมดาอย่างที่สุด เพราะแม้บรรลุขอบเขตเปิดเส้นชีพจรที่ 1 ผู้ฝึกตนยังกล้าต่อกรกับภูติผี

 

หรือตู่กูน้อยจะกลัวผี? ช่างน่าสนใจ!

 

หนิงฝานเดินยิ้มออกมาจากลานกว้าง เดินตรงไปยังป้ายหลุมศพที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว

 

ใต้ต้นเหมย... สตรีในชุดขาวเผยไหล่ ผมดำขลับทิ้งลงบนแผ่นหลังราวกับน้ำตก เอวคอดกิ่วได้รูป ดอกเหมยทัดที่ใบหู ดวงตากลมโตคู่งาม ทุกสิ่งสมบูรณ์แบบราวกับกล้วยไม้ที่งดงาม ยามนี้ นางกำลังยืนอยู่ท่ามกลางหิมะ

 

เพียงแต่ สีหน้าที่เย็นชาของนางแฝงด้วยความกระอักกระอ่วนราวกับหนิงฝานกลั่นแกล้งนาง

 

“เหตุใดเจ้าไม่บอกว่าเจ้าอำพรางกาย ข้าคิดว่าข้าเห็นผีจริงๆเสียอีก...” ดวงตาคู่งามของนางจับจ้องหนิงฝานชั้วครู่ ก่อนที่นางจะหายเข้าไปในป้ายหลุมศพราวกับภูติผี

 

“ก็ข้าไม่รู้ว่าผีอย่างเจ้าจะกลัวผีด้วยกัน... บอกข้าทีว่าเหตุใดเจ้าถึงตายอยู่ที่นี่? และตัวเจ้าเกี่ยวพันกับอาจารย์ของข้ายังไง?” หนิงฝานบิดยืดกายก่อนกล่าว

 

“เหตุใดข้าต้องบอกเจ้า? หานหยวนจี๋เป็นคนชั่ว เจ้าเองก็เช่นกัน เจ้าทำบางสิ่งกับสาวน้อยนั่นทุกคืน...เจ้าไม่เหนื่อยบ้างหรือไง? อีกอย่าง เสียงของพวกเจ้าก็ทำให้ข้านอนไม่ได้...” น้ำเสียงที่ขุ่นเคืองของตู่กูดังออกมาจากป้ายหลุมศพ

 

“ข้าขอโทษที่เสียงดังรบกวนเจ้า! ข้าไม่รู้ว่าจื่อเฮ่อจะเสียงดังขนาดนั้น...”

 

“ยังจะกล่าวอยู่อีก? เจ้ามันไร้ยางอาย! ไม่รู้จักประณีตถนุถนอม! เจ้ามันคนเลว!” เสียงของตู่กูดังขึ้น นางทุกข์ใจที่ได้ยินเสียงร่วมรักของจื่อเฮ่อและหนิงฝานอยู่ทุกวัน

 

จื่อเฮ่อร้องราวกับเจ็บปวด แต่เหตุใดนางไม่บอกหนิงฝานหยุด? แต่หากไม่เจ็บ...เหตุใดถึงต้องร้องดังขนาดนั้น?

 

ตู่กูรู้สึกหนาวเหน็บในหัวใจ เพราะนางคิดว่าหนิงฝานคือปีศาจราคะ

 

‘สมแล้วที่เป็นศิษย์ของหานหยวนจี๋... ฮึ่ม ยังเป็นเพียงปีศาจน้อยแต่กลับน่ารำคาญถึงเพียงนี้ ช่างน่าโมโหนัก! ทำเรื่องอย่างว่าอยู่ทุกวัน เหตุใดไม่ไปทำในที่ไกลๆกว่านี้? เสียงดัง...พวกเจ้าไม่รู้หรือไงว่าข้าจะนอน? ข้าเป็นสตรีและยังไม่ได้วิวาห์... แต่ข้ากลับไม่บริสุทธิ์เสียแล้ว!’

 

ตู่กูน้อยโศกเศร้า นางคิดว่าหนิงฝานคือปีศาจน้อยและด่าทอเขา

 

“ข้าไม่เคยเป็นคนดี คำว่า ‘คนดี’ นั้นห่างไกลกับข้ามาก...” หนิงฝานไม่กล่าวต่อ

 

เขาไม่อยากโต้เถียงกับนาง เขานั่งลงบนศิลาข้างๆป้ายหลุมศพเพื่อสังเกตุเจตจำนงกระบี่ที่เหลืออยู่อีก 2 รอย

 

เดิมทีมีเจตจำนงกระบี่อยู่ 3 รอย แต่ ‘กระบี่เพลิงผันแปร’ ได้ถูกหนิงฝานช่วงชิงไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

เมื่อเห็นสยาตาของหนิงฝานจดจ่ออยู่กับเจตจำนงกระบี่ ตู่กูเริ่มเป็นกังวลและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “ข้าไม่ยอมให้เจ้าช่วงชิงเจตจำนงกระบี่ที่เหลือ...”

 

“ไม่ต้องกังวล ยามนี้ข้ายังไม่ช่วงชิงหรอก เจตจำนงกระบี่ทั้งสองทรงพลังมาก หากไม่บรรลุแก่นทองคำ ข้าจะไม่ช่วงชิงเจตจำนงกระบี่ที่สอง หากไม่บรรลุดวงจิตแรกเริ่ม ข้าจะไม่ช่วงชิงเจตจำนงกระบี่ที่สาม หากวันใดข้าแข็งแกร่งพอ ข้าจะกลับมาช่วงชิงมันไปจากเจ้าอย่างแน่นอน!”

 

“ต่อให้มีพลังมากพอก็เอาไปไม่ได้... หากเจ้ายังกล้าช่วงชิงเจตจำนงกระบี่ของข้าไป ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!” นางกล่าวอย่างเดือดดาล

 

“เหตุใดข้าถึงเอาไปไม่ได้? ที่ทิ้งเจตจำนงกระบี่เหล่านี้ไม่ใช่เพราะต้องการให้คนสืบทอดงั้นหรอ?”

 

“ก็ใช่แต่... แต่มันมีพันธะสัญญาไว้...ว่าหากผู้ใดได้เจตจำนงกระบี่เหล่านี้ไป ข้าต้อง...”

 

คำว่า ‘ข้าต้องแต่งงานด้วย’ นางไม่มีทางยอมพูดเด็ดขาด มันน่าอายที่สตรีจะพูดจาเช่นนั้น ไม่ใช่ว่าผู้ใดจะหนังหนาหน้าทนเหมือนหานหยวนจี๋และหนิงฝาน ที่สามารถพูดคุยเรื่องบนเตียงได้อย่างหน้าตาเฉย

 

“ก็ได้... ข้าไม่ถามแล้ว หากเจ้าไม่ยอมข้าก็จะไม่ช่วงชิงเจตจำนงกระบี่ของเจ้า...”

 

หนิงฝานนำเอาโอสถจำนวนมากออกมา

 

มีโอสถผู้ฝึกตน 10 เม็ด แต่ละเม็ดสามารถสร้างเส้นชีพจรประสานวิญญาณได้ 1 เส้น

 

โอสถกลั่นวิญญาณ 5 เม็ด แต่ละเม็ดสามารถสร้างเส้นชีพจรประสานวิญญาณได้ 2 เส้น

 

โอสถกลืนโลหิต 4 เม็ด แต่ละเม็ดสามารถสร้างเส้นชีพจรประสานวิญญาณได้ 3 เส้น

 

โอสถเหล่านี้เป็นโอสถที่หานหยวนจี๋มอบให้เป็นของขวัญ แต่บางเม็ดก็ได้มาจากผู้อาวุโสของนิกายเทียนหลีโม่

 

ตั้งแต่บรรลุขอบเขตประสานวิญญาณ หนิงฝานยังไม่ได้สร้างเส้นชีพจรประสานวิญญาณสักเส้น เขาทำเพียงประสานพลังงานของเพลิงและน้ำแข็งเข้าด้วยกัน และทำความคุ้นเคย

 

ขอบเขตแรกของผู้ฝึกตนคือ ‘เปิดเส้นชีพจร’ ความหมายมันย่อมตามชื่อ ซึ่งผู้ฝึกตนต้องเปิดเส้นชีพจรของตนให้ได้

 

ขอบเขตที่สองคือ ‘ประสานวิญญาณ’ ซึ่งหมายถึงผู้ฝึกตนต้องเปิดเส้นชีพจรและผสานพลังวิญญาณเข้าไปภายใน

 

การผสานจิตวิญญาณเพลิงคือการฝึกเพลิง การผสานจิตวิญญาณน้ำคือการฝึกน้ำ ดังนั้นขอบเขตประสานวิญญาณจะเป็นตัวตัดสินทิศทางในอนาคตของผู้ฝึกตน ธาตุทั้งห้าอันได้แก่ โลหะ ไม้ น้ำ เพลิง และ ดิน เป็นธาตุที่ง่ายต่อการผสาน ดังนั้น ‘ผู้ฝึกจิตวิญญาณทั้ง 5’ จึงมีจำนวนมากที่สุด ส่วนธาตุ สายฟ้า น้ำแข็ง ความมืด พิษ และลม... จิตวิญญาณที่หาได้ยากเหล่านี้จะถูกเรียกว่า ‘พลังจิตวิญญาณสวรรค์’ มีเพียงผู้ที่ประสบพบโชคเท่านั้นที่จะได้ผสานกับพลังจิตวิญญาณสวรรค์เหล่านั้น และกลายเป็น ‘ผู้ฝึกจิตวิญญาณสวรรค์’

 

ยกตัวอย่างเช่น หนิงฝานได้ร่วมรักกับจื่อเฮ่อท่ามกลางดินแดนหิมะ ทำให้หนิงฝานสามารถผสานกับพลังจิตวิญญาณน้ำแข็งได้

 

หากเป็นผู้ฝึกตนทั่วไปจะผสานกับพลังจิตวิญญาณได้เพียง 1 ชนิด แต่สำหรับผู้ที่เส้นชีพจรเซียนและปีศาจ จะสามารถผสานกับพลังจิตวิญญาณได้หลายชนิด

 

เช่นยามนี้ หนิงฝานได้ผสานกับเพลิงและน้ำแข็ง ซึ่งนับเป็นผู้ที่หาได้ยาก

 

ตามการคาดคะเนของหนิงฝาน หากหนิงฝานสามารถผสานเพลิงและน้ำแข็งให้ลงไปอยู่ในเส้นชีพจรเซียนได้ 100 เส้น เขาจะทะลวงไปยังขอบเขตประสานวิญญาณขั้นกลางได้!

 

ขั้นกลางและขั้นต้นของแต่ละขอบเขตแตกต่างกันเป็นอย่างมาก เพราะในขั้นกลาง พลังของผู้ฝึกตนจะเพิ่มมากขึ้นถึง 2 เท่า ดังนั้น การที่ผู้เชี่ยวชาญประสานวิญญาณขั้นกลาง จะลงมือสังหารผู้เชี่ยวชาญประสานวิญญาณขั้นต้น จึงไม่ใช่เรื่องยาก

 

เมื่อสงบใจแล้ว หนิงฝานก็เริ่มกลืนโอสถแต่ละชนิดเข้าไปด้วยรอยยิ้ม

 

เส้นชีพจรหยินหยางปีศาจมีความสามารถในการดูดซับโอสถที่น่าสะพรึงกลัว หากเป็นคนทั่วไป การจะดูดซับโอสถในจำนวนที่หนิงฝานกินเข้าไปนั้น อย่างน้อยต้องใช้เวลาหลายปี

 

แต่สำหรับหนิงฝานแล้ว...เพียงคืนเดียวก็พอ!

 

พลัง

 

เมื่อดูดซับโอสถกลั่นวิญญาณหมด 5 เม็ด หนิงฝานผสานพลังจิตวิญญาณเข้าสู่เส้นชีพจรเพิ่มเป็น 11 เส้น

 

เมื่อดูดซับโอสถกลืนโลหิตหมด 4 เม็ด หนิงฝานผสานพลังจิตวิญญาณเข้าสู่เส้นชีพจรเพิ่มเป็น 17 เส้น

 

เวลาล่วงเลยถึงยามดึก แต่หนิงฝานกลับดูดซับโอสถทั้งหมดเสร็จสิ้น ความเร็วในการดูดซับเพิ่มขึ้นจนหนิงฝานคาดไม่ถึง

 

เพียงแต่เส้นชีพจรที่หนิงฝานสามารถผสานพลังจิตวิญญาณเข้าไปได้กลับมีเพียงครึ่งจากที่คาดไว้

 

หนิงฝานขบคิดหาสาเหตุกระทั่งเข้าใจ เมื่อเส้นชีพจรหยินหยางปีศาจผสานพลังจิตวิญญาณสองชนิดที่แตกต่างกัน ทำให้ความเร็วในการทะลวงระดับในขอบเขตประสานวิญญาณช้าลงมาก... หนิงฝานต้องใช้โอสถเป็นสองเท่า

 

ในระหว่างที่หนิงฝานเข้าฌาณ ปากเล็กๆของตู่กูน้อยที่อยู่ในป้ายหลุมศพกลับอ้ากว้างด้วยความตกใจ

 

“ปีศาจน้อยหนิงมีความเร็วในการดูดซับโอสถที่ไม่ธรรมดา... พระบิดาของข้าเคยกล่าวไว้ ว่ามีเพียงผู้เชี่ยวชาญที่ครอบครองเส้นชีพจรปีศาจโบราณเท่านั้นที่บรรลุความเร็วในระดับนี้ได้ ข้าสงสัยนักว่าปีศาจน้อยหนิงมีเส้นชีพจรปีศาจชนิดใด... ฮึ่ม ฮึ่ม ฮึ่ม จะชนิดใดก็ไม่เห็นเกี่ยวกับข้า!”

 

หนิงฝานไม่ทราบว่าตู่กูกำลังด่าทอเขาอยู่ หนิงฝานพยายามสงบใจและทำให้พลังภายในร่างมั่นคง จากนั้นนำผลไม้สีทองผลหนึ่งออกมา

 

ผลไม้แห่งเต๋า! หนิงฝานตัดสินใจกินผลไม้แห่งเต๋า... เช่นนั้นพลังของหนิงฝานจะเพิ่มขึ้นมากเท่าใด

 

ตู่กูน้อยตกตะลึงเมื่อได้เห็นผลไม้แห่งเต๋า

 

“ผลไม้แห่งเต๋า... สิ่งนี้ได้มาจากการสังหารผู้เชี่ยวชาญแก่นทองคำ... แต่ปีศาจน้อยหนิงบรรลุเพียงขอบเขตประสานวิญญาณขั้นต้น เหตุใดเขาสังหารผู้เชี่ยวชาญแก่นทองคำได้? ฮึ่ม ฮึ่ม ฮึ่ม เหตุใดข้าต้องสนใจเรื่องของผู้อื่นด้วย?! ตู่กูเอ๋ยตู่กู เจ้าต้องจำไว้ว่าบุรุษผู้นี้เป็นคนชั่ว หากเจ้าเข้าใกล้มัน ชะตากรรมของเจ้าจะเป็นเหมือนจื่อเฮ่อน้อย เจ้าต้องถูกทรมานทุกคืน...”

 

เมื่อหวนนึกถึงค่ำคืนที่ไม่อาจลืมได้จากจื่อเฮ่อน้อย มือทั้งสองข้างของนางเริ่มสั่นเทา นางไม่อยากคิดว่าจื่อเฮ่อน้อยต้องโดนอะไรบ้างถึงได้ทำให้นางร้องออกมาแบบนั้น

 

มันต้องเจ็บมาก... เจ็บมากแน่ๆ...

 

หนิงฝานรอให้จิตใจและพลังภายในร่างของตนสงบ จากนั้นจึงกินผลไม้แห่งเต๋าเข้าไป

 

เมื่อได้ผลไม้แห่งเต๋าเป็นส่วนเสริม เส้นชีพจรของหนิงฝานก็เริ่มผสานกับพลังของจิตวิญญาณอย่างรวดเร็ว

 

18... 19... 30 เส้น!

 

40... 50... 100 เส้น!

 

เส้นชีพจรได้รับการผสานกับพลังจิตวิญญาณครบทั้ง 100 เส้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม กลิ่นอายของหนิงฝานที่แผ่ออกมา เป็นกลิ่นอายขอบเขตประสานวิญญาณขั้นกลาง ทำให้หิมะโดยรอบลอยฟุ้งปั่นป่วน

 

ดวงตะวันเริ่มพ้นขอบฟ้า หนิงฝานยืนต้อนรับรุ่งอรุณด้วยความรู้สึกที่สดชื่น

 

มีเพียงสองสิ่งในโลกที่สบายที่ที่สุด หนึ่งคือการฝึกตนผสาน สองคือการทะลวงระดับ...ช่างเป็นความรู้สึกที่สบายอย่างบอกไม่ถูก

 

“ขอบเขตประสานวิญญาณขั้นกลาง... ช่างทรงพลังนัก! ภายในคืนเดียวข้ามีพลังเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว!”

 

ผลไม้แห่งเต๋าถือเป็นสมบัติล้ำค่า

 

หนิงฝานหลับตา และยืนอย่างเงียบงันเพื่อสะกดความตื่นเต้นของตน

 

นิกายเทียนหลีโม่ถูกทำลาย ช่วยเหลือหนิงกู่ได้สำเร็จ จากนี้ไปคือการฝึกตนที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเต๋าแห่งเซียน หรือเต๋าแห่งปีศาจ ย่อมได้เพียงมุ่งหน้าไล่ตามเส้นทางเหล่านั้น

 

ในค่ำคืนที่หานหยวนจี๋ปรากฏตัวบนนภาเหนือนิกายเหอฮวน ความแข็งแกร่งและพลังที่ชายชราใช้ทำลายนิกายเหอฮวนในวันนั้นได้สลักลึกลงไปในจิตใจของหนิงฝาน บางทีนั่นเป็นสิ่งที่หนิงฝานตามหามาตลอดชีวิต

 

“ใกล้จะถึงเวลาที่ข้าต้องไปนิกายกุ่ยเชว่ ดูเหมือนปีศาจเฒ่าไร้หัวใจจะขายข้าเป็นเขยให้กับผู้นำนิกายกุ่ยเชว่ไปแล้ว...”

 

หนิงฝานส่ายหน้า เขาไม่ต้องการหลานเหม่ยแม้แต่น้อย ต่อให้นางสุภาพขึ้นอีกนิด หนิงฝานยังคงยอมรับนางเป็นภรรยาไม่ได้

 

หนิงฝานชูมือ โลหะที่เปล่งประกายแวววาวคล้ายดวงดาวได้ลอยวนรอบมือ มันคือกระบี่ที่มีนามว่า ‘แยกสวรรค์’ และชื่อของมันจะไม่มีวันเปลี่ยน

 

“สิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ยังคงอยู่ในกระบี่แยกสวรรค์มากเกินไป กระบี่ยังไม่บริสุทธิ์พอ... ทักษะการตีอาวุธของซื่อหวูเสียช่างอ่อนด้อยนัก... เห็นทีข้าคงต้องเปิดเตาหลอมเพื่อกลั่นมันให้ดีขึ้น...”

 

เดิมทีทักษะการตีอาวุธของซื่อหวูเสียนั้นสูงส่ง เพียงแต่ความต้องการของหนิงฝานกลับมีมากกว่านั้น

 

เมื่อขบคิดถึงเรื่องซื่อหวูเสีย ใบหน้าของหนิงฝานพลันแปรเปลี่ยนเย็นชา เขาหันกายแล้วมุ่งหน้าไปยังห้องตีอาวุธ

 

หนิงฝานเหยียบย่างนภา เงาร่างแปรเปลี่ยนเป็นสายหิมะจากไป... ที่ด้านหลัง ตู่กูน้อยได้ออกมาจากป้ายหลุมศพ ดวงตาคู่งามจับจ้องหนิงฝานที่จากไป ยามนี้...นางรู้สึกสูญเสียบางสิ่งอย่างไม่ทราบสาเหตุ

 

“ปีศาจน้อยหนิง...ตัวเจ้ายังห่างกับคำว่าคนดีนัก... เรื่องราวจะดีกว่านี้หากเจ้าไม่ใช่ผู้ฝึกตนฝ่ายอธรรม พระบิดาต้องชื่นชอบเจ้ามากแน่”...

จบบทที่ GE28 ขอบเขตประสานวิญญาณขั้นกลาง

คัดลอกลิงก์แล้ว