- หน้าแรก
- พลิกชะตาเจ้าสำนักสายแบก
- บทที่ 3 - ตลาดแก้วคราม
บทที่ 3 - ตลาดแก้วคราม
บทที่ 3 - ตลาดแก้วคราม
บทที่ 3 - ตลาดแก้วคราม
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
สวี่เสวียนมาถึงตลาดแก้วครามในยามเที่ยงวัน ผู้คนสัญจรไปมาดั่งสายน้ำ ห้าก้าวหนึ่งหอ สิบก้าวหนึ่งตำหนัก ริมทางดอกท้อดอกหลีเบ่งบานอวดโฉม เหล่านักท่องเที่ยวและสตรีสูงศักดิ์เดินกันไม่ขาดสาย
ตลาดแก้วครามตั้งอยู่ใจกลางทุ่งราบทัศนีย์ไพศาล ก่อตั้งขึ้นโดยความร่วมมือของตระกูลต่างๆ ในทุ่งราบ ภายในตลาดห้ามการต่อสู้โดยเด็ดขาด มีกฎระเบียบของตนเอง
หากใครก่อเรื่อง ภายในตลาดมีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นปลายของการกลั่นลมปราณคอยดูแลอยู่ ผู้ใดจะกล้าหือ
การเดินทางครั้งนี้สวี่เสวียนยังคงสวมชุดคลุมสีดำเรียบๆ ตัวนั้น ภายในสวมทับด้วยอาภรณ์เวทคุณภาพขั้นกลางของการกลั่นลมปราณชื่อว่า [นิทราใต้ร่มไหว] เป็นอาวุธวิเศษสายธาตุไม้ สามารถสลายภัยขจัดเคราะห์ ไม่แปดเปื้อนมลทินโลหิต ชำระกายเวทให้บริสุทธิ์ตลอดเวลา ซ่อมแซมอาการบาดเจ็บ เพียงแต่ความสามารถในการต้านทานศาสตราวุธหรือเปลวเพลิงค่อนข้างอ่อนด้อย
ส่วนกระบี่วิเศษขั้นสร้างฐาน [แสงนิรันดร์] นั้นล้ำค่าเกินไป ย่อมต้องเก็บไว้ที่สำนัก ครั้งนี้เขาพกเพียงกระบี่วิเศษคุณภาพขั้นกลางของการกลั่นลมปราณ [อัสนีชาด] ซึ่งเป็นของในสำนักที่ท่านอาจารย์มอบให้เมื่อตอนที่เขากลั่นลมปราณ
แม้ว่าสำนักเพลิงชาดจะเคยมีปรมาจารย์สุริยันต์ทะยาน เซียนกระบี่ขั้นสร้างฐานคอยหนุนหลัง มีชื่อเสียงอยู่บ้างในมณฑลเมฆาชาด แต่บรรพชนได้ล่วงลับไปแล้ว เกือบเก้าปีเต็ม สำนักตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย ยังต้องเผชิญหน้ากับวัดปทุมมาลย์อีก แม้จะมีคนจำสวี่เสวียนได้ แต่ก็น้อยคนนักที่จะเข้ามาทักทาย
เดินไปตามทาง เห็นเพียงเวทีทองหอหยก เสียงร้องขายของดังไม่ขาดหู คนธรรมดาจำนวนไม่น้อยก็มาทำมาค้าขายที่นี่ ไม่ได้เกรงกลัวผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านี้ ส่วนใหญ่คงเป็นศิษย์ตระกูลสาขาหรือบ่าวไพร่ของตระกูลใหญ่
โรงน้ำชาร้านสุรา ม่านสีเขียวแขวนสูงเด่น ถ่านไฟลุกโชนเต็มเตา
สวี่เสวียนเดินมาถึงหน้าร้านเล็กๆ แห่งหนึ่งอย่างคุ้นเคย บนป้ายร้านเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่สี่ตัว [ร้านร้อยสมบัติ] ดูแล้วมีอายุพอสมควร สีทองบนป้ายลอกล่อนจนหมดสิ้น เผยให้เห็นพื้นสีดำทะมึน
ในร้านไม่มีลูกค้คนอื่น สถานที่ไม่ใหญ่ แต่กลับเต็มไปด้วยของจิปาถะรกๆ ส่วนใหญ่เป็นของที่ไม่เข้าขั้น ผู้กลั่นลมปราณย่อมไม่ชายตามอง
"หวังกา หวังกา แขกมาแล้ว ยังไม่ออกมาอีก"
สวี่เสวียนเดินเข้าร้าน ไม่เห็นมีคนอยู่ข้างใน จึงตะโกนเรียกสองสามครั้ง ถึงจะมีชายชราร่างเล็กคนหนึ่งมุดออกมาจากกองของจิปาถะ สวมชุดสีดำสนิทที่ดูตลกขบขันอย่างยิ่ง ผมเผ้าหนวดเคราขาวโพลน สองตาเป็นประกายกวาดมองร่างสวี่เสวียนแวบหนึ่ง แล้วยิ้มพลางเข้ามาประจบ
"ที่แท้ก็เป็นเจ้าสำนักเพลิงชาด มาที่ร้านเล็กๆ ของข้าทำไมกัน ที่นี่มีแต่ของแตกๆ หักๆ เกรงว่าจะไม่เข้าตาท่านผู้สูงศักดิ์"
หวังกาเจียมเนื้อเจียมตัวอย่างมาก แม้ว่าสำนักเพลิงชาดช่วงนี้จะตกอับ แต่ก็เคยเป็นสายธารแห่งพรตที่มีผู้เยี่ยมยุทธ์ขั้นสร้างฐานมาก่อน สวี่เสวียนผู้นี้ฝีมือการต่อสู้ร้ายกาจนัก ปราณกระบี่ข่มขวัญคน เคยปะทะกับพระเฒ่าฉือไห่แห่งวัดปทุมมาลย์มาแล้วครั้งหนึ่ง ชนะไปครึ่งก้าว ถือว่ามีชื่อเสียงอยู่บ้าง
สำหรับคนอย่างหวังกาที่คลุกคลีอยู่ในวงการค้ามานานหลายปี ศักดิ์ศรีอะไรก็หมดไปนานแล้ว ยามนี้ย่อมต้องประจบสอพลอเต็มที่ หวังเพียงให้สวี่เสวียนมีหินวิญญาณหรือสมบัติล้ำค่าติดตัวมาบ้าง
"มีของวิญญาณระดับสร้างฐานหรือไม่ ขอเป็นสายพสุธา สภาพต้องดีหน่อย พอจะใช้เป็นของกำนัลได้"
ตระกูลเฉินบำเพ็ญเพียรสายธาตุดิน วิชาที่สืบทอดในตระกูลส่วนใหญ่ต้องยืมพลังจากรากภูเขาและสายแร่ดินในการฝึกฝน การมอบสมบัติสายพสุธาให้ย่อมเหมาะสมอย่างยิ่ง
สำนักเพลิงชาดติดต่อกับตระกูลเฉิน การแลกเปลี่ยนของกำนัล หากไม่ใช่เสบียงวิญญาณขั้นสร้างฐาน ก็มักจะเป็นของวิญญาณชั้นเลิศของการกลั่นลมปราณ บัดนี้สวี่เสวียนคิดจะฉวยโอกาสงานอวยพรวันเกิด สานต่อความสัมพันธ์นี้อีกครั้ง เพื่อให้วัดปทุมมาลย์เกรงใจบ้าง และซื้อเวลาให้ตนเองในการสร้างฐาน
"สหายนักพรตสวี่พูดล้อเล่นแล้ว ร้านข้ามีแต่ของพังๆ แม้แต่เสบียงกลั่นลมปราณยังไม่มี จะไปหาของวิญญาณขั้นสร้างฐานมาจากไหนกัน"
หวังกายังคงเจียมตัว คำพูดมีความหมายปฏิเสธ
สวี่เสวียนเห็นดังนั้น ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เพียงแผ่พลังปราณออกมาเบาๆ พลังบำเพ็ญขั้นห้าของการกลั่นลมปราณปรากฏชัดเจน เขายิ้มบางๆ
"สหายนักพรตอาจจะไม่มี แต่ต้องมีข่าวคราวแน่ การค้าใต้ดินที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ในตลาดแก้วครามแห่งนี้ ส่วนใหญ่ล้วนผ่านมือสหายนักพรต ไฉนเลยจะไม่มีแม้แต่ของวิญญาณขั้นสร้างฐาน"
ร่างของหวังกาชะงักไปเล็กน้อย บรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนไป ก่อนหน้านี้เป็นเพียงนกในกรง ส่งเสียงเจื้อยแจ้วประจบประแจง บัดนี้กลับกลายเป็นกาในป่า ลึกลับมืดมน ไม่ใช่ชายแก่ขี้ขลาดคนเดิมอีกต่อไป พลังปราณก็พุ่งสูงขึ้น ที่แท้ก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นกลั่นลมปราณขั้นสาม
"สหายนักพรตช่างข่าวไวเสียจริง เชิญมาทางนี้เถอะ"
หวังกาไม่ต้องการพูดมาก นำสวี่เสวียนไปยังลานเล็กๆ แห่งหนึ่ง เปิดค่ายกล เผยให้เห็นอุโมงค์มืดทึบสายหนึ่ง
"สหายนักพรตเชิญ" หวังกาก้าวไปก่อน ให้สวี่เสวียนตามไป
สวี่เสวียนแอบกำยันต์ในมือแน่น ในทะเลปราณ [อัสนีชาด] สั่นไหว พร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ จึงได้เดินตามเข้าไป
เดินไปตามอุโมงค์ไม่รู้ว่านานเท่าใด พลันสว่างวาบขึ้น เบื้องหน้าคือถ้ำใต้ดินขนาดเท่าตลาดแก้วครามทั้งแห่ง ภายในเต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรเดินไปมา ทุกคนไม่บาดเจ็บก็เปื้อนเลือด เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่พวกที่รับมือง่ายๆ
สวี่เสวียนเพียงเหลือบมองแวบเดียว ก็เห็นนักพรตอิสระชื่อเสียงฉาวโฉ่หลายคน ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ใช้ชีวิตอยู่บนคมดาบ เขาไม่กล้ามองมาก เกรงว่าจะเกิดเรื่องกระทบกระทั่ง
"สหายนักพรตสวี่ รู้หรือไม่ว่าข้าทำอาชีพอะไร"
หวังกาในยามนี้ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เหมือนจอมอสูรเฒ่า น้ำเสียงลึกล้ำ
"ใต้ตลาดแห่งนี้ยังเปิดตลาดภูติอีกแห่ง ของที่พวกนักพรตอิสระเหล่านี้ได้มาจากการฆ่าคนชิงของ หรือขุดสุสาน ล้วนนำมาซื้อขายกันที่นี่ ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องพบหน้ากัน มีเพียงคนของข้าเป็นตัวกลาง"
หวังกาพาสวี่เสวียนเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่ง กำแพงอิฐเขียวหินขาว ตะเกียงน้ำมันเงือกส่องแสงนวลตา หวังกากางค่ายกล ให้สวี่เสวียนรออยู่ ไม่นานก็นำกล่องไม้ใบหนึ่งออกมา
"สหายนักพรตเชิญดู นี่คือของวิญญาณสายพสุธา ที่มาที่ไปนับว่าใสสะอาดพอใช้ได้"
กล่องไม้นั้นแกะสลักจากไม้เขียว บนกล่องสลักค่ายกลยันต์ลอยตัว เห็นได้ชัดว่าของข้างในหนักอย่างยิ่ง แม้แต่หวังกาถือยังดูลำบากเล็กน้อย
สวี่เสวียนรับมาถือไว้อย่างมั่นคง ทำให้หวังกาประเมินเขาสูงขึ้นเล็กน้อย
เปิดกล่องไม้ ไอธาตุดินพวยพุ่งออกมา กลายเป็นสีเหลืองขุ่นมัว ภายในบรรจุลูกปัดที่คล้ายไม้ก็ไม่ใช่ คล้ายหินก็ไม่เชิงเม็ดหนึ่ง ดูประหลาดอย่างยิ่ง
"สายพสุธา [มุกเมตตาพสุธา] ส่งมาจากมณฑลธาราสวรรค์ทางเหนือ ที่นั่นมีสำนักพรตแห่งหนึ่งล่มสลายไป มีคนหอบสมบัติหนีมา ถูกคนฆ่าตาย จึงได้ตกมาถึงที่นี่"
[มุกเมตตาพสุธา] สวี่เสวียนก็เคยได้ยินชื่อของวิญญาณชิ้นนี้ สามารถบำรุงเลี้ยงกายเวทได้ หากใช้ร่วมกับวิชา หลอมรวมอย่างถูกวิธี จะทำให้ร่างกายหนักแน่นดั่งขุนเขาไท่ซาน ไม่หวั่นไหวใดๆ เป็นที่ต้องการของผู้บำเพ็ญเพียรสายธาตุดินอย่างมาก
"ของเป็นของดี แต่ว่าราคานี่สิ"
สวี่เสวียนในใจรู้สึกไม่มั่นคงนัก ในตัวเขามีหินวิญญาณคุณภาพกลางเพียงยี่สิบเม็ดเท่านั้น ของวิญญาณขั้นสร้างฐานหรือยาสร้างฐานทั่วไป ก็ต้องการสามสิบเม็ดแล้ว หากคุณภาพดีหน่อย ก็ต้องห้าสิบเม็ดขึ้นไป
"ผู้ขายต้องการเพียงของวิญญาณขั้นสร้างฐานสายธาตุไม้เท่านั้น อย่างอื่นไม่แลก"
สวี่เสวียนกลุ้มใจแล้ว เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เขาได้นำของวิญญาณขั้นสร้างฐานก้นหีบของสำนักติดตัวมาด้วยชิ้นหนึ่ง เป็นสายอัคคีขั้นสูง [ศิลาอัคคีลายชาด] มูลค่าประมาณสามสิบเม็ดหินวิญญาณคุณภาพกลาง แต่กลับไม่ใช่สายธาตุไม้
"อีกฝ่ายไม่ต้องการหินวิญญาณ ยอมแลกของเท่านั้นหรือ"
สวี่เสวียนถามเป็นครั้งสุดท้าย ยังคงมีความหวังอยู่บ้าง
"หากเป็นคนอื่นย่อมไม่ได้ แต่ในเมื่อเป็นสหายนักพรตสวี่ หากข้าแจ้งชื่อออกไป สามารถช่วยเจรจาต่อรองได้บ้าง เพียงแต่—"
หวังกายิ้ม ใบหน้าเต็มไปด้วยความละโมบ
สวี่เสวียนหยิบอาวุธวิเศษคุณภาพขั้นสูงของลมหายใจทารกชิ้นหนึ่งออกมาจากถุงมิติ ยื่นให้ถึงมือหวังกา พลางกระซิบเสียงต่ำ
"ยังหวังสหายนักพรตช่วยสุดกำลัง"
หวังกาพยักหน้ารับไว้ รอยย่นบนใบหน้ากองรวมกัน ยิ้มกล่าว
"สหายนักพรตวางใจ ผู้ขายคนนั้นข้าคุ้นเคยดี ขอข้าไปถามอีกครั้ง"
หวังกาเดินออกไป สวี่เสวียนรออยู่ครึ่งชั่วยาม จึงเห็นเขายิ้มกลับมา
"เป็นอย่างไรบ้าง" สวี่เสวียนรีบถาม
"เรียบร้อย เพียงแต่ท่านนั้นได้ยินว่าเป็นเจ้าสำนักเพลิงชาด ต้องการจะพบปะพูดคุยกับท่าน หากเรื่องสำเร็จ สหายนักพรตไม่ต้องเสียอะไรเลย ก็สามารถนำ [มุกเมตตาพสุธา] นี้ไปได้ แถมยังมีประโยชน์อีกมากมาย"
หวังกาขยับเข้ามาใกล้ สีหน้าลึกลับ
สวี่เสวียนกลับไม่เชื่อคำพูดของเขา ใต้หล้าไม่มีเรื่องดีๆ เช่นนี้ คงต้องพบหน้าพูดคุยรายละเอียดกันก่อน
หวังกาพาสวี่เสวียนเดินลึกลงไปในอุโมงค์อีก มาถึงถ้ำที่อยู่ลึกกว่าเดิม
ที่นี่ผู้บำเพ็ญเพียรล้วนอยู่ในขั้นกลั่นลมปราณ สวี่เสวียนถูกหวังกาพาเข้าไปในห้องย่อยห้องหนึ่ง ชายชราผู้นั้นยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วปลีกตัวจากไปก่อน
เมื่อก้าวเข้าประตูไป ในห้องมีคุณชายชุดเขียวผู้หนึ่ง หน้าตาท่าทางหล่อเหลาโดดเด่น ข้างกายมีสาวใช้หน้าตาน่ารักคนหนึ่งยืนอยู่ กำลังต้มน้ำชาปรนนิบัติ
"สหายนักพรตเชิญนั่ง"
เมื่อเห็นสวี่เสวียนเข้ามา แววตาของอีกฝ่ายก็สว่างวาบ ลุกขึ้นต้อนรับ
"ข้าน้อยหลิวชิวฉือ ศิษย์ตระกูลหลิว"
ตระกูลหลิว คงจะเป็นตระกูลนั้นในทุ่งราบทัศนีย์ไพศาล มีความสัมพันธ์อันดีกับหุบเขาคืนวสันต์ สองตระกูลนี้มีทีท่าว่าจะจับมือเป็นพันธมิตรกัน
เพียงแต่ผู้เยี่ยมยุทธ์ขั้นสร้างฐานของตระกูลหลิวก็เพิ่งสิ้นชีพไปในภัยพิบัติอสูรเมื่อหกปีก่อนเช่นกัน นับว่ามีชะตากรรมเดียวกับสำนักเพลิงชาดของสวี่เสวียน
"สำนักเพลิงชาด สวี่เสวียน"
สวี่เสวียนคารวะตอบ นั่งลงที่โต๊ะ สาวใช้ข้างๆ รินชาวิญญาณให้เขา เขายกขึ้นจิบเงียบๆ สองสามคำ รู้สึกเพียงรสขมฝาดที่ปลายลิ้น บอกรสชาติไม่ถูก แต่กลับรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นเล็กน้อย
"นี่คือ [ใบหยกเขียว] ที่ตระกูลข้าผลิตได้เอง สหายนักพรตสวี่รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง"
อีกฝ่ายเลิกคิ้ว มองมายังสวี่เสวียน
"ชาดี เพียงแต่ข้าเป็นคนหยาบกระด้าง บอกไม่ถูกว่าดีอย่างไร" สวี่เสวียนตอบตามความจริง
"สหายนักพรตต้องการ [มุกเมตตาพสุธา] ของข้าใช่หรือไม่"
หลิวชิวฉือเปลี่ยนเป็นจริงจัง พูดถึงธุระสำคัญ ไม่ได้มีท่าทีเป็นคุณชายเจ้าสำราญเหมือนก่อนหน้านี้
"ถูกต้อง เพียงแต่ข้าไม่มีของวิญญาณสายธาตุไม้ หากเป็นสายธาตุไฟยังพอหามาได้"
"สหายนักพรตอย่าเพิ่งรีบร้อน ข้ามีเรื่องค้าขายที่ใหญ่กว่ารอสหายนักพรตอยู่ หากสำเร็จ [มุกเมตตาพสุธา] สหายนักพรตก็รับไปได้เลย"
หลิวชิวฉือพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ ราวกับคิดเผื่อสวี่เสวียนไว้หมดแล้ว
สวี่เสวียนไม่ได้รีบตอบตกลง เอ่ยถามรายละเอียดก่อน
"เรื่องอันใดหรือ สหายนักพรตช่วยอธิบายให้ชัดเจน หากเป็นเรื่องฆ่าคนชิงของ ข้าเกรงว่าจะร่วมทางด้วยลำบาก"
หลิวชิวฉือส่ายหน้า หยิบพัดขนนกออกมาโบกเบาๆ ที่แท้ก็เป็นอาวุธวิเศษคุณภาพขั้นสูงของการกลั่นลมปราณ ดูท่าฐานะทางบ้านของตระกูลหลิวยังคงมั่งคั่งกว่าสำนักเพลิงชาดอยู่มาก
"มิใช่ มิใช่ สหายนักพรตเข้าใจผิดแล้ว ท่านเจ้าสำนักสวี่ พอจะทราบสถานการณ์ในตอนนี้ตั้งแต่เทือกเขาชิงเวยเจ็ดลูกไปจนถึงทุ่งราบทัศนีย์ไพศาลหรือไม่"
"สถานการณ์หรือ ขอสหายนักพรตโปรดชี้แนะ"
สีหน้าของหลิวชิวฉือดูหม่นหมอง ราวกับกลัดกลุ้มมานาน เขาหยิบแผนที่ภูมิสถานผืนหนึ่งออกมา ชี้ให้สวี่เสวียนดูอย่างละเอียด
"ปีก่อนภัยพิบัติอสูรผ่านพ้นไป ทั้งเขาชิงเวยและทุ่งราบต่างประสบภัยพิบัติ ผู้เยี่ยมยุทธ์ขั้นสร้างฐานและต้นกล้าขั้นปลายของการกลั่นลมปราณของแต่ละสำนักแต่ละตระกูลแทบจะตายกันหมดสิ้น ที่เหลือรอดก็คือคนรุ่นเรานี่แหละ"
"สหายนักพรตอย่ามองว่าข้ายังหนุ่ม เพียงแต่ตระกูลข้ามีวิชารักษาความเยาว์วัย ตอนนี้ก็อายุสี่สิบกว่าแล้ว"
พูดถึงตรงนี้ พลังปราณของหลิวชิวฉือก็พุ่งสูงขึ้น ที่แท้ก็บรรลุขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นห้าแล้วเช่นกัน
"คนรุ่นเรา ต่อให้มีความหวังจะทะลวงขั้นสร้างฐาน อย่างเร็วที่สุดเกรงว่าก็ต้องรออีกสี่สิบปี"
สวี่เสวียนพยักหน้า แม้ว่าเขาจะประเมินตนเองว่าฝึกฝนอย่างหนักอีกสามสิบปีก็สามารถทะลวงได้แล้ว
หลิวชิวฉือยกชาวิญญาณขึ้นดื่มรวดเดียว ราวกับสิ่งที่อยู่ในถ้วยคือสุราเลิศรส
"บัดนี้ตั้งแต่เทือกเขาชิงเวยเจ็ดลูกไปจนถึงทุ่งราบทัศนีย์ไพศาล ที่มีผู้เยี่ยมยุทธ์ขั้นสร้างฐานอยู่ ก็คือตระกูลเฉินและตระกูลจู ท่านผู้เฒ่าตระกูลเฉินผู้นั้นได้รับบาดเจ็บภายใน อายุขัยเหลือไม่มาก ไม่ชอบการขยับขยาย แต่ประมุขตระกูลจูผู้นั้นกลับกำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์ ทะเยอทะยานอย่างยิ่ง"
หลิวชิวฉือหยิบพู่กันชาดออกมา วงกลมไปทีละจุด ชี้ไปยังห้าตระกูล สำนักเพลิงชาดของสวี่เสวียนก็อยู่ในนั้นด้วย
"หากคิดจะทะลวงขั้นสร้างฐาน กลั่นลมปราณขั้นหกคือด่านสำคัญ ต้องทะลวงให้ได้ก่อนอายุห้าสิบจึงจะพอมีความหวัง สหายนักพรตสวี่แห่งสำนักเพลิงชาด ข้าแห่งตระกูลหลิว สำนักกระบี่ว่างเปล่า ตระกูลอู๋ และทายาทตระกูลต้วน ล้วนมีความหวัง แต่ว่า—"
ภายในห้องมืดสลัว ตะเกียงน้ำมันเงือกส่องแสงสีฟ้าหม่น ใบหน้าหล่อเหลาของหลิวชิวฉือบิดเบี้ยวไป ราวกับอสูรร้าย กล่าวเสียงเย็นเยียบ
"นายน้อยตระกูลอู๋ผู้นั้นเมื่อวานนี้พบโจรป่า ถูกคนตัดศีรษะ บนศพมีรอยดาบนับร้อยนับพันแผล เมื่อไหร่จะถึงตาเจ้ากับข้าเล่า"
[จบแล้ว]