- หน้าแรก
- พลิกชะตาเจ้าสำนักสายแบก
- บทที่ 34 - การวางหมาก
บทที่ 34 - การวางหมาก
บทที่ 34 - การวางหมาก
บทที่ 34 - การวางหมาก
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
พื้นที่เส้นทางผูกม้าได้กลายเป็นแนวปะทะของทั้งสองฝ่ายโดยสิ้นเชิงแล้ว
การเคลื่อนไหวของหุบเขาอสูรดำช่างน่าสับสน พวกเขาเพียงแค่ส่งอสูรกู่ระดับลมหายใจทารกมารุกราน ส่วนระดับกลั่นลมปราณกลับไม่ปรากฏตัวอีกเลย
เซี่ยเหมียวคงได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่เซี่ยสู่ก็ยังไม่ปรากฏตัว ยังคงซ่อนอยู่เบื้องหลัง ดูเหมือนกำลังวางแผนการบางอย่าง
เส้นทางผูกม้าอยู่ตรงข้ามกับชิงหลัว ตอนนี้ได้วางค่ายกลระดับกลั่นลมปราณไว้แล้ว [ค่ายกลลมพิฆาตเล็ก] สวี่เสวียนซื้อมาจากร้านค้าของตระกูลต้วนในตลาดแก้วคราม มีเพียงตระกูลนี้เท่านั้นที่สามารถขายค่ายกลระดับกลั่นลมปราณได้
หวังชีอวิ๋นเห็นสวี่เสวียนนำค่ายกลใหม่มาก็อาสาไปวางค่ายกลทันที ช่วงนี้เขาสนใจเรื่องค่ายกลมาก เพียงแต่ยังขาดค่ายกลให้เรียนรู้ พอเห็นสวี่เสวียนนำค่ายกลใหม่มา เขาก็ยินดีไปศึกษา
ตอนนี้ระดับพลังของหวังชีอวิ๋นยังอยู่ที่ขั้นกลั่นลมปราณที่หนึ่ง แต่ก็ใกล้จะบรรลุแล้ว อีกไม่นานก็คงทะลวงด่านได้
ในสำนักมีผลสีชาดเป็นทรัพยากร เวินซืออันทะลวงถึงขั้นกลั่นลมปราณที่สี่แล้ว ระดับพลังเพิ่มขึ้นรวดเร็วมาก หลายปีมานี้ยังบ่มเพาะแก่นกระบี่ได้สำเร็จ หวังซีเวยก็ทะลวงถึงขั้นกลั่นลมปราณที่ห้าได้สำเร็จเช่นกัน เพียงแต่ขั้นที่หกนั้นยากดั่งด่านสวรรค์ การจะก้าวต่อไปอีกเกรงว่าจะยากแล้ว
ส่วนสวี่เสวียนก็สัมผัสได้ลางๆ ว่าแตะถึงด่านของขั้นกลั่นลมปราณที่เจ็ดแล้ว เพียงแต่การสะสมพลังยังไม่เพียงพอ ทว่าความเข้าใจในขอบเขตนั้นมาถึงแล้ว
ทางวัดปทุมมาลย์ เมื่อเห็นสำนักเพลิงชาดรบกับหุบเขาอสูรดำ ก็มีความคิดฉวยโอกาสซ้ำเติม พวกเขาส่งพระนักรบรูปหนึ่งมา อยู่ในระดับโสตทิพย์ เทียบเท่าขั้นกลั่นลมปราณช่วงต้น แต่ด้วยการยืมพลังอธิษฐานจากวัดเบื้องหลัง ก็ทำให้มีพลังพอจะเอาตัวรอดจากสวี่เสวียนได้
พระนักรบรูปนี้มักจะมาท้าทายที่หน้าภูเขา แต่พอสวี่เสวียนลงมือ เขาก็ยืมพลังอธิษฐานแปลงเป็นเมฆมงคลหนีไปทันที ตั้งใจจะไม่ให้สวี่เสวียนได้ปิดด่านฝึกฝนอย่างสงบ
สวี่เสวียนรู้ฉายาธรรมของพระรูปนี้ นามว่าฉือฝ่า เป็นศิษย์ของเจ้าอาวาสเฒ่าฉือไห่ คาดว่าตั้งใจมาท้าทายเพื่อถ่วงความเร็วในการสร้างฐานของสวี่เสวียน
ขอเพียงฉือไห่ก้าวขึ้นสู่ระดับปรมาจารย์ธรรมได้ก่อน ก็จะสามารถยืมพลังอธิษฐานที่วัดปทุมมาลย์สะสมมาหลายปีได้ทั้งหมด ไม่ใช่ขั้นสร้างฐานธรรมดาจะเทียบได้
คราก่อน หวังซีเวย เวินซืออัน และสวี่เสวียนทั้งสามคนลอบซุ่มโจมตีอยู่บนเส้นทางจากเขาต้าผานมายังชิงหลัว ฉวยโอกาสที่ฉือฝ่าไม่ทันระวังตัว ลอบสังหารพร้อมกัน น่าเสียดายที่ยังเหลือศีรษะอยู่ ถูกเมฆมงคลม้วนกลับไปได้ ช่วงนี้วัดปทุมมาลย์จึงไม่ส่งคนมาอีก นับว่าสงบลงไม่น้อย
ตอนนี้ทั้งสามฝ่ายเหมือนตกลงไปในหล่มโคลน ต่างฝ่ายต่างมีความคิดของตน วัดปทุมมาลย์กับหุบเขาอสูรดำก็ไม่ได้เป็นพันธมิตรกัน เพียงแค่เผอิญมีศัตรูร่วมกันคือสำนักเพลิงชาด สถานการณ์ตอนนี้ยังเป็นเพียงการต่อสู้เล็กๆน้อยๆ ในสำนักมีหวังซีเวยนำเหล่าศิษย์ อาศัยค่ายกลก็ยังพอต้านทานได้
การลงมือครั้งใหญ่จริงๆ เกรงว่าคงเป็นช่วงที่ใกล้จะสร้างฐานนั่นเอง
ตำหนักจวีเจิน สวี่เสวียนกำลังศึกษา "สนทนาพฤฒากู่พิศวง"
น้ำเต้าในมือของเขาไม่ได้ใช้บรรจุสุราอีกต่อไป แต่ใช้บรรจุเหล่ากู่แมลงแทน แบ่งเป็นสองชั้น ชั้นล่างสุดคือ [กู่อัสนีนิทรา] สอดคล้องกับแนวคิดการตื่นของเหล่าแมลง ขอเพียงสวี่เสวียนกระตุ้นอัสนี มันก็จะตื่นขึ้น เสริมพลังแสงอัสนีและเสียงสวรรค์
ชั้นที่สองคือ [กู่ดูดปราณ] สามารถบ่มเพาะด้วยพลังกระบี่ ชอบกินโลหะ เมื่อเวลาผ่านไปนานปีจะสามารถสร้าง [ศิลาเขี้ยวคม] ออกมาได้ สามารถใช้ลับอาวุธ เพิ่มความคมกริบ
ตอนนี้เขาขาดแคลนวัตถุดิบและของวิเศษหายากนานาชนิด ของเหล่านี้ส่วนใหญ่มีเพียงแดนร้างอู๋เท่านั้นที่มี ตอนนี้จึงหลอมได้เพียงกู่แมลงสองสายนี้ แม้จะอัศจรรย์ แต่เขากลับรู้สึกว่ายังขาดอะไรไปบางอย่าง แตกต่างจากที่บันทึกไว้ในตำรา
เช่น [กู่อัสนีนิทรา] ตามบันทึกควรจะบินออกจากร่างได้ นำพาแสงอัสนี แต่ตอนนี้มันเพียงแค่ตื่นขึ้น ไม่มีการเคลื่อนไหวอื่นใด ส่วน [กู่ดูดปราณ] ควรจะสามารถบ่มเพาะพลังกระบี่ ใช้ต่อสู้กับศัตรูได้ แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงประโยชน์ในการสร้างศิลาเขี้ยวคม
‘กู่แมลงเหล่านี้ ราวกับเสื่อมสภาพไปแล้ว’
เมื่อเชื่อมโยงกับคำนำที่อ่านก่อนหน้านี้ บางทีอาจเป็นเพราะมหาพฤฒาผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยโบราณที่ควบคุมสายวิชานี้ได้ล่มสลายไป แต่ตอนนี้สายวิชานี้กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง ยื่นมือมาถึงมณฑลเมฆาชาด
มีคนต้องการรื้อฟื้นสายวิชานี้ขึ้นมางั้นหรือ
สวี่เสวียนคาดเดาได้ลางๆ บางทีการชำระล้างในสุสานใต้ดินครั้งก่อน ก็คือการวางหมากที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และคนของสายวิชานี้ดูเหมือนจะสมคบคิดกับหุบเขาอสูรดำ พุ่งเป้ามาที่ตน
——
ทุ่งราบทัศนีย์ไพศาล ตระกูลอู๋
ตอนนี้ที่บ้านมีแขกสูงศักดิ์มาเยือน อู๋ซานฉานไม่กล้าป่าวประกาศ เพียงเชิญคนผู้นั้นเข้าไปยังเรือนชั้นใน หลบเลี่ยงผู้คนตลอดทาง
ผู้มาเยือนแต่งกายแบบคนเถื่อน เขาคือหยวนเจิงนั่นเอง เดินทางมาจากภูเขาตงมี่ ตอนนี้นั่งอยู่ข้างอู๋ซานฉาน สีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ
ผู้ที่รับใช้อยู่ด้านล่างคืออู๋เหอฉุน เขาเป็นคนนำคนจากแดนร้างอู๋ผู้นี้มาที่ตระกูล ตอนนี้เขาสั่นเทาเล็กน้อย ไม่กล้าพูดอะไร เพียงรอให้คนทั้งสองบนที่นั่งประธานเอ่ยปากตัดสินชะตาของตน
“สหายนักพรตหยวนเจิง ผู้สืบทอดของตระกูลข้าผู้นี้พอจะไปไหวหรือไม่ขอรับ” อู๋ซานฉานเอ่ยถามก่อน สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
นับตั้งแต่การชำระล้างในสุสานใต้ดินครั้งก่อนล้มเหลว ตระกูลอู๋ก็ตกอยู่ในภาวะเสื่อมถอยจนหยุดไม่อยู่ แม้ว่าตระกูลต่างๆ ในทุ่งราบจะรู้กันโดยนัย ว่าจะไม่ก่อเรื่องขัดแย้งใหญ่โตก่อนที่สายตรงจะสร้างฐาน แต่เรื่องหลังจากสร้างฐานแล้วก็ยากจะคาดเดา ยิ่งไปกว่านั้น เทือกเขาอวี้หลิวทางนั้นก็ดูเหมือนจะเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง
“ก็พอทนใช้งานได้ ยังพอมีวิชาลับบางอย่างที่ช่วยให้เขาทะลวงขั้นสร้างฐานได้”
หยวนเจิงมองไปที่อู๋เหอฉุนเบื้องล่าง ระดับพลังเพียงขั้นกลั่นลมปราณที่สามสมบูรณ์ การจะสร้างฐานนั้นยากเย็นดั่งขึ้นสวรรค์ แต่หยวนเจิงก็มีวิธีของเขา
อู๋เหอฉุนที่อยู่ด้านล่างรีบคุกเข่าขอบคุณคนเถื่อนผู้เป็นตัวแทนจากภูเขาพิษสวรรค์แห่งแดนร้างอู๋ทันที ทำให้อู๋ซานฉานบนที่นั่งขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ในตอนนี้ผู้ชราผู้นี้ก็ไม่สะดวกจะกล่าวอะไร ทำได้เพียงให้ผู้สืบถอยออกไปก่อน
“ได้ยินมาว่าท่านผู้นั้นรวบรวมอสรพิษทั้งห้าสายได้แล้ว ขาดเพียงกระบี่วิญญาณวิถีพฤฒาที่แปดเปื้อนชะตากำหนดของสู่โบราณเท่านั้น” อู๋ซานฉานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ตัดสินใจพูดประโยคนี้ออกมา
“อิทธิฤทธิ์ของมหาพฤฒาใกล้จะสำเร็จแล้ว [พิษหายนะ] จะปรากฏขึ้นบนโลกอีกครั้ง เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าหรือข้าจะคาดเดาได้ จงตั้งใจทำหน้าที่ของตนเถิด ถึงเวลา ภูเขาพิษสวรรค์ของข้าย่อมจะรับสายเลือดตระกูลเจ้าไป ให้ทางถอยแก่พวกเจ้า”
หยวนเจิงไม่พอใจเล็กน้อย ไม่อยากพูดคุยเรื่องของฝ่ายตนที่นี่ เพราะไม่แน่ว่าปรมาจารย์วิถีเซียนท่านใดอาจกำลังมองอยู่บนฟ้าก็ได้
“จั่วเหอโม่ผู้นั้นบ่มเพาะพลังกระบี่สำเร็จ”เคล็ดกระบี่ไร้ว่างเปล่า" ในสำนักนั้นร้ายกาจมาก เกรงว่าต่อให้ผู้สืบทอดของข้าสร้างฐานได้ ก็คงสู้เขาไม่ได้”
“ถึงเวลาข้าย่อมมีแผนการ มีสมบัติลับมากมายไว้จัดการเขา เจ้าเพียงทำตามที่ข้าบอกก็พอ”
หยวนเจิงไม่พูดอะไรอีก ในห้องโถงกลับสู่ความเงียบ
‘หากไม่ใช่เพราะมีหลายฝ่ายเข้ามาพัวพัน ข้าคงจับคนทั้งสองนั่นไปแล้ว เหตุใดต้องยุ่งยากเช่นนี้’
เขานึกถึงเรื่องนี้ก็รู้สึกหงุดหงิด ภูเขาพิษสวรรค์ของเขาต้องมอบผลประโยชน์ให้วิถีเซียนเหล่านี้มากมายเท่าใด จึงจะสามารถชิงผลประโยชน์ท่ามกลางกองไฟ วางแผนการกับวิถีกระบี่ที่สืบทอดมาจากสู่โบราณได้ แถมยังเลือกได้เพียงคนเดียว ต้องให้พวกเขาไปสร้างฐานที่นี่ เพื่อรวบรวมชะตากำหนด ถึงจะพาตัวไปได้
นี่จึงเป็นที่มาของการให้เซี่ยสู่หลอมทารกมาร ขอเพียงสวี่เสวียนหรือจั่วเหอโม่บรรลุขั้นกลั่นลมปราณที่เก้า ก็จะเลือกหนึ่งคนจับตัวมาให้เซี่ยสู่กลืนกิน หลอมรวมเป็นขั้นสร้างฐาน ก็จะสามารถสร้างกระบี่วิญญาณวิถีพฤฒาตามวิธีที่กำหนดไว้ได้ จากนั้นเชิญปรมาจารย์จากแดนเหนือท่านหนึ่งมาถือกระบี่ประกอบพิธีกรรม
หยวนเจิงวางแผนกับสวี่เสวียนผู้มีรากฐานสายวิชาที่ลึกล้ำกว่าก่อน จากนั้นจึงเป็นจั่วเหอโม่ แม้เขาจะดูหยาบเถื่อน แต่กลับมีความคิดรอบคอบ เขาจึงวางหมากไว้ทั้งสองฝั่งเพื่อป้องกันความผิดพลาด
เรื่องนี้ช่างยุ่งยากนัก ในภูเขาจึงส่งเขาผู้มีลูกเล่นแพรวพราวที่สุดมา ก็ยังทำได้เพียงวางแผนการลับๆ ตอนนี้ยังไม่อาจลงมือโดยตรงได้
ตอนนี้อสรพิษทั้งห้ากลับเข้าที่แล้ว ขาดเพียงการวางแผนอีกสองขั้น ท่านผู้นั้นก็จะสามารถเตรียมการแสวงหาตำแหน่งแห่ง [พิษหายนะ] ได้ ส่วนกระบี่พฤฒาทางนี้ก็เป็นหน้าที่เขาที่ต้องจัดการ ให้ดีที่สุดคือตอนที่ทั้งสองคนอยู่ขั้นกลั่นลมปราณที่เก้า ก็ชิงตัวไปคนหนึ่งให้เรื่องจบไปเร็วๆ
หากทำไม่ได้ ก็คงต้องรอให้คนทั้งสองทะลวงขั้นสร้างฐาน ผ่านพ้นภัยพิบัติอสูรไปก่อน แล้วเขาค่อยลงมือจับตัวไปคนหนึ่ง เพียงแต่เวลาจะยืดเยื้อออกไปนาน ยากจะอธิบายกับเบื้องบน
‘เรื่องทางนี้จัดการเกือบเรียบร้อยแล้ว ทางวัดจันทราพิสุทธิ์จะส่งพระธาตุมาเมื่อใดกัน’
สายตาของเขามองออกไปด้านนอก ราวกับจะมองทะลุไปยังทิศเหนือ
ทุ่งราบทางเหนือแห่งต้าหลี สถานที่ที่แทบไร้ร่องรอยผู้คน พลันมีแสงสว่างวาบขึ้นจากอารามโบราณพันปี ดินแดนสุขาวดีจันทราปรากฏขึ้นในโลก แสงจันทร์นวลไร้ขอบเขตโปรยปรายลงมา ปรากฏร่างพระภิกษุรูปหนึ่งเดินออกมา
ภิกษุรูปนี้มีหน้าตางดงามหมดจด สีหน้าเปี่ยมเมตตา สวมจีวรสีขาวจันทร์สะอาดตา เดินเท้าเปล่า มุ่งหน้าลงใต้ทีละก้าว ทีละก้าว ไปยังมณฑลอู๋หนาน
[จบแล้ว]