- หน้าแรก
- ก้าวแรกสู่บัลลังก์เจ้าสัว
- บทที่ 45 ต่อไปนี้จะฟังคำสั่งนาย
บทที่ 45 ต่อไปนี้จะฟังคำสั่งนาย
บทที่ 45 ต่อไปนี้จะฟังคำสั่งนาย
หยวนเหว่ยพุ่งเข้ามาช่วยหลี่เหวินเจี๋ยให้พ้นจากวงล้อมก่อนเป็นอันดับแรก เขาเหวี่ยงท่อนไม้ฟาดไปสองสามทีก็ส่งผลให้คนที่กำลังรุมหลี่เหวินเจี๋ยอยู่ต้องถอยกระเด็นออกไป
การมีอาวุธในมือย่อมได้เปรียบกว่าเห็นๆ พอสถานการณ์คลี่คลาย หลี่เหวินเจี๋ยกับหยวนเหว่ยถึงถือท่อนไม้ไปไล่ฟาดหลงซานกับพรรคพวก
แม้ว่าพวกของหลงซานจะโตกว่าและมีพละกำลังมากกว่าพวกหลี่เหวินเจี๋ยเล็กน้อย แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการจู่โจมแบบไม่คิดชีวิตของหลี่เหวินเจี๋ยกับหยวนเหว่ย โดยเฉพาะเมื่อโดนท่อนไม้ฟาดเข้าไปแต่ละทีก็เจ็บจนต้องร้องลั่น
ต้านทานอยู่ได้ไม่นาน ทั้งหลงซานและพรรคพวกก็ต้องกอดหัววิ่งหนีไป
ความได้เปรียบที่หลี่เหวินเจี๋ยกับหยวนเหว่ยสร้างขึ้น ช่วยปลุกขวัญและกำลังใจให้พวกสือจวินจวินอย่างมหาศาล
ในเมื่อพวกเขาสองคนยังจัดการอีกฝ่ายจนวิ่งหนีไปได้ถึงสองคน ฝั่งของตัวเองก็ยิ่งต้องสู้ให้สุดกำลังเช่นกัน
ในทางกลับกัน อีกสามคนที่กำลังตะลุมบอนอยู่กับพวกสือจวินจวิน พอเห็นว่าหลงซานกับเพื่อนถูกตีจนวิ่งหนีไป ขวัญกำลังใจก็พลอยหดหายไปด้วย
ดั่งคำกล่าวที่ว่า "เมื่อถึงทางคับขัน ผู้กล้าย่อมเป็นฝ่ายชนะ" การต่อสู้ของคนสองฝ่าย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขวัญเสีย คิดแต่จะหนี ผลลัพธ์ย่อมมีแต่ความพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย
เป็นจริงดังคาด ไม่นานนักทั้งสามคนก็ถอนตัวจากการต่อสู้ แล้ววิ่งหนีตามพวกหลงซานไป
"หยวนเหว่ย ไม่ต้องไล่ตามแล้ว ไป กลับกันเถอะ" พอเห็นอีกฝ่ายวิ่งไปไกลแล้ว หลี่เหวินเจี๋ยก็ดึงรั้งหยวนเหว่ยที่กำลังฮึกเหิมไว้
"ไม่น่าเชื่อว่าเราจะชนะได้" หยวนเหว่ยปาดเหงื่อที่หน้าผากพลางพูด
หลี่เหวินเจี๋ยยกนิ้วโป้งให้หยวนเหว่ย "นายก็กล้าใช้ได้เลยนี่ เมื่อกี้ถ้าไม่ได้นายช่วยไว้ ฉันคงแย่แน่"
"แน่อยู่แล้ว! ถ้าเราไม่ลงมือก็แล้วไป แต่ถ้าได้ลงมือแล้วก็ไม่เคยกลัวใคร เห็นคนอื่นมารังแกเพื่อน ฉันจะยืนดูอยู่เฉยๆ ได้ยังไง ไม่งั้นจะเรียกเพื่อนได้เหรอ ไม่ช่วยคนอื่นก็ช่าง แต่จะไม่ช่วยเพื่อนไม่ได้เด็ดขาด" หยวนเหว่ยพูดอย่างภาคภูมิใจ
หลี่เหวินเจี๋ยตบไหล่หยวนเหว่ยอย่างพึงพอใจ เมื่อทั้งสองเดินกลับมาหาพวกสือจวินจวิน ก็เห็นทั้งสามคนกำลังนั่งทำแผลอยู่ในแปลงผักที่เละไม่มีชิ้นดี
ที่เรียกว่าทำแผล ก็เป็นเพียงการช่วยกันเช็ดถูรอยถลอกและนวดคลึงรอยฟกช้ำให้กันเท่านั้น
"รีบลุกขึ้นแล้วไปกันได้แล้ว" หลี่เหวินเจี๋ยเดินเข้ามาใกล้แล้วกวาดตามองทั้งสามคน
"พวกเราขอพักสักหน่อยแล้วค่อยไป" เมิ่งเจียวตอบ
"จะพักบ้าอะไร เดี๋ยวพวกมันอาจจะย้อนกลับมาก็ได้ ถึงตอนนั้นอยากจะหนีก็คงหนีไม่ทันแล้ว แล้วอีกอย่าง ดูสภาพแปลงผักของชาวบ้านสิเละเทะขนาดนี้ ถ้าเจ้าของเขามาเห็นจะทำยังไง ต่อให้จะพักก็ต้องไปหาที่อื่นก่อน" หลี่เหวินเจี๋ยพูดอย่างไม่สบอารมณ์
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกลัวพวกหลงซานจะย้อนกลับมาหรือกลัวเจ้าของแปลงผักจะมาเจอ แต่พอหลี่เหวินเจี๋ยพูดจบ ทั้งสามคนก็รีบลุกขึ้นยืนทันทีโดยไม่ต้องให้พูดซ้ำหรือเข้าไปพยุง
หลี่เหวินเจี๋ยพาพวกเขาไปยังดงต้นสนที่อยู่ห่างออกไปราวสองร้อยกว่าเมตร ทุกคนจึงได้นั่งพักบนใบสนแห้งที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้น
พวกเขาทั้งห้าคนเพิ่งจะนั่งลงได้ไม่ทันไร ตรงจุดที่เพิ่งต่อสู้กันไปเมื่อครู่ก็ปรากฏร่างของพวกหลงซานขึ้นจริงๆ แถมในมือของแต่ละคนยังกำท่อนไม้ไว้แน่นด้วยท่าทีเอาเรื่อง
ทุกคนตกใจจนไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกมา เพราะกลัวว่าจะถูกพบเห็น เมิ่งเจียว หม่าเฉียง และหยวนเหว่ยถึงขั้นนอนราบลงกับพื้น เหลือเพียงหลี่เหวินเจี๋ยกับสือจวินจวินที่แอบอยู่หลังต้นไม้คอยสังเกตการณ์
พวกหลงซานสบถด่าพลางกวาดสายตามองหารอบๆ เมื่อไม่พบร่องรอยของกลุ่มหลี่เหวินเจี๋ย พวกเขาจึงยอมจากไป
"โชคดีที่แกเตือน ไม่อย่างนั้นป่านนี้พวกเราคงโดนอัดจนเละไปแล้ว" แม้เห็นว่าพวกหลงซานไปไกลแล้ว สือจวินจวินก็ยังคงใจหายหอบไม่หยุด
"ที่สำคัญคือพวกแกยอมฟังฉัน ถ้าพวกแกไม่ฟัง ฉันก็จนปัญญาเหมือนกัน เราควรจะนั่งรออีกสักพัก รอให้พวกนั้นไปไกลจริงๆ แล้วค่อยออกไป ไม่อย่างนั้นอาจจะไปเจอพวกมันอีก" หลี่เหวินเจี๋ยโยนท่อนไม้ในมือทิ้ง
"ขอบคุณ วันนี้พวกแกสองคนช่วยชีวิตพวกเราไว้ พวกเรา... ยังไงก็ขอบคุณมาก" สือจวินจวินมองหลี่เหวินเจี๋ย พยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เอ่ยคำที่ควรพูดที่สุดในตอนนี้ออกมา
"แล้วพวกแกมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ฉันว่ามันแปลกๆ นะ" หม่าเฉียงถามด้วยความสงสัย
"จะแปลกอะไร พวกเราตามพวกแกมาน่ะสิ หลี่เหวินเจี๋ยกลัวว่าพวกแกจะเป็นอะไรไปก็เลยตามมาดู ถ้าช่วยได้ก็จะช่วย" หยวนเหว่ยทำหน้าบึ้ง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง
"พวกเราทำกับพวกแกขนาดนั้น แต่พวกแกยัง... ฉันไม่เข้าใจ ทำไมแกถึงต้องทำแบบนี้ ทำไมถึงยังต้องช่วยพวกเราสามคนด้วย" สือจวินจวินจ้องมองหลี่เหวินเจี๋ยแล้วถาม
"ไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่รู้สึกว่ายังไงเราก็เป็นนักเรียนโรงเรียนมัธยมหมายเลขสองเหมือนกัน จะยอมให้คนนอกมารังแกไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคิดว่าจะเป็นเพราะอะไรล่ะ หรือจะเป็นเพราะพวกแกมีเงิน" หลี่เหวินเจี๋ยพูดทีเล่นทีจริง
"พวกเราไม่มีเงินหรอก ตอนแรกนึกว่าวันนี้จะมีแค่หลงซานคนเดียว แบบนั้นคงพอจะทวงเงินคืนมาได้บ้าง ไม่คิดว่าไอ้สารเลวนั่นจะพาคนมาด้วยอีกสี่คน แต่วางใจได้เลย วันนี้พวกแกช่วยพวกเราสามคนไว้ เงินสองร้อยหยวนนั่นถือว่าพวกเราติดหนี้แล้ว ไม่ว่าเราจะต้องไปขโมยเหล็กหรือขโมยไก่มาขาย ก็จะหาทางเอาเงินมาคืนให้จนได้"
ก่อนหน้านี้สือจวินจวินเคยพูดไว้ว่า ต่อให้ทวงเงินสองร้อยหยวนคืนมาได้ ก็จะไม่คืนให้หยวนเหว่ย ถ้าแน่จริงก็ให้มาแย่งเอาเอง
แต่ตอนนี้พอได้รับความช่วยเหลือจนเป็นหนี้บุญคุณครั้งใหญ่ ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่จะยอมรับหนี้ แต่ยังตั้งใจจะหาทางชดใช้คืนให้ได้
"พอเลยๆ ยังจะคิดไปขโมยเหล็ก ขโมยไก่อีก น่าสมเพชเกินไปแล้ว อีกอย่าง ต้องขโมยเหล็กกี่กิโล ขโมยไก่กี่ตัวถึงจะขายได้เงินสองร้อยหยวน หนี้สินน่ะแค่ยอมรับสภาพก็พอ ส่วนเรื่องจะคืนเมื่อไหร่ ไว้มีเงินเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน แต่ถ้าคิดจะใช้หนี้ด้วยการลักเล็กขโมยน้อยล่ะก็ มีแต่จะทำให้ฉันยิ่งดูถูกพวกแกเข้าไปใหญ่" หลี่เหวินเจี๋ยโบกมือ
คำพูดของหลี่เหวินเจี๋ยทำให้สือจวินจวินละอายใจจนไม่กล้าสู้หน้า
ถึงแม้พวกเขาจะอายุไม่มาก แต่ก็อยู่ในช่วงวัยที่รักศักดิ์ศรีเป็นแล้ว
ตอนแรกเขาคิดว่าคำพูดของตัวเองจะทำให้หลี่เหวินเจี๋ยชื่นชมและมองว่าพวกเขามีความรับผิดชอบ แต่ใครจะไปคิดว่าหลี่เหวินเจี๋ยไม่เพียงแต่จะไม่ชม แต่กลับเยาะเย้ยและดูถูกพวกเขาเสียอีก
"ไปกันได้แล้ว อย่ามัวนั่งซึมอยู่เลย พวกนั้นคงไปไกลแล้ว สภาพดูไม่จืดอย่างพวกแกนี่ ไม่รู้จะกลับไปเจอหน้าคนที่บ้านได้ยังไง ไปที่ถนนใหญ่แล้วหาคลินิกทำแผลกันก่อนเถอะ" หลี่เหวินเจี๋ยลุกขึ้นจากพื้น
"พวกเรา... พวกเราไม่มีเงินนะ" หม่าเฉียงลุกขึ้นยืนแล้วพูดอย่างหวาดๆ
"ฉันรู้ว่าพวกแกไม่มีเงิน ที่ฉันบอกให้ไปก็คือฉันจะจ่ายให้ หรือจะจ่ายกันเองล่ะ ถือว่ามื้อนี้ฉันเลี้ยงก็แล้วกัน" หลี่เหวินเจี๋ยตบฝุ่นที่กางเกงแล้วเดินนำไปสองก้าว
หลี่เหวินเจี๋ยไม่เพียงแต่ช่วยพวกเขาต่อสู้ แต่ยังจะพาไปทำแผลอีก ทำให้พวกสือจวินจวินทั้งสามคนรู้สึกว่าติดหนี้บุญคุณเขามากขึ้นจนไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร
แต่สภาพของแต่ละคนในตอนนี้ก็ย่ำแย่เกินกว่าจะปล่อยไว้ หม่าเฉียงเจ็บที่หางตา ส่วนเมิ่งเจียวก็เจ็บที่มุมปาก
"หลี่เหวินเจี๋ย ต่อไปนี้ในโรงเรียนมัธยมหมายเลขสอง ถ้ามีเรื่องอะไร ขอแค่ส่งสัญญาณมาคำเดียว พวกเราจะทำตามคำสั่งนายทุกอย่าง จะไม่ลังเลหรือปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว" พอหลี่เหวินเจี๋ยเดินนำไปได้สิบกว่าเมตร สือจวินจวินก็วิ่งตามมาพูดกับเขา
หลี่เหวินเจี๋ยยกยิ้มที่มุมปากโดยไม่ได้พูดอะไร ยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง