- หน้าแรก
- ก้าวแรกสู่บัลลังก์เจ้าสัว
- บทที่ 7 โดดตั๋วไปเมืองหลวง
บทที่ 7 โดดตั๋วไปเมืองหลวง
บทที่ 7 โดดตั๋วไปเมืองหลวง
"สวยแน่นอนครับ ไก่บ้านนอกเลี้ยงเองแท้ๆ ดูหัวนี่สิ ดูขนนี่สิ ตอนเช้ามันขันทีเสียงดังกังวานเลยนะครับ ลองดูสิครับ ถ้าสนใจจริงๆ คุณป้าให้ราคาเท่าไหร่ดี"
ในเมื่อไม่รู้ราคาตลาด หลี่เหวินเจี๋ยจึงโยนคำถามกลับไป แน่นอนว่าเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายกดราคาต่ำเกินไป เขาก็ต้องอวดสรรพคุณของไก่ไปก่อนชุดใหญ่
"ฮ่าๆ ยังไงก็ซื้อไปฆ่ากิน จะขันเพราะหรือไม่เพราะจะมีประโยชน์อะไร ขนจะสวยหรือไม่สวยยังไงก็ต้องถอนออกหมดอยู่ดี ตัวละสามหยวนแล้วกัน ถ้าขาย ฉันซื้อเอง" หญิงวัยสามสิบกว่าปีคนหนึ่งที่มุงดูอยู่เอ่ยขึ้นพลางหัวเราะ
พอเห็นการแต่งตัวก็รู้เลยว่าเป็นคนมีฐานะและค่อนข้างเนี้ยบ ทั้งผมดัด เสื้อเชิ้ตลายดอก กางเกงขาม้า และรองเท้าส้นสูง แต่ผู้หญิงประเภทนี้มักจะหัวใส ราคาที่เธอเสนอมา พอหลี่เหวินเจี๋ยได้ยินก็รู้ทันทีว่าจงใจกดราคา
หญิงขายของกินเล่นคนนั้นถูกแย่งพูด จึงรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
พวกเธอไม่ได้โง่ ดูออกว่าหลี่เหวินเจี๋ยกับหยวนเหว่ยไม่มีประสบการณ์ในการขายไก่ ดังนั้นใครๆ ก็อยากจะฉวยโอกาสนี้
"สามหยวนจะไปซื้อได้ยังไง ไก่สองตัวนี้ ตัวที่เล็กกว่าก็หนักไม่ต่ำกว่าสี่ชั่งแล้ว ฉันให้สามหยวนห้าเจี่ยว รวมสองตัวเป็นเจ็ดหยวน ขายให้ฉันเถอะ" หญิงขายของกินเล่นแขวะหญิงสาวทันสมัยคนนั้นเบาๆ ก่อนจะเสนอราคาที่สูงขึ้นมาหน่อย
"ฮ่าๆ คุณป้าทั้งสองครับ สามหยวนกว่าๆ จะซื้อไก่ดีๆ แบบนี้ได้ยังไง อย่าคิดว่าพวกผมไม่รู้อะไรนะครับ ปกติผมก็ไปขายไก่กับผู้ใหญ่ที่ตลาดนัดบ่อยๆ วันนี้พอดีผู้ใหญ่ติดธุระ เลยให้พวกผมมาขายแทน ถ้าอยากได้จริงๆ ก็ให้ราคาที่สมน้ำสมเนื้อหน่อยสิครับ" หลี่เหวินเจี๋ยพูดจาฉะฉานเหมือนคนเจนสนาม
การแสดงของหลี่เหวินเจี๋ยนั้นแนบเนียนทีเดียว ก่อนจะย้อนเวลากลับมาเขาก็ทำธุรกิจมาก่อน เรื่องการพูดจาโน้มน้าวแบบนี้ถึงจะไม่เรียกว่าช่ำชอง แต่ก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี
ส่วนหยวนเหว่ยนั้นตรงกันข้าม เขามองหลี่เหวินเจี๋ยด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจว่าเพื่อนของตนเคยตามผู้ใหญ่ไปขายไก่ที่ตลาดนัดตั้งแต่เมื่อไหร่
หลี่เหวินเจี๋ยสังเกตเห็นท่าทีของหยวนเหว่ย จึงแอบเหยียบเท้าเขาเบาๆ แล้วเบียดตัวไปบังไว้
"พ่อหนุ่มคนนี้ดูท่าจะเป็นมือเก๋าจากตลาดนัดจริงๆ นะ ฉันเพิ่มให้อีกหนึ่งหยวน แต่ขอซื้อแค่ตัวเดียวนะ ที่บ้านไม่มีที่เลี้ยงเยอะ" ชายคนที่ทักทายคนแรกโยนก้นบุหรี่ลงพื้นแล้วใช้เท้าขยี้
ชายคนนี้ดูเหมือนจะเป็นข้าราชการ สวมชุดจงซานสีน้ำเงินเข้ม ที่กระเป๋าเสื้อตรงหน้าอกยังมีปากกาหมึกซึมเหน็บอยู่ด้ามหนึ่ง
ชายคนนี้พอเปิดปากก็เพิ่มราคาเป็นสี่หยวนห้าเจี่ยวทันที ทำให้หญิงสองคนนั้นมองค้อนใส่
(มีเงินเยอะจนไม่รู้จะเอาไปใช้ที่ไหนหรือไง ซื้อของไม่เป็นก็อย่ามาปากดี ขวางทางทำมาหากินของฉันจริง!)
"คุณลุงครับ สี่หยวนห้าเจี่ยวยังต่ำไปหน่อยนะครับ ถ้าคุณลุงอยากได้จริงๆ เพิ่มอีกนิดเถอะครับ อีกอย่างคุณลุงก็ซื้อแค่ตัวเดียว ถ้าคุณลุงเอาไปตัวหนึ่ง อีกตัวของพวกผมก็จะขายยากนะครับ" หลี่เหวินเจี๋ยลองหยั่งเชิงต่อรองราคา
ถึงแม้ไก่จะเป็นของบ้านหยวนเหว่ย แต่ตอนนี้เขากลับถูกกันออกไปอยู่วงนอก ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรเลย ได้แต่ยืนดูหลี่เหวินเจี๋ยแสดงฝีมืออยู่ข้างๆ
"งั้นก็ห้าหยวนแล้วกัน มากกว่านี้ไม่ได้แล้วนะ ถ้าแพงกว่านี้ฉันไม่เอา" ชายคนนั้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
"คุณป้าทั้งสองล่ะครับว่ายังไง ถ้าอยากได้จริงๆ ก็ให้ราคาที่จริงใจหน่อยสิครับ" หลี่เหวินเจี๋ยไม่ได้ตอบชายคนนั้นทันที แต่หันไปถามหญิงสองคนนั้นแทน
หลี่เหวินเจี๋ยไม่รู้ราคาไก่ เขาเลยตั้งใจจะดูปฏิกิริยาของผู้หญิงสองคนนั้น เพื่อใช้ตัดสินว่าราคานี้เหมาะสมหรือไม่ และยังมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่
นี่ก็เหมือนกับการประมูล ชี้นำให้เกิดการแข่งขันเพื่อเพิ่มราคา
"ห้าหยวนเหรอ ฉันว่าพอเถอะ ราคานี้มันสูงไปแล้ว วันจัดตลาดนัด ไก่แบบนี้มีให้เลือกเยอะแยะ" หญิงขายของกินเล่นคนนั้นเบ้ปากพูด
"ในเมื่อพวกเธอต่างก็ว่าราคานี้แพง งั้นก็ขายให้ฉันทั้งสองตัวเลยแล้วกัน ฉันให้สิบหยวนห้าเจี่ยว ถ้าได้ก็ใส่กระสอบให้ฉันเลย ถ้าไม่ได้ก็แล้วไป" หญิงสาวทันสมัยคนนั้นมองซ้ายมองขวา แล้วยิ้มที่มุมปาก
ชายคนนั้นบอกไปแล้วว่าจะให้มากสุดแค่ตัวละห้าหยวน ในฐานะลูกผู้ชายพูดคำไหนคำนั้น คงไม่กลับคำพูด ส่วนหญิงขายของกินเล่นคนนั้นยังรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
"ไก่สองตัวของเด็กพวกนี้ขายราคานี้ไม่ได้หรอก อย่ามาเพิ่มราคามั่วซั่วเลย ตัวละห้าหยวนก็แพงพอแล้ว"
"คุณป้าครับ มาเลย ขายให้คุณครับ หยวนเหว่ย เอาไก่ใส่กระสอบ" หลี่เหวินเจี๋ยเห็นท่าทีแบบนั้น ก็รีบตัดสินใจทันที
"ได้เลย รีบใส่ให้ดีนะ มัดปากถุงให้แน่นหน่อย อย่าให้มันหลุดออกมาได้ล่ะ เดี๋ยวฉันเอาเงินให้" หญิงสาวทันสมัยพอได้ยินว่าเด็กหนุ่มขายไก่ให้ตน ไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกว่าเสียเปรียบ แต่ยังกลัวว่าพวกเขาจะเปลี่ยนใจเสียอีก
พอได้เงินสิบหยวนห้าเจี่ยวจากการขายไก่ หลี่เหวินเจี๋ยกับหยวนเหว่ยก็ใช้เงินห้าเจี่ยวนั้นซื้อซาลาเปาสองสามลูก ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องพักผู้โดยสารของสถานีรถไฟ
"หลี่เหวินเจี๋ย นายเคยขายไก่จริงๆ เหรอ ฉันนึกว่าไก่สองตัวจะขายได้แค่เจ็ดแปดหยวนซะอีก" หยวนเหว่ยกินซาลาเปาไปพลางถามด้วยความสงสัย
"จะเคยขายได้ยังไงกัน ที่บ้านฉันมีไก่ที่ไหนให้ขายเล่า ก็ต้องแกล้งทำเป็นรู้เรื่องสิ ที่สำคัญคือพวกเราไม่มีเวลาจะเสียแล้ว ไม่อย่างนั้นนะ ขายสิบสองหยวนก็คงไม่มีปัญหา" หลี่เหวินเจี๋ยกินซาลาเปาไปคำหนึ่งแล้วพูดอย่างหงุดหงิด
ราคาประเมินสิบสองหยวนของหลี่เหวินเจี๋ยมาจากการประมวลผลปฏิกิริยาของคนทั้งสาม แต่ก็อย่างที่เขาพูด การจะได้ราคานั้นต้องใช้เวลาต่อรอง แต่น่าเสียดายที่รถไฟใกล้จะมาแล้ว
"หลี่เหวินเจี๋ย นี่พวกเราจะนั่งรถไฟไปไหนกัน" หยวนเหว่ยมองดูผู้โดยสารในห้องพักผู้โดยสารที่ดูเรียบง่ายแล้วถามด้วยความสงสัย
"ฉันจะพานายไปเมืองหลวง พวกเราจะไปรับของมาขาย" หลี่เหวินเจี๋ยยัดแป้งซาลาเปาชิ้นสุดท้ายเข้าปาก แล้วตบมือพูด
"เมืองหลวงเหรอ ฉัน...ฉันยังไม่เคยเข้าตัวเมืองเลยนะ พวกเราจะไปเมืองหลวงกันเนี่ยนะ นายรู้จักทางเหรอ ไม่ใช่ไปแล้วกลับมาไม่ได้นะ"
พอได้ยินว่าจะไปเมืองหลวง หยวนเหว่ยก็ตกใจ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกกังวลอยู่บ้าง
"วางใจเถอะ ตามฉันมา ฉันรับรองว่านายจะไม่หลง ตอนขึ้นรถไฟอีกสักครู่ นายเดินตามผู้ชายคนนั้นไป ส่วนฉันตามผู้หญิงคนนั้นไป จำไว้นะ ตามให้ติดๆ ต้องทำตัวเหมือนเป็นลูกชายของเขาเลย เข้าใจไหม"
หลี่เหวินเจี๋ยตบหน้าอกแสดงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม คนสองคนที่เขาชี้อายุประมาณสี่สิบกว่าปีและมีสัมภาระมาด้วยไม่น้อย
เพื่อประหยัดเงิน หลี่เหวินเจี๋ยไม่ได้ตั้งใจจะซื้อตั๋วรถไฟ อย่างไรเสียรถไฟสมัยนี้ก็ไม่ได้ตรวจตั๋วเข้มงวดนัก และพวกเขาสองคนก็ยังดูเป็นเด็ก พอถึงตอนนั้นคนอื่นก็จะคิดว่าพวกเขาเป็นลูกของคนสองคนนั้น สุดท้ายจะเนียนเข้าไปได้
ขอแค่เข้าไปในสถานีได้ก็ง่ายแล้ว บนรถไฟปกติไม่ค่อยตรวจตั๋ว ต่อให้ตรวจก็สามารถแอบในห้องน้ำหรือใต้ที่นั่งเพื่อหลบเลี่ยงได้
พอรถไฟใกล้จะมาถึง ผู้โดยสารต่างเบียดเสียดกันอยู่ที่ทางเข้าสถานี หยวนเหว่ยดูหวาดกลัวและกังวล ส่วนหลี่เหวินเจี๋ยกลับดูสงบ
"ใจเย็นๆ อย่ากลัวเลยน่า ต่อให้โดนจับได้ ก็ไม่มีใครทำอะไรนายหรอก วางใจได้" หลี่เหวินเจี๋ยให้กำลังใจหยวนเหว่ย
พอพนักงานตรวจตั๋วเปิดประตูเหล็ก หลี่เหวินเจี๋ยก็ก้มหน้าเดินตามหลังกระเป๋าเดินทางของผู้หญิงคนนั้นแล้วเบียดเข้าไป
พอเห็นว่าหลี่เหวินเจี๋ยทำได้ หยวนเหว่ยก็ใจกล้าขึ้นมาบ้าง เขาเลียนแบบท่าทางของเพื่อน ก้มหน้าแล้วเบียดเข้าไปข้างใน