- หน้าแรก
- ก้าวแรกสู่บัลลังก์เจ้าสัว
- บทที่ 27 ในที่สุดก็เกิดขึ้น
บทที่ 27 ในที่สุดก็เกิดขึ้น
บทที่ 27 ในที่สุดก็เกิดขึ้น
หลี่เหวินเจี๋ยใช้ความพยายามอย่างมาก กว่าจะอธิบายเรื่องที่เขากำลังทำอยู่ในตอนนี้ออกมาได้
"ที่แกจะพูดก็คือ แกช่วยลูกสาวของเขา แล้วเขาเลยขอบคุณแกด้วยเงินห้าหมื่นหยวนเหรอ?"
"ใช่ครับ"
"แล้วเงินห้าหมื่นหยวนนั่นแกก็ไม่เอากลับบ้าน แต่กลับเอาไปซื้อกระดาษเงินกระดาษทอง?"
"ใช่ครับ ถูกต้อง"
"แกยังคิดจะเอากระดาษเงินกระดาษทองพวกนั้นไปขายเพื่อทำกำไรก้อนหนึ่งด้วย?"
"ครับ ก็เป็นแบบนั้นแหละครับ ในที่สุดแม่ก็เข้าใจเสียที" หลี่เหวินเจี๋ยพยักหน้ารับ
"ฉันเข้าใจ เข้าใจบ้าอะไรล่ะ ฉันบอกว่าแกมันไม่ได้เรื่องแกก็ยังไม่ยอมรับ เป็นแค่เด็กเหลือขอ ไม่รู้อะไรเลย หัดทำธุรกิจ แกมันโดนเขาหลอกแล้วยังไปช่วยเขานับเงินอีกนะ โอ๊ย ทำไมฉันถึงมีลูกผลาญสมบัติแบบแกนี่"
หลี่เหวินเจี๋ยพยักหน้าอย่างเรียบเฉย เขายังคิดว่าแม่เข้าใจเขาแล้วเสียอีก ใครจะไปรู้ว่าสุดท้ายก็ยังระเบิดอารมณ์ออกมาเหมือนภูเขาไฟ
"ผมก็ไม่ได้เอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยซะหน่อย แถมยังเป็นเงินที่ผมหามาได้เอง ผมทำผิดตรงไหนครับ ผมก็อธิบายให้ฟังชัดเจนแล้วไม่ใช่เหรอ" หลี่เหวินเจี๋ยพูดอย่างน้อยใจและดื้อรั้น
"เงินของแกแล้วแกจะทำอะไรมั่วซั่วก็ได้เหรอ นั่นถ้าไม่ใช่การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแล้วอะไรคือการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย" จางฮุ่ยโกรธจนตบเข้าที่ไหล่ของหลี่เหวินเจี๋ยอย่างแรง
"พวกเธอทะเลาะอะไรกัน เรื่องอะไรกันถึงได้เสียงดังขนาดนี้?"
ในตอนนี้เอง หลี่ฟู่ที่อยู่ในห้องนอนได้ยินเสียง เลยตะโกนถามเสียงดังออกมาจากข้างใน
"แกอยู่ตรงนี้แหละ ฉันไปหาอะไรให้พ่อแกกินก่อนแล้วค่อยมาจัดการแก" จางฮุ่ยเตือนหลี่เหวินเจี๋ยสองสามคำ ตักซุปไข่ ตักข้าวหนึ่งชาม แล้วยกไปให้หลี่ฟู่
หลี่เหวินเจี๋ยรู้สึกหงุดหงิด นี่เขาไปหาเรื่องใครเข้าล่ะเนี่ย ทำเรื่องที่เป็นประโยชน์กับที่บ้านแท้ๆ แต่ทำไมกลับโดนว่าแถมยังโดนตบอีก
แต่หลี่เหวินเจี๋ยก็ไม่ได้เกลียดชังจางฮุ่ยเพราะเรื่องนี้ เขาไม่ทำแบบนั้น เพราะตอนเด็กๆ แม่ก็มีท่าทีแบบนี้กับเขามาโดยตลอด
พอได้หงุดหงิดแล้ว หลี่เหวินเจี๋ยกลับได้พบกับความรู้สึกที่ห่างหายไปนาน ถ้าจางฮุ่ยไม่ทำแบบนี้กับเขา เขากลับจะรู้สึกว่ามันไม่ปกติ
ดังนั้น หลี่เหวินเจี๋ยจึงเดินตามเข้าไปในห้องนอนของพ่อแม่ ส่วนจางฮุ่ยกำลังพยุงหลี่ฟู่ให้ลุกขึ้นนั่ง แล้ววางม้านั่งเล็กๆ ที่ล้างสะอาดแล้วไว้ข้างๆ เขา เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับประทานอาหารบนเตียง
"หลี่เหวินเจี๋ย เมื่อกี้แกทะเลาะอะไรกับแม่แกเหรอ ว่าแต่ทำไมแกถึงไม่กลับบ้านทั้งคืนอีกแล้วล่ะ" หลี่ฟู่หยิบช้อนขึ้นมาแต่ยังไม่ได้กิน กลับถามหลี่เหวินเจี๋ยก่อน
"มัวยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ บอกพ่อแกสิว่าแกหาเงินก้อนใหญ่มาได้แล้ว บ้านเรากำลังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว" จางฮุ่ยผลักหลี่เหวินเจี๋ยทีหนึ่งแล้วพูด
"หาเงินก้อนใหญ่อะไรกัน ชีวิตที่ดีขึ้นอะไรกัน" หลี่ฟู่พูดอย่างงุนงง
"ลูกชายของคุณน่ะสิ เจ้าเด็กเปรตนี่ไง บอกว่าไปช่วยคนมา ได้เงินขอบคุณมาห้าหมื่นหยวน...คุณลองฟังดูสิว่าเขาทำอะไรลงไป เงินห้าหมื่นไม่ยอมเอากลับบ้าน แต่เอาไปซื้อกระดาษเงินกระดาษทองมากองใหญ่ ฉันว่าเขายิ่งโตยิ่งโง่นะ"
จางฮุ่ยเล่าคำอธิบายที่หลี่เหวินเจี๋ยเพิ่งจะบอกเธอให้หลี่ฟู่ฟังอีกครั้งหนึ่ง ตอนท้ายยังแถมคำตัดสินที่ทิ่มแทงใจเพิ่มเข้าไปด้วย
"นี่เรื่องจริงเหรอ" หลี่ฟู่ถามอย่างตกใจ
"จริงครับ" หลี่เหวินเจี๋ยตอบอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อกี้ก็บอกแม่ไปแล้ว ตอนนี้คงจะกลับคำไม่ได้
ที่หลี่เหวินเจี๋ยต้องอธิบายให้จางฮุ่ยฟัง ก็เพราะถ้าไม่อธิบายให้ชัดเจน ต่อไปเขาก็จะออกจากบ้านได้ลำบาก และพอหาเงินกลับบ้านมาได้ ก็ยังต้องอธิบายอยู่ดี
ดังนั้น สู้รีบทำเสียแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า เมื่อต้องเผชิญหน้าก็พูดให้ชัดเจนไปเลย
"สมควรแล้วที่แกจะโดนแม่ด่า" หลี่ฟู่ก็โกรธกับการกระทำที่แปลกประหลาดของหลี่เหวินเจี๋ยเช่นกัน "กระดาษของคนพวกนั้นก็เอามาจากต่างถิ่นมาขายทั้งนั้น เขาก็ทำเพื่อหาเงิน แกไปซื้อมา เงินก็โดนคนอื่นหาไปแล้ว แกจะไปหาอะไรได้ ห้าหมื่นหยวนนะ พ่อทำงานหลายปียังหาไม่ได้ขนาดนั้นเลย แกกลับคิดจะเอาไปผลาญให้หมดในคราวเดียว"
"ก็ไม่ใช่เพราะคุณเหรอ ถ้าคุณดูแลให้เข้มงวดหน่อยก็คงไม่เป็นแบบนี้" จางฮุ่ยเริ่มต่อว่าหลี่ฟู่อย่างไม่สบอารมณ์เช่นกัน
"ฉัน...ฉันลงจากเตียงไม่ได้แบบนี้จะไปดูแลเขาได้ยังไง เขาออกจากบ้านไปตอนไหนฉันยังไม่รู้เลย" หลี่ฟู่พูดอย่างจนใจ
"พ่อครับ แม่ครับ พวกท่านจะรู้ได้ยังไงว่าผมจะขาดทุนแน่นอน ครั้งนี้ผมไม่ขาดทุนหรอกครับ ยังจะได้กำไรก้อนหนึ่งด้วยซ้ำ อย่าเพิ่งคิดเรื่องในแง่ร้ายได้ไหมครับ" หลี่เหวินเจี๋ยถอนหายใจแล้วพูด
"ปัญหาก็คือมันคิดในแง่ดีไม่ได้นี่สิ กระดาษพวกนั้นน่ะ พอพ้นเทศกาลสารทจีนไปแล้วก็ขายไม่ได้อีกเลย แกเข้าใจไหม"
"แต่ผมก็จะขายให้หมดในวันสารทจีนกับวันก่อนหน้านั้นให้ได้นี่ครับ แถมผมยังขึ้นราคาขายได้อีกด้วย" หลี่เหวินเจี๋ยอธิบาย
"หึ แกรับของมาจากคนอื่นแล้วยังจะคิดขึ้นราคาขายอีกเหรอ คนพวกนั้นเป็นพ่อค้าเจนสนาม เขาจะยอมให้แกได้กำไรเหรอ แกนี่ยังไม่ทันจะหัดเดินก็คิดจะหัดวิ่งแล้ว ทำไมถึงได้ประเมินตัวเองสูงขนาดนี้นะ" จางฮุ่ยพูดอย่างผิดหวัง
"ผมประเมินตัวเองสูงไปหรือเปล่า ถึงตอนนั้นก็รู้เองแหละครับ อย่างไรเสียตอนนี้มันก็ยังไม่ถึงเวลา เพราะฉะนั้นพวกท่านก็อย่าเพิ่งรีบด่าผม อย่าเพิ่งรีบสรุปเลย ถึงตอนนั้นถ้าผมขาดทุนจริงๆ พวกท่านจะด่าอีกทีก็ยังไม่สาย ยังไงผมก็ไม่หนีไปไหนหรอก" หลี่เหวินเจี๋ยเชิดคอพูด
พูดจบแล้ว หลี่เหวินเจี๋ยก็ไม่อธิบายอะไรมากอีก เพียงหันหลังแล้วเดินออกจากห้องนอนของพ่อแม่ กลับไปยังห้องเล็กๆ ของตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นคนที่หัวเราะเยาะหลี่เหวินเจี๋ย หรือคนที่ดูถูกเขา ท่าทีทั้งหมดต้องเปลี่ยนไปพร้อมเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในอีกสองวันต่อมา
สองวันนี้ หลี่เหวินเจี๋ยเฝ้าอยู่ที่โกดัง ไม่ได้ลากกระดาษไปขายที่ปากทางถนนฉีฝูอีก
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ธุรกิจของร้านค้าไม่กี่ร้านที่เหลือกักตุนกระดาษเงินกระดาษทองไว้จำนวนมากบนถนนฉีฝูก็ไม่ได้ดีอย่างที่คิด
เพราะคนที่ไปซื้อกระดาษ พอเปิดปากก็ขอราคาที่สองเหมาห้าหรือไม่ก็สองเหมาหกเลย ร้านค้าเหล่านั้นย่อมไม่ยอมอยู่แล้ว เพราะถ้ายอมล่ะก็คงจะขายให้หลี่เหวินเจี๋ยไปนานแล้ว
ส่วนชาวบ้านเหล่านั้นก็ยังคงมีความคาดหวังอยู่ในใจ พวกเขาตัดสินใจที่จะรอ หลายคนรู้ดีว่าหลี่เหวินเจี๋ยรับซื้อกระดาษมาเยอะมาก และไม่กี่วันก่อนเขาก็ขายในราคาต่ำ
ผู้คนเลยคิดว่าหลี่เหวินเจี๋ยอาจจะมีธุระติดขัดอยู่ เดี๋ยวเขาก็คงจะกลับมาขายในราคาถูกอีก
กระดาษเงินกระดาษทองเยอะขนาดนั้น คงไม่เก็บไว้แน่ จะต้องเทขายออกมาแน่นอน
ระหว่างการยื้อกันไปมาเช่นนี้ สองวันก็ผ่านไป
คืนวันนั้น ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไร ถนนฉีฝูกลับเกิดไฟไหม้ขึ้นมา
แสงไฟที่ลุกโชนส่องสว่างไปครึ่งอำเภอ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงต่างทุ่มเทกำลังทั้งหมด จนกระทั่งฟ้าสางถึงจะดับไฟได้
ไฟดับแล้วก็จริง แต่ถนนฉีฝูที่มีโครงสร้างเป็นไม้เป็นส่วนใหญ่แทบจะถูกเผาจนวอดวาย
พอได้ยินข่าวนี้ นอกจากจะรู้สึกเสียดายแล้ว ในที่สุดหัวใจที่แขวนอยู่ของหลี่เหวินเจี๋ยค่อยวางลงได้
ที่หลี่เหวินเจี๋ยต้องกว้านซื้อกระดาษเงินกระดาษทองมาเก็บไว้เยอะขนาดนั้น ก็เพราะในฐานะที่ย้อนเวลากลับมา เขาล่วงรู้ถึงเหตุการณ์นี้ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า
ในชาติก่อนนั้น กับเรื่องที่ถนนฉีฝูถูกไฟไหม้ คำอธิบายอย่างเป็นทางการคือไฟฟ้าลัดวงจร แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าจุดต้นเพลิงอยู่ที่ตำแหน่งไหน
ก็เพราะแบบนี้แหละ ถึงแม้ว่าหลี่เหวินเจี๋ยอยากจะช่วย อยากจะเตือนล่วงหน้า ก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดีเหมือนกัน