- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็น ชาวภูเขาผู้รุ่งโรจน์
- บทที่ 27 ซื้อภูเขา
บทที่ 27 ซื้อภูเขา
บทที่ 27 ซื้อภูเขา
น่าจะต้องพักอยู่ประมาณสองเดือน เมื่อรวมกับค่ารักษาแล้วทั้งหมดน่าจะอยู่ที่สามสิบตำลึง ส่วนสมุนไพรของกู้สุ่ยซิ่วและคนอื่นๆ หักลบไปบางส่วนแล้ว น่าจะยังคงต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณยี่สิบเจ็ดตำลึง แม้จะไม่ได้ขายเสือและหมีดำ เงินจำนวนนี้สองสามีภรรยาก็สามารถหามาได้
เพียงแต่เมื่อกู้หมิงเต๋อได้ยินว่าต้องจ่ายยี่สิบเจ็ดตำลึง เขากลัวจนแทบจะลุกขึ้นยืนแล้วขอเดินทางกลับบ้าน แต่กู้สุ่ยซิ่วต้องพูดหว่านล้อมนานมากกว่าจะทำให้เขายอมอยู่เพื่อรักษาตัวแต่โดยดี
ช่วงเวลาสองเดือนนี้ กู้หมิงเต๋อจะต้องพักอยู่ที่โรงหมอ คนในครอบครัวสกุลกู้ก็ปลีกตัวไม่ได้ สองสามีภรรยากู้สุ่ยซิ่วก็ต้องวุ่นวายอยู่กับการสร้างเรือนจึงไม่สามารถพักอยู่นานได้ ในที่สุดก็เจรจากับท่านหมอแล้วว่า ให้โรงหมอดูแลเรื่องอาหารและที่พักทั้งหมด ส่วนกู้สุ่ยซิ่วก็จะจ่ายค่าอาหารเพิ่มให้อีกหนึ่งตำลึง ซึ่งหลักๆ แล้วต้องการให้กู้หมิงเต๋อได้กินอาหารที่ดีขึ้น
เมื่อจัดการเรื่องราวทางนี้เรียบร้อยแล้ว กู้ต้าหนิวก็จะอยู่ที่โรงหมอเพื่อดูแลกู้หมิงเต๋อ ส่วนสองสามีภรรยากู้สุ่ยซิ่วก็จะไปที่ศาลากลางเมืองเพื่อสอบถามเรื่องการซื้อภูเขา
จริงๆ แล้วตำบลผานหลงไม่ได้มีศาลากลางเมืองอะไรมากมาย เจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดคือ เจิ้นจ่าง(หัวหน้าตำบล) เจิ้นจ่างมีที่ทำงานเป็นเรือนหลังเล็กๆ ซึ่งก็คือเรือนอิฐสีน้ำเงินและกระเบื้องสีเทาทั่วไป ไม่ได้ดูหรูหราอะไรนัก
สองสามีภรรยากู้สุ่ยซิ่วเมื่อมาถึงจุดหมายปลายทางก็คิดว่าตนมาผิดที่ เพราะที่นี่ไม่สามารถนำไปเทียบกับศาลากลางเมืองหลินไห่ได้เลย หากพูดให้ฟังดูแย่หน่อย ก็ดีกว่าเรือนทั่วๆ ไปในเมืองหลินไห่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ที่หน้าประตูเรือนมีองครักษ์สองคน เมื่อกู้สุ่ยซิ่วอธิบายจุดประสงค์แล้ว หนึ่งในนั้นก็สำรวจพวกเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วเข้าไปรายงาน
ไม่นานนัก คนผู้นั้นก็ออกมาเชิญสองสามีภรรยากู้สุ่ยซิ่วเข้าไป
ภายในห้องมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งอยู่ เขามีกลิ่นอายของบัณฑิต หากไม่รู้มาก่อนคงคิดว่าเป็นท่านอาจารย์จากสำนักศึกษาที่ไหนสักแห่ง
กู้สุ่ยซิ่วและต่งเฉิงหูรีบทำความเคารพเจิ้นจ่าง
เจิ้นจ่างวางพู่กันในมือลง จ้องมองสองสามีภรรยาที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าที่สงสัย พวกเขาสวมใส่เพียงเสื้อผ้าเนื้อหยาบทั่วไป จะมีเงินซื้อภูเขาได้อย่างไรกัน?
“พวกเจ้าหรือที่บอกว่าจะมาซื้อภูเขา?”
ต่งเฉิงหูพยักหน้าตามการชี้นำของกู้สุ่ยซิ่ว แล้วกล่าวอย่างประหม่าว่า “เจิ้นจ่าง ข้าเป็นพรานจากเขาชิงผิง อยากจะถามว่าภูเขานี้ขายอย่างไรขอรับ?”
เจิ้นจ่างยกมุมปากขึ้นอย่างสนใจ น้ำเสียงผ่อนคลายลงมาก “เขาชิงผิงทอดยาวเป็นหมื่นลี้ แม้แต่ส่วนหนึ่งก็ไม่ได้อยู่ในเมืองหย่งเจียของพวกเราด้วยซ้ำ เจ้าบอกว่าจะซื้อภูเขา แล้วคือยอดเขาไหนกันแน่?”
เมื่อต่งเฉิงหูได้ฟังน้ำเสียงของเจิ้นจ่างแล้วดูเหมือนจะมีช่องทาง เขาก็รีบพูดเสียงดังว่า “ก็คือยอดเขาชุ่ยจู๋ในเขาชิงผิงขอรับ”
“เขาชุ่ยจู๋?” เจิ้นจ่างขมวดคิ้วคิดอยู่นานก็ยังนึกชื่อภูเขานี้ไม่ออก
แต่ก็เป็นเด็กรับใช้ข้างกายคนหนึ่งที่มีไหวพริบ กระซิบข้างหูเขาอยู่สองสามประโยค เจิ้นจ่างจึงเผยสีหน้าเข้าใจกระจ่างออกมาทันที แล้วไปพลิกหาบัญชีเล่มหนึ่งบนชั้นหนังสือ หลังจากตรวจสอบอยู่นานก็กลับมานั่งที่เดิม
“ข้าจำได้ว่าเขาชุ่ยจู๋มีชาวบ้านคนหนึ่งมาขึ้นทะเบียนไว้ ดูเหมือนจะเป็นพรานด้วย นามว่าต่งอี้เทา โดยปกติแล้วภูเขาที่มีคนอยู่อาศัยไม่สามารถซื้อขายได้ หากต้องการซื้อขายก็ต้องเจรจากับผู้ที่อาศัยอยู่ในเขานั้นก่อนถึงจะทำการซื้อขายได้” เจิ้นจ่างรู้สึกมีปัญหา หากเป็นภูเขาที่ไม่มีคนอยู่ก็แล้วไป อย่างไรเสียเขาชิงผิงก็ใหญ่โตขนาดนี้ การขายภูเขาบางส่วนก็ไม่ใช่ปัญหา อีกทั้งยังเพิ่มรายได้ให้ด้วย แต่หากมีคนอยู่อาศัยด้วยแล้วก็จะแตกต่างออกไป หากขายไปตามใจชอบแล้วเกิดความไม่พอใจในหมู่ราษฎร ตำแหน่งของเขาก็จะจบสิ้น
ต่งเฉิงหูได้ยินชื่อต่งอี้เทาก็รู้สึกเลือนลางไปชั่วขณะ จนกระทั่งกู้สุ่ยซิ่วเตะเขาเบาๆ จึงได้สติกลับคืนมา
“ท่านเจิ้นจ่าง ต่งอี้เทาที่ท่านกล่าวถึงคือพ่อของข้าขอรับ เขาชุ่ยจู๋มีแต่ครอบครัวของพวกเราอาศัยอยู่มาโดยตลอด ตอนนี้ที่เรือนก็เหลือเพียงแค่พวกเราสองสามีภรรยา พวกเราคิดถึงความหลังและไม่อยากย้ายออกจากเขา จึงอยากจะสร้างเรือนในนี้ ภรรยาของข้าบอกว่าการสร้างเรือนต้องซื้อที่ดิน พวกเราก็ไม่รู้ว่าจะคำนวณที่ดินอย่างไรดี ก็เลยมาถามว่าสามารถซื้อภูเขาได้หรือไม่ขอรับ?”
เจิ้นจ่างได้ยินดังนั้นก็เกือบจะพ่นน้ำชาในปากออกมา นี่มันเหตุผลประหลาดอะไรกัน? เพราะไม่รู้ว่าจะต้องซื้อที่ดินขนาดไหนก็เลยจะซื้อภูเขาทั้งลูกเลยงั้นหรือ? คนผู้นี้ดูไม่เหมือนคนมีเงินสักเท่าไร?
“ซื้อภูเขา พวกเจ้าจะซื้อไหวหรือ?” เจิ้นจ่างขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดว่าสองสามีภรรยาคู่นี้จะมีเงินพอ
กู้สุ่ยซิ่วดึงแขนเสื้อของต่งเฉิงหูเบาๆ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านเจิ้นจ่าง ท่านบอกมาเถิดว่าเขาชุ่ยจู๋มีราคาเท่าไร หากพวกเราหาเงินมาได้ก็จะนำมาซื้อให้ได้ หากซื้อไม่ได้จริงๆ ก็ถือว่าพวกเรามารบกวนท่านก็แล้วกัน”
เจิ้นจ่างได้ฟังน้ำเสียงของกู้สุ่ยซิ่วก็รู้ทันทีว่าแม่นางคนนี้ไม่ธรรมดา เขาจึงเก็บสีหน้าดูถูกลงทันที แล้วสั่งให้คนไปนำบันทึกภูมิประเทศมา ซึ่งในนั้นได้บันทึกรายละเอียดของภูเขาแต่ละลูกในเขาชิงผิงไว้อย่างละเอียด ทั้งขนาด คุณภาพดิน สภาพภูเขา ภูมิประเทศ พืชพรรณต่างๆ
เจิ้นจ่างพิจารณาอยู่นานจึงเงยหน้าขึ้นมา ในแววตาฉายประกายแห่งการคำนวณ “ข้าดูยอดเขาชุ่ยจู๋ที่พวกเจ้าจะซื้อแล้ว ยอดเขานี้ไม่ใหญ่มากนัก แถมไม่มีพื้นที่ราบ หากจะใช้สร้างเรือนก็พอได้ แต่ถ้าจะบุกเบิกพื้นที่เพาะปลูกก็จะไม่ง่ายนัก ดังนั้นภูเขานี้จึงมีราคาถูก หากพวกเจ้าตั้งใจจะสร้างเรือนและลงหลักปักฐานที่เขาชุ่ยจู๋จริงๆ ก็ลองพิจารณาซื้อหุบเขาสองแห่งรอบๆ นี้ไปด้วยดีหรือไม่?
แม้ว่าหุบเขาจะไม่ได้ใหญ่มาก แต่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบและมีลำธารไหลผ่าน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำพื้นที่เพาะปลูก หากพวกเจ้าซื้อพร้อมกัน ข้าจะคิดราคาให้ถูกลง”
ต่งเฉิงหูรู้สึกประหลาดใจและไม่มั่นใจเล็กน้อย จึงถามอย่างลองเชิงว่า “หากซื้อทั้งหมดจะใช้เงินเท่าไรขอรับ?”
เจิ้นจ่างได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเสียงดังลั่น น้ำเสียงยิ่งนุ่มนวลลง “ไม่มากนัก ยอดเขาชุ่ยจู๋ไม่ใหญ่และไม่มีราคาอะไรมากมาย ส่วนหุบเขาที่มีดินอุดมสมบูรณ์และเป็นพื้นที่ราบก็จะแพงหน่อย แต่หากพวกเจ้าซื้อทั้งหมด ข้าจะคิดให้ห้าร้อยอีแปะต่อหนึ่งหมู่ ยอดเขาชุ่ยจู๋รวมกับหุบเขาสองแห่งก็มีทั้งหมดห้าร้อยหมู่ รวมเป็นเงินสองร้อยห้าสิบตำลึง
นี่เป็นราคาที่ถูกที่สุดแล้วนะ พวกเจ้าต้องรู้ว่านาข้าวชั้นดีหนึ่งหมู่มีราคาห้าตำลึง ที่ดินชั้นดีหนึ่งหมู่ก็สี่ตำลึง ที่ดินระดับกลางหนึ่งหมู่สามตำลึง ที่ดินชั้นต่ำหนึ่งหมู่สองตำลึง และที่ดินรกร้างหนึ่งหมู่ก็ยังต้องแปดร้อยอีแปะ ข้าคิดให้พวกเจ้าห้าร้อยอีแปะก็เพราะเห็นว่าพวกเจ้าซื้อมาก อีกทั้งที่นั่นไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ หากไม่เป็นเช่นนี้ราคาคงไม่ถูกถึงเพียงนี้หรอก”
กู้สุ่ยซิ่วคิดในใจ เจิ้นจ่างคนนี้ดูเรียบร้อยดี แต่ไม่นึกเลยว่าเป็นสุนัขจิ้งจอกเฒ่าตัวหนึ่ง ยอดเขาชุ่ยจู๋มีขนาดใหญ่กว่าหุบเขาทั้งสองมากนัก อีกทั้งยังเต็มไปด้วยหน้าผาหิน พื้นที่ที่ใช้ได้ก็มีไม่ถึงครึ่ง ที่นั่นก็มีแค่ครอบครัวของพวกเขา หากพวกเขาไม่ซื้อ คนอื่นก็คงไม่ซื้อเช่นกัน!
แม้จะคิดก็ตาม การมีที่ดินเป็นของตัวเองก็ทำให้รู้สึกมั่นคงกว่าอยู่ดี และพอดีกับที่พวกเขานำเงินออกมาสามร้อยตำลึง เมื่อใช้ไปสองร้อยห้าสิบตำลึงก็ยังเหลือ
แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำให้เจิ้นจ่างคิดว่าพวกเขามีเงินมากมายได้ ดังนั้นกู้สุ่ยซิ่วจึงพูดอย่างลำบากใจ “ท่านเจิ้นจ่างพอจะให้เวลาพวกเราหาเงินสักหน่อยได้หรือไม่ หากเร็วที่สุดก็พรุ่งนี้พวกเราจะมาซื้อภูเขา”
เจิ้นจ่างได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ อย่างไรเสียภูเขาก็อยู่ที่นั่น เขาไม่รีบร้อน จึงให้เด็กรับใช้ส่งสองสามีภรรยาออกไปอย่างสุภาพ
เมื่อทั้งสองคนออกมาแล้ว ต่งเฉิงหูจึงถามอย่างไม่เข้าใจว่า “สุ่ยซิ่ว เงินพวกเราก็พอที่จะซื้อภูเขาได้แล้ว ไยต้องยืดเวลาออกไปเป็นพรุ่งนี้เล่า?”
กู้สุ่ยซิ่วไม่ได้พูดอะไรตรงๆ นางจูงมือต่งเฉิงหูเดินออกไปให้ไกลก่อนจึงค่อยพูด “พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา จะมีเงินมากมายได้อย่างไร? หากพวกเรานำเงินออกมาง่ายดายเกินไป ก็จะทำให้เจิ้นจ่างหมายตาเอาได้ ข้าไม่อยากมีปัญหาในภายหลัง”
ต่งเฉิงหูจึงเข้าใจถึงความหมายที่ลึกซึ้งของกู้สุ่ยซิ่วได้ทันที และรู้สึกหวาดกลัวในภายหลัง โชคดีที่เมื่อครู่เขาไม่ได้โต้แย้งคำพูดของกู้สุ่ยซิ่วต่อหน้าเจิ้นจ่าง มิฉะนั้นคงจะแย่แล้วเป็นแน่