- หน้าแรก
- ลูกศิษย์ของข้าล้วนมีความลับเบื้องหลังที่ซ่อนเร้น
- บทที่ 31 ออกเดินทาง
บทที่ 31 ออกเดินทาง
บทที่ 31 ออกเดินทาง
ในบรรดาคนทั้งกี่คนนี้ ผู้อาวุโสหลินอายุหกสิบแปดปี รองเจ้าเมืองหวังอายุห้าสิบสามปี จี้ผิงเซิงอายุยี่สิบสามปี แต่หากรวมทั้งสองชาติของเขาเข้าด้วยกันก็ไม่น้อยแล้ว ส่วนชื่อเจิ้งหยางปีนี้อายุยี่สิบเอ็ดปี เป็นผู้ที่อาวุโสน้อยที่สุดในที่นี้
แต่! ครั้งนี้ ชื่อเจิ้งหยางไม่ยอมเงียบอีกต่อไป!
ชื่อเจิ้งหยางจ้องเขม็งไปยังหลี่เฉาเหอ อดไม่ได้ที่จะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้น
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร?"
เสียงของเขเพิ่งจะขาดคำ ก็เห็นผู้อาวุโสหลินที่อยู่ข้างๆ แสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ ยื่นมือออกไปอย่างไม่ลังเล ฟาดไปยังท้ายทอยของชื่อเจิ้งหยาง!
"ไอ้เด็กเหลือขอ เจ้าจะเป็นใครได้? ก็เป็นแค่ศิษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่งของสำนักซ่างชิงมิใช่รึ ถึงกับกล้าวางมาดใหญ่โตเสียด้วย"
ฝ่ามือนี้ป้องกันได้ยากยิ่ง ทำให้ชื่อเจิ้งหยางไม่มีเวลาหลบหลีกเลย ทว่าในขณะที่ฝ่ามือของผู้อาวุโสหลินกำลังจะฟาดถึงท้ายทอยของชื่อเจิ้งหยาง ก็พลันหยุดค้างอยู่กลางอากาศ
"ผู้อาวุโสหลิน ศิษย์ของสำนักซ่างชิงของข้า ไม่ต้องรบกวนท่านช่วยสั่งสอนหรอกขอรับ" จี้ผิงเซิงกุมมือที่ยกสูงของผู้อาวุโสหลินไว้แน่น กล่าวพลางยิ้ม
ในตอนนี้ ชื่อเจิ้งหยางถอยไปอยู่ข้างกายของจี้ผิงเซิง สายตาจ้องมองผู้อาวุโสหลินที่คิดจะตบเขาอย่างเย็นชา
เจ้าคิดจะตีข้ารึ? ขนาดพ่อข้ายังไม่เคยตีข้าเลย!
ชื่อเจิ้งหยางจดจำลักษณะท่าทางของผู้อาวุโสหลินไว้ในสมองอย่างลึกซึ้ง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจดจำลักษณะท่าทางของคนนอกไว้ในความทรงจำ แถมยังเป็นในแง่ลบอีกด้วย
รองเจ้าเมืองหวังที่อยู่ข้างๆ ตกตะลึงไปแล้ว ตกใจจนพูดไม่ออก
สวรรค์! เฒ่าหลิน เจ้ากำลังเดินเข้าสู่ทางตันแล้ว!
ในราชวงศ์ต้าเหยียนอาจจะมีคนที่กล้าตบองค์ชาย แต่ย่อมไม่ใช่ผู้อาวุโสหลินแห่งสำนักเจินอู่อย่างแน่นอน รองเจ้าเมืองหวังคิดพลางค่อยๆ ถอยห่างจากผู้อาวุโสหลินไปหลายก้าว เขารู้สึกว่าตนเองใกล้จะถึงเวลาที่ต้องตัดญาติขาดมิตรเพื่อคุณธรรมแล้ว
จากนั้น จี้ผิงเซิงก็ปล่อยมือของผู้อาวุโสหลิน จ้องเขม็งไปยังชื่อเจิ้งหยาง
"เจ้าคงไม่คิดจะให้เจ้าสำนักผู้นี้ลงมือด้วยตนเองกระมัง?"
มุมปากของชื่อเจิ้งหยางกระตุก กล่าวด้วยใบหน้าขมขื่น "ข้าเข้าใจแล้วขอรับเจ้าสำนัก"
เขาหันไป มองหลี่เฉาเหอที่มีสีหน้าล้อเลียนอย่างเรียบเฉย ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ยังคงกัดฟันร้องออกมา
"เหมียว"
แข็งทื่อ แหบแห้ง ไร้น้ำเสียง ราวกับเสียงอิเล็กทรอนิกส์จากเครื่องจักร
หลังจากร้องไปหนึ่งครั้ง ชื่อเจิ้งหยางก็เอามือปิดหน้าด้วยความละอายใจ รีบถอยไปอยู่ด้านหลังของจี้ผิงเซิง แอบกัดฟันอย่างลับๆ
หลี่เฉาเหอแห่งหน่วยเพลิงชำระใช่หรือไม่? ข้าจำได้ว่าท่านลุงคนที่สองฝ่ายมารดาของข้าก็คือหัวหน้าของหน่วยเพลิงชำระ พอกลับถึงสำนักแล้วจะต้องเขียนจดหมายไปฉบับหนึ่ง ให้เขา ‘ดูแล’ หลี่เฉาเหอให้ดีๆ!
"โอ๋ๆ ไม่ร้องนะ สถานที่เฮงซวยแบบนี้ต่อไปพวกเราไม่มาอีกแล้ว..."
จี้ผิงเซิงปลอบใจศิษย์คนที่สี่ของตนด้วยเสียงอ่อนโยน
หลี่เฉาเหอที่สมใจแล้วกลับแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายออกมา กล่าวด้วยความรังเกียจราวกับจะอาเจียน
"น่าเกลียดชะมัด"
คำว่าน่าเกลียดชะมัดคำนี้ ทำเอาชื่อเจิ้งหยางโกรธจนแทบจะระเบิดออกมา หากไม่ใช่เพราะจี้ผิงเซิงห้ามไว้ คาดว่าคงจะได้สู้กันให้ตายไปข้างหนึ่งแล้ว
"เฉาเหอ เริ่มภารกิจได้แล้ว"
ในตอนนั้นเอง หลี่เฉาไห่ที่ดูละครอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยขึ้นหนึ่งประโยค หลี่เฉาเหอก็พลันสงบเสงี่ยมลงทันที
"เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ"
หลี่เฉาเหอกลิ้งตัวลงจากเตียง ยืนเคียงข้างกับพี่ชาย หากไม่ดูที่สีหน้า พูดถึงแค่รูปลักษณ์ภายนอก คนทั้งสองนี้ยืนอยู่ด้วยกันแยกไม่ออกจริงๆ
"ทุกท่านโปรดออกไปรอข้างนอกสักครู่ ให้พวกเราพี่น้องสองคนเปลี่ยนเป็นชุดลำลองก่อน" หลี่เฉาไห่กล่าว
ผู้ชายเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ไม่มีใครอยากจะดูอยู่แล้ว พวกของจี้ผิงเซิงจึงหันหลังเดินออกจากห้องไป
ไม่นานนัก ชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งสวมชุดสีเพลิงที่ปักลายเปลวไฟอันโชติช่วงเดินออกมา พอเห็นสีหน้า ก็รู้ได้ว่าเป็นหลี่เฉาเหอ ชุดสีเพลิงชุดนี้เป็นเครื่องแบบเฉพาะของหน่วยเพลิงชำระ ระดับต่ำที่สุดก็เป็นศาสตราวุธวิญญาณแล้ว
"ทวนของข้าล่ะ?" พอเดินออกจากประตูห้อง หลี่เฉาเหอก็เอ่ยปากถามทันที คราวนี้ จี้ผิงเซิงก็ถือว่ารู้แล้วว่าใครเป็นคนขว้างทวนใส่เขา
ชื่อเจิ้งหยางชี้ไปยังแก้มของจี้ผิงเซิงแล้วกล่าวว่า "เจ้าสำนัก ท่านจะไม่เช็ดหน้าก่อนหรือขอรับ?"
"โอ้ ข้าลืมไปเลย"
จี้ผิงเซิงลูบแก้มของตนเองโดยไม่รู้ตัว รอยแผลตื้นๆ ที่เพิ่งถูกขีดข่วนเมื่อครู่ได้ฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่คราบเลือดที่แห้งกรังยังคงติดอยู่
"ข้าจะเข้าไปขอผ้าขี้ริ้วสักผืน" จี้ผิงเซิงพูดพลางเดินเข้าไปในห้อง เมื่อเข้าไปในห้อง เขาผลักประตูเข้าไปโดยตรงแล้วร้องเรียก
"ท่านทูตหลี่ พอจะมีผ้าสะอาด..."
เมื่อดวงตาของเขามองเห็นภายในห้องได้อย่างชัดเจน คำพูดในปากก็พลันหยุดชะงักลง นัยน์ตาทั้งสองเบิกกว้างขึ้นทันที สีหน้าบนใบหน้าแข็งทื่อในบัดดล เผยให้เห็นแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อ
บ้าเอ๊ย? ข้าเห็นอะไรไป? ไม่ นี่ไม่ใช่เรื่องจริง!
จี้ผิงเซิงที่เผอิญเห็นภาพนี้เข้าพอดี ถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก หลี่เฉาไห่ที่ได้ยินเสียงก็พลันหันกลับมา ก็เห็นจี้ผิงเซิงที่กำลังอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงเช่นกัน คนทั้งสองสบตากัน บรรยากาศที่หนักอึ้งเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้อง ทั้งสองฝ่ายนิ่งค้างไปเช่นนั้นอยู่หลายวินาที
หลี่เฉาไห่จึงกล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ "ข้าบอกว่าข้าคือหลี่เฉาเหอ เจ้าจะเชื่อมั้ย?"
จี้ผิงเซิงเงียบไม่พูดจา ค่อยๆ ถอยออกจากห้องไปอย่างเงียบงัน แล้วค่อยๆ ปิดประตูลง เมื่อแรกพบ หลี่เฉาไห่สร้างความประทับใจที่ดีให้กับเขา แต่ในชั่วพริบตาที่ได้เห็นภาพนี้ ทุกอย่างก็พังทลายลงสิ้น
จี้ผิงเซิงเดินกลับไปทางเดิมอย่างเหม่อลอย เขาต้องการเวลาสงบสติอารมณ์สักหน่อย คนของหน่วยเพลิงชำระล้วนเป็นพวกวิปริต เขาได้ประจักษ์แก่สายตาตนเองแล้ว
"หาผ้าขี้ริ้วไม่เจอรึขอรับ?" ชื่อเจิ้งหยางเห็นว่าคราบเลือดบนใบหน้าของจี้ผิงเซิงยังไม่ได้เช็ดออกไป จึงกล่าวถามอย่างสงสัย
"ไม่เป็นไรแล้วล่ะ แค่เช็ดส่งๆ ไปก็พอ" จี้ผิงเซิงตอบอย่างใจลอย ใช้แขนเสื้อเช็ดคราบเลือดบนใบหน้าของตนเองอย่างลวกๆ เมื่อหันไป เขาก็เห็นหลี่เฉาเหอถือทวนโลหิตที่สูงกว่าตัวเขาเกือบสองเท่าเดินเข้ามา
"พี่ข้าล่ะ?" หลี่เฉาเหอเอ่ยถาม
จี้ผิงเซิงครุ่นคิดในใจ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็อดทนต่อความอยากรู้อยากเห็นของตนเองไม่ไหว เอ่ยถามขึ้น
"ท่านทูตหลี่คนที่สอง ปกติท่านพักอยู่ห้องเดียวกับพี่ชายของท่านรึ?" หลี่เฉาเหอไม่พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้า
หลังจากได้คำตอบที่ต้องการแล้ว จี้ผิงเซิงก็อดไม่ได้ที่จะมองหลี่เฉาเหอด้วยสายตาสงสารเวทนา เขาจำได้ว่าในห้องนั้น มีเตียงเพียงเตียงเดียว... ท่านทูตหลี่คนที่สอง ข้าให้อภัยท่านเรื่องที่โจมตีข้าเมื่อครู่นี้แล้ว โปรดดูแลตัวเองด้วยเถิด
หนึ่งนาทีต่อมา หลี่เฉาไห่ก็ออกมา เขาเริ่มกวาดตามองไปรอบๆ หนึ่งครั้ง จากนั้นสายตาก็หยุดลงที่ร่างของจี้ผิงเซิง ส่งยิ้มที่เป็นมิตรให้เขา จี้ผิงเซิงยิ้มตอบกลับไปอย่างแข็งทื่อ
"รองเจ้าเมืองหวังนำทางเถอะ การล้อมปราบมรรคาแห่งมารครั้งนี้ พวกเราจะบันทึกไว้เป็นภารกิจอย่างเป็นทางการ" หลี่เฉาไห่กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ได้เลยขอรับ ท่านทูตหลี่"
คนของหน่วยเพลิงชำระเมื่อออกปฏิบัติภารกิจ จะต้องบันทึกไว้เสมอ รอจนกระทั่งกลับถึงเมืองหลวงแล้วจึงจะรายงานต่อเบื้องบน เพื่อรับรางวัลภารกิจ หากการล้อมปราบหอพิรุณโปรยครั้งนี้สำเร็จ ไม่เพียงแต่ทูตแห่งหน่วยเพลิงชำระทั้งสองท่านนี้จะต้องรายงานขึ้นไป แม้แต่รองเจ้าเมืองหวังก็จะต้องรายงานเพื่อชิงความดีความชอบเช่นกัน
เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว รองเจ้าเมืองหวังก็ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว นำทุกคนออกจากคุกทมิฬ
"ออกเดินทาง ล้อมปราบมรรคาแห่งมาร!"