- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษจอมปลอมแห่งราชวงศ์หมิง
- 359 - การพบหน้ากับฮัวตัง (ปลาย)
359 - การพบหน้ากับฮัวตัง (ปลาย)
359 - การพบหน้ากับฮัวตัง (ปลาย)
359 - การพบหน้ากับฮัวตัง (ปลาย)
ขบวนพิธีของขุนนางพิเศษฉินฉานเพิ่งออกจากเมืองเหลียวหยางได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ก็มีม้าควบฉับไวหลายตัวออกจากเมือง มุ่งหน้าไปยังทิศทางต่างๆ
ชายแดนเป็นดินแดนแห่งความวุ่นวาย และในยุคแห่งความวุ่นวาย สิ่งที่ถือเป็นหลักมีเพียงพลัง ทุกกฎเกณฑ์และหลักฐานล้วนขึ้นอยู่กับคำกล่าวของผู้แข็งแกร่งที่สุด เขาว่าตั่วเอี้ยนบุกรุก นั่นก็แปลว่าตั่วเอี้ยนบุกรุก เขาว่าขุนนางพิเศษต้าหมิงตายท่ามกลางกลียุค นั่นก็แปลว่าขุนนางพิเศษต้องตายในกลียุค
เว่ยแห่งเสิ่นหยาง เว่ยแห่งไค่โจว เว่ยแห่งฝู่โจว และเว่ยอื่นๆ ล้วนได้รับคำสั่งทหารจากหลี่เกาอย่างรวดเร็ว
กองทัพต้าหมิงในแผ่นดินเหลียวตงก็พลันตกอยู่ในความวุ่นวาย ค่ายทหารเต็มไปด้วยเสียงโกลาหล ผู้บัญชาการนายกองเรียกพล ดาบเกาทัณฑ์ถูกนำออกจากคลัง ศึกม้าแผดเสียงร้อง
เหล่าทหารแห่งเหลียวตงนับหมื่น เริ่มเคลื่อนพลตามคำสั่งเพียงคำเดียวของหลี่เกา สิ่งที่พวกเขากำลังจะกระทำ เป็นการละเมิดกฎหมายอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการที่รู้เรื่อง หรือผู้บัญชาการที่ยังไม่รู้ ก็ล้วนต้องปฏิบัติตามคำสั่งของหลี่เกา
ในเวลาเพียงไม่กี่วัน เหล่าทหารจากเว่ยทั้งสี่ก็รวมพลเสร็จสิ้น ค่ายทหารทอดยาวเป็นลี้ ดาบหลุดจากฝัก เกาทัณฑ์ขึ้นสาย กลิ่นอายสังหารพุ่งทะลุฟากฟ้า
ในเวลาเดียวกัน ม้าด่วนตัวหนึ่งก็กำลังควบทะยานพาฎีกาของหลี่เกามุ่งตรงสู่เมืองหลวงอย่างเร่งด่วน
ในฎีกานั้น หลี่เกาได้บรรยายสถานการณ์ชายแดนว่าเข้าขั้นอันตรายอย่างยิ่ง กล่าวว่าฝ่ายตั่วเอี้ยนมีใจคิดทรยศต่อต้าหมิงมาช้านาน บัดนี้รวบรวมกองทัพม้าหนึ่งหมื่นเคลื่อนไปทางใต้ข้ามแม่น้ำซีลามู่หลุนอย่างน่าสงสัย
ผู้บัญชาการเหลียวตงหลี่เกาตรวจพบความเคลื่อนไหวของตั่วเอี้ยนทั้งซานเว่ยผิดปกติ ขณะที่ขุนนางพิเศษฉินฉานก็ออกเดินทางไปตรวจราชการทางเหนือ หลี่เกาจึงเกรงว่าขุนนางพิเศษจะตกอยู่ในอันตราย จึงได้สั่งระดมทัพเหลียวตงทั้งหมดไปยังฝั่งแม่น้ำซีลามู่หลุนเพื่อทำการโจมตี
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักต้าหมิงกับตั่วเอี้ยนซานเว่ยล้วนวนเวียนอยู่ในวงจรของการรบแล้วสงบ สงบแล้วรบ หากอยู่ดีๆ เริ่มสงบสุขขึ้นมาบ้าง ฝ่ายตั่วเอี้ยนก็มักจะก่อกบฏอีก ราชสำนักจึงต้องส่งทัพลงโทษอย่างรุนแรง
พอโดนอัดหนักเข้า ฝ่ายตั่วเอี้ยนก็จะรีบส่งฎีกามาขออภัย แสดงความจงรักภักดีอย่างสุดซึ้ง พร้อมเอ่ยวาจาเลี่ยนจนฟังไม่ไหวว่า “ฮ่องเต้ต้าหมิงคือเจ้าผู้เมตตา ข้าน้อยขอถวายชีวิตรับใช้เป็นข้าทาสชั่วนิรันดร์ ความสุขของต้าหมิงคือความสุขสูงสุดของตั่วเอี้ยน”
ทันทีที่ฎีกาอ่อนน้อมนั้นเดินทางถึงเมืองหลวง เหล่าขุนนางที่ยึดหลักคุณธรรมแบบลัทธิขงจื้อก็จะประชุมหารือกันครู่หนึ่ง แล้วเปลี่ยนสถานะของตั่วเอี้ยนจากศัตรูเป็นบ่าวภักดีอีกรอบ ไม่กี่ปีต่อมา ตั่วเอี้ยนก็ก่อกบฏอีก วนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบ
ราชสำนักเริ่มเบื่อหน่าย และก็เริ่มหมดความอดทนกับพวกตั่วเอี้ยนเช่นกัน
ดังนั้นหลี่เกาจึงมั่นใจอย่างยิ่งในฎีกาของตนเอง ตั้งแต่สถาปนาราชวงศ์ต้าหมิงเป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นสงครามชนะหรือแพ้ ราชสำนักก็ไม่เคยยอมถอย นี่คือยุคที่ดื้อรั้นที่สุดในประวัติศาสตร์
สิ่งที่เคยเป็นยุทธศาสตร์ทางการทูตตามปกติในสมัยถังและซ่ง อย่างเช่นการแต่งงานผูกสัมพันธ์ การยอมสวามิภักดิ์ การส่งเครื่องบรรณาการ การสละแผ่นดิน ล้วนไม่มีทางเป็นจริงได้ในราชสำนักต้าหมิง
ผู้ใดบังอาจเสนอแนวทางเหล่านี้ ก็จะถูกเหล่าขุนนางในราชสำนักประณามจนเละไม่เหลือชิ้นดี เส้นทางการเมืองพังทลาย ต้องกลับบ้านเกิดไปใช้ชีวิตอย่างไร้เกียรติ ท่ามกลางสายตาดูแคลนของผู้คน
ตั่วเอี้ยนซานเว่ยเป็นชนต่างเผ่า ทุกครั้งที่ต้าหมิงประสบการรุกรานจากเผ่าต่างๆ ก็จะยกทัพออกไปสู้แบบไม่เกรงกลัวต่อความเสียหาย ในราชสำนัก ขุนนางไม่กี่คนประชุมกันแค่เล็กน้อย เรื่องนี้ก็สามารถยกระดับเป็นสงครามระหว่างอาณาจักรได้อย่างง่ายดาย
เมื่อทั้งราชสำนักและราษฎรต่างก็พร้อมลุกขึ้นรบ ขุนนางพิเศษคนหนึ่งที่ติดอยู่หลังแนวศัตรูจะเป็นหรือตาย ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก ขุนนางชายแดนยังสามารถพลีชีพเพื่อชาติได้ แล้วขุนนางพิเศษจะตายไม่ได้เชียวหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น ในราชสำนักยังมีหลิวกงกงผู้เพิ่งรวบอำนาจอยู่ในมือ ที่กำลังรอโอกาสจะสะบัดลมเรียกฝนอยู่ทุกเวลา ผู้นี้วันๆ สวดมนต์อธิษฐานในวัง ขอให้ฉินฉานผู้นั้นตายอนาถในแผ่นดินเหลียวตง ฎีกาของหลี่เกาที่ส่งมาในยามนี้ จึงถือเป็นโอกาสเหมาะยิ่ง หลิวกงจะไม่ฉวยใช้ได้อย่างไร?
ส่วนหลักฐานว่าตั่วเอี้ยนรุกรานก่อนนั้นหรือ? เมื่อผู้บัญชาการใหญ่หลี่กล่าวว่ามี ก็แปลว่าต้องมีแน่นอน!
นอกด่านเริ่มหนาวเย็นลงเรื่อยๆ
หลังออกจากเมืองเหลียวหยาง ลมหนาวเหน็บจากแผ่นดินทางเหนือก็ยิ่งพัดแรงและเย็นเฉียบ ทั้งที่ยังไม่เข้าฤดูเหมันต์ อุณหภูมิก็ลดลงต่ำมากแล้ว ต่ำเสียจนคนใต้เช่นฉินฉานแทบจะทนไม่ไหว
ยิ่งกว่านั้นคือ นอกด่านนั้นไม่มีถนนหลวงให้เดินทัพ เส้นทางที่ใช้เดินทางล้วนเป็นทางแคบคดเคี้ยวราวลำไส้แพะ ด้วยเหตุนี้ ฉินฉานจึงไม่มีโอกาสได้นั่งในรถม้าอย่างสบายๆ ผิงถ่านดื่มชาอุ่นๆ ได้เลย ต้องขี่ม้าไปเหมือนกับทหารคนอื่นๆ
ลมหนาวพัดมาแรง น้ำมูกก็ไหลย้อยลงช้าๆ พอสูดแรงๆ น้ำมูกก็ย้อนกลับเข้าไปอีก หากหายใจออกเร็วเกินไป บางครั้งก็จะพ่นฟองน้ำมูกใสๆ ขนาดใหญ่พองฟูใต้รูจมูก แล้วแตกกระจายราวพลุไฟ สวยงามอย่างน่าสลด
นี่แหละ “น้ำมูกแห่งความหรูหรา” อย่างแท้จริง ภาพลักษณ์เละเทะจนทำให้ใจขุ่นมัว ฉินฉานถึงกับอยากฆ่าคนขึ้นมา
ติงซุ่นเห็นนายเก่าของตนมีอารมณ์ไม่ดี จึงไปเรียกทหารไม่กี่นายที่ยิงเกาทัณฑ์เก่งจากขบวนพิธีมา ชั่วอึดใจหลังพายุลูกเกาทัณฑ์ที่ทำลายสมดุลธรรมชาติ ฉินฉานก็มีหนังตัวมิ้งหลายผืนปรากฏอยู่ตรงหน้า หนังมิ้งเหล่านั้นยังไม่ผ่านการฟอก ส่งกลิ่นเหม็นน่าสะอิดสะเอียนออกมา ทำให้ใจฉินฉานยิ่งหม่นมัวกว่าเดิม
ฉินฉานไม่เคยปฏิเสธคำยกยอ เพราะเรื่องน่ายินดีเช่นนี้ ยิ่งมากยิ่งดี ทว่าบางครั้งลูกน้องก็โง่เกินไป มักจะลูบหลังม้าแต่ไปโดนขาเข้า นี่ก็ทำให้โมโหได้เหมือนกัน
ขุนนางพิเศษแห่งราชสำนักต้าหมิงทั้งคน กลับต้องห่มหนังตัวมิ้งเปื้อนเลือดออกตรวจราชการอย่างโอ้อวดแบบนี้... แบบนี้มันใช่สิ่งที่คนปกติเขาทำกันหรือ?
สั่นเทิ้มตลอดทางขณะเดินทัพขึ้นเหนือ หลังผ่านไปห้าวัน ขบวนพิธีเดินทางถึงริมฝั่งแม่น้ำซีลามู่หลุน
แม้จะยังห่างจากต้าหนิงเว่ยอีกหลายร้อยลี้ แต่กำหนดสิบวันที่ฮัวตังนัดไว้ก็ล่วงเลยมาแล้วครึ่งหนึ่ง ระหว่างที่เส้นทางเร่งรีบคับขัน สายลับองค์รักษ์เสื้อแพรจากแนวหลังกลับส่งข่าวร้ายมาถึง
หลี่เกาได้นำทัพจากสี่เว่ยเคลื่อนพลขึ้นเหนือ ตามรายงานของสายลับที่เม่าปินวางไว้ในกองทัพเหลียวตงตั้งแต่เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ระบุว่าหลี่เกาได้ยื่นฎีกาถึงราชสำนัก กล่าวหาว่าเผ่าตั่วเอี้ยนก่อกบฏบุกรุกชายแดน และจวนการทหารเหลียวตงหวั่นเกรงว่าขุนนางพิเศษจะได้รับอันตราย จึงนำทัพออกตี
ในฎีกาที่ส่งไปยังเมืองหลวง ไม่ได้มีเพียงลายมือของหลี่เกาเท่านั้น ยังรวมถึงผู้ว่าราชการเหลียวหยาง จางอวี้ ขันทีผู้ดูแลเขตเหลียวตง เหรินเหลียง รวมถึงผู้บัญชาการระดับสูงใต้บังคับบัญชาอย่างฉุยเจี้ยน หวังสี่ และลู่ซวินอีกด้วย
น่ากล่าวถึงเป็นพิเศษคือ เหตุการณ์ที่ใช้แผนหลอกเชิญทหารมองโกลสามร้อยนายของตั่วเอี้ยนไปเลี้ยง จากนั้นจึงสังหารหมู่จนหมด ตัวการที่ลงมือจริงกลับเป็นฉุยเจี้ยนและพรรคพวกสามคนนั้นนั่นเอง
เมื่อได้ยินข่าวนี้ ใบหน้าของฉินฉานก็กระตุกเล็กน้อย สีหน้ามืดมนเงียบงัน
หลิวผิงกุ้ยพูดไม่ผิด คนของจวนการทหารเหลียวตงไม่มีใครดีเลยจริงๆ
ติงซุ่นนิ่งอึ้งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะโกรธจนปะทุออกมา "ท่านผู้บัญชาการ! ไอ้หลี่เกานี่มันคิดจะตัดทางหนีของเราจริงๆ มันกำลังคิดก่อกบฏอย่างเปิดเผยแล้ว!"
ฉินฉานกล่าวเย็นชา "ใครบอกว่ามันก่อกบฏ? ตั่วเอี้ยนบุกรุก ชายแดนเหลียวตงส่งทัพออกไปปราบ ก็สมควรยิ่งนัก หากในกลียุคขุนนางพิเศษบาดเจ็บหรือตาย ราชสำนักก็โทษมันไม่ได้อยู่ดี หลังเหตุการณ์แค่ส่งหัวชนเผ่าตั่วเอี้ยนสองสามร้อยหัว พร้อมซากศพของข้ากลับเมืองหลวง แล้วร่ำไห้ปานขาดใจ พูดสักสองสามประโยคว่า ‘ข้าช่วยไม่ทัน ขุนนางพิเศษตายก่อนวัยอันควร ข้าสมควรตายหมื่นครั้ง’ แล้วอย่างนี้ เจ้าคิดว่าขุนนางคนไหนในราชสำนักจะมีใจตำหนิมันได้อีก?"
ติงซุ่นนิ่งอึ้งไป พอผ่านไปครู่หนึ่งก็ระเบิดเสียงขึ้น "แต่...แต่นั่นมันเรื่องโกหก!"
"เมื่อไม่มีหลักฐานมาหักล้าง คำโกหกก็กลายเป็นความจริง!"
แม้ในสายลมหนาวเย็นเฉียบ ตรงขมับของติงซุ่นก็ยังมีเหงื่อซึมออกมา สีหน้าหวาดหวั่นเอ่ยว่า "ท่านผู้บัญชาการ...หลี่เกาตัดทางถอยของเราแล้ว หากตอนนี้จะส่งคนกลับไปเมืองหลวงแจ้งข่าว เกรงว่าคงไม่ทันการณ์แล้ว ต่อจากนี้เราจะทำอย่างไร?"
ฉินฉานตอบอย่างไม่เร่งรีบว่า "ตั้งแต่เหยียบแผ่นดินเหลียวตง ข้าก็รู้ดีว่าเราไม่มีทางถอยอีกแล้ว เจ้ายังไม่เข้าใจสถานการณ์อีกหรือ? ตอนนี้กำลังรบของเรากับหลี่เกาห่างกันมาก หากหันกลับไปสู้ โอกาสชนะน้อยเต็มที จะส่งคนกลับเมืองหลวงก็แทบเป็นไปไม่ได้ หลี่เกาเชี่ยวชาญในการศึก เกรงว่าเขาคงวางกำลังซุ่มรอไว้บนทุกเส้นทางที่เข้าสู่เมืองหลวงแล้ว ข่าวสารจะไม่มีทางถูกส่งกลับ ตอนนี้สิ่งที่เราทำได้ มีเพียงเร่งเดินทางขึ้นเหนือ รีบไปพบฮัวตังโดยเร็วที่สุด"
"พบฮัวตังแล้วจะพลิกสถานการณ์ได้อย่างนั้นหรือ?"
"เมื่อร้อยปีก่อน ฮ่องเต้เฉิงจู่ยกทัพในการศึกชิงราชสมบัติ ยังเคยอาศัยทหารม้าตั่วเอี้ยนเพียงสามพัน ยึดครองใต้หล้าได้ทั้งแผ่นดิน ข้ารู้ว่าปัจจุบันตั่วเอี้ยนอ่อนแอลงมากแล้ว แต่ข้าไม่ได้คิดจะยึดทั้งใต้หล้า ขอแค่ล้างผลาญหลี่เกาทั้งหมดในเหลียวตง ก็คงไม่ใช่เรื่องยาก"
ติงซุ่นถอนใจอย่างหมดหนทาง "ปัญหาก็ย้อนกลับมาอีก ฮัวตังเกลียดชาวฮั่นเข้ากระดูก ตั้งใจจะร่วมมือกับฮัวไซยกทัพถล่มต้าหมิง เขาจะยอมให้ท่านผู้บัญชาการยืมทัพหรือ?"
"เรื่องบางอย่างต้องเจรจาก่อน ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะตอบตกลงหรือไม่ ถ้าสุดท้ายยังไม่ยอมจริงๆ แล้วถึงคราวจนตรอก..." ฉินฉานเงยหน้ามองฟ้า สีหน้าเศร้าหมอง "จนตรอก ข้าก็คงต้องพลีร่างเพื่อราชสำนัก...ทำให้ลูกสาวเขาท้องให้ได้เสียก่อน..."
ติงซุ่นอึ้งงันไปชั่วครู่ จากนั้นแววตาก็ฉายแววเคารพยกย่องออกมาเล็กน้อย "ท่านผู้บัญชาการเพื่อราชสำนักต้าหมิง ท่านช่าง...ช่าง..."
"หุบปาก! คำพูดของเจ้าข้าสักคำก็ไม่อยากฟัง!"
ฉินฉานไม่มีทางถอย เช่นเดียวกัน หลี่เกาก็ไม่มีทางถอย ทุกคนต่างเข้าใจดี ตั้งแต่วันที่ฉินฉานเหยียบย่างลงบนผืนดินเหลียวตง ก็ได้กลายเป็นสถานการณ์ที่ไม่ตายก็ต้องอยู่ ทั้งอุบายลับและอุบายเปิด ต่างก็มีเป้าหมายเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามตาย ส่วนตนรอด
…
ในวันที่เก้า หลังออกจากเหลียวหยาง กองทัพแปดพันนายที่หอบหายใจเหนื่อยล้า ในที่สุดก็เดินทางถึงเมืองต้าหนิงทันเวลาในยามรุ่งสาง
ดวงอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า เปล่งรัศมีอบอุ่นลงมา เมืองต้าหนิงซึ่งเป็นเมืองโดดเดี่ยวในดินแดนชายแดนภายใต้แสงอรุณเรืองรองออกมาดุจทองคำแสนวิเศษ ประหนึ่งว่าเป็นโลกอีกใบหนึ่งที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ข้องแวะกับผู้ใด
ห่างจากเมืองราวยี่สิบลี้ ก็มีทหารม้าชาวมองโกลปรากฏตัวขี่ตามมาอยู่ข้างหน้าข้างหลังสักพัก จากนั้นก็ตะโกนร้องแล้วควบม้าเดี่ยวพุ่งตรงไปยังกลุ่มกระโจมสีขาวที่ตั้งอยู่นอกเมือง ส่งข่าวและวิ่งกลับไปกลับมาอย่างไม่หยุดหย่อน
ไม่นานนัก กองทหารม้าตั่วเอี้ยนกลุ่มหนึ่งก็ควบม้าพุ่งตรงเข้ามาทางขบวนพิธี ทหารฝ่ายพิธีก็มีนายทหารคุมกองครึ่งร้อยควบม้าออกไปต้อนรับเช่นกัน
การสื่อสารไม่ใช่อุปสรรค ธงมังกรเหลืองกลมที่ตั้งอยู่ด้านหน้าขบวนพิธีได้เปิดเผยตัวตนของฉินฉานอย่างชัดเจนแล้ว
ฉินฉานควบม้ามาด้านหน้าของกองทัพ จ้องมองบุรุษชาวมองโกลวัยกลางคนที่ขี่ม้าตรงเข้ามาเงียบๆ ในใจอดไม่ได้ที่จะมีความคิดดูถูกเล็กน้อย
คนผู้นี้น่าจะเป็นหัวหน้าของเผ่าตั่วเอี้ยนชื่อฮัวตัง หน้าตาอัปลักษณ์เช่นนี้ กลับให้กำเนิดธิดาที่งดงามเยี่ยงเทพธิดา ช่างน่าสงสัยนักว่ามีเรื่องใดแอบแฝงอยู่หรือไม่ ท้ายที่สุดก็เคยได้ยินมาว่าความสัมพันธ์ภายในเผ่ามองโกลนั้นยุ่งเหยิงไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นแม่เลี้ยง พี่สะใภ้ หรือน้องสะใภ้ ตราบใดที่บุรุษในบ้านสิ้นชีวิต ญาติสายตรงในตระกูลก็สามารถรับพวกนางมาอยู่ด้วยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
หากมองจากมุมมองทางพันธุกรรมแล้ว การกระทำเช่นนี้ย่อมมีข้อเสียมากมายแน่นอน แม้จะมีตัวอย่างของการกลายพันธุ์อย่างธาน่า แต่ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นผลลัพธ์ที่ผิดเพี้ยนเหมือนผลไม้เน่าผิดรูป เช่นเดียวกับฮัวตังตรงหน้า... เสื้อคลุมลายกิเลนสีแดงเพลิงภายใต้แสงอรุณบนทุ่งหญ้ายิ่งขับให้เขาดูสง่างามมีอำนาจ ฮัวตังจ้องมองฉินฉานอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พลิกตัวลงจากหลังม้า ค้อมกาย วางมือข้างหนึ่งแนบหน้าอก
“ฟ้าที่ยิ่งใหญ่และไม่มีสิ่งใดเกินจะหยั่งถึงได้นำพาข่าวดีมายังทุ่งหญ้า หลังจากเวลาผ่านไปยี่สิบกว่าปี ตั่วเอี้ยนสามเว่ยก็ได้รับแสงแห่งความเมตตาจากฮ่องเต้ต้าหมิงอีกครั้ง ฮัวตัง ตู้ตู้ถ่งจื้อแห่งตั่วเอี้ยนเว่ย ขอน้อมคำนับทูตสวรรค์จากต้าหมิง ทุ่งหญ้าขอต้อนรับแขกผู้มาเยือนจากแดนไกล”
………………