- หน้าแรก
- คู่มือตำราอสูร: ฉบับเริ่มต้นจากศูนย์
- บทที่ 1600 —1610
บทที่ 1600 —1610
บทที่ 1600 —1610
บทที่ 1600 —1601: พลังแห่งพันธะเพิ่มขึ้นแล้วเหรอ? (สองตอนรวมกัน)
จบสิ้นกัน รางวัลนี้คงจะรับไม่ได้เสียแล้วล่ะ… เฉียวซางในใจก็พลันห่อเหี่ยวลงอย่างช่วยไม่ได้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ”
พูดจบ ก็วางสายไป
และในตอนนั้นเอง มือถือก็สั่นขึ้นมาหนึ่งครั้ง มีข้อความแจ้งเตือนส่งเข้ามาว่า
[ถึงผู้เข้าแข่งขันถิงเป่าที่เคารพ ขอแสดงความยินดีที่คุณได้รับรางวัลที่หนึ่งในการแข่งขันอิสระเก็บคะแนนสัตว์อสูรในครั้งนี้ กรุณานำกำไลข้อมือระบุตัวตนของคุณมาที่ศูนย์แลกของรางวัลการแข่งขัน เลขที่ 101 ถนนฉวนอี ภายในเจ็ดวันตามปฏิทินเพื่อแลกของรางวัล หากเกินกำหนด จะถือว่าสละสิทธิ์]
บนดาวนภาเพลิงนั้นมีการแข่งขันอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ทั้งการแข่งขันใหญ่และเล็ก ในจำนวนนั้นก็มีการแข่งขันที่จัดโดยองค์กรของเหล่าสัตว์อสูรอยู่ไม่น้อย
การแข่งขันที่สัตว์อสูรจัดขึ้น ถ้าอยากจะให้ดูเป็นทางการและน่าเชื่อถือ ก็ต้องมีการลงทะเบียนให้เรียบร้อย ซึ่งขั้นตอนต่างๆ ก็ต้องอาศัยให้มนุษย์ช่วยดำเนินการให้
การแข่งขันจำนวนไม่น้อยไม่มีสนามที่แน่นอน และไม่มีพิธีมอบรางวัลในสถานที่จัดงาน ในตอนนั้นก็จำเป็นต้องมีแพลตฟอร์มรับรางวัลที่เป็นทางการและน่าเชื่อถือสำหรับผู้ฝึกสัตว์อสูรและสัตว์อสูร
ดังนั้นศูนย์แลกของรางวัลการแข่งขันจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา
ศูนย์แลกของรางวัลการแข่งขันแห่งนี้ มีไว้สำหรับให้ผู้ชนะในการแข่งขันขนาดกลางและเล็กที่ไม่มีสนามที่แน่นอนโดยเฉพาะ
มิเคลล่าเห็นสีหน้าของเฉียวซางไม่ค่อยสู้ดีนัก จึงถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
“เป็นอะไรไปเหรอ?”
“ถิงเป่าต้องไปแช่สระพลังงานภายในหนึ่งสัปดาห์ ไม่อย่างนั้นรางวัลก็จะถือเป็นโมฆะค่ะ” เฉียวซางวางมือถือลงบนโต๊ะ แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ถิงถิง”
ถิงเป่าที่อยู่ข้างๆ ได้ยินดังนั้น ก็หยุดการกินเม็ดพลังงานลงทันที มันรีบร้องบอกทันทีว่ามันจะไปแช่ตอนนี้เลย
“ไม่ได้เด็ดขาด” เฉียวซางยืนกราน “นายยังไม่ได้ลอกคราบครั้งที่สามเลยนะ”
“ถิงถิง?”
ถิงเป่าเอ่ยถามอย่างฉงน
จำเป็นต้องลอกคราบครั้งที่สามก่อนถึงจะไปแช่สระพลังงานได้เหรอ?
เฉียวซางถึงกับชะงักไปเล็กน้อย เออ... เหมือนจะไม่จำเป็นจริงๆ ด้วยสินะ…
มิเคลล่ากินแซนด์วิชไปพลาง อธิบายอย่างไม่ใส่ใจนัก
“รางวัลสระพลังงานของการแข่งขันอิสระเก็บคะแนนสัตว์อสูรมีแค่พลังงานที่สามารถทำให้สัตว์อสูรระดับกลางวิวัฒนาการเป็นระดับสูงได้โดยตรง แต่สัตว์อสูรบางตัวการที่จะวิวัฒนาการเป็นระดับสูงก็ต้องมีเงื่อนไขอื่นประกอบด้วย เธอก็วางใจให้มังกรอสนีบาตไปแช่สระพลังงานได้เลย ขั้นวิวัฒนาการต่อไปของมันต้องใช้ไฟฟ้าแสนโวลต์ชุบตัว แค่แช่สระพลังงานอย่างเดียวไม่ทำให้วิวัฒนาการหรอก”
ไม่หรอกน่า มีนิ้วทองคำอยู่ ขอแค่พลังงานเพียงพอ มันก็วิวัฒนาการได้อยู่แล้ว… เฉียวซางคิดในใจอย่างเงียบๆ
แต่เธอก็ไม่ได้กังวลเหมือนเมื่อครู่อีกต่อไปแล้ว
ก็เหมือนที่อาจารย์มิเคลล่าพูด รางวัลสระพลังงานมีแค่พลังงานที่สามารถทำให้สัตว์อสูรระดับกลางวิวัฒนาการเป็นระดับสูงได้ งั้นก็แค่ให้ถิงเป่าสวมหินยับยั้งการวิวัฒนาการก็พอแล้ว แบบนี้ก็ไม่เสียรางวัลไปเปล่าๆ แถมยังเป็นการเติมพลังงานในระดับปัจจุบันให้เต็มเปี่ยมได้อีกด้วย
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ” เฉียวซางแสร้งทำเป็นเพิ่งนึกออก
“กงฉิว?”
ในตอนนั้นเอง เสียงของกงเป่าก็พลันดังขึ้นในหัวของเธออย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
นิ้วทองคำคืออะไรเหรอ?
“!!!”
‘เธอได้ยินที่ฉันคิดเมื่อกี้ด้วยเหรอ?’ เฉียวซางในใจก็พลันเกิดคลื่นลมโหมกระหน่ำ เธอรีบถามในหัวกลับไปทันทีด้วยความตกใจ
‘กงฉิว?’
กงเป่ามองผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองอย่างแปลกใจ แล้วสื่อสารกลับมาในความคิด
พวกเรามีพลังแห่งพันธะเชื่อมถึงกัน ฉันรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ มันไม่ปกติหรือไง?
ไม่เลย ไม่ปกติเลยสักนิด! เมื่อก่อนเรื่องเกี่ยวกับนิ้วทองคำทั้งหมดเธอไม่เคยสัมผัสได้เลยนะ… เฉียวซางรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองเต้นเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เธอก็ไม่ได้รู้สึกว่าความเป็นส่วนตัวถูกล่วงละเมิดเพราะกงเป่าจู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงความคิดเกี่ยวกับนิ้วทองคำของตัวเองได้ ตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย
ในเมื่อกงเป่าสัมผัสได้ถึงสิ่งที่เมื่อก่อนมันสัมผัสไม่ได้ งั้นก็หมายความว่าพลังแห่งพันธะระหว่างพวกเธอกำลังเพิ่มขึ้นอย่างนั้นเหรอ!
กงเป่าสัมผัสได้ถึงความคิดของผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเอง ก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่ในใจจะพลันอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด
จากนั้นมันก็นึกอะไรขึ้นได้ แล้วส่งความคิดมาอีกครั้ง
‘กงฉิว?’
ในเมื่อพลังแห่งพันธะของพวกเรากำลังเพิ่มขึ้น งั้นพวกเราก็สามารถปิดกั้นความคิดในใจได้แล้วสิ?
เฉียวซางในใจก็พลันมีประกายความคิดขึ้นมา แล้วตอบกลับไปในใจ
‘น่าจะลองดูได้นะ’
พูดจบ เธอก็เริ่มควบคุมความคิดในใจ ‘กงเป่าฉลาดจัง’
กงเป่าไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
เฉียวซางเห็นดังนั้น ในใจก็พลันมีประกายความคิดขึ้นมาอีกครั้ง เธอจึงลองถามในใจต่อไปว่า ‘กงเป่า เธอยังได้ยินที่ฉันคิดอยู่ไหม?’
กงเป่าก็ยังคงไม่มีปฏิกิริยา
เฉียวซางดีใจจนแทบจะเนื้อเต้น
เยี่ยมไปเลย! พลังแห่งพันธะระหว่างเธอกับกงเป่าในที่สุดก็วิวัฒนาการจนสามารถปิดกั้นความคิดในใจได้แล้ว! ใครจะรู้ว่าบางครั้งตอนที่นั่งอยู่บนตัวของกงเป่าแล้วมันแข็งจะตาย เธอก็ไม่กล้าจะมีความคิดอะไรมากเกินไปเลย
‘กงฉิว’
ขณะที่กำลังดีใจอยู่นั้น เสียงของกงเป่าก็ปรากฏขึ้นในหัวอีกครั้ง
มันได้ยิน
เฉียวซาง: “…”
เฉียวซางจึงเริ่มกินข้าวอย่างเงียบๆ ต่อไป
กงเป่าทำหน้าไม่เปลี่ยนสีกินเม็ดพลังงานของตัวเองต่อไป
…
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ ถิงเป่าก็แสดงสีหน้ากระตือรือร้นโดยสัญชาตญาณ เตรียมจะออกไปข้างนอกเหมือนทุกวัน
ทันใดนั้นมันก็นึกขึ้นได้ว่าการแข่งขันจบลงแล้ว มันคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเลือกที่จะนอนอยู่ข้างๆ ผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองอย่างสงบเสงี่ยม
“ซุนซุน~”
ซุนเป่าลอยเข้าไปหา เอ่ยทักทายผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองอย่างเอาอกเอาใจ แล้วเสนอตัวอย่างกระตือรือร้นว่าตัวเองเตรียมพร้อมที่จะไปฝึกแล้ว
พูดจบ ก็กางกรงเล็บน้อยๆ ของมันออก
ความหมายก็คือมันอยากได้มือถือใจจะขาดแล้ว
“ไปซื้ออันใหม่เลย” เฉียวซางพูดจบ ก็หยิบมือถือขึ้นมา ค้นหาร้านมือถือที่อยู่ใกล้ๆ อย่างรวดเร็ว แล้วเอาที่อยู่ไปให้ซุนเป่าดู แล้วเอ่ยขึ้นว่า “พวกเราไปที่นี่กัน”
“ซุนซุน!”
ดวงตาของซุนเป่าส่องประกายแสงสีฟ้าอย่างรอคอยไม่ไหว แล้วพาผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองหายไปจากที่เดิมในพริบตา
“ถิงถิง…”
ถิงเป่าเห็นผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองจู่ๆ ก็หายตัวไป ก็แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาเล็กน้อย
“ชิงชิง?”
ชิงเป่าที่เตรียมจะไปฝึกที่สนามฝึกกลางแจ้งลอยเข้ามา แล้วเอ่ยชวนอย่างเป็นมิตรว่าจะไปฝึกด้วยกันไหม?
“ถิงถิง”
ถิงเป่าตอบกลับโดยไม่คิดแม้แต่น้อย
ฉันแข่งเสร็จแล้วนี่นา ทำไมยังต้องฝึกหนักขนาดนี้อีก
ฉันนี่ขยันจริงๆ… ชิงเป่าไม่ได้พูดอะไร มันลอยไปยังทิศทางของสนามฝึกกลางแจ้งอย่างร่าเริงด้วยตัวเอง
ประมาณสิบนาทีต่อมา เฉียวซางกับซุนเป่าก็ปรากฏกายขึ้นจากความว่างเปล่าในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง
“ซุนซุน~”
ซุนเป่าถือมือถือเครื่องใหม่เอี่ยมไว้ในมือด้วยความรักใคร่ มันลอยไปที่โซฟา แล้วเริ่มดาวน์โหลดแอปพลิเคชันต่างๆ ทันทีอย่างใจจดใจจ่อ
เฉียวซางมองถิงเป่าที่ยังคงนอนเล่นอยู่ในห้องนั่งเล่น แล้วเอ่ยถามว่า
“นายไม่ไปฝึกเหรอ?”
“ถิงถิง?”
ถิงเป่าถึงกับชะงักไปเล็กน้อย แล้วถามอย่างไม่เข้าใจ
ไม่ใช่ว่าแข่งเสร็จแล้วเหรอ?
เฉียวซางมุมปากกระตุกเล็กน้อย แล้วตอบกลับว่า “ถึงไม่มีการแข่งขันก็ต้องฝึกนะ”
ก็นึกว่าหลังจากการแข่งขันนี้ ถิงเป่าจะมีเป้าหมายแล้วจะขยันขึ้นมาเอง ไม่คิดเลยว่าพอการแข่งขันจบลง ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว
“ถิงถิง”
ถิงเป่าจึงพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ มันก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร บิดตัวบินไปยังทิศทางของสนามฝึกกลางแจ้งอย่างว่าง่าย
เฉียวซางมองเงาหลังของมัน ทันใดนั้นก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
เมื่อก่อนไม่ว่าจะทำอะไร ถิงเป่าก็ชอบจะไปอยู่ใกล้ๆ ลู่เป่าเพื่อรับความเย็น ต่อให้จะฝึก ก็จะไปอยู่ใกล้ๆ ลู่เป่าเพื่อฝึก แต่ตั้งแต่เข้าร่วมการแข่งขันนี้ มันก็มีเวลาน้อยลงที่จะไปอยู่ใกล้ๆ ลู่เป่า
จำได้ว่ากิ๊บที่ให้มันที่สามารถปล่อยความเย็นได้ตอนที่เปิดใช้แล้วก็มีวันหมดอายุ… เฉียวซางนึกถึงความรู้สึกตอนที่อยู่ข้างๆ ถิงเป่าเมื่อครู่ แล้วหันไปมองซุนเป่า แล้วเอ่ยถามว่า
“กิ๊บของถิงเป่าไม่ปล่อยความเย็นมานานแล้วใช่ไหม?”
“ซุนซุน~”
ซุนเป่ากำลังง่วนอยู่กับการตั้งค่ามือถือไปพลาง นึกไปพลาง แล้วตอบกลับ
เหมือนจะนานพอสมควรแล้วนะ
เฉียวซางได้ยินดังนั้น ในใจก็พลันรู้สึกยินดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ถึงแม้ถิงเป่าหลังจากการแข่งขันจบลงแล้วจะยังไม่เคยชินกับการฝึกเองโดยไม่ต้องบอก แต่ดูเหมือนว่าอาการกลัวร้อนของมันจะดีขึ้นมากแล้ว
เธอเก็บความคิดฟุ้งซ่าน แล้วกำชับซุนเป่าว่า “จำไว้ว่าตอนฝึกแล้วไลฟ์สดอย่าเอาทักษะที่ยังไม่เคยใช้ในการแข่งขันออกมาให้ใครเห็นนะ” แล้วก็สัมผัสได้ถึงตำแหน่งของชิงเป่า แล้วเดินไปยังทิศทางของสนามฝึกกลางแจ้ง
การแข่งขันของถิงเป่าจบลงแล้ว ต่อไปก็ต้องทุ่มเทสุดตัวเพื่อหาผลึกสุริยัน
…
รอจนกระทั่งซุนเป่าดาวน์โหลดแอปพลิเคชันต่างๆ ที่จำเป็นเสร็จเรียบร้อย มันก็ถือมือถือลอยไปยังสนามฝึกกลางแจ้งอย่างอารมณ์ดี ในตอนนั้นเฉียวซางก็พาชาราร่า หยาเป่า และชิงเป่า ตามทิศทางของสายลมออกจากวิลล่าไปแล้ว
“ซุนซุน~”
“ซุนซุน~”
ซุนเป่าเปิดแอปไลฟ์สดขึ้นมา แล้วทักทายชาวเน็ตที่เข้ามาอย่างกระตือรือร้นและเป็นกันเอง
ชาวเน็ตที่เข้ามาต่างก็คอมเมนต์เป็นเสียงเดียวกันว่าจะดูถิงเป่า
หลังจากไลฟ์สดเมื่อวาน ซุนเป่าก็มีแฟนคลับเพิ่มขึ้นไม่น้อย แต่ทั้งหมดก็ติดตามเพราะอยากจะเห็นถิงเป่า
“ซุนซุน~”
ซุนเป่าก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไร มันลอยไปอยู่ข้างๆ ถิงเป่าแล้วหันกล้องไปทางมัน แล้วเอ่ยปาก
“ถิงถิง”
ถิงเป่าหันไปทักทายกล้องในมือถือหนึ่งครั้งอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วก็หันกลับไปฝึกต่อไป
ซุนเป่าลอยไปที่ที่ว่างข้างๆ ตั้งมือถือไว้ หันกล้องมาทางตัวเอง แล้วก็เริ่มอ่านคอมเมนต์
ก็เห็นว่าข้างล่างมีแต่ข้อความว่าจะดูถิงเป่าอีก
ซุนเป่าเห็นคอมเมนต์เหล่านั้นแล้ว ก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ ปากก็จู๋ขึ้นมาอย่างขัดใจ แต่มันก็รีบปรับสีหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วส่งเสียงอย่างกระตือรือร้นว่า
“ซุนซุน~”
จากนั้นก็ใช้ร่างแยก ส่วนร่างจริงก็ลอยไปในที่ที่กล้องเห็นได้ แล้วเริ่มฝึกอย่างขะมักเขม้น
ทุกคนไม่ชอบตัวเองก็เพราะยังไม่รู้จักตัวเองเท่านั้นแหละ รอให้ทุกคนรู้จักตัวเองแล้ว ก็ต้องชอบมันแน่นอน
ซุนเป่าคิดไปพลาง ฝึกอย่างขะมักเขม้นมากขึ้นไปอีก
…
สองชั่วโมงต่อมา เฉียวซางก็กลับมาที่วิลล่า
“ชิงชิง…”
ชิงเป่าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ไม่คิดเลยว่าผลึกสุริยันที่หามาได้ก็ยังคงเป็นของปลอมอีกจนได้
สายลมที่อยู่รอบๆ หมุนวนอยู่ข้างล่างหนึ่งครั้งราวกับจะปลอบใจ
“ไม่เป็นไรหรอก” เฉียวซางเอ่ยปลอบ “หลักๆ ก็เพราะในตลาดมีของปลอมเยอะเกินไป พวกเราค่อยๆ หาไปเรื่อยๆ ก็ต้องมีหวังอยู่แล้ว”
“ชิงชิง”
ชิงเป่าพยักหน้า จากนั้นก็นึกอะไรขึ้นได้ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นร่าเริงขึ้นมา แล้วเอ่ยขึ้นอย่างดีใจ
มันสามารถควบคุมร่างแยกจากระยะไกลได้แล้ว
อันที่จริงเมื่อไม่นานมานี้มันก็ฝึกฝนเรื่องนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองมัวแต่ยุ่งอยู่กับเรื่องการแข่งขันของถิงเป่า มันก็เลยไม่ได้มีโอกาสบอก
“จริงเหรอ งั้นก็ยอดเยี่ยมไปเลย” เฉียวซางอุทานอย่างแปลกใจ “ต่อไปตอนที่พวกเราออกไปข้างนอก เธอก็แยกร่างแยกไว้ที่บ้านเพื่อฝึกได้แล้วสินะ”
ชิงเป่าถึงกับชะงักไปเล็กน้อย รู้สึกว่านี่ไม่ใช่จุดประสงค์แรกที่มันตั้งใจฝึกการควบคุมร่างแยกจากระยะไกล แต่พอเห็นสีหน้าดีใจของผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเอง มันจึงแสร้งทำเป็นดีใจแล้วพยักหน้ารับ
“ชิงชิง~”
“ไม่รอช้าแล้ว พวกเรามาฝึกเรื่องนี้กันเลยดีกว่า” เฉียวซางกล่าว “ตอนนี้เธอแยกร่างแยกได้กี่ตัว ก็แยกร่างแยกออกมาให้หมด แล้วไปฝึกที่สนามฝึก ส่วนร่างจริงก็ทำอย่างอื่น”
แยกร่างแยกออกมาให้หมดเลยเหรอ… ชิงเป่าถึงกับยิ้มฝืนๆ ออกมา
ทันใดนั้นมันก็แยกร่างแยกออกมาเป็นร้อยๆ ร่าง พร้อมใจกันกลายเป็นลม แล้วพัดไปยังทิศทางของสนามฝึกกลางแจ้ง
“ย่าห์ ย่าห์!”
หยาเป่าก็ตามออกไปอย่างไม่รอช้า
เฉียวซางก็ตามไปติดๆ
เธอมาถึงสนามฝึก ก็เห็นภาพที่สัตว์อสูรของตัวเองหลายตัวกำลังขะมักเขม้นกับการฝึกอยู่ ในใจก็รู้สึกยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
จากนั้นเธอก็นึกอะไรขึ้นได้ แล้วหันไปกำชับชิงเป่าว่า
“ต่อไปนี้มรสุมอสนีบาตต้องเป็นทักษะหลักในการฝึกนะ ร่างแยกเยอะขนาดนี้แน่นอนว่าใช้พร้อมกันไม่ได้ ลดลงมาส่วนใหญ่ก็ได้ ให้เหลือพอที่จะใช้ได้ก็พอ”
“การฝึกทักษะนี้แน่นอนว่าจะใช้พลังงานเร็วมาก ถ้าไม่พอก็ไปหาซุนเป่าขอน้ำยาฟื้นฟูพลังงานได้เลย”
“ชิงชิง”
ชิงเป่าพยักหน้ารับคำ
จากนั้นมันก็มองไปยังทิศทางของซุนเป่าโดยสัญชาตญาณ
ก็เห็นซุนเป่ากำลังควบคุมเงาและฝึกอย่างขะมักเขม้น ไม่เหมือนตอนที่เล่นๆ เหมือนปกติ ก็อดไม่ได้ที่จะชะงักไปเล็กน้อย
นี่มันซุนเป่าที่มันรู้จักจริงๆ เหรอ…
…
ตอนเที่ยง สิบเอ็ดโมงครึ่ง
ณ ห้องนั่งเล่น
“กินข้าวได้แล้ว!” เฉียวซางร้องเรียกเสียงดัง
ไม่นานนัก หยาเป่าและพวกมันก็วิ่งเข้ามาทีละตัว แล้วมาอยู่หน้าอาหารพลังงานของตัวเองอย่างร่าเริงและหิวโหย
ถิงเป่าตั้งใจใช้หางม้วนอาหารพลังงานของมัน แล้วเลื่อนตำแหน่งไปอยู่ข้างๆ ผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองอย่างเคย
มิเคลล่าตอนเที่ยงไม่กลับมา
พอไม่เห็นคนที่ไม่ชอบหน้า อารมณ์ของถิงเป่าก็ดูจะดีกว่าตอนที่กินข้าวเช้าอย่างเห็นได้ชัด
“ซุนซุน…”
ปกติจะเป็นสองตัวแรกที่มาถึงโต๊ะอาหาร แต่ครั้งนี้ซุนเป่ากลับมาเป็นตัวสุดท้าย
มันเดินคอตก ดูเหมือนไม่มีกะจิตกะใจเอาเสียเลย
“เป็นอะไรไปเหรอ?” เฉียวซางเห็นดังนั้น จึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ซุนซุน…”
ซุนเป่าถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วฟ้องด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่าทุกคนดูเหมือนจะไม่ชอบดูมันฝึกเลย เอาแต่จะตะโกนให้ไปดูเจ้าหก
ดูฉันเหรอ? ถิงเป่าเงยหน้าขึ้นมาอย่างงงๆ
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป พลังงานด้านบวกก็คงไม่ได้เก็บหรอก มีหวังจะได้เก็บพลังงานด้านลบมาแทน… เฉียวซางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเสนอว่า
“หรือจะลองเปิดบัญชีไลฟ์สดใหม่ดูล่ะ”
“ซุนซุน?”
ซุนเป่าชะงักไปเล็กน้อย แล้วถามอย่างไม่เข้าใจ
ทำไมล่ะ?
“ก็เพราะว่าบัญชีนี้ของนาย ทุกคนที่ติดตามก็เพราะอยากจะดูถิงเป่า” เฉียวซางจึงช่วยวิเคราะห์ให้ฟัง “ถ้าเปิดใหม่ คนกับสัตว์อสูรที่ติดตามก็จะติดตามเพราะนายเป็นนายจริงๆ”
“ซุนซุน~”
ดวงตาของซุนเป่าก็พลันสว่างวาบขึ้นมาทันที มันหยิบมือถือที่เพิ่งจะวางไว้ข้างๆ ขึ้นมา เตรียมจะเปิดบัญชีใหม่ในทันที
“กินข้าวก่อนสิ” เฉียวซางกล่าว
“ซุนซุน~”
พอแก้ปัญหาในใจได้แล้ว ซุนเป่าก็อารมณ์ดีขึ้นมาก มันวางมือถือลงอย่างว่าง่าย แล้วเริ่มกินเม็ดพลังงานอย่างเอร็ดอร่อย
พอกินข้าวเสร็จ ซุนเป่าก็หยิบมือถือขึ้นมาอย่างรอคอยไม่ไหว เตรียมจะสมัครบัญชีใหม่ทันที
เฉียวซางก็เพิ่งจะกินเสร็จ นึกอะไรขึ้นได้ แล้วเอ่ยปาก
“เอาหินยับยั้งการวิวัฒนาการออกมาเม็ดหนึ่งก่อน”
“ซุนซุน~”
ซุนเป่าไม่อยากจะวางมือถือ มันตอบกลับโดยไม่ละสายตาจากมือถือ
ทันใดนั้น ข้างๆ ก็ปรากฏราชาบ่วงรัตติกาลที่หน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบขึ้นมา
ร่างแยกหันไป ยกกรงเล็บขึ้น ช่วยซุนเป่าถอดห่วงวงแหวนบนตัวออก ขยายให้ใหญ่ขึ้น แล้วมุดหัวเข้าไปอย่างคล่องแคล่ว
ไม่นานนัก มันก็มุดออกมาจากห่วงวงแหวน แล้วยื่นหินยับยั้งการวิวัฒนาการมาให้
เฉียวซาง: “…”
ให้ตายสิ ร่างแยกถูกนำมาประยุกต์ใช้ได้ถึงขนาดนี้แล้วเหรอ… เฉียวซางรับหินยับยั้งการวิวัฒนาการมา แล้วหันไปมองถิงเป่าที่ยังคงกินอาหารพลังงานอยู่ แล้วกล่าวว่า
“รอนายกินเสร็จ บ่ายนี้พวกเราไปรับรางวัลกัน”
“ถิงถิง…”
ถิงเป่ากินเม็ดพลังงานไปพลาง พยักหน้าไปพลางอย่างว่าง่าย
…
บ่ายสองโมง
ณ ศูนย์แลกของรางวัลการแข่งขัน
เฉียวซางกับหยาเป่าและพวกมันปรากฏกายขึ้นจากความว่างเปล่าที่หน้าประตูใหญ่
“ซุนซุน~”
ซุนเป่าเพิ่งจะอยากจะหยิบมือถือออกมาไลฟ์สด แล้วมันก็นึกถึงคำพูดของผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองขึ้นได้ ก็ต้องวางมือถือลงอย่างเสียดาย แล้วหันไปส่งเสียง
“ซุนซุน~”
มันอยากจะกลับไปฝึกแล้ว
ฉันว่านายไม่ได้อยากจะกลับไปฝึกหรอก อยากจะกลับไปไลฟ์สดมากกว่า… เฉียวซางได้แต่บ่นในใจ แล้วกล่าวว่า
“ไปเถอะ”
“ซุนซุน~”
ดวงตาของซุนเป่าส่องประกายแสงสีฟ้า แล้วหายไปจากที่เดิมในพริบตา
เฉียวซางอุ้มชาราร่าที่อยู่ในร่างของหญ้าสดเบิกบาน และพาหยาเป่ากับถิงเป่าเดินเข้าไปในประตูใหญ่ของศูนย์แลกของรางวัลการแข่งขันอย่างสง่างาม
บทที่ 1602—1603: การดูดซับ (สองตอนรวมกัน)
“สวัสดีค่ะ ฉันมาแลกรางวัลชนะเลิศการแข่งขันอิสระเก็บคะแนนสัตว์อสูร” เมื่อมาถึงเคาน์เตอร์แลกของรางวัลตามที่ระบุไว้ เฉียวซางก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พลางยื่นบัตรประจำตัวของตัวเองและถิงเป่าส่งไปให้เจ้าหน้าที่ซึ่งนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์
การแข่งขันบนดาวนภาเพลิงนั้นมีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ผู้ฝึกสัตว์อสูรหรือสัตว์อสูรที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้ โดยพื้นฐานแล้วก็คือผู้ชนะเลิศ รองชนะเลิศ หรืออันดับสามจากการแข่งขันขนาดกลางและเล็กรายการใดรายการหนึ่ง ดังนั้นการมาเพื่อแลกของรางวัลชนะเลิศจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจหรือเป็นที่จับตามองอะไรเป็นพิเศษ
ทว่าก็ยังมีคนและสัตว์อสูรที่เดินผ่านไปมาจำนวนไม่น้อยที่อดไม่ได้ที่จะหันมามองด้วยความสนใจ
เหตุผลง่ายๆ ก็คือ ภาพลักษณ์อันโดดเด่นของหยาเป่าและผองเพื่อน เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิต
หลังจากเจ้าหน้าที่รับบัตรไปตรวจสอบและยืนยันตัวตนว่าถูกต้องเรียบร้อยแล้ว เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วผายมือเชิญด้วยท่าทีนอบน้อม ก่อนจะนำทางเธอเดินลึกเข้าไปยังด้านใน จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าประตูบานใหญ่บานหนึ่ง เขาป้อนรหัสผ่านอย่างคล่องแคล่ว ประตูบานใหญ่นั้นก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นพื้นที่ด้านใน ก่อนที่เขาจะหันมากล่าวกับเธออย่างสุภาพว่า
“สระพลังงานที่เป็นของรางวัลของมังกรอสนีบาตอยู่ในนั้นค่ะ สามารถใช้เวลาได้หนึ่งวันเต็ม หลังจากผ่านไปครบ 24 ชั่วโมงแล้ว ฉันจะมาแจ้งให้คุณทราบอีกครั้ง”
เฉียวซางในใจก็พลันมีประกายความคิดขึ้นมาวูบหนึ่ง เธอจึงเอ่ยถามออกไป “สระพลังงานข้างในนี้สามารถทำให้สัตว์อสูรระดับกลางดูดซับพลังงานได้ถึงระดับไหนเหรอคะ?”
24 ชั่วโมงเต็ม... ลู่เป่ากับกงเป่าตอนที่แช่สระพลังงานก็ยังไม่เคยใช้เวลานานขนาดนี้มาก่อนเลย
“ถ้าหากดูดซับพลังงานในสระจนหมดเกลี้ยง ก็จะเพียงพอให้สัตว์อสูรระดับกลางหนึ่งตัววิวัฒนาการไปสู่ระดับสูงได้พอดีค่ะ” เจ้าหน้าที่ตอบกลับอย่างฉะฉาน
เฉียวซางถึงกับนิ่งเงียบไปชั่วขณะ
ในใจก็อดบ่นอุบไม่ได้ ‘อะไรกันเนี่ย นึกว่าจะใช้เวลาได้นานขนาดนี้ ข้างในน่าจะมีพลังงานมหาศาลซะอีก ที่ไหนได้ ดูดซับจนหมดก็ได้แค่วิวัฒนาการเป็นระดับสูง สระพลังงานนี่คงโดนเจือจางมาไม่น้อยเลยสินะ…’
แต่ถึงอย่างนั้น ต่อให้สระพลังงานที่นี่จะสามารถทำให้สัตว์อสูรระดับกลางดูดซับจนถึงระดับสูงขั้นสมบูรณ์ได้ สำหรับถิงเป่าแล้วก็ดูจะไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดี
เพราะถิงเป่ายังไม่ได้ลอกคราบครั้งที่สามเลยนี่นา ตัวเธอไม่มีทางปล่อยให้มันวิวัฒนาการเร็วขนาดนี้อย่างแน่นอน
เฉียวซางพาถิงเป่าเดินเข้าไปข้างในอย่างไม่รีบร้อน และประตูบานใหญ่ก็ปิดลงอย่างช้าๆ
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเธอก็คือสระน้ำขนาดใหญ่ที่ดูแล้วไม่ต่างจากสระว่ายน้ำขนาดเล็กเลยแม้แต่น้อย
เฉียวซางมีประสบการณ์ในการให้สัตว์อสูรแช่สระพลังงานมาแล้วหลายครั้ง เธอจึงกำชับถิงเป่าอย่างไม่รีบร้อนว่า
“พอเข้าไปแล้ว ก็ตั้งใจดูดซับพลังงานเข้าร่างกายให้เต็มที่ล่ะ หินยับยั้งการวิวัฒนาการไม่ต้องถอดออกนะ แล้วพอรู้สึกว่าดูดซับต่อไม่ไหวแล้ว ก็อย่าฝืน ให้รีบออกมาทันที เข้าใจไหม?”
“ถิงถิง”
ถิงเป่าพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะบิดเรือนร่างอันยาวเหยียดของมัน แล้วพุ่งเข้าไปในสระพลังงานอย่างรวดเร็ว
เฉียวซางเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้พักผ่อนที่จัดเตรียมไว้ให้ข้างๆ อย่างสบายอารมณ์ ทันใดนั้นเธอก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหยิบมือถือขึ้นมาจากกระเป๋า เปิดแอปพลิเคชันไลฟ์สดที่คุ้นเคย แล้วเริ่มค้นหาบัญชีที่ซุนเป่าเพิ่งจะสร้างขึ้นใหม่เมื่อไม่นานมานี้
ซุนเป่าเพิ่งจะเริ่มไลฟ์สดเป็นครั้งแรก คงจะยังไม่มีคนกับสัตว์อสูรดูเท่าไหร่ เธอจะได้แกล้งทำเป็นชาวเน็ตเข้าไปให้กำลังใจเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้มันหน่อย
ในตอนนั้นซุนเป่ากำลังไลฟ์สดอยู่พอดี
เฉียวซางกดเข้าไปดู ก็เห็นภาพที่กรงเล็บของซุนเป่ากำลังส่องแสงสีขาวเจิดจ้า ก่อนจะผ่าก้อนหินที่อยู่ตรงหน้าออกเป็นสองส่วนอย่างง่ายดาย
“ซุนซุน~”
ซุนเป่าแสยะปากยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจพลางส่งเสียงออกมา
บนหน้าจอเต็มไปด้วยคอมเมนต์ที่พิมพ์เข้ามาชมเชยมันอย่างล้นหลาม
ดูเหมือนว่าตัวเองจะกังวลเกินไปแล้วสินะ… เฉียวซางเห็นดังนั้นมุมปากก็ยกยิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เธอไม่ได้สังเกตเลยว่า ชาราร่าในร่างของหญ้าสดเบิกบานได้ลอยไปอยู่ข้างๆ สระพลังงานตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วค่อยๆ ยื่นนิ้วเท้าสั้นๆ ของมันเข้าไปสัมผัสกับผืนน้ำในสระดู
“เซี่ยเซี่ย…”
ชาราร่ามองถิงเป่าที่กำลังตั้งอกตั้งใจดูดซับพลังงานอยู่แวบหนึ่ง พลันปลายนิ้วของมันก็ส่องแสงสีเขียวเรืองรองออกมา
วินาทีถัดมา ทั่วทั้งสระพลังงานก็เกิดระลอกคลื่นสีเขียวอ่อนๆ สั่นไหวไปทั่วอย่างน่าอัศจรรย์
“ถิงถิง?”
ถิงเป่ามองสระพลังงานที่จู่ๆ ก็ส่องแสงสีเขียวขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด มันถึงกับชะงักไปเล็กน้อย จนลืมที่จะดูดซับพลังงานต่อไป
“ย่าห์ ย่าห์!”
หยาเป่าที่กำลังควบคุมร่างแยกฝึกฝนอยู่ไม่ไกลสังเกตเห็นภาพนี้เข้าพอดี มันจึงรีบร้องขึ้นหนึ่งครั้ง เพื่อเตือนผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเอง
เฉียวซางเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง พอเห็นสระพลังงานส่องแสงสีเขียวก็ถึงกับงงไปชั่วขณะ จากนั้นสายตาก็เลื่อนไปจับจ้องยังชาราร่าที่กำลังยื่นกรงเล็บเข้าไปในสระพลังงาน แล้วเอ่ยถามออกมาอย่างแปลกใจว่า
“ชาราร่า นี่เธอ…”
เธอก็ไม่ได้กังวลอะไรมากนัก และก็ไม่ได้คิดจะห้ามปรามแต่อย่างใด ด้วยบารมีและนิสัยของชาราร่าแล้ว ไม่มีทางที่มันจะทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อถิงเป่าอย่างแน่นอน
“เซี่ยเซี่ย”
ชาราร่าดึงกรงเล็บออกจากสระพลังงาน แล้วหันไปส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ความหมายของมันก็คือในสระพลังงานนี้มีสิ่งเจือปนอยู่เล็กน้อย ซึ่งจะทำให้การดูดซับพลังงานช้าลง มันจึงเพิ่งช่วยกำจัดสิ่งเจือปนเหล่านั้นออกไปให้ เพื่อให้ถิงเป่าดูดซับพลังงานได้เร็วยิ่งขึ้น
“ย่าห์ ย่าห์!”
หยาเป่าที่ยืนอยู่ข้างๆ จึงส่งเสียงรับหน้าที่เป็นล่ามแปลให้ฟังอย่างขยันขันแข็ง
กำจัดสิ่งเจือปนงั้นเหรอ… เฉียวซางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองยังถิงเป่า
ถิงเป่ารับรู้ได้ถึงสายตาของผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองในทันที มันจึงเข้าใจได้ในทันทีว่าเธอต้องการให้มันทำอะไร มันจึงเริ่มโคจรพลังงานและดูดซับพลังงานในสระต่อไป
ทันใดนั้น พลังงานที่เข้มข้นกว่าเมื่อครู่หลายเท่าก็พลันไหลทะลักเข้ามาในร่างกายของมันอย่างรวดเร็ว
“ถิงถิง!”
ถิงเป่าแสดงสีหน้าดีใจออกมาอย่างปิดไม่มิดพลางส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้น
เร็วขึ้นมากจริงๆ ด้วย!
“นี่มันทักษะอะไรกันแน่?” เฉียวซางเห็นดังนั้นดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมา แล้วเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“เซี่ยเซี่ย”
ชาราร่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยออกมาว่าน่าจะเรียกว่าการชำระล้างได้เหมือนกัน
น่าจะเรียกว่าได้ งั้นก็หมายความว่าไม่ใช่การชำระล้างโดยสมบูรณ์สินะ… เฉียวซางในใจก็พลันมีประกายความคิดขึ้นมาอีกครั้ง เธออดไม่ได้ที่จะนึกถึงทักษะชำระล้างของลู่เป่า
ลู่เป่าเองก็มีทักษะชำระล้างเช่นกัน แต่มันชำระล้างได้เฉพาะแหล่งน้ำ พูดง่ายๆ ก็คือของเหลวอะไรก็ตามที่ปนเปื้อน ขอเพียงแค่ถูกมันชำระล้าง ก็จะกลายเป็นน้ำบริสุทธิ์ในทันที
แม้แต่สระพลังงานที่อัดแน่นไปด้วยพลังงานมหาศาล หลังจากที่ถูกชำระล้างแล้วก็จะกลายเป็นเพียงสระน้ำธรรมดาที่ไม่มีพลังงานหลงเหลืออยู่เลย ซึ่งแตกต่างจากการชำระล้างที่ชาราร่าพูดถึงในตอนนี้อยู่บ้าง
นี่เป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของชาราร่า หรือว่าต้องรอให้ลู่เป่าฝึกฝนทักษะชำระล้างจนบรรลุถึงระดับเคล็ดวิชา ถึงจะมีความสามารถแบบนี้ได้เหมือนกันนะ?
ความคิดมากมายผุดขึ้นในหัวของเฉียวซางอย่างต่อเนื่อง
แต่ในไม่ช้าเธอก็คิดออกอย่างรวดเร็วว่าความสามารถในการชำระล้างที่ชาราร่าพูดถึงน่าจะไม่ใช่การชำระล้างแบบเดียวกับที่ลู่เป่ามี
เพราะชาราร่าในตอนนี้ไม่ใช่ชาราร่าเมื่อร้อยปีก่อนอีกแล้ว มันเป็นชาราร่าที่เพิ่งจะเกิดใหม่ เพิ่งจะลืมตาดูโลกได้ไม่นาน ไม่มีทางที่จะมีทักษะชำระล้างที่มีความชำนาญสูงส่งขนาดนั้นได้อย่างแน่นอน
ดูเหมือนว่าคงต้องไปถามอาจารย์มิเคลล่าเสียแล้วว่านี่คือทักษะอะไรกันแน่… เฉียวซางเก็บความคิดฟุ้งซ่านในหัวลง แล้วหันไปมองยังชาราร่า ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างจริงใจว่า
“ขอบใจนะ”
“เซี่ยเซี่ย”
ชาราร่าพลันหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย มันมีท่าทีเขินอายอย่างเห็นได้ชัด แล้วร้องออกมาว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย
“นี่มันเรื่องใหญ่มากเลยนะ” เฉียวซางยิ้มกล่าว “เธออยากจะกินอะไรเป็นพิเศษไหม เดี๋ยวตอนเย็นฉันจะไปซื้อมาให้ทั้งหมดเลย”
“เซี่ยเซี่ย”
ชาราร่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วร้องขึ้นอย่างหวานๆ บอกว่ามันไม่อยากกินอะไรเป็นพิเศษ แต่อยากจะซื้อดอกไม้และต้นไม้สวยๆ
“ซื้อเลย!” เฉียวซางกล่าวอย่างใจกว้าง “เดี๋ยวพวกเราไปที่สวนเพาะชำกันเลย เธอชอบอะไรก็บอกฉันได้เลยนะ”
จากการที่ได้อยู่ด้วยกันมาช่วงหนึ่ง เธอรู้ดีว่าเมื่อเทียบกับดอกไม้สดที่ถูกตัดแต่งอย่างสวยงามในร้านดอกไม้แล้ว ชาราร่ากลับชื่นชอบดอกไม้และต้นไม้ที่มีรากมากกว่า
“เซี่ยเซี่ย”
ดวงตาของชาราร่าโค้งลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เผยรอยยิ้มที่หวานหยดย้อยออกมาอย่างน่ารัก
“ย่าห์ ย่าห์!”
ในตอนนั้นเอง หยาเป่าก็มองไปยังสระพลังงานแล้วร้องขึ้น
เฉียวซางจึงหันไปมองตาม ก็เห็นว่ารอบๆ ตัวของถิงเป่า บัดนี้น้ำในสระกำลังหมุนวนเป็นเกลียวเข้าหามันอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน สีของน้ำในสระพลังงานก็จางลงอย่างเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า
ในตอนที่พลังงานมหาศาลไหลทะลักเข้ามาในร่างกาย เกล็ดบนตัวของถิงเป่าก็เริ่มส่องแสงแวววาวขึ้นมาเล็กน้อย
ความเร็วในการดูดซับพลังงานเร็วขึ้นมากจริงๆ… เฉียวซางเห็นดังนั้นสีหน้าก็ชะงักไปเล็กน้อย
ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนเธอจะเคยสัมผัสกับสระพลังงานมาแค่สองครั้ง แต่ก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ของสระพลังงานอยู่บ้าง
โดยทั่วไปแล้ว สัตว์อสูรที่ระดับต่ำกว่า ความเร็วในการดูดซับพลังงานในสระก็จะช้าลงตามไปด้วย
ด้วยระดับของถิงเป่าในตอนนี้ ไม่น่าจะสามารถดูดซับพลังงานในสระจนกลายเป็นเกลียวคลื่นได้เลย
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็ไม่ได้เอ่ยปากรบกวนการดูดซับของมันแต่อย่างใด
ถิงเป่ากำลังตั้งอกตั้งใจดูดซับพลังงานอยู่ สีหน้าของมันดูมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด แสดงว่าทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี
เวลาผ่านไปทีละนาทีอย่างช้าๆ
ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา น้ำในสระพลังงานก็กลับมาใสสะอาดโดยสมบูรณ์อีกครั้ง
ทันใดนั้น หินยับยั้งการวิวัฒนาการที่ถิงเป่าสวมอยู่ก็ส่องแสงสีขาววาบขึ้นมาหนึ่งครั้ง
เฉียวซางสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ เธอจึงเงยหน้าขึ้นอย่างเฉียบคม ก็เห็นภาพที่ถิงเป่ากำลังโยกเยกไปมาอยู่ในสระพลังงาน ท่าทางของมันดูง่วงงุนเป็นอย่างมาก ราวกับจะล้มลงในวินาทีถัดไป
“ถิงถิง…” ถิงเป่ามองมายังผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเอง แล้วร้องขึ้นด้วยสีหน้าที่ง่วงงุนอย่างเห็นได้ชัด บอกว่าตัวเองดูดซับพลังงานต่อไม่ไหวแล้ว
จากนั้นร่างกายของมันก็ขยับ เตรียมจะบินไปยังทิศทางของผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเอง
ทว่าขณะที่มันกำลังจะเคลื่อนไหว ความง่วงที่รุนแรงกว่าเมื่อครู่ก็ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว ความรู้สึกเกียจคร้านก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างของมันในทันที
ถิงเป่าทนต่อไปไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว มันหลับตาลง แล้วล้มลงด้วยสีหน้าที่ดูสงบอย่างยิ่ง
เฉียวซางตาไว มือไว เธอรีบโบกมือหนึ่งครั้ง แล้วเก็บมันกลับเข้าตำราอสูรในทันที
“ย่าห์ ย่าห์?”
หยาเป่าเห็นดังนั้น ก็แสดงสีหน้าสงสัยออกมา แล้วร้องขึ้น
ถิงเป่าจะลอกคราบอีกแล้วเหรอ?
“น่าจะใช่แล้วล่ะ” เฉียวซางพยายามสะกดกลั้นความตื่นเต้นในใจ แล้วพยักหน้ากล่าว
ถิงเป่าเคยลอกคราบมาแล้วสองครั้ง อาจารย์แจ็คเกอรีนก็มาแล้วสองครั้ง เธอก็เคยอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องมาแล้วมากมาย ตอนนี้ก็พอจะเข้าใจเรื่องการลอกคราบของสัตว์อสูรอยู่บ้างแล้ว
การลอกคราบของสัตว์อสูรนั้นหมายถึงการเติบโตขึ้นไปอีกขั้น
เมื่อเวลาผ่านไปนาน พอร่างกายเติบโตถึงระดับหนึ่ง มันก็จะทำการลอกคราบ
เมื่อได้ผ่านการฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตใจอย่างหนักหน่วง มันก็จะทำการลอกคราบ
และเมื่อพลังงานในร่างกายถึงระดับหนึ่ง มันก็จะทำการลอกคราบเช่นกัน
หินยับยั้งการวิวัฒนาการที่ถิงเป่าสวมอยู่เมื่อครู่ส่องแสงขึ้นมา แสดงว่ามันได้ดูดซับพลังงานจนถึงขีดสุดของระดับปัจจุบันแล้ว การที่มันสะสมพลังงานมากมายขนาดนี้ในคราวเดียว ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะถึงเงื่อนไขการลอกคราบ
“พวกเราไปกันเถอะ รีบกลับกันดีกว่า” เฉียวซางพูดพลาง อุ้มชาราร่าในร่างของหญ้าสดเบิกบานขึ้นมา แล้วเดินไปยังทิศทางของประตูใหญ่ ก่อนจะเปิดประตูออกไป
หยาเป่าก็เดินตามอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ
ในฐานะที่เป็นห้องที่เก็บสระพลังงานเอาไว้ การเข้าออกของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะถูกตรวจสอบแบบเรียลไทม์อยู่ตลอดเวลา
เฉียวซางเพิ่งจะเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าว เสียงที่เพิ่งจะได้ยินเมื่อไม่นานมานี้ก็ดังขึ้นจากข้างหลังของเธอ
“คุณเฉียวคะ คุณออกมาได้ยังไงคะ? มีอะไรให้ดิฉันช่วยหรือเปล่าคะ?”
เฉียวซางหันไปมองตามเสียง ก็พบว่าเป็นเจ้าหน้าที่คนเดิมที่พาเธอเข้ามาเมื่อครู่นั่นเอง
เจ้าหน้าที่คนนั้นในตอนนั้นในใจก็ค่อนข้างจะสงสัยเป็นอย่างยิ่ง ของรางวัลอย่างสระพลังงานในบรรดาของรางวัลจากการแข่งขันทั้งหมดก็ถือว่าล้ำค่ามากแล้ว โดยทั่วไปแล้วผู้ฝึกสัตว์อสูรตอนที่สัตว์อสูรของตัวเองกำลังแช่สระพลังงานอยู่ก็จะไม่ไปไหน เพราะกลัวว่าจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาได้
แต่ผู้ฝึกสัตว์อสูรที่อยู่ตรงหน้า เขาจำได้ว่ามังกรอสนีบาตของอีกฝ่ายเพิ่งจะเข้าไปได้ไม่นาน ดูเหมือนจะยังไม่ถึงสองชั่วโมงด้วยซ้ำไป
“ไม่มีอะไรค่ะ พอดีว่าถิงเป่าดูดซับพลังงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว” เฉียวซางพูดจบ ก็หันหลังเดินจากไปอย่างสง่างามโดยไม่หันกลับมามองอีก
ดูดซับเสร็จแล้ว? เจ้าหน้าที่ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขาก็คือ: เป็นถึงสัตว์อสูรสองธาตุมังกรกับไฟฟ้า แต่กลับดูดซับพลังงานได้แค่เวลาสั้นๆ ขนาดนี้เองเหรอ
จากนั้นความคิดที่สองก็พลันตามมาติดๆ: ออกมาเร็วขนาดนี้ พลังงานในสระก็ต้องเหลืออีกเยอะเลยสินะ?
พอคิดถึงตรงนี้ หัวใจของเจ้าหน้าที่ก็เต้นเร็วขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ สีหน้าของเขาดูตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย เขามองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง พอเห็นว่าไม่มีคนกับสัตว์อสูรอยู่แถวนั้น ก็รีบเดินไปยังทิศทางของสระพลังงานอย่างรวดเร็ว
ในฐานะที่เป็นแพลตฟอร์มที่เก็บของรางวัลจากการแข่งขันขนาดกลางและเล็กต่างๆ เอาไว้ ข้างในก็ยังมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่ไม่น้อย
ตัวอย่างเช่นของรางวัลบางอย่างที่ไม่สามารถพกติดตัวได้ และต้องใช้ในทันที
ถ้าหากใช้ไม่หมด แล้วก็ไม่สามารถเอาไปได้ ผู้ฝึกสัตว์อสูรบางคนอาจจะคิดหาวิธี แต่สัตว์อสูรส่วนใหญ่ก็จะเลือกที่จะเดินจากไปเลย ของรางวัลที่เหลืออยู่ก็จะถูกเหล่าเจ้าหน้าที่นำไปแบ่งกัน
สระพลังงานก็คือของรางวัลประเภทนี้
ของรางวัลนี้ถือว่าหายากมาก หลายปีถึงจะมีสักครั้งหนึ่ง
ถึงแม้ว่านี่จะเป็นแค่สระพลังงานที่ให้สัตว์อสูรระดับกลางดูดซับ แต่เขาก็มีสัตว์อสูรระดับกลางอยู่ตัวหนึ่งพอดี!
เจ้าหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นในใจ ราวกับกำลังจะไปทำเรื่องผิดกฎหมาย เขาค่อยๆ เปิดประตูใหญ่ที่เก็บสระพลังงานเอาไว้อย่างระมัดระวัง
ถึงแม้ว่านี่จะเป็นกฎที่รู้กันโดยนัยในหมู่เจ้าหน้าที่ แต่เขาก็อยากจะเก็บผลประโยชน์นี้ไว้คนเดียว ไม่อยากจะแบ่งกับคนอื่น
ทว่าพอเขาเห็นสภาพของสระพลังงานที่อยู่ข้างใน คนก็ถึงกับโง่ไปเลยทีเดียว
เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมสระพลังงานนี้ถึงได้ใสสะอาดเหมือนกับน้ำเปล่าแบบนี้ล่ะ?
นี่… นี่มันไม่ใช่สภาพที่พลังงานในสระถูกดูดซับไปจนหมดแล้วหรอกเหรอ?
…
ณ วิลล่า ในห้องนั่งเล่น
“อาจารย์คะ ถิงเป่าจะลอกคราบอีกแล้วหรือเปล่าคะ?” เฉียวซางเอ่ยถามขึ้นทันทีที่เห็นมิเคลล่า
มิเคลล่าดึงมือที่กำลังตรวจสอบร่างกายของถิงเป่ากลับมา ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วพยักหน้าเล็กน้อย “ใช่แล้วล่ะ”
การดูดซับพลังงานจำนวนมากจะทำให้สัตว์อสูรประเภทมังกรลดระยะเวลาในการเติบโตลง แล้วเข้าสู่สภาวะลอกคราบก่อนกำหนด นี่เป็นเรื่องปกติธรรมดามาก เธอก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเหมือนสองครั้งก่อนหน้านี้อีกต่อไปแล้ว
พูดจบ เธอก็หยิบมือถือขึ้นมา แล้วติดต่อหาแจ็คเกอรีนอย่างชำนาญ
รอจนกระทั่งส่งข้อความเสร็จเรียบร้อย มิเคลล่าก็เอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ ว่า “เธอพาเจ้ามังกรอสนีบาตไปแช่สระพลังงานเมื่อไหร่กันเหรอ?”
“ก็เมื่อชั่วโมงที่แล้วเองค่ะ” เฉียวซางกล่าวตอบ
มิเคลล่าถึงกับชะงักไปเล็กน้อย “มังกรอสนีบาตแช่สระพลังงานแค่ชั่วโมงเดียวเองเหรอ?”
เฉียวซางพยักหน้ารับ ทันใดนั้นเธอก็นึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วกล่าวว่า
“ตอนแรกถิงเป่าดูดซับพลังงานในสระไม่ได้เร็วขนาดนั้นหรอกค่ะ แต่พอชาราร่าช่วยกำจัดสิ่งเจือปนในสระพลังงานออกไปให้แล้ว ความเร็วในการดูดซับพลังงานของมันก็เร็วขึ้นมากเลยค่ะ”
มิเคลล่าชะงักไปอีกครั้ง เธอหันไปมองยังชาราร่าด้วยความตกตะลึง “กำจัดสิ่งเจือปน?”
“เซี่ยเซี่ย” ชาราร่าพยักหน้ารับคำ
“นี่มันทักษะอะไรกันแน่คะ?” เฉียวซางเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ “ชาราร่าบอกว่าน่าจะเรียกว่าการชำระล้างได้ แต่ฉันกลับรู้สึกว่าทักษะนี้แตกต่างจากการชำระล้างอยู่บ้าง”
มิเคลล่าเงียบไปนานหลายอึดใจ สีหน้าของเธอดูสลับซับซ้อนอย่างยิ่งขณะจับจ้องไปยังชาราร่า ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป
“มันคือการดูดซับ”
“ดูดซับ?” เฉียวซางถึงกับงงไปชั่วขณะ
ทักษะดูดซับระดับกลางของธาตุพืชอย่างนั้นเหรอ?
ชาราร่าหันมามอง
“ไม่ใช่ทักษะดูดซับระดับกลางที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่เป็นทักษะดูดซับที่หาได้ยากยิ่งกว่านั้น” มิเคลล่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงขรึม “ถึงแม้ว่าจะเรียกว่าการดูดซับเหมือนกัน แต่ผลของมันแตกต่างจากทักษะดูดซับที่สามารถดูดพลังงานของคนอื่นได้อย่างสิ้นเชิง ทักษะดูดซับชนิดนี้ จะดูดซับได้เฉพาะสสารที่เป็นอันตรายเท่านั้น”
“สสารที่เป็นอันตราย?” เฉียวซางนึกอะไรขึ้นได้ ก็พลันร้อนใจขึ้นมาทันที เธอหันไปมองยังชาราร่า แล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงว่า
“การดูดซับสสารพวกนี้จะไม่เป็นอันตรายต่อชาราร่าใช่ไหมคะ?”
“เซี่ยเซี่ย”
ชาราร่าเห็นมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าแสดงท่าทีเป็นห่วงตัวเอง ก็ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาของมันโค้งลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ก่อนจะยิ้มแล้วส่งเสียงออกมา
วางใจเถอะ ไม่เป็นไรหรอก
“ย่าห์ ย่าห์” หยาเป่าที่ยืนอยู่ข้างๆ ร้องขึ้น ช่วยแปลให้ฟัง
มันบอกว่าไม่เป็นไร
เฉียวซางได้ยินดังนั้น ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกโล่งใจ
ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายก็ดีแล้ว
มิเคลล่าฟังภาษาของชาราร่าไม่ออก ไอพ่นเบิกฟ้ากับราชามังกรก็ไม่ได้ช่วยแปล เธอจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงขรึมต่อไปว่า
“ทักษะดูดซับที่สามารถดูดซับสสารที่เป็นอันตรายได้นี้ ถูกจัดให้เป็นทักษะเหนือระดับโดยพันธมิตร สสารที่เป็นอันตรายบนสิ่งของอะไรก็ตาม ทักษะนี้ก็สามารถดูดซับได้ทั้งหมด ตัวอย่างเช่นยาที่ระดับต่ำ ยาส่วนใหญ่ที่ระดับต่ำนั้น หนึ่งคือความบริสุทธิ์ไม่เพียงพอ สองคือมีสิ่งเจือปนอยู่มาก ถ้าหากใช้ทักษะดูดซับดูดสสารที่เป็นอันตรายที่อยู่ข้างในออกไป ระดับของยาทั้งหมดก็จะสูงขึ้นไปอีกขั้น”
เฉียวซางได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอเข้าใจได้ในทันทีว่าทำไมทักษะนี้ถึงได้ถูกจัดให้เป็นทักษะเหนือระดับ
ราคายานั้นแพงมากอยู่แล้ว หากระดับสูงขึ้นไปอีกหนึ่งระดับ ราคาก็อาจจะเพิ่มขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว
มิเคลล่ากล่าวต่อไปว่า “ในร่างกายของคนเราก็มีสสารที่เป็นอันตรายอยู่เช่นกัน ทักษะดูดซับนี้สามารถดูดซับสสารที่เป็นอันตรายในร่างกายของคนเราให้หมดจดได้เช่นกัน”
เฉียวซางได้ยินดังนั้น ก็หันไปมองชาราร่าโดยสัญชาตญาณ
ชาราร่าก็กำลังมองมาที่เธอพอดี
สี่ตาสบกัน ในแววตาของทั้งคู่ต่างก็มีความคิดที่อยากจะลองขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง
เฉียวซางไม่รอช้า เธอรีบนั่งขัดสมาธิลงบนพื้น แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นเล็กน้อยว่า
“เร็วเข้า ช่วยฉันดูดซับหน่อยสิ”
“เซี่ยเซี่ย” ชาราร่าเองก็มีความคิดนี้เช่นกัน มันจึงยื่นกรงเล็บออกไปเตรียมจะสัมผัสร่างกายของเธอ
มิเคลล่าเห็นดังนั้นเปลือกตาก็กระตุกเล็กน้อย เธอจึงรีบเอ่ยห้ามขึ้นมาว่า
“เดี๋ยวก่อน ฉันยังพูดไม่จบนะ!”
เฉียวซางกับชาราร่าจึงพร้อมใจกันหันไปมองเธอเป็นตาเดียว
มิเคลล่าค่อยๆ ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้าที่จริงจังว่า
“จากการวิจัยของทางพันธมิตรพบว่า สัตว์อสูรที่ครอบครองทักษะเหนือระดับอย่างการดูดซับและเคยใช้งานทักษะนี้มาแล้วหลายครั้ง โดยทั่วไปแล้วจะมีอายุขัยสั้นกว่าสัตว์อสูรในเผ่าพันธุ์เดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ”
(จบตอน)
บทที่ 1604—1605: รีบฟาดมันเร็วเข้า! (สองตอนรวมกัน)
เฉียวซางถึงกับงงไปชั่วขณะ แต่เมื่อได้สติ ความคิดที่อยากจะลองให้ชาราร่าช่วยดูดซับสสารที่เป็นอันตรายก็พลันมอดดับลงในทันทีราวกับถูกน้ำเย็นสาดเข้าใส่ เธอรีบลุกขึ้นพรวดพราด หันไปมองชาราร่าด้วยแววตาตื่นตระหนก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า
“เธอบอกว่าใช้ทักษะนี้แล้วจะไม่เป็นอันตรายต่อเธอไม่ใช่เหรอ!”
ที่จริงแล้วต่อให้ไม่ดูดซับสิ่งเจือปนในสระพลังงานก็ไม่เป็นไร อย่างมากก็แค่ทำให้ถิงเป่าดูดซับได้ช้าลงหน่อย แต่ถ้าเพียงเพราะเรื่องแค่นี้แล้วทำให้ชาราร่าต้องได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นอายุขัยสั้นลง มันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
“เซี่ยเซี่ย…”
ชาราร่าชะงักไปเล็กน้อย มันเอียงคอด้วยความงุนงง
มันก็รู้สึกว่าไม่มีอันตรายอะไรนี่นา…
เฉียวซางยังคงไม่วางใจนัก เธอจึงหันไปมองลู่เป่าที่อยู่ข้างๆ เป็นเชิงขอความช่วยเหลือ
ลู่เป่าที่ฟังบทสนทนาอยู่ตลอดก็เข้าใจในทันที อัญมณีบนหน้าผากของมันส่องแสงสีฟ้าจางๆ อ่อนโยน ฉายไปยังร่างของชาราร่าเพื่อตรวจสอบ
มิเคลล่าที่ยืนมองอยู่ข้างๆ เห็นภาพนี้ สีหน้าจริงจังของเธอก็พลันผ่อนคลายลงไม่น้อย
“เซี่ยเซี่ย…”
รอจนกระทั่งแสงสีฟ้าจางหายไป ชาราร่าที่ดูไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็แสดงสีหน้าเขินอายเล็กน้อย แล้วร้องออกมาหนึ่งครั้ง
มันรู้สึกว่าไม่มีอันตรายจริงๆ นะ พวกเธอไม่ต้องเป็นห่วงขนาดนี้ก็ได้
“ย่าห์ ย่าห์”
หยาเป่าที่ยืนอยู่ข้างๆ จึงรับหน้าที่เป็นล่ามแปลให้ฟังอย่างขยันขันแข็ง
“มันมีอันตรายบางอย่างแฝงอยู่ เธออาจจะยังไม่รู้สึกในตอนนี้” เฉียวซางกล่าวอย่างจริงจัง “ดังนั้นต่อไปนี้ก็อย่าใช้ทักษะนี้พร่ำเพรื่ออีกล่ะ”
ชาราร่ายังคิดจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อยืนยัน แต่พอเห็นสีหน้าจริงจังและแววตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของมนุษย์ตรงหน้า มันก็ต้องเก็บคำพูดที่อยากจะพูดลงไป แล้วพยักหน้าในที่สุด
“เซี่ยเซี่ย”
ในใจของมันรู้สึกว่าทุกคนมองมันบอบบางเกินไปแล้ว ทั้งที่ในความทรงจำที่สืบทอดมา ตัวมันเองก็เก่งกาจและแข็งแกร่งมากเหมือนกัน
และในความทรงจำที่สืบทอดมานั้น การดูดซับสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ก่อให้เกิดอันตรายอะไรจริงๆ
ตัวเองมีทักษะเหนือระดับแท้ๆ พวกเขาไม่ควรจะคิดว่าตัวเองเก่งและมีพรสวรรค์หรอกเหรอ?
ทั้งที่ตอนที่ชิงเป่าปลุกทักษะเหนือระดับขึ้นมาได้ เฉียวซางยังดีใจขนาดนั้น หรือจะเป็นเพราะว่าตัวเองไม่ใช่สัตว์อสูรที่เธอทำสัญญาด้วย? ความคิดนี้ทำให้ชาราร่ารู้สึกน้อยใจขึ้นมาเล็กน้อย
ชาราร่าไม่ค่อยเข้าใจนัก
“พูดถูกแล้ว” มิเคลล่าเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำพูดของเฉียวซาง “ต่อไปนี้ก็อย่าใช้ทักษะดูดซับอีก”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”
“เซี่ยเซี่ย”
ชาราร่าหันไปมองเธอ แล้วร้องขึ้นมาหนึ่งครั้ง
เรื่องนี้ฉันรับปากไม่ได้หรอกนะ ทุกทักษะล้วนมีเหตุผลในการดำรงอยู่ ในเมื่อฉันมีทักษะนี้ พอถึงเวลาที่ต้องใช้ ฉันก็จะใช้มัน
หยาเป่าเห็นว่าคำพูดของชาราร่าเป็นการโต้ตอบอาจารย์ของผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเอง จึงเลือกที่จะไม่แปลให้ฟัง
แน่นอนว่ามิเคลล่าฟังไม่ออก เธอเพียงแค่มองท่าทางที่ชาราร่าจ้องมองตัวเองอย่างน่ารักน่าเอ็นดูแล้วพูด ก็คิดว่ามันยอมรับปากแล้ว อดไม่ได้ที่จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงว่า
“รับปากแล้วก็ดีแล้วล่ะ”
ชาราร่า: “???”
หลังจากคุยกันอีกสองสามประโยค มิเคลล่าก็มีธุระต้องออกจากบ้านไปอีกครั้ง เฉียวซางจึงนั่งลงบนโซฟา เฝ้าอยู่ข้างๆ ถิงเป่าที่ยังคงหลับใหลไม่ได้สติ
ทันใดนั้นเธอก็นึกอะไรขึ้นได้ แล้วหันไปมองชาราร่า เอ่ยด้วยน้ำเสียงขอโทษว่า
“ตอนที่ถิงเป่าลอกคราบต้องมีคนคอยเฝ้าอยู่ข้างๆ ตลอดเวลาเลยน่ะ รอให้มันลอกคราบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันจะรีบพาเธอไปที่ศูนย์เพาะชำนะ”
“เซี่ยเซี่ย”
ชาราร่าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มหวาน แล้วพยักหน้าอย่างแรงเป็นการตอบรับ
...
วันรุ่งขึ้น เวลาบ่ายสี่โมง
“ซุนซุน?”
ซุนเป่าเช็ดเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริงบนหน้าผากของมัน แล้วลอยไปอยู่ข้างๆ ถิงเป่า พลางร้องเรียกเบาๆ
เจ้าหกยังไม่ตื่นอีกเหรอ?
“น่าจะใกล้แล้วล่ะ” เฉียวซางกล่าวตอบอย่างใจเย็น
พูดจบ เธอก็ถามขึ้นว่า “แล้วไลฟ์สดเป็นยังไงบ้างล่ะ?”
“ซุนซุน~”
ซุนเป่าแสยะปากยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ แล้วร้องขึ้นมาหนึ่งครั้งด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น บอกว่าก็ไม่เลวเลย พอเปลี่ยนบัญชีใหม่แล้ว ทุกคนก็มาดูมันกันทั้งนั้น
มาดูภูตผีฟาดกระเบื้องกันทั้งนั้น... เฉียวซางกล่าวอย่างมีความหมายลึกซึ้ง
“บางครั้งเนื้อหาในไลฟ์สดก็เปลี่ยนบ้างก็ได้นะ”
ความหมายก็คืออย่าเอาแต่ฟาดกระเบื้องทั้งวัน บางครั้งก็ควรจะฝึกทักษะอื่นโชว์บ้าง
ตอนที่เธอเฝ้าถิงเป่าอยู่ ก็แอบดูไลฟ์สดของซุนเป่าเป็นครั้งคราว แล้วพบว่ามันเอาแต่ฟาดกระเบื้องมาทั้งวันจริงๆ
“ซุนซุน~”
ดวงตาของซุนเป่าเป็นประกายขึ้นมาทันที แล้วร้องขึ้นมาหนึ่งครั้ง บอกว่ามันก็มีความคิดนี้อยู่พอดีเลย
พูดจบ มันก็หยิบมือถือขึ้นมา ชี้ไปยังถิงเป่าที่นอนอยู่บนพื้น แล้วร้องเสนออย่างตื่นเต้นว่า
“ซุนซุน~”
มันอยากจะไลฟ์สดให้ทุกคนดูเจ้าหกลอกคราบ
เฉียวซาง: “…”
เฉียวซางกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง
แต่ทันใดนั้นเอง ถิงเป่าก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แล้วเริ่มบิดตัวไปมาโดยสัญชาตญาณ
ความสนใจทั้งหมดของเฉียวซางก็พลันไปอยู่ที่ถิงเป่าในทันที
“ซุนซุน!”
ส่วนซุนเป่าก็ไม่รอช้า รีบเปิดไลฟ์สดขึ้นมาทันที แล้วร้องใส่กล้องอย่างจริงจัง จากนั้นก็หันกล้องไปยังถิงเป่าที่กำลังจะเริ่มลอกคราบ
ถิงเป่าบิดตัวไปมาอย่างช้าๆ
ในเวลาไม่นานนัก ผิวหนังเก่าของมันก็ค่อยๆ ลอกออกมาอย่างสมบูรณ์
“ถิงถิง?”
ถิงเป่าเหมือนเพิ่งจะตื่นขึ้นมาจริงๆ มันมองไปรอบๆ อย่างงุนงง และมองผิวหนังที่ตัวเองเพิ่งลอกออกมา แล้วร้องขึ้นมาหนึ่งครั้ง
ทำไมมันถึงลอกคราบเร็วขนาดนี้อีกล่ะ?
น้ำเสียงของมันไม่มีความภาคภูมิใจแม้แต่น้อย เพียงแค่แสดงความสงสัยต่อเรื่องนี้อย่างแท้จริง
“ก็เพราะว่านายดูดซับพลังงานไปเยอะมากในคราวเดียวน่ะสิ” เฉียวซางยิ้มอธิบาย
“ซุนซุน?”
ไม่รอให้ถิงเป่าได้พูดอะไรต่อ ซุนเป่าก็แสยะปากยิ้มใส่กล้อง แล้วร้องขึ้นมาหนึ่งครั้ง บอกว่าไลฟ์สดจบแล้ว จากนั้นก็ปิดมือถือ แล้วหันมาแสดงสีหน้าสงสัย พลางร้องถาม
ความเร็วในการลอกคราบของเจ้าหกนี่ถือว่าเร็วมากในบรรดาสัตว์อสูรประเภทมังกรเลยเหรอ?
พูดจบ มันก็หันไปมองราชามังกรที่กำลังนอนดูโทรทัศน์อยู่ข้างๆ อย่างต้องการคำตอบ
ราชามังกรสัมผัสได้ถึงสายตา ร่างกายก็พลันแข็งทื่อไปชั่วขณะ จากนั้นก็กลับมาเป็นปกติ แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดนั้น
“แน่นอนว่าเร็วมาก” เฉียวซางกล่าว “สัตว์อสูรระดับกลางประเภทมังกรบางตัวอาจจะใช้เวลาเป็นปีกว่าจะลอกคราบได้สักครั้ง”
“ซุนซุน!”
ซุนเป่าลองเปรียบเทียบเวลาในใจดู แล้วหันไปมองถิงเป่าด้วยสีหน้าตกตะลึง
เจ้าหก นายลอกคราบเร็วเกินไปแล้ว!
“ถิงถิง”
ถิงเป่าพยักหน้าอย่างเห็นด้วยอย่างยิ่ง
มันก็คิดว่าเร็วมากเหมือนกัน
พูดจบ มันก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ บิดตัวบินไปยังกระจกเต็มตัว เพื่อสำรวจดูว่าตัวเองตัวใหญ่ขึ้นแค่ไหน
ซุนเป่าถึงได้สังเกตเห็นว่าร่างกายของถิงเป่าใหญ่ขึ้นอีกไม่น้อย สีหน้าก็อดไม่ได้ที่จะชะงักไปด้วยความทึ่ง
“ซุนซุน!”
ทันใดนั้น สีหน้าของมันก็เปลี่ยนเป็นดีใจขึ้นมาทันที มันชี้ไปยังถิงเป่าแล้วร้องเสียงดังลั่น
เจ้าหก! นายจะวิวัฒนาการแล้ว!
ในกระจก หินยับยั้งการวิวัฒนาการที่ถิงเป่าสวมอยู่กำลังส่องแสงสีขาวเจิดจ้าออกมาอย่างต่อเนื่อง
“!!!”
ราชามังกรลุกขึ้นพรวดพราดหันมามองด้วยความตกใจ จากนั้นมันก็รู้สึกว่าตัวเองมีปฏิกิริยามากเกินไป จึงแสร้งทำเป็นไม่สนใจแล้วนอนลงไปใหม่
แต่ถึงอย่างนั้น สายตาของมันก็ยังคงจับจ้องไปยังถิงเป่าอย่างควบคุมไม่ได้
ในฐานะที่เป็นสัตว์อสูรประเภทมังกร มันรู้ดีที่สุดว่าสัตว์อสูรประเภทมังกรนั้นวิวัฒนาการได้ช้าแค่ไหน โดยเฉพาะยิ่งระดับสูงขึ้นก็จะยิ่งช้าลง ตอนที่เข้าร่วมการแข่งขันศึกชิงถ้วยอวกาศกับมิเคลล่ามันเป็นระดับจักรพรรดิ ตอนนี้ก็ยังคงเป็นระดับจักรพรรดิอยู่เหมือนเดิม
เมื่อก่อนตอนที่มันวิวัฒนาการจากระดับกลางเป็นระดับสูงก็ใช้เวลาเกือบหนึ่งปีเต็ม ตอนนั้นสัตว์อสูรประเภทมังกรทุกตัวที่มันรู้จักต่างก็อิจฉาที่มันได้ทำสัญญากับผู้ฝึกสัตว์อสูรที่เก่งกาจ แต่เจ้าตัวเล็กนี่กลับวิวัฒนาการได้เร็วกว่ามันมากมายนัก…
ให้ตายสิ ถ้าเจ้าพวกตัวน้อยในเผ่าพันธุ์ของมันได้ทำสัญญากับเฉียวซาง บางทีตอนนี้มังกรที่กำลังจะวิวัฒนาการก็อาจจะเป็นพวกมันก็ได้!
ชั่วขณะหนึ่ง ราชามังกรก็รู้สึกเจ็บจี๊ดในใจขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ถิงถิง?”
ดวงตาของถิงเป่าเป็นประกายวาววับ มันจะวิวัฒนาการแล้วอย่างนั้นเหรอ?
พูดพลาง มันก็อยากจะถอดหินยับยั้งการวิวัฒนาการออกโดยสัญชาตญาณ แต่พอสัมผัสกับหินยับยั้งการวิวัฒนาการ มันก็นึกถึงคำพูดของผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองขึ้นได้ การเคลื่อนไหวจึงหยุดลงชะงัก
“แค่พลังงานในร่างกายนายถึงระดับที่จะวิวัฒนาการได้เท่านั้นแหละ” เฉียวซางยิ้มกล่าว “ถ้าอยากจะวิวัฒนาการจริงๆ นายยังต้องทนรับการโจมตีของไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์ให้ได้ก่อน”
ถ้าถิงเป่าเป็นแค่มังกรอสนีบาตธรรมดา แค่เงื่อนไขการวิวัฒนาการข้อนี้ข้อเดียวก็คงทำให้เธอต้องกังวลไปอีกนาน
ไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์ ก็เหมือนกับไฟฟ้าหนึ่งแสนโวลต์ ทั้งสองทักษะล้วนถูกจัดให้เป็นทักษะระดับสูงของธาตุไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม พลังของทักษะระดับสูงที่มีธาตุเดียวกันบางทักษะก็ไม่เท่ากัน อย่างเช่นไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์กับไฟฟ้าหนึ่งแสนโวลต์ ทั้งที่เป็นทักษะระดับสูงเหมือนกัน แต่พลังกลับต่างกันถึงสิบกว่าเท่า
มีข่าวลือว่า เดิมทีไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์เกือบจะถูกจัดให้เป็นทักษะเหนือระดับได้แล้ว แต่เนื่องจากไฟฟ้าสิบล้านโวลต์ถูกจัดให้เป็นทักษะเหนือระดับอย่างชัดเจนแล้ว ไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์จึงถูกจัดให้เป็นระดับสูงแทน
แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้เป็นแค่ข่าวลือที่ยังไม่มีการยืนยัน
ในความคิดของเฉียวซาง พลังของไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์เมื่อเทียบกับทักษะเหนือระดับประเภทโจมตีแล้ว ก็ยังมีความแตกต่างอยู่บ้าง แต่ในบรรดาทักษะระดับสูงด้วยกันแล้ว ถือว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างแน่นอน
ถ้าเป็นแค่มังกรอสนีบาตธรรมดา แค่เงื่อนไขการวิวัฒนาการข้อนี้ข้อเดียว ก็คงจะต้องใช้เวลาไม่น้อย แต่ถิงเป่ามีลักษณะเฉพาะตัวสายล่อฟ้าระดับ S เงื่อนไขการวิวัฒนาการนี้สำหรับมันแล้ว ก็เป็นแค่ปัญหาเรื่องการหาสัตว์อสูรที่ใช้ไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์ให้ได้เท่านั้น
“ซุนซุน~”
ซุนเป่าตอนนี้มีมือถือแล้ว พอว่างๆ ก็อยากจะใช้มัน พอได้ยินคำพูดของผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเอง มันก็รีบร้องบอกถิงเป่าทันที บอกว่าพี่ใหญ่จะไปหาสัตว์อสูรที่ใช้ไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์ได้มาให้เดี๋ยวนี้เลย
พูดจบ ก็หยิบมือถือขึ้นมา เตรียมจะประกาศภารกิจในทันที
แต่ในตอนนั้นเอง เฉียวซางก็กล่าวขึ้นว่า
“ไม่ต้องหรอก ภารกิจนี้ฉันประกาศไปแล้ว สัตว์อสูรที่ใช้ไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์ได้ก็หาเจอแล้ว ฉันบอกให้มันมาพรุ่งนี้ตอนกลางคืนแล้วล่ะ”
พูดพลาง เธอก็ส่งข้อความเสียงในแอปพลิเคชันทางการของศูนย์ผู้ฝึกสัตว์อสูรไปยังสัตว์อสูรที่รับภารกิจ
“รบกวนคุณมาทำภารกิจพรุ่งนี้ตอนประมาณสองทุ่มนะคะ เดี๋ยวฉันจะส่งตำแหน่งไปให้”
เมื่อวานตอนที่ยืนยันแล้วว่าถิงเป่ากำลังจะลอกคราบครั้งที่สาม เธอก็ไม่รอช้า ประกาศภารกิจไปล่วงหน้าแล้ว
“ซุนซุน…”
ซุนเป่าได้ยินดังนั้น ก็ต้องวางมือถือลงอย่างผิดหวังเล็กน้อย
“ถิงถิง?”
ถิงเป่าแสดงสีหน้าไม่เข้าใจ แล้วร้องถามขึ้น
ทำไมต้องรอถึงพรุ่งนี้กลางคืนด้วยล่ะ?
“ก็เพราะว่านายเพิ่งจะลอกคราบเสร็จ ต้องใช้เวลาปรับตัวหนึ่งวันเต็มๆ” เฉียวซางพูดไปพลาง ส่งตำแหน่งไปพลาง “พรุ่งนี้กลางคืนก็เป็นเวลาวิวัฒนาการที่เร็วที่สุดแล้ว”
“ถิงถิง”
ถิงเป่าแสดงสีหน้า “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง” แล้วร้องขึ้นมาหนึ่งครั้งอย่างเข้าใจ
ผู้ฝึกสัตว์อสูรที่ตัวเองเลือกนี่ช่างฉลาดจริงๆ คิดทุกอย่างไว้หมดแล้ว
“ถิงถิง!”
ถิงเป่ายิ่งมองผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองก็ยิ่งรู้สึกชื่นชอบ มันบิดตัวบินมา หางก็สะบัด เตรียมจะม้วนร่างของผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองขึ้นมาเล่นเหมือนอย่างเคย
เฉียวซางสังเกตเห็นความตั้งใจของมันได้อย่างเฉียบคม เธอจึงรีบแสดงสีหน้าเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ แล้วหันไปมองชาราร่าที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ แล้วกล่าวว่า
“ตอนนี้ถิงเป่าลอกคราบเสร็จแล้ว พวกเราไปกันเถอะ ไปที่ศูนย์เพาะชำ ฉันรับปากเธอไว้แล้วนี่เนอะ”
“เซี่ยเซี่ย”
ดวงตาของชาราร่าโค้งลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว แล้วพยักหน้าอย่างดีใจ
ถิงเป่าเห็นดังนั้น ก็ต้องหยุดการกระทำที่ตั้งใจไว้ลงอย่างช่วยไม่ได้
ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสี่โมงกว่าแล้ว ศูนย์เพาะชำใกล้จะปิดทำการ เฉียวซางจึงอุ้มชาราร่า แล้วให้ซุนเป่าใช้ข้ามพิกัดมิติย้ายตำแหน่งไปที่นั่นโดยตรง
ในไม่ช้า พร้อมกับหยาเป่าที่อยากจะไปด้วย ร่างทั้งสี่ก็หายวับไปจากที่เดิม
“ถิงถิง…”
ถิงเป่าหวนนึกถึงภาพที่ผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองอุ้มชาราร่า ภาพที่ดูเข้ากันดีอย่างประหลาด แล้วนึกถึงคำพูดของมิเคลล่าเมื่อก่อน ทั้งที่รู้ว่าตัวเองทำสัญญาแล้ว แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ
มันคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงตัดสินใจหันไปบินไปยังทิศทางของสนามฝึกกลางแจ้งเพื่อฝึกฝนต่อไป
...
วันรุ่งขึ้น เวลาหนึ่งทุ่มห้าสิบห้านาที
“ติ๊งต่อง~”
เสียงกริ่งประตูดังขึ้น
กงเป่าบินไปที่โถงทางเข้าเพื่อเปิดประตู
นอกประตูมีสัตว์อสูรประเภทกิ้งก่าสองเท้าตัวหนึ่งยืนอยู่ ขนาดตัวประมาณหนึ่งเมตร มีหัวโต ตัวเป็นสีเหลืองทั้งหมด สวมกำไลข้อมือย่อส่วนขนาดเล็กอยู่
“ลั่วลั่ว”
สัตว์อสูรประเภทกิ้งก่ายิ้มแล้วร้องทักทายขึ้นมาหนึ่งครั้ง
“กงฉิว” กงเป่าหลีกทางให้
เฉียวซางเดินมาจากห้องนั่งเล่น แล้วกล่าวต้อนรับว่า “เข้ามาเลย พวกเราเริ่มกันได้เลย”
กิ้งก่าประกายแสง สัตว์อสูรระดับนายพลธาตุไฟฟ้า ถ้าใช้ไฟฟ้ากระตุ้นกล้ามเนื้อ พลังขาก็จะเพิ่มขึ้นถึงขีดสุด เมื่อกี้มันแนะนำตัวแล้ว เธอจึงรู้จากในหัวของกงเป่าว่าอีกฝ่ายพูดอะไร
พูดจบ เธอก็นำทางไปยังสนามฝึกกลางแจ้ง
“ลั่วลั่ว”
กิ้งก่าประกายแสงร้องขึ้นมาหนึ่งครั้ง แล้วเดินตามไปข้างหลังอย่างเงียบๆ
ทันใดนั้น มันก็ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว “ปัง!” “ตูม!” “บึ้ม!” ต่างๆ นานา ร่างกายก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านขึ้นมา
จากนั้น มันก็ได้เห็นภาพที่ทำให้มันต้องจดจำไปตลอดชีวิต
เบื้องหน้ามันคือสนามฝึกที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรหลากหลายชนิดที่มันไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งลมพายุสายฟ้า เพลิงโลกันตร์ หิมะถล่มสีขาว และปืนใหญ่แสงสีขาว ทักษะอันน่าสะพรึงกลัวที่มันไม่แม้แต่จะรู้จักถูกปลดปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องจนระเบิดไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ทั้งสนามดูเหมือนจะไม่มีที่ให้เหยียบเลยแม้แต่ที่เดียว
“ทุกคน หยุดก่อน อย่าเพิ่งฝึก” เฉียวซางกล่าว
สิ้นเสียงของเธอ ร่างแยกทั้งหมดก็หายไปทีละร่าง ในไม่ช้า บนสนามก็เหลือเพียงแค่ร่างจริงของหยาเป่าและพวกที่เหลือ
“ย่าห์ ย่าห์?”
หยาเป่าวิ่งเข้ามา แล้วร้องถามบอกว่าเป็นคนที่มาช่วยถิงเป่าวิวัฒนาการมาถึงแล้วเหรอ?
“ถิงถิง!”
ดวงตาของถิงเป่าเป็นประกายขึ้นมาทันที มันบิดตัวบินมาอย่างรวดเร็ว
เฉียวซาง “อืม” หนึ่งครั้ง แล้วแนะนำว่า “มันชื่อกิ้งก่าประกายแสง”
พูดจบ เธอก็หันไปมองกิ้งก่าประกายแสง แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายยืนนิ่งด้วยสีหน้าเหม่อลอยเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว
“กิ้งก่าประกายแสง?” เฉียวซางร้องเรียกอีกครั้ง
“ลั่วลั่ว!” กิ้งก่าประกายแสงสะดุ้งสุดตัวจนรอยยิ้มบนใบหน้าหายไป เหมือนกับพนักงานที่กำลังแอบเล่นมือถือแล้วถูกหัวหน้าเรียกชื่อ มันรีบร้องขึ้นอย่างตกใจ บอกว่าตัวเองฟังอยู่
“นี่คือเป้าหมายที่ฉันให้นายใช้ไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์ใส่ ถิงเป่า” เฉียวซางแนะนำ
“ลั่วลั่ว”
ทั้งที่สัตว์อสูรประเภทมังกรตรงหน้าไม่มีกลิ่นอายของผู้แข็งแกร่ง ดูแล้วระดับก็ไม่สูงเท่าตัวเอง แต่กิ้งก่าประกายแสงก็ยังรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับหัวหน้าตัวน้อย มันจึงรีบทักทายหนึ่งครั้งอย่างนอบน้อม
“ถิงถิง” ถิงเป่าร้องขึ้นอย่างรอคอยไม่ไหว บอกว่ารีบใช้ไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์ฟาดมันเร็วเข้า มันรอไม่ไหวแล้ว
ตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนนี้ กิ้งก่าประกายแสงไม่เคยได้ยินคำขอที่ประหลาดขนาดนี้มาก่อน แต่มันก็รู้ว่านี่คือภารกิจ จึงได้แต่พยักหน้ารับคำ
“ลั่วลั่ว”
เฉียวซางกับหยาเป่าจึงถอยไปอยู่ข้างๆ เพื่อเปิดทาง
ลู่เป่าและพวกมันเดินเข้ามาสมทบ ยืนดูอยู่ข้างๆ อย่างสนใจ
“ซุนซุน~”
ซุนเป่าโบกกรงเล็บใส่กล้องในมือถือ แล้วร้องขึ้นมาหนึ่งครั้ง จากนั้นก็ปิดไลฟ์สด
“ชิงชิง?” ชิงเป่าลอยไปอยู่ข้างๆ มัน แสดงสีหน้าแปลกใจ แล้วร้องถาม บอกว่านายไม่ไลฟ์สดเจ้าหกวิวัฒนาการเหรอ
ต้องขอบคุณซุนเป่า ตอนนี้ชิงเป่าก็รู้แล้วว่าไลฟ์สดคืออะไร
“ซุนซุน~”
ซุนเป่าหวนนึกถึงบัญชีแรกที่ตัวเองสร้างขึ้นมา แล้วร้องขึ้นมาหนึ่งครั้งด้วยน้ำเสียงกังวล บอกว่าถ้าพวกเขาเห็นเจ้าหกวิวัฒนาการแล้วหล่อเกินไป แล้วคิดว่ามันไม่หล่อแล้วจะทำยังไง
ชิงเป่า: “…”
เชื่อฉันเถอะ ที่พวกเขาติดตามนาย ไม่ใช่เพราะคิดว่านายหล่อหรอก… เฉียวซางที่ฟังบทสนทนาอยู่ข้างๆ ได้แต่บ่นในใจ แต่สายตาก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่ถิงเป่ากับกิ้งก่าประกายแสงไม่วางตา
ทันใดนั้นเธอก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงหยิบมือถือออกมา ส่งข้อความหาอาจารย์มิเคลล่า
[สัตว์อสูรที่ใช้ไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์ได้มาแล้ว ถิงเป่ากำลังจะวิวัฒนาการแล้วค่ะ]
และในขณะเดียวกัน บนตัวของกิ้งก่าประกายแสงก็พลันปรากฏประกายไฟฟ้าสีเหลืองนับไม่ถ้วนขึ้นมา ราวกับงูสายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัวนับพันตัวพันกันไปมา สุดท้ายก็รวมกันเป็นพลังสายฟ้าที่หนาและน่ากลัวเส้นหนึ่ง ฟาดลงบนตัวของถิงเป่าอย่างรุนแรง
ถิงเป่าไม่แสดงความกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม สีหน้าของมันกลับดูตื่นเต้นเล็กน้อย
มันรู้ดีว่าตัวเองกำลังจะวิวัฒนาการแล้ว
พลังสายฟ้าอันเจิดจ้าแผ่ซ่านไปทั่วร่างของมันอย่างงดงาม
“อย่าหยุด ใช้สายฟ้าต่อไปเรื่อยๆ!” เฉียวซางวางมือถือลงแล้วตะโกนให้กำลังใจ
“ลั่วลั่ว!”
กิ้งก่าประกายแสงตอบรับหนึ่งครั้ง มันแสดงสีหน้าจริงจัง รักษาระดับพลังสายฟ้าบนตัวแล้วฟาดไปยังถิงเป่าอย่างต่อเนื่อง
ถิงเป่าที่อยู่ท่ามกลางสายฟ้านึกถึงคำพูดที่ผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองกำชับไว้ก่อนหน้านี้ กรงเล็บของมันก็ค่อยๆ ยกขึ้น แล้วถอดหินยับยั้งการวิวัฒนาการออก
และในทันใดนั้นเอง ท่ามกลางพลังสายฟ้าอันเจิดจ้า แสงสีขาวที่สว่างจ้ายิ่งกว่าก็พลันสว่างวาบขึ้นมา
(จบตอน)
บทที่ 1606—1607: กายบริสุทธิ์ (สองตอนรวมกัน)
เจ้ากิ้งก่าประกายแสงหยุดปล่อยพลังสายฟ้าในทันที เมื่อมันเห็นลำแสงสีขาวเจิดจ้าที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า
ในขณะเดียวกัน เฉียวซางก็ไม่รอช้า จิตของเธอพุ่งเข้าไปในตำราอสูรทันที เธอพลิกไปยังหน้าข้อมูลของถิงเป่าอย่างรวดเร็ว แล้วจัดการเพิ่มแต้มให้กับทักษะหางมังกรจนพุ่งทะยานสู่ขั้นไร้ที่ติโดยตรง
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เพื่อเป้าหมายสุดท้ายคือการโค่นล้มมังกรพื้นปฐพีให้จงได้ ถิงเป่าได้ใช้เวลาว่างทั้งหมดไปกับการฝึกฝนทักษะหางมังกรอย่างหนักหน่วง จนตอนนี้ระดับความชำนาญของมันก็ก้าวเข้าสู่ขั้นสูงสุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แม้ว่าความชำนาญของทักษะจ้องตาข่มกับตาข่ายสายฟ้าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน แต่หากต้องการใช้แต้มสะสมให้เกิดประโยชน์สูงสุด การอัปเกรดทักษะระดับสูงย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น จากการแข่งขันอิสระเก็บคะแนนสัตว์อสูรในครั้งนี้ ถิงเป่าก็ได้สะสมคะแนนมามากมายหลายหมื่นแต้ม การจะใช้แต้มเพื่อยกระดับทักษะจากขั้นสูงสุดไปสู่ขั้นไร้ที่ตินั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่สบายมาก
และในจังหวะที่เฉียวซางกำลังเพิ่มแต้มอยู่นั่นเอง ร่างของมิเคลล่าและไอพ่นเบิกฟ้าก็พลันปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า
เธอมองแสงแห่งการวิวัฒนาการอันเข้มข้นตรงหน้าแล้วถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ แล้วรีบหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋า กดเบอร์โทรหาแจ็คเกอรีนทันที
หลังจากเสียงสัญญาณดังขึ้นสองสามครั้ง ปลายสายก็กดรับ
“ดูเหมือนอาจจะต้องรบกวนให้เธอรีบมาที่นี่อีกรอบนะ พอดีว่ามังกรอสนีบาตวิวัฒนาการแล้วน่ะ”
พูดจบ เธอก็วางสายไป
อันที่จริง มิเคลล่ารู้ตั้งแต่ตอนที่คุยกันบนโต๊ะอาหารแล้วว่าคืนนี้เฉียวซางได้นัดสัตว์อสูรที่สามารถใช้ไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์ได้มาช่วยให้มังกรอสนีบาตวิวัฒนาการ ดังนั้นเธอจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรเป็นพิเศษ แต่ถึงอย่างนั้น พอได้มาเห็นภาพนี้กับตาตัวเอง ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหม่อลอยไปชั่วขณะ
มังกรอสนีบาต… วิวัฒนาการแล้วจริงๆ…
ความเร็วในการเติบโตขนาดนี้ มันเร็วยิ่งกว่าสัตว์อสูรประเภทแมลงบางตัวเสียอีก…
ทันใดนั้นมิเคลล่าก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอหันขวับไปมองราชามังกรที่ยืนอยู่ไม่ไกล
และก็เป็นไปตามคาด เธอก็เห็นราชามังกรกำลังจ้องมองแสงสีขาวแห่งการวิวัฒนาการของมังกรอสนีบาตอย่างเหม่อลอยไม่ต่างกัน
“อาจารย์คะ ถิงเป่าวิวัฒนาการแล้ว นิสัยของมันจะไม่เปลี่ยนไปมากใช่ไหมคะ?” จิตของเฉียวซางกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง เธอสังเกตเห็นการมาถึงของอาจารย์มิเคลล่า จึงเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกังวลอยู่เล็กน้อย
เธอจำได้ว่าสัตว์อสูรบางชนิดเมื่อวิวัฒนาการแล้ว นิสัยก็จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง และนอกเหนือจากสัตว์อสูรบางประเภทที่ต้องอาศัยพลังงานด้านอารมณ์ในการวิวัฒนาการแล้ว สัตว์อสูรประเภทมังกรก็เป็นที่รู้กันดีในวงกว้างว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่นิสัยเปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดหลังจากการวิวัฒนาการ
ในโลกแห่งความเป็นจริง อาจจะมีผู้ฝึกสัตว์อสูรที่ทำสัญญากับมังกรอยู่ไม่กี่คน แต่บนโลกอินเทอร์เน็ตกลับเต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการทำสัญญากับมังกร ในขณะที่ผู้คนมากมายต่างพากันอิจฉาที่พวกเขาได้ครอบครองมังกร พวกเขากลับกำลังพร่ำระบายถึงโศกนาฏกรรมต่างๆ ที่ต้องเผชิญจากการทำสัญญากับสัตว์อสูรสุดแข็งแกร่งเหล่านี้
มิเคลล่าเองก็ไม่กล้าฟันธงร้อยเปอร์เซ็นต์ เธอจึงได้แต่ตอบกลับไปตามตรงว่า
“เรื่องนั้นจะเป็นยังไง ก็คงต้องรอดูหลังจากที่มันวิวัฒนาการเสร็จเรียบร้อยแล้วนั่นแหละ”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวเสริม “แต่เธอไม่ต้องกังวลมากเกินไปหรอกนะ ฉันว่ามังกรอสนีบาตก็ดูจะชอบเธอมาก จากผลการวิจัยพบว่า สัตว์อสูรประเภทมังกรที่นิสัยเปลี่ยนไปหลังจากการวิวัฒนาการน่ะ ไม่ใช่เพราะนิสัยของพวกมันเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันหรอก แต่เป็นเพราะพวกมันแข็งแกร่งขึ้น แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองอ่อนแอเกินไปจนตามฝีเท้าไม่ทัน หรือรู้สึกว่าผู้ฝึกสัตว์อสูรไม่สามารถมอบทรัพยากรที่ดีพอให้กับตัวเองได้ นิสัยของพวกมันถึงได้เปลี่ยนไป”
พอได้ฟังดังนั้น เฉียวซางก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที
เรื่องอื่นเธออาจจะไม่มั่นใจ แต่ถ้าเป็นเรื่องความสามารถและทรัพยากรล่ะก็ ตอนนี้เธอมีครบทั้งสองอย่างแน่นอน
ขณะที่บทสนทนาดำเนินไป แสงสีขาวเจิดจ้าก็ค่อยๆ จางหายไป
เผยให้เห็นร่างของสัตว์อสูรตัวหนึ่งที่บัดนี้มีขนาดใหญ่เกือบห้าเมตร ทั่วร่างปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีม่วงอร่าม สองข้างของศีรษะมีเขาที่แตกกิ่งเป็นรูปสายฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของธาตุไฟฟ้า ตามลำตัวและหางมีวัตถุรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสีเหลืองประดับอยู่เป็นระยะ ส่วนท้องเป็นสีขาว ด้านหน้ามีขาหน้าสองข้าง และใกล้กับหางก็มีขาหลังอีกสองข้างปรากฏขึ้นสู่สายตาของทุกคน
มังกรอสนีบาตผกผัน สัตว์อสูรระดับสูงสองธาตุมังกรและไฟฟ้า มีนิสัยหยิ่งยโสและพลังโจมตีสูงมาก พอเจอคนกับสัตว์อสูรที่ไม่ชอบหน้าก็จะฟาดสายฟ้าใส่โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง และยังเลือกคู่ต่อสู้ของตัวเองอีกด้วย ถ้าเจอตัวที่อ่อนแอเกินไปก็จะหมดอารมณ์ที่จะต่อสู้ด้วยทันที แม้จะอยู่ท่ามกลางการแข่งขันก็ตาม
ที่มาของชื่อมังกรอสนีบาตผกผันนั้น ว่ากันว่าในตอนนั้นศาสตราจารย์ผู้มีสิทธิ์ในการตั้งชื่อต้องการจะตั้งชื่อตามลักษณะนิสัยของมัน
ตอนที่เขากำลังสังเกตการณ์และพยายามจะให้มันต่อสู้ เจ้ามังกรอสนีบาตผกผันก็เพียงแค่เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะฟาดสายฟ้าใส่เขาเปรี้ยงใหญ่หนึ่งครั้ง ชื่อนี้จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา
ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องผุดขึ้นมาในหัวของเฉียวซาง เธออดคิดในใจไม่ได้ว่า ตอนที่ถิงเป่ายังไม่วิวัฒนาการเป็นมังกรอสนีบาตผกผัน พอเจอคนกับสัตว์อสูรที่ไม่ชอบหน้า มันก็ชอบฟาดสายฟ้าใส่โดยไม่พูดอะไรเหมือนกันนี่นา
“ถิงถิง!”
ขณะที่กำลังคิดเพลินๆ ถิงเป่าที่บัดนี้รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงก็สัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่เอ่อล้นอยู่ในร่างกาย มันแสดงสีหน้าดีใจออกมาอย่างปิดไม่มิด ก่อนจะหันไปมองผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเอง แล้วบิดเรือนร่างอันสง่างามบินเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
ทว่าในจังหวะที่มันกำลังจะใช้หางม้วนร่างของผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองขึ้นมาเล่นเหมือนเคย สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นมิเคลล่าที่ยืนอยู่ข้างๆ เข้าพอดี สีหน้าของมันก็พลันบึ้งตึงลงทันที บนร่างปรากฏประกายไฟฟ้าสีเหลืองที่ดังเปรี๊ยะๆ ขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ
ประกายไฟฟ้านี้รุนแรงราวกับอสรพิษสายฟ้าอันบ้าคลั่งนับพันตัว ดูทรงพลังกว่าตอนที่ยังเป็นมังกรอสนีบาตชนิดที่เทียบกันไม่ติด
ดูเหมือนว่านิสัยจะแย่ลงไม่น้อยเลยนะ… มิเคลล่าใจกระตุกวูบ แต่ภายนอกก็ยังคงสงบนิ่งดุจขุนเขาไท่ ไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ทำไมมาถึงก็ฟาดเลยล่ะ… เฉียวซางรีบร้องห้ามทันที
“ถิงเป่า!”
“ถิงถิง” พอได้ยินเสียงของผู้ฝึกสัตว์อสูร ถิงเป่าก็พลันได้สติกลับคืนมา ประกายไฟฟ้าบนตัวจึงค่อยๆ จางหายไป มันหันไปมองผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเอง เผยรอยยิ้มกว้างออกมาอย่างน่ารัก ก่อนที่หางจะสะบัดไปม้วนร่างของเธอขึ้นมา แล้วโยนขึ้นไปบนอากาศอย่างแรงด้วยความร่าเริง
มิเคลล่า: “…”
ไอ้ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกับพลิกฝ่ามือนี่มันอะไรกัน…
มิเคลล่ากระแอมเบาๆ หนึ่งครั้ง พยายามจะทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดและฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับถิงเป่า แล้วกล่าวว่า
“ฉันติดต่อแจ็คเกอรีนให้แล้วนะ เธอน่าจะมาตรวจร่างกายให้ถิงเป่าในวันพรุ่งนี้”
คำพูดนี้ จริงๆ แล้วเธอตั้งใจพูดให้ถิงเป่าฟัง
แต่ถิงเป่ากลับไม่สนใจเธอแม้แต่น้อย มันยังคงสนุกกับการใช้หางโยนผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองขึ้นไปเล่นอย่างเมามัน
เฉียวซางหมุนตัวกลางอากาศอย่างสวยงามหนึ่งครั้งก่อนจะลงสู่พื้นอย่างมั่นคงแล้วกล่าวว่า “รับทราบค่ะ”
ถิงเป่ามองตามสายตาของผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองไปยังมิเคลล่า และแทบจะในทันทีโดยสัญชาตญาณ สีหน้าของมันก็บึ้งตึงลงอีกครั้ง บนตัวปรากฏประกายไฟฟ้าสีเหลืองที่ดังเปรี๊ยะๆ ขึ้นมาอีกระลอก
มิเคลล่า: “…”
“ลั่วลั่ว” เจ้ากิ้งก่าประกายแสงเห็นบรรยากาศเริ่มไม่ดี ก็รีบร้องขึ้นมาหนึ่งครั้ง เป็นเชิงบอกว่าภารกิจของตัวเองเสร็จสิ้นแล้ว ขอตัวกลับก่อน และอย่าลืมให้คะแนนดีๆ ด้วย
พูดจบ มันก็รีบหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
กงเป่าเห็นดังนั้น ก็เดินตามไปอย่างรู้หน้าที่ เพื่อนำทางให้
“ถิงเป่า นายต้องให้เกียรติอาจารย์นะ อย่าเอาแต่ปล่อยไฟฟ้าแบบนี้สิ” เฉียวซางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ถิงถิง…” ถิงเป่าจึงยอมเก็บประกายไฟฟ้าบนตัวลงอย่างเชื่อฟัง
มิเคลล่ายิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า “ไม่เป็นไรหรอก ฉันชินแล้วล่ะ”
ทันใดนั้นเธอก็กล่าวเสริม “ดูเหมือนว่าการวิวัฒนาการครั้งนี้จะทำให้นิสัยของถิงเป่ารุนแรงขึ้นนะ เธอคงต้องให้มันควบคุมอารมณ์หน่อยแล้วล่ะ”
หลังจากการฝึกสุดกระตุ้นครั้งที่แล้ว ถึงแม้ถิงเป่าจะยังไม่ชอบหน้าเธอมากนัก แต่ท่าทีของมันก็ถือว่าผ่อนคลายลงบ้างแล้ว ไม่เหมือนตอนนี้ที่เธอไม่ได้พูดอะไรเลย แค่มันเห็นหน้าก็เตรียมจะปล่อยไฟฟ้าใส่แล้ว
เฉียวซางกำลังจะเอ่ยปากตอบ แต่ถิงเป่าก็ได้ยินคำว่า “นิสัยรุนแรงขึ้น” เข้าพอดี บนตัวของมันจึงปรากฏประกายไฟฟ้าสีเหลืองที่ดังเปรี๊ยะๆ ขึ้นมาเป็นครั้งที่สาม
มิเคลล่าเห็นดังนั้น ก็ยังคงรักษามาดนิ่งและรอยยิ้มไว้ แล้วกล่าวว่า
“ในเมื่อถิงเป่าวิวัฒนาการเสร็จเรียบร้อยแล้ว งั้นฉันขอตัวไปทำธุระต่อก่อนละกัน”
พูดจบ เธอก็ไม่ได้รอให้เฉียวซางได้เอ่ยปาก ก็ส่งสายตาไปให้ไอพ่นเบิกฟ้าที่ยืนอยู่ข้างๆ
ดวงตาของไอพ่นเบิกฟ้าส่องแสงสีฟ้าจางๆ ก่อนจะพาเธอหายวับไปจากที่เดิมในพริบตา
ประกายไฟฟ้าบนตัวของถิงเป่าจึงค่อยๆ จางหายไป
…เฉียวซางกล่าวอย่างจนใจ “ฉันก็บอกนายไปแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าการฝึกแบบกระตุ้นครั้งที่แล้วน่ะ ฉันเป็นคนขอให้อาจารย์ไปเอง ก็เพื่อที่จะให้นายปลดปล่อยพลังสายฟ้าที่ซ่อนอยู่ออกมาให้ได้ยังไงล่ะ”
“ถิงถิง…”
ถิงเป่าก้มหัวลง แล้วส่งเสียงออกมาหนึ่งครั้ง
มันเองก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเหมือนกัน แค่พอเห็นหน้ามิเคลล่าทีไร ก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ทุกที
“ซุนซุน~”
ซุนเป่าตัวน้อยลอยเข้ามา มันหยิบมือถือออกมา เปิดแกลเลอรี แล้วแตะที่รูปภาพหนึ่งรูป
เพื่อที่จะทดลองฟังก์ชันกล้องของมือถือ มันได้ถ่ายรูปเก็บไว้ไม่น้อย และในจำนวนนั้นก็มีรูปของมิเคลล่าอยู่ด้วย
ซุนเป่ายื่นมือถือไปตรงหน้าของถิงเป่า
“ถิงถิง!”
ถิงเป่าจ้องมองรูปของมิเคลล่าในมือถือ บนตัวของมันก็พลันปรากฏประกายไฟฟ้าสีเหลืองขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ
ซุนเป่าเห็นแบบนั้นก็รีบเอามือถือออก
ประกายไฟฟ้าบนตัวของถิงเป่าก็หายไปในทันที
ซุนเป่าลองยื่นมือถือไปตรงหน้าถิงเป่าอีกครั้ง
“ถิงถิง!”
บนตัวของถิงเป่าปรากฏประกายไฟฟ้าขึ้นมาอีกครั้ง
พอเอามือถือออก ประกายไฟฟ้าก็หายไป
ซุนเป่าลองทำแบบเดิมอีกเป็นครั้งที่สาม
“ถิงถิง!”
บนตัวของถิงเป่าก็ยังคงปรากฏประกายไฟฟ้าขึ้นมาเช่นเคย
“ซุนซุน~”
ซุนเป่าเอามือถือออก แล้วร้องขึ้นมาหนึ่งครั้งเป็นการสรุปผลการทดลอง
เจ้าหกมันควบคุมตัวเองไม่ได้จริงๆ ด้วย
เฉียวซาง: “…”
“ไม่เป็นไรหรอกน่า พวกเราค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป สักวันหนึ่งนายต้องควบคุมมันได้แน่นอน” เฉียวซางกล่าวให้กำลังใจ
“ถิงถิง”
ถิงเป่าร้องตอบกลับมาหนึ่งครั้ง
หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ
พูดตามตรง มันเองก็อยากจะควบคุมให้ได้ ถึงแม้มันจะไม่ชอบมิเคลล่า แต่มันก็ยิ่งไม่ชอบความรู้สึกที่ตัวเองควบคุมตัวเองไม่ได้มากกว่า
“อ้อ มีอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันลืมบอกไป” เฉียวซางกล่าว
ถิงเป่าหันมามอง
เฉียวซางเผยรอยยิ้มกว้าง “ยินดีด้วยนะที่วิวัฒนาการสำเร็จ”
“ถิงถิง!”
ถิงเป่าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเผยสีหน้าดีใจออกมาอย่างสุดขีด หางของมันสะบัดไปม้วนร่างของผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองขึ้นมา แล้วโยนขึ้นไปบนอากาศอย่างเริงร่า
…
ยามค่ำคืนอันเงียบสงัด
ภายในห้องที่มืดสลัว เฉียวซางนอนอยู่บนเตียง เธอหลับตาลง แล้วส่งจิตเข้าไปในตำราอสูร พลิกไปยังหน้าข้อมูลของถิงเป่าอย่างรวดเร็ว
[ชื่อ: มังกรอสนีบาตผกผัน]
[คุณสมบัติ: มังกร, ไฟฟ้า]
[ระดับ: สูง (11000/100000) +]
ลักษณะเฉพาะตัว:
ลักษณะแรก: เกล็ดซ้อน, (A (1086/10000), ใช้งานได้, ในสภาพเต็มร้อย ความเสียหายที่ได้รับจะลดลงครึ่งหนึ่ง)
ลักษณะที่สอง: สายล่อฟ้า, (S (MAX), ไร้ที่ติ, ป้องกันทักษะประเภทไฟฟ้าได้ และเมื่อถูกโจมตีด้วยทักษะไฟฟ้า จะเพิ่มพลังโจมตีพิเศษ)
ลักษณะที่สาม: จิตแกร่ง (C, 577/1000, ใช้งานได้, จิตใจผ่านการฝึกฝน ไม่หวาดกลัวการโจมตีและแรงกดดันของศัตรู รวมถึงไม่ได้รับผลกระทบต่อการถูกข่มขวัญ)
ลักษณะที่สี่: ไฟฟ้าสถิต (A, 193/10000, ใช้งานได้, เมื่อถูกโจมตีด้วยทักษะประเภทสัมผัสตัว มีโอกาสทำให้คู่ต่อสู้เป็นอัมพาต)
ลักษณะที่ห้า: กลืนอสนี (B, 302/2000, ใช้งานได้, กลืนกินสายฟ้า เพิ่มพลังงานให้ตัวเอง)
ลักษณะเฉพาะตัวที่หก: มั่นใจเกิน (B, 1/2000, ใช้งานได้ดี, ชนะศัตรูได้ จะทำให้พลังโจมตีเพิ่มขึ้นอีกระดับ)
ลักษณะเฉพาะตัวที่เจ็ด: กายบริสุทธิ์ ( A, 1/10000, ใช้งานได้ดี, ความสามารถของตัวเองจะไม่ลดลงเพราะทักษะหรือลักษณะเฉพาะตัวของอีกฝ่าย)
ทักษะ: ปล่อยสายฟ้า (ไร้ที่ติ 20000/20000), จ้องตาข่ม (ขั้นสูงสุด 2089/5000)+, หางมังกร (ไร้ที่ติ 10001/20000)+, กรงเล็บมังกร (ขั้นต้น 66/100)+, ตาข่ายสายฟ้า (ขั้นสูงสุด 2123/5000)+, ไฟฟ้าแสนโวลต์ (ขั้นสูง 586/2000)+, พายุฝนฟ้าคะนอง (ขั้นกลาง 401/500) +, ชาร์จพลัง (ขั้นต้น 1/100) +, ลมหายใจมังกร (ขั้นต้น 1/100) +, ไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์ (ขั้นต้น 1/100) +]
มั่นใจเกินสินะ ชิงเป่าก็มีลักษณะเฉพาะตัวแบบเดียวกันเป๊ะ เพียงแต่ของมันเป็นระดับ A… แต่ระดับ B ก็ถือว่าไม่เลวเลย โอกาสที่จะเพิ่มพลังโจมตีหลังจากเอาชนะคู่ต่อสู้ได้หนึ่งตัวก็ถือว่าสูงมากทีเดียว
ตอนที่ชิงเป่าปลุกพลังลักษณะเฉพาะตัวนี้ขึ้นมา ไม่ว่าเธอจะคิดยังไงก็รู้สึกว่ามันไม่เข้ากับมันเลย แต่พอเป็นถิงเป่าที่ปลุกพลังนี้ขึ้นมา กลับรู้สึกว่ามันเข้ากันอย่างบอกไม่ถูก… เฉียวซางคิดไปพลาง ไล่สายตาลงไปดูยังลักษณะเฉพาะตัวอีกอย่างที่เพิ่งจะปลุกขึ้นมาใหม่
และเมื่อเธอเห็นคำว่า “กายบริสุทธิ์” สามคำนี้ทำให้ดวงตาของเธอก็พลันสว่างวาบขึ้นมาทันที
ลักษณะเฉพาะตัวนี้มันสุดยอดไปเลย! มันจะทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากทักษะหรือลักษณะเฉพาะตัวบางอย่างของฝ่ายตรงข้าม ทำให้สามารถรับประกันการโจมตีที่มั่นคงในการต่อสู้ได้ ยิ่งระดับของกายาบริสุทธิ์นิรันดร์สูงเท่าไหร่ ประเภทของทักษะและลักษณะเฉพาะตัวที่จะไม่ได้รับผลกระทบก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
กายบริสุทธิ์ระดับ A แบบนี้ คาดว่าแม้แต่ทักษะประเภทคำสาปบางอย่างก็คงจะทำอะไรมันไม่ได้
เฉียวซางนึกย้อนไปถึงตอนที่ถิงเป่าโจมตีซุนเป่าตัวน้อย แต่กลับไม่ถูกสาปเป็นเวลานานอย่างไม่มีเหตุผล
ร่างกายต้องสาปของซุนเป่าเป็นระดับ C ส่วน ร่างกายคาถาต้องสาปเป็นระดับ B การที่สัตว์อสูรระดับกลางอย่างถิงเป่าโจมตีมัน ควรจะมีโอกาสถูกสาปสูงมาก แต่ถิงเป่ากลับโจมตีอยู่ตั้งนานกว่าจะโดนคำสาป
ตอนนี้พอลองมาคิดดูอีกที บางทีถิงเป่าอาจจะมีลางบอกเหตุว่าจะปลุกพลังกายบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วก็เป็นได้
เฉียวซางอารมณ์ดีขึ้นมาก เธอไล่สายตาลงไปดูทักษะใหม่ที่เพิ่งปลุกขึ้นมาด้านล่างต่อ
ชาร์จพลัง เป็นทักษะระดับกลางของธาตุไฟฟ้า ที่สามารถทำให้เข้าสู่สถานะชาร์จพลัง เพื่อเพิ่มพลังของทักษะธาตุไฟฟ้าที่จะใช้ในช่วงเวลาต่อไปนี้ให้สูงขึ้น แต่ไฟฟ้าที่ชาร์จทั้งหมดนั้นก็คือพลังงานในร่างกายของตัวเอง ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการเบิกพลังงานในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า
และพอช่วงเวลาที่พลังของทักษะธาตุไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสิ้นสุดลง ก็จะเข้าสู่สภาวะอ่อนแอทันที
การชาร์จพลังต้องใช้เวลา… เฉียวซางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มวางแผนการฝึกสำหรับถิงเป่าในอนาคตทันที
ทักษะนี้จำเป็นต้องเพิ่มความชำนาญให้สูงขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าในขณะที่ใช้ทักษะอื่น ก็สามารถอยู่ในสถานะชาร์จพลังไปพร้อมๆ กันได้ ไม่อย่างนั้นในการแข่งขันระดับสูงที่เธอเข้าร่วมอยู่ตอนนี้ ถ้ามัวแต่ยืนนิ่งๆ เพื่อชาร์จพลัง ไม่ต้องพูดถึงไม่กี่วินาทีหรอก แค่วินาทีเดียว ก็อาจจะถูกฝ่ายตรงข้ามฉวยโอกาสนี้จัดการได้ทันที
เฉียวซางคิดไปพลาง สายตาก็มองลงไปข้างล่างต่อ
ลมหายใจมังกร เป็นทักษะระดับกลางของธาตุมังกร ที่จะพ่นลมหายใจอันรุนแรงเข้าใส่คู่ต่อสู้เพื่อโจมตี และในขณะที่สร้างความเสียหายก็ยังมีโอกาสทำให้อีกฝ่ายติดสถานะอัมพาตได้อีกด้วย ถือเป็นทักษะที่ค่อนข้างพบเห็นได้บ่อยในหมู่สัตว์อสูรประเภทมังกร
ไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์…
หืม?
ไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์?
เฉียวซางจ้องมองทักษะสุดท้ายที่ถิงเป่าปลุกขึ้นมา ในใจก็พลันมีประกายความคิดขึ้นมาวูบหนึ่ง ทั้งรู้สึกแปลกใจและไม่แปลกใจในเวลาเดียวกัน
ที่ไม่แปลกใจก็เพราะถิงเป่าสามารถปลุกทักษะระดับสูงขึ้นมาได้ แต่ที่แปลกใจก็คือมันดันปลุกพลังไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์ขึ้นมาได้นี่สิ
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัวของเฉียวซาง
ตอนที่ถิงเป่าทนรับการโจมตีของไฟฟ้าหนึ่งแสนโวลต์ได้ มันก็วิวัฒนาการเป็นมังกรอสนีบาต และปลุกพลังไฟฟ้าหนึ่งแสนโวลต์ขึ้นมาได้ ตอนนี้มันก็ทนรับการโจมตีของไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์ได้อีกครั้ง และวิวัฒนาการเป็นมังกรอสนีบาตผกผัน พร้อมกับปลุกพลังไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์ขึ้นมาได้
ถ้างั้น… ถ้าหากถิงเป่าสามารถทนรับการโจมตีของไฟฟ้าสิบล้านโวลต์ได้ มันก็จะสามารถปลุกพลังไฟฟ้าสิบล้านโวลต์ขึ้นมาได้ด้วยหรือเปล่านะ?
พอคิดถึงความเป็นไปได้นี้ เฉียวซางก็รู้สึกตื่นเต้นจนอดใจไม่ไหว อยากจะออกไปหาสัตว์อสูรที่สามารถใช้ไฟฟ้าสิบล้านโวลต์ได้มาทดลองดูเดี๋ยวนี้เลย
แต่ในไม่ช้าเธอก็สามารถระงับความคิดฟุ้งซ่านนี้ลงได้
ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าหนึ่งแสนโวลต์หรือไฟฟ้าหนึ่งล้านโวลต์ ทั้งสองทักษะล้วนแล้วแต่ปลุกขึ้นมาได้เพราะการวิวัฒนาการ ถิงเป่าเพิ่งจะวิวัฒนาการไปหมาดๆ โอกาสที่จะปลุกพลังทักษะนี้ขึ้นมาได้อีกครั้งภายใต้การโจมตีของไฟฟ้าสิบล้านโวลต์นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
อีกอย่าง เธอก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าสัตว์อสูรจะสามารถปลุกทักษะขึ้นมาได้จากการถูกทักษะนั้นๆ โจมตี
ต้องใจเย็นๆ ไว้… เฉียวซางกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง เธอปิดตาลงอย่างพึงพอใจ แล้วเข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด
บทที่ 1608: มหาวิทยาลัยเหยียนเทียน
เช้าวันรุ่งขึ้น เวลาหกโมงครึ่ง
ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ ถิงเป่าที่นอนหลับอุตุอยู่บนพื้น ไม่รู้ว่ากำลังฝันหวานถึงเรื่องอะไรอยู่ หางยาวๆ ของมันก็พลันสะบัดไปมาอย่างไม่รู้ตัว
ด้วยขนาดตัวที่ยาวกว่าห้าเมตรแล้วในตอนนี้ การสะบัดหางเพียงครั้งเดียวก็มีพลังทำลายล้างไม่ใช่เล่น มันฟาดเปรี้ยงไปยังตู้ปลาที่ลู่เป่ากำลังหลับใหลอยู่โดยตรง
หางอันใหญ่โตที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดแข็งแกร่งทอดเงาลงมาบดบังตู้ปลาทั้งใบจนมืดมิด
และในเสี้ยววินาทีที่หางกำลังจะฟาดลงบนตู้ปลา ลู่เป่าที่อยู่ในนั้นก็พลันลืมตาขึ้น ไอเย็นยะเยือกที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแผ่ซ่านออกมาจากร่างของมันอย่างรวดเร็ว แช่แข็งถิงเป่าให้กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งไปในพริบตา
“ชิงชิง…”
ชิงเป่าที่กำลังหลับอยู่สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือก มันจึงดึงปุยเมฆสีขาวที่ใช้ต่างผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงโดยสัญชาตญาณ
ส่วนหยาเป่าไม่ได้รู้สึกหนาวอะไรเป็นพิเศษ แค่พลิกตัวนอนต่ออย่างสบายใจ
เฉียวซางกับกงเป่าถูกไอเย็นที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นในห้องปลุกให้ตื่นขึ้นมาพร้อมกัน
พอเห็นว่าเป็นฝีมือของลู่เป่าที่แช่แข็งถิงเป่า ไม่ใช่ผู้บุกรุกจากข้างนอก กงเป่าก็แค่ปิดตาลงแล้วทำท่าจะนอนต่ออย่างไม่ใส่ใจ
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?” เฉียวซางเห็นภาพตรงหน้าแล้วก็ตื่นเต็มตาทันที เธอรีบลุกขึ้นนั่งแล้วเอ่ยถามอย่างรวดเร็ว
“ปิงตี้”
ลู่เป่าโผล่หัวกลมๆ ขึ้นมาจากผิวน้ำ แล้วชี้ไปยังหางของถิงเป่าที่ยังคงค้างอยู่เหนือตู้ปลา พลางร้องขึ้นมาหนึ่งครั้งเป็นเชิงฟ้อง
เฉียวซางเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในทันที เธอปีนลงจากเตียง เดินมาที่ข้างตู้ปลา แล้วยื่นมือไปเลื่อนหางของถิงเป่าไปไว้ข้างๆ อย่างเบามือ
ไอเย็นบนตัวของลู่เป่าก็จางหายไป มันมุดหัวกลับลงไปในน้ำ แล้วหลับตาลงอย่างสงบ
“ถิงถิง?”
ขณะเดียวกัน เปลือกน้ำแข็งบนตัวของถิงเป่าก็สลายไป มันตื่นขึ้นมา จามออกมาหนึ่งครั้ง ร่างกายก็สั่นสะท้านขึ้นมา มันลืมตาที่ยังคงง่วงงุนอยู่ แสดงสีหน้างุนงง แล้วร้องถามออกมา
เกิดอะไรขึ้น ทำไมมันถึงรู้สึกหนาวขนาดนี้?
ก็เพราะว่าเมื่อกี้นายเพิ่งจะโดนแช่แข็งเป็นรูปปั้นน้ำแข็งมาน่ะสิ… เฉียวซางคิดในใจ ก่อนจะเอ่ยปลอบว่า
“ไม่มีอะไรหรอกน่า นายรีบนอนต่อเถอะ”
“ถิงถิง…”
ในเมื่อผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองบอกว่าไม่มีอะไร งั้นก็คงจะไม่มีอะไรจริงๆ… ถิงเป่าร้องตอบกลับมาหนึ่งครั้ง แล้วหลับตาลง ไม่นานนักก็กลับเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง
ดูเหมือนว่าจะต้องไปซื้อกำไลปรับขนาดให้ถิงเป่าอย่างจริงจังแล้วสินะ… เฉียวซางคิดในใจ
บนดาวนภาเพลิงนั้นมีสัตว์อสูรอยู่ทุกหนทุกแห่ง เงื่อนไขในการซื้อกำไลข้อมือย่อส่วนก็ไม่ได้เข้มงวดเหมือนบนบลูสตาร์ที่จะต้องมีขนาดตัวหกเมตรขึ้นไปถึงจะซื้อได้
ที่นี่ขอแค่มีเงิน อยากจะซื้อ ก็สามารถไปหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์สัตว์อสูรใหญ่ๆ ทั่วไปได้เลย
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ เฉียวซางก็ไม่รอช้า พาถิงเป่าออกไปซื้อกำไลข้อมือย่อส่วนทันที
ตอนที่กลับมา เธอก็พบว่าอาจารย์แจ็คเกอรีนมาถึงห้องนั่งเล่นแล้ว และกำลังนั่งอยู่บนโซฟา
“อาจารย์คะ ทำไมวันนี้มาเช้าจังเลยคะ?” เฉียวซางเอ่ยทักอย่างแปลกใจ
แจ็คเกอรีนมองถิงเป่าที่รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน ก่อนจะตอบว่า “ฉันนอนไม่หลับน่ะสิ ก็เลยมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”
เฉียวซางถึงกับชะงักไปเล็กน้อย “ทำไมนอนไม่หลับล่ะคะ? ช่วงนี้นอนไม่ค่อยดีเหรอคะ?”
เธอลองทายดูสิว่าทำไมฉันถึงนอนไม่หลับ… แจ็คเกอรีนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “พอคิดว่ามังกรอสนีบาตวิวัฒนาการเป็นมังกรอสนีบาตผกผันได้เร็วขนาดนี้ ฉันก็เลยตื่นเต้นจนนอนไม่หลับน่ะสิ”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความทึ่งว่า “บอกตามตรงเลยนะ ฉันยังไม่เคยเห็นสัตว์อสูรประเภทมังกรตัวไหนวิวัฒนาการได้เร็วขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ”
ไม่รอให้เฉียวซางได้ตอบอะไร มิเคลล่าก็เดินออกมาจากทางห้องครัว พลางจิบเครื่องดื่มในมือไปพลาง แล้วกล่าวแทรกขึ้นมาว่า
“ตอนนี้เธอก็ได้เห็นแล้วนี่ไง”
ถิงเป่าถึงได้สังเกตเห็นการมีอยู่ของมิเคลล่า มันหันขวับไปมองทันที สีหน้าก็พลันบึ้งตึงลงอย่างเห็นได้ชัด บนตัวปรากฏประกายไฟฟ้าสีเหลืองที่ดังเปรี๊ยะๆ ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
อีกแล้วเหรอ… มิเคลล่าถึงกับหยุดจิบเครื่องดื่มชะงักไป
“ถิงเป่า!” เฉียวซางรีบร้องเรียกเพื่อเตือนสติทันที
“ถิงถิง…”
ถิงเป่าจึงยอมเก็บประกายไฟฟ้าบนตัวลงอย่างเชื่อฟัง
แจ็คเกอรีนเห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมด ก็ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามอย่างสงสัย
“มังกรอสนีบาตผกผันเป็นอะไรไปเหรอคะ?”
มิเคลล่าจิบเครื่องดื่มต่อไป พลางเหลือบมองไปยังเฉียวซาง ใช้สายตาบอกเป็นนัยว่า เธออธิบายสิ
“คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้นะคะ…” เฉียวซางกระแอมเบาๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะเล่าเรื่องที่เมื่อก่อนเธอเคยขอให้อาจารย์มิเคลล่าช่วยใช้คำพูดกระตุ้นถิงเป่าให้ฟังอย่างละเอียด
“หา?! เรียนรู้พายุฝนฟ้าคะนองจากการใช้คำพูดกระตุ้นเนี่ยนะ?!” แจ็คเกอรีนพอได้ยินประเด็นสำคัญเข้า ก็ถึงกับลุกขึ้นพรวดพราดจากโซฟาด้วยความตกตะลึงสุดขีด
มิเคลล่าเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย แล้วกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “แล้วก็ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีด้วย”
น้ำเสียงของเธอดูเรียบเฉย ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศที่ไม่สลักสำคัญอะไร
แจ็คเกอรีนได้ยินดังนั้น สายตาที่มองไปยังมิเคลล่าก็พลันเต็มไปด้วยความเคารพและชื่นชมอย่างสุดซึ้งในทันที
นี่แหละ คืออาจารย์กิตติมศักดิ์แห่งสถาบันผู้ฝึกสัตว์อสูรแห่งจักรวรรดิของเรา! สุดยอดไปเลย!
“แล้ว… อาจารย์กระตุ้นมันยังไงเหรอคะ?” แจ็คเกอรีนอดไม่ได้ที่จะถามถึงรายละเอียดด้วยความอยากรู้
มิเคลล่าถึงกับสีหน้าแข็งทื่อไปชั่วขณะ
ถิงเป่าพอหวนนึกถึงเรื่องราวในคืนนั้นเข้าอีกครั้ง บนตัวก็ควบคุมไม่ได้ที่จะปรากฏประกายไฟฟ้าอันบ้าคลั่งขึ้นมาอีกระลอก
“ถิงเป่า” เฉียวซางกล่าวด้วยน้ำเสียงจนใจ
“ถิงถิง…”
ประกายไฟฟ้าบนตัวของถิงเป่าจึงค่อยๆ จางหายไป
“ก็แค่พูดเรื่องที่ถิงเป่าไม่ค่อยชอบฟังนิดหน่อยน่ะค่ะ” เฉียวซางรีบเปลี่ยนเรื่องคุย “อาจารย์คะ พวกเรามาเริ่มตรวจร่างกายกันก่อนดีกว่าค่ะ”
แจ็คเกอรีนก็ดูออกว่ารุ่นพี่มิเคลล่าไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้มากนัก
ถึงแม้ในใจจะอยากรู้แทบตาย แต่เธอก็ยังอดทนไว้ แล้วกล่าวว่า “ได้สิ” จากนั้นก็ลุกขึ้นถืออุปกรณ์มาอยู่ข้างๆ ถิงเป่า แล้วเริ่มทำการตรวจสอบอย่างละเอียด
ถิงเป่าอยู่นิ่งๆ ไม่ขยับ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
แต่เมื่อเวลาผ่านไป สีหน้าของมันก็เริ่มแสดงความไม่พอใจออกมาเล็กน้อย แต่พอเห็นผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองยืนอยู่ข้างๆ อารมณ์ที่หงุดหงิดของมันก็พลันสงบลงอย่างน่าประหลาด
ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา แจ็คเกอรีนก็วางอุปกรณ์ลง เก็บสีหน้าประหลาดใจ แล้วยิ้มกว้างพลางกล่าวว่า:
“มังกรอสนีบาตผกผันครั้งนี้วิวัฒนาการได้อย่างสมบูรณ์แบบมาก ข้อมูลสถิติตัวเลขต่างๆ สำหรับสัตว์อสูรที่เพิ่งจะเข้าสู่ระดับสูง ถือว่าเป็นระดับแนวหน้าเลยทีเดียว”
เดิมทีเธอคิดว่ามังกรอสนีบาตที่วิวัฒนาการเป็นมังกรอสนีบาตผกผันในเวลาอันสั้นขนาดนี้ ข้อมูลร่างกายอาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่
เพราะผู้ฝึกสัตว์อสูรมืออาชีพเพื่อที่จะให้สัตว์อสูรวิวัฒนาการได้อย่างสมบูรณ์แบบก็มักจะจงใจยืดเวลาการวิวัฒนาการของสัตว์อสูรออกไป
แต่ไม่คิดเลยว่า จากข้อมูลต่างๆ ของมังกรอสนีบาตผกผัน กลับเป็นการวิวัฒนาการที่สมบูรณ์แบบอย่างไม่น่าเชื่อ
นี่คือความสามารถในการฝึกสัตว์อสูรของนักเรียนคณะจักรพรรดิสินะ…
ถิงเป่าได้ยินดังนั้น ก็ไม่ได้รู้สึกดีใจอะไรเป็นพิเศษ
ในความคิดของมัน การที่ตัวเองวิวัฒนาการได้อย่างสมบูรณ์แบบน่ะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
“เยี่ยมไปเลยค่ะ!” เฉียวซางแสร้งทำเป็นดีใจ แล้วกล่าวขึ้น ก่อนจะถามอย่างไม่ใส่ใจว่า
“อาจารย์พอจะตรวจได้ไหมคะว่าถิงเป่าปลุกพลังลักษณะเฉพาะตัวอะไรขึ้นมาบ้าง?”
“ไม่ได้หรอก” แจ็คเกอรีนส่ายหน้ากล่าว “ลักษณะเฉพาะตัวของสัตว์อสูรหลายอย่างไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยเครื่องมือ เธอควรลองให้มังกรอสนีบาตผกผันไปต่อสู้ แบบนั้นจะทำให้รู้ได้เร็วกว่าว่ามันปลุกพลังลักษณะเฉพาะตัวอะไรขึ้นมาใหม่หรือเปล่า”
ดูเหมือนว่ากายบริสุทธิ์จะตรวจไม่เจอสินะ… เฉียวซางพยักหน้ากล่าว “เข้าใจแล้วค่ะ”
“เม็ดพลังงานสูตรใหม่ฉันจะส่งไปให้ในอีกหนึ่งสัปดาห์นะ” แจ็คเกอรีนพูดจบ ก็นึกอะไรขึ้นได้ แล้วเอ่ยถาม
“อีกหนึ่งสัปดาห์พวกเธอยังอยู่ที่นี่กันหรือเปล่าคะ?”
เธอจำได้ว่ารุ่นพี่มิเคลล่ากับเฉียวซางอยู่ที่เมืองฮวาชางมานานขนาดนี้ก็เพราะจะเข้าร่วมการแข่งขันอิสระเก็บคะแนนสัตว์อสูร แต่ตอนนี้การแข่งขันก็จบลงแล้ว
“อยู่ที่นี่” มิเคลล่าวางนิตยสารในมือลง แล้วกล่าวว่า “รอให้เม็ดพลังงานของเธอส่งมาถึงก่อน พวกเราค่อยไป”
ไปเหรอ? เฉียวซางถึงกับชะงักไปเล็กน้อย แล้วเอ่ยถาม “พวกเราจะไปที่ไหนกันต่อเหรอคะ?”
“มหาวิทยาลัยนภาเพลิง” มิเคลล่ากล่าว
(จบตอน)
บทที่ 1609: การแข่งขันต่อสู้สัตว์อสูรระหว่างมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับดวงดาว
มหาวิทยาลัยนภาเพลิง? นั่นมันสถาบันอันดับหนึ่งของดวงดาวเลยไม่ใช่เหรอ? เฉียวซางถึงกับงงไปชั่วขณะ “พวกเราจะไปที่นั่นทำไมกันเหรอคะ?”
มิเคลล่าวางนิตยสารในมือลงบนโต๊ะน้ำชาอย่างสบายๆ แล้วกล่าวว่า
“อีกครึ่งเดือน ที่มหาวิทยาลัยนภาเพลิงจะมีการจัดการแข่งขันต่อสู้สัตว์อสูรระหว่างมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับดวงดาว ถึงตอนนั้นคนจากสถาบันผู้ฝึกสัตว์อสูรแห่งจักรวรรดิของเราก็น่าจะไปกันกลุ่มหนึ่งเหมือนกัน การแข่งขันต่อสู้ระหว่างมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับดวงดาวต่างๆ แบบนี้ เธอน่าจะยังไม่เคยเห็น ฉันเลยว่าจะพาเธอไปเปิดหูเปิดตาสักหน่อย”
“การแข่งขันต่อสู้สัตว์อสูรระหว่างมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับดวงดาว!” ดวงตาของเฉียวซางก็พลันสว่างวาบขึ้นมาทันที ความตื่นเต้นฉายชัดในแววตา เธอเอ่ยถามอย่างรอคอยไม่ไหว “การแข่งขันนี้ฉันมีโอกาสเข้าร่วมด้วยไหมคะ?”
ในฐานะที่เป็นนักเรียนสาขาผู้ฝึกสัตว์อสูรที่เคยเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยยูเลียนทันมาหนึ่งเทอมเต็มๆ แถมยังได้เรียนที่สถาบันผู้ฝึกสัตว์อสูรแห่งจักรวรรดิมาช่วงหนึ่งแล้ว เธอย่อมรู้ดีว่าการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่รายการนี้คืออะไร
การแข่งขันต่อสู้สัตว์อสูรระหว่างมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับดวงดาว คือการแข่งขันที่มีเพียงมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงติดอันดับในระดับดวงดาวเท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมได้
มันเป็นการแข่งขันต่อสู้สัตว์อสูรระดับมหาวิทยาลัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดในระดับดวงดาวเลยก็ว่าได้ นักเรียนที่สามารถเข้าร่วมได้ล้วนแล้วแต่เป็นหัวกะทิของคณะผู้ฝึกสัตว์อสูรจากมหาวิทยาลัยชื่อดังต่างๆ ทั้งนั้น
ผู้เข้าแข่งขันที่ทำผลงานได้โดดเด่นไม่เพียงแต่จะมีโอกาสได้รับรางวัลระดับประเทศ แต่ยังมีโอกาสถูกมหาวิทยาลัยหรือสโมสรต่อสู้สัตว์อสูรที่มีชื่อเสียงเลือกตัวไป เพื่อปลุกปั้นให้เป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นดีสำหรับเข้าร่วมการแข่งขันศึกชิงถ้วยอวกาศในอนาคตอีกด้วย
การแข่งขันนี้จัดขึ้นทุกๆ สองปี แต่ละมหาวิทยาลัยก็มีโควตาเพียงไม่กี่ที่เท่านั้น ว่ากันว่านักเรียนของสถาบันผู้ฝึกสัตว์อสูรในแต่ละปีต่างก็สู้กันหัวแตกเพื่อแย่งชิงโควตานี้มาครองให้ได้
“ย่าห์ ย่าห์!”
หยาเป่าที่กำลังควบคุมร่างแยกฝึกฝนอยู่ได้ยินเข้า ก็พลันหันขวับมามองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
การแข่งขัน! มันอยากจะเข้าร่วมการแข่งขัน!
มิเคลล่ากล่าวอย่างขบขันว่า “โควตานักเรียนของมหาวิทยาลัยเราที่จะเข้าร่วมการแข่งขันนี้เขาเลือกกันไปนานแล้วล่ะ เธอไม่ได้อยู่ในรายชื่อน่ะสิ”
“ย่าห์ ย่าห์…”
หยาเป่าฟังเข้าใจทะลุปรุโปร่ง หางของมันก็พลันตกลงอย่างน่าสงสาร เผยสีหน้าผิดหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัด
เฉียวซางได้ยินดังนั้น ความตื่นเต้นเมื่อครู่ก็มลายหายไปทันที เธอผิดหวังอย่างยิ่ง “เลือกโควตากันไปตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย ฉันไม่เห็นจะรู้เรื่องนี้เลย…”
แจ็คเกอรีนที่นั่งฟังบทสนทนาอยู่ข้างๆ ก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ต่อให้เธอจะรู้เรื่องนี้ก่อน ก็เข้าร่วมการแข่งขันนี้ไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ เธอเป็นนักเรียนคณะจักรพรรดินะ นักเรียนคณะจักรพรรดิเข้าร่วมการแข่งขันนี้ก็เหมือนกับการลงไปรังแกเด็กชัดๆ ทุกคนเขาไม่ยอมหรอก”
มิเคลล่ากล่าวเสริมว่า
“นักเรียนพวกนี้ที่เข้าร่วมการแข่งขัน ต่อให้จะได้เป็นแชมป์ เป้าหมายสุดท้ายของพวกเขาก็คือหวังว่าจะถูกจับตามองแล้วได้รับการปลุกปั้น เพื่อที่จะมีโอกาสได้เข้าร่วมการแข่งขันศึกชิงถ้วยอวกาศ แต่เธอไม่จำเป็นต้องมีรางวัลนี้เลยสักนิด”
ที่แท้นักเรียนคณะจักรพรรดิเข้าร่วมก็คือการรังแกเด็กนี่เอง… เฉียวซางก็พลันหมดความสนใจในทันที เธอเบ้ปากเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
“ถ้างั้นไปดูการแข่งขันนี้ก็คงไม่มีอะไรน่าสนใจแล้วล่ะค่ะ”
ในเมื่อตัวเองก็เข้าร่วมไม่ได้ แถมการที่นักเรียนคณะจักรพรรดิไปแข่งก็เหมือนการรังแกเด็กอีก ถ้างั้นสู้เธอเอาเงินไปซื้อตั๋วดูการแข่งขันระดับสุดยอดที่พวกผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ S หรือระดับ A เขาแข่งกันที่สนามแข่งเลยไม่ดีกว่าเหรอ
แจ็คเกอรีน: “…”
ในตอนนี้เอง ในที่สุดแจ็คเกอรีนก็ได้สัมผัสถึงกลิ่นอายความหยิ่งทะนงที่ควรจะมีในตัวนักเรียนคณะจักรพรรดิจากตัวของอีกฝ่ายเสียที
มิเคลล่ามุมปากกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “ที่นักเรียนคณะจักรพรรดิไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม ก็เพราะว่าอายุและพลังของพวกเขากับนักเรียนธรรมดานั้นถูกกำหนดมาแล้วว่าอยู่กันคนละมิติ แต่กับเธอมันไม่เหมือนกัน เธออายุน้อย แถมยังน้อยกว่านักเรียนทุกคนที่เข้าร่วมการแข่งขันนี้เสียอีก และเธอก็ยังเป็นแค่ระดับ B ในขณะที่นักเรียนที่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันนี้ได้นอกจากระดับ B แล้ว ก็ยังมีระดับ A อีกด้วย กลยุทธ์และการผสานทักษะของพวกเขาในการแข่งขันล้วนแล้วแต่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นเวลานาน ถ้าเธอไปดู ก็อาจจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างกลับมาก็ได้”
แจ็คเกอรีนได้ยินประโยคสุดท้าย ก็เหลือบมองมิเคลล่าแวบหนึ่งอย่างมีความหมาย
เกือบลืมไปเลยว่าตัวเองกับนักเรียนปกติของคณะจักรพรรดิก็มีความแตกต่างกันมากเหมือนกัน… เฉียวซางพลันนึกอะไรขึ้นได้ แล้วเอ่ยถามว่า
“แล้วจะมีคนอื่นจากคณะจักรพรรดิไปด้วยไหมคะ?”
“เรื่องนี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” มิเคลล่ากล่าวอย่างใจเย็น “แต่จากที่ฉันเข้าใจพวกเขา ไม่น่าจะมีใครไปหรอก”
ความหมายก็คือคนในคณะจักรพรรดิคงจะรังเกียจว่าคนที่เข้าร่วมการแข่งขันนี้ฝีมืออ่อนแอเกินไป เลยไม่อยากจะเสียเวลาไปดู
เห็นได้ชัดว่าอยู่คณะเดียวกันแท้ๆ แต่ความแตกต่างกลับมากมายขนาดนี้… เฉียวซางถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
ขณะที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ชิงเป่าก็พลันลอยเข้ามาขัดจังหวะแล้วร้องขึ้นมาหนึ่งครั้ง
“ชิงชิง”
สายลมมีข่าวของผลึกสุริยันอีกแล้ว
เฉียวซางจึงกล่าวขึ้นทันที “อาจารย์คะ ทางนี้มีข่าวของผลึกสุริยันอีกแล้ว ฉันขอตัวไปดูก่อนนะคะ”
ถึงแม้ความหวังที่จะหาผลึกสุริยันของจริงเจอจะริบหรี่เต็มที แต่เธอก็ยังไม่อยากจะพลาดโอกาสแม้แต่น้อย
“ไปเถอะ” มิเคลล่ากล่าวอย่างเข้าใจ
เฉียวซางจึงหันไปกล่าวลาแจ็คเกอรีนหนึ่งครั้ง แล้วก็อุ้มชาราร่า พาหยาเป่ากับชิงเป่าออกจากวิลล่าไปอย่างรวดเร็ว
“ถิงถิง…”
พอไม่มีผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองอยู่ใกล้ๆ ถิงเป่าก็ทำหน้าบึ้งตึงโดยสัญชาตญาณ มันหันไปมองมิเคลล่า บนตัวปรากฏประกายไฟฟ้าอันบ้าคลั่งขึ้นมาเป็นสายๆ อย่างน่ากลัว
“กงฉิว”
ทว่าในตอนนั้นเอง กงเป่าก็หันไปมองลู่เป่า แล้วร้องขึ้นมาหนึ่งครั้ง
“ปิง~ ปิงปิงปิง~ ปิงปิงปิง~ ปิงปิง~”
ลู่เป่าพยักหน้ารับคำ แล้วเริ่มขับขานบทเพลงอันไพเราะขึ้นมาทันที
คลื่นเสียงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแผ่กระจายออกไปในอากาศอย่างนุ่มนวล
ประกายไฟฟ้าอันเกรี้ยวกราดบนตัวของถิงเป่าก็ค่อยๆ หายไป สีหน้าของมันก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสงบนิ่งลงอย่างน่าอัศจรรย์
“กงฉิว”
กงเป่าร้องขึ้นมาหนึ่งครั้ง เป็นเชิงบอกว่าอย่าลืมการฝึกของวันนี้ล่ะ
“ถิงถิง”
ถิงเป่าร้องขึ้นมาหนึ่งครั้งด้วยสีหน้าที่สงบนิ่ง ก่อนจะบิดตัวบินไปยังทิศทางของสนามฝึกกลางแจ้งอย่างว่าง่าย
กงเป่ากับลู่เป่าก็เดินตามไปติดๆ
ผู้พิทักษ์เหล็กกล้านี่ฉลาดจริงๆ… มิเคลล่าอดทึ่งในใจไม่ได้
“ทำไมจู่ๆ ถึงคิดจะพาเฉียวซางไปดูการแข่งขันต่อสู้สัตว์อสูรระหว่างมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับดวงดาวล่ะคะ?” แจ็คเกอรีนที่เงียบอยู่นานพลันเอ่ยถามขึ้นมาข้างๆ
ถึงแม้เธอจะไม่ค่อยเข้าใจรุ่นพี่มิเคลล่ามากนัก แต่ก็รู้ดีว่าการแข่งขันที่นักเรียนคณะจักรพรรดิสามารถเข้าถึงได้นั้นยิ่งใหญ่และมีระดับกว่าการแข่งขันรายการนี้มากนัก
ต่อให้ระดับของเฉียวซางจะไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ แต่ก็สามารถใช้สิทธิ์ของนักเรียนคณะจักรพรรดิเพื่อไปดูการแข่งขันระดับสุดยอดกว่านี้ที่สนามแข่งได้สบายๆ ถ้าจะบอกว่าไปดูการแข่งขันนี้เพื่อเปิดหูเปิดตาและเรียนรู้ มันก็ดูจะพูดไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่
มิเคลล่าไม่ได้ตอบ แต่กลับเลื่อนนิตยสารบนโต๊ะน้ำชาไปข้างหน้า แล้วกล่าวเรียบๆ ว่า
“เธอลองดูนี่สิ”
แจ็คเกอรีนหยิบขึ้นมาดูด้วยความสงสัย
บนหน้าปกคือรูปของผู้ชายคนหนึ่งกับสัตว์อสูรของเขา พร้อมกับประวัติที่เกี่ยวข้อง
หลังจากที่ข้ามตำแหน่งแชมป์จากการแข่งขันใหญ่ๆ ที่น่าเบื่อหน่ายไป แจ็คเกอรีนก็ได้เห็นข้อความสองสามบรรทัดที่ทำให้เธอต้องขมวดคิ้ว
[แฟรงคลินกล่าวว่า: “ผมไม่เคยเห็นนักเรียนจากมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งอื่นอยู่ในสายตาเลยสักนิด สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ คู่ต่อสู้ของผมก็มีแค่ตัวผมเองเท่านั้น”]
[นักข่าวถามว่า: การแข่งขันต่อสู้สัตว์อสูรระหว่างมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับดวงดาวในครั้งนี้ สถาบันผู้ฝึกสัตว์อสูรแห่งจักรวรรดิกับมหาวิทยาลัยยูเลียนทันก็จะส่งคนเข้าร่วมด้วย คุณมั่นใจขนาดนี้เลยเหรอว่าจะชนะพวกเขาได้เหรอครับ?]
[แฟรงคลินตอบกลับมาว่า: “พวกเขาก็เป็นแค่สถาบันชั้นนำอันดับสองกับสามของจักรวาลไม่ใช่เหรอ”]
เจ้านี่มันพูดบ้าอะไรกันเนี่ย? กล้าดียังไงมาดูถูกสถาบันผู้ฝึกสัตว์อสูรแห่งจักรวรรดิของเรา! แจ็คเกอรีนแทบจะสงสัยว่าสายตาของตัวเองมีปัญหาหรือเปล่า
ทันใดนั้นความโกรธก็พลุ่งพล่านขึ้นมาจนหน้าแดงก่ำ ขณะที่กำลังจะระเบิดอารมณ์ออกมา เธอก็หันไปมองรุ่นพี่มิเคลล่า แล้วพลันนึกอะไรขึ้นได้ ความโกรธก็พลันมอดดับลงในทันที ก่อนจะอุทานออกมาอย่างเข้าใจว่า
“มิน่าล่ะคะ รุ่นพี่ถึงอยากจะพาเฉียวซางไป”
“แต่ว่า… เธอเข้าร่วมการแข่งขันต่อสู้สัตว์อสูรระหว่างมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับดวงดาวไม่ได้ไม่ใช่เหรอคะ?”
มิเคลล่ายิ้มบางๆ อย่างมีเลศนัย “เธอไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการแข่งขันหรอก แค่ไปที่นั่นก็เกินพอแล้ว”
(จบตอน)
บทที่ 1610: การสารภาพ (สองตอนรวมกัน)
ไม่จำเป็นต้องไปแข่งกับพวกนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยนภาเพลิงให้เสียเวลาเลยด้วยซ้ำ ขอแค่พวกนั้นได้รู้ถึงอายุ ระดับผู้ฝึกสัตว์อสูร และสีของกลุ่มดาวของเฉียวซาง พวกเขาก็จะตาสว่างและรู้ได้เองว่าที่ผ่านมาตัวเองหยิ่งผยองและอวดดีแค่ไหน
มิเคลล่านึกถึงภาพเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอีกครึ่งเดือนข้างหน้าแล้วอารมณ์ก็พลันดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เธอเอื้อมมือไปหยิบเครื่องดื่มที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาจิบอย่างสบายอารมณ์
แจ็คเกอรีนที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะระบายยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า “ก็จริงค่ะ มีเฉียวซางอยู่ ไอ้เจ้าคนอวดดีนั่นต้องช็อกจนไม่เชื่อสายตาตัวเองแน่ๆ”
พูดจบ เธอก็กล่าวเสริมอย่างมั่นใจว่า
“เอาจริงๆ ต่อให้พวกคุณไม่ไป ฉันก็ยังเชื่อว่านักเรียนของเราที่ไปเข้าร่วมการแข่งขันต่อสู้สัตว์อสูรระหว่างมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับดวงดาวในครั้งนี้ จะต้องคว้าชัยชนะกลับมาได้อย่างแน่นอนค่ะ”
ถึงแม้ว่ามหาวิทยาลัยนภาเพลิงจะรั้งตำแหน่งอันดับหนึ่งของดวงดาว แต่นั่นก็เป็นแค่การจัดอันดับโดยรวมจากข้อมูลในหลายๆ ด้านเท่านั้น ถ้ามองในแง่ของความสำเร็จบางอย่าง สถาบันผู้ฝึกสัตว์อสูรแห่งจักรวรรดิกลับมีความสามารถที่เหนือกว่ามหาวิทยาลัยนภาเพลิงเสียอีก
และแม้ว่าคณะผู้ฝึกสัตว์อสูรของมหาวิทยาลัยนภาเพลิงจะเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นอันดับหนึ่งของดวงดาว แต่ในอดีตก็เคยมีเหตุการณ์ที่นักเรียนจากสถาบันจักรพรรดิสามารถเอาชนะนักเรียนของมหาวิทยาลัยนภาเพลิงได้มาแล้วเหมือนกัน เพียงแต่จำนวนครั้งที่เกิดขึ้นมันน้อยนิดจนน่าใจหาย
ที่แจ็คเกอรีนพูดแบบนี้ ก็เป็นเพราะจุดยืนและความภาคภูมิใจในฐานะอาจารย์ของสถาบันผู้ฝึกสัตว์อสูรแห่งจักรวรรดิล้วนๆ
มิเคลล่าพยักหน้าเห็นด้วยเล็กน้อย “แน่นอน ฉันย่อมเชื่อมั่นในความสามารถของนักเรียนจากมหาวิทยาลัยเราอยู่แล้ว”
ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ในใจเธอก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายมีดีพอที่จะหยิ่งผยองได้จริงๆ
คณะผู้ฝึกสัตว์อสูรของมหาวิทยาลัยนภาเพลิงครองตำแหน่งอันดับหนึ่งมาอย่างยาวนานหลายปี แถมยังเคยปั้นบุคคลสำคัญระดับสุดยอดที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันศึกชิงถ้วยอวกาศมาแล้วนับไม่ถ้วน
ถึงแม้ในด้านเครื่องจักรกลและการวิจัยเฉพาะทางบางอย่างอาจจะสู้สถาบันผู้ฝึกสัตว์อสูรแห่งจักรวรรดิไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องการฝึกสัตว์อสูรล่ะก็ ทุกคนต่างก็รู้ดีแก่ใจว่าตำแหน่งอันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัยนภาเพลิงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้เลย
เธอเองก็ไม่ได้ว่างขนาดที่จะต้องไปหาเรื่องสั่งสอนเด็กรุ่นหลังเป็นพิเศษหรอก เพียงแต่ว่านักเรียนของสถาบันจักรพรรดิหลายคนพอได้เข้าร่วมการแข่งขันต่อสู้สัตว์อสูรระหว่างมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับดวงดาวแล้วไปเจอกับนักเรียนของมหาวิทยาลัยนภาเพลิงเข้า ความมั่นใจก็จะหดหายไปไม่น้อย การที่เฉียวซางไปปรากฏตัว ก็อาจจะช่วยปลุกขวัญและกำลังใจให้พวกเขาได้บ้าง
และที่สำคัญที่สุด นี่ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้แลกเปลี่ยนกับคณะผู้ฝึกสัตว์อสูรของมหาวิทยาลัยนภาเพลิงอย่างเปิดเผย ถึงตอนนั้นก็อาจจะดึงดูดคนจาก “คณะเพลิง” ออกมาได้
คนจากคณะเพลิง... นั่นแหละคือคู่ต่อสู้ที่เฉียวซางจะต้องก้าวข้ามไปให้ได้ในอนาคตอย่างแท้จริง
เฉียวซางยังเด็กเกินไป ไม่ควรจะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ซับซ้อนมากนัก ตอนนี้ภารกิจที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนาฝีมือและเรียนรู้ศาสตร์การฝึกสัตว์อสูรอย่างเต็มที่ การบอกเรื่องพวกนี้กับเธอ มีแต่จะทำให้เธอคิดมากไปเปล่าๆ
ดังนั้น เธอจึงเลือกที่จะไม่พูดความตั้งใจที่แท้จริงออกไปตรงๆ
…
ตกกลางคืน เฉียวซางก็กลับมามือเปล่าเหมือนเคย
เธอเดินเข้าห้องมา นั่งลงที่โต๊ะหนังสือ แล้วเริ่มขบคิดวางแผนสำหรับอนาคตอย่างจริงจัง
โอกาสที่จะหาผลึกสุริยันของจริงเจอมันน้อยเกินไปจริงๆ เธอจะฝากความหวังทั้งหมดไว้กับสายลมอย่างเดียวไม่ได้ ตอนนี้หนทางที่เป็นทางการเพียงหนึ่งเดียวที่เธอรู้ว่าจะได้ผลึกสุริยันมาก็คือการแข่งขันศึกชิงถ้วยมาสเตอร์
ตอนนี้สมองของเธอไปถึงระดับของผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ A แล้ว ขอแค่ลู่เป่าหรือตัวอื่นๆ วิวัฒนาการเป็นระดับจักรพรรดิได้สักตัว เธอก็จะสามารถไปสอบใบรับรองผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ A อย่างเป็นทางการ และได้รับสิทธิ์ในการสมัครเข้าร่วมการแข่งขันศึกชิงถ้วยมาสเตอร์ทันที
แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับเหล่าผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ A ที่เก๋าประสบการณ์มานานแล้ว โอกาสที่เธอจะเป็นแชมป์นั้นริบหรี่เสียยิ่งกว่าริบหรี่ แต่ในตอนนี้ นี่เป็นหนทางเดียวที่เธอรู้ว่าจะได้ผลึกสุริยันมา ลองดูก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
ตอนนี้ลู่เป่าสะสมคะแนนมาได้ไม่น้อยแล้ว แถมยังมีผลึกฟ้า ผลึกวารีกับแก่นน้ำแข็งอีกกองเบ้อเริ่ม มันจึงเป็นตัวเต็งที่สามารถสะสมพลังงานจนถึงขีดสุดของระดับราชาได้เร็วที่สุดในบรรดาพวกซุนเป่า
แต่เส้นทางการวิวัฒนาการต่อไปของลู่เป่ากลับพิลึกพิลั่น มันต้องรู้สึกถึงความโดดเดี่ยวอย่างที่สุด ในสภาพแวดล้อมที่เป็นโอเอซิส ถึงจะสามารถกระตุ้นการวิวัฒนาการได้
เงื่อนไขการวิวัฒนาการนี้ฟังดูแล้วอาจจะไม่พิสดารเท่ากับเส้นทางการวิวัฒนาการก่อนหน้านี้ แต่การจะทำให้สำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด
โอเอซิสโดยธรรมชาติแล้วเป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนกับสัตว์อสูรผ่อนคลาย ลู่เป่าก็เคยผ่านอารมณ์สุดขั้วมาสารพัดรูปแบบแล้ว การจะให้มันเกิดอารมณ์สุดขั้วขึ้นมาอีกครั้งนั้นยากแสนยาก
และเธอก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าในสถานการณ์แบบไหนกันที่ลู่เป่าจะรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างที่สุดได้
เมื่อก่อนตอนที่เธอออกจากบ้าน ลู่เป่าก็จะรีบกระโดดเข้ามาในกระเป๋าเพื่อตามไปด้วย แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ตามแล้ว กลับวิ่งไปฝึกฝนด้วยตัวเองอย่างขะมักเขม้น
บางครั้งเธอก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า ในบางช่วงเวลา ลู่เป่าอาจจะกำลังเพลิดเพลินกับการได้อยู่คนเดียวด้วยซ้ำไป
ส่วนซุนเป่า ถ้าอยากจะไปให้ถึงระดับจักรพรรดิ ก็ยังต้องการพลังงานอีกมหาศาล
อุปกรณ์วิวัฒนาการที่มันต้องใช้เพื่อไปถึงระดับจักรพรรดิก็เก็บรวบรวมมาครบหมดแล้ว แต่ซุนเป่าไม่เหมือนลู่เป่าที่โชคดีมีทรัพยากรมากมายให้ดูดซับเพื่อเพิ่มพลังงานได้อย่างรวดเร็ว
แถมเจ้าตัวเองก็ไม่ชอบการต่อสู้เป็นเวลานานๆ อีกต่างหาก การจะเพิ่มพลังงานให้ถึงขีดสุดของระดับราชาคงจะต้องใช้เวลาอีกนานโขเลยทีเดียว
ว่าไปแล้ว... หรือว่ากงเป่าอาจจะเป็นตัวที่วิวัฒนาการไปถึงระดับจักรพรรดิได้เร็วที่สุดกันนะ…
เฉียวซางคิดถึงตรงนี้ ในใจก็พลันมีประกายความคิดสว่างวาบขึ้นมา ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าความเป็นไปได้นี้สูงมาก
เส้นทางการวิวัฒนาการต่อไปของกงเป่าก็คือการวิวัฒนาการด้วยพลังแห่งพันธะเช่นกัน นั่นก็หมายความว่าขอแค่พลังแห่งพันธะระหว่างพวกเธอเพิ่มพูนขึ้นก็เพียงพอแล้ว
เมื่อสองวันก่อน กงเป่าก็ได้ยินความคิดของเธอเกี่ยวกับเรื่องนิ้วทองคำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เมื่อก่อนมันไม่เคยสัมผัสได้มาก่อน นี่ก็เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าพลังแห่งพันธะระหว่างพวกเธอกำลังเพิ่มขึ้นจริงๆ
บางที... อยู่ๆ วันหนึ่งกงเป่าก็อาจจะวิวัฒนาการไปสู่ระดับจักรพรรดิได้ก่อนใครเพื่อนผ่านทางพลังแห่งพันธะก็ได้!
ไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์วิวัฒนาการ ไม่ต้องตรากตรำสะสมพลังงานกองโต แค่ใช้ความรู้สึกอันลึกซึ้งระหว่างพวกเธอเท่านั้น!
‘กงฉิว’
ทว่าขณะที่เฉียวซางกำลังจินตนาการถึงอนาคตอันสวยงามอยู่นั้น เสียงเรียบๆ ของกงเป่าก็ดังขึ้นในหัวของเธอทันที
ต่อให้มันจะวิวัฒนาการด้วยพลังแห่งพันธะได้จริงๆ ก็รักษาร่างระดับจักรพรรดิไว้ได้แค่ชั่วครู่เดียวเท่านั้นแหละ ไม่มีทางช่วยให้เธอผ่านการทดสอบผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ A ได้หรอก แล้วก็ยิ่งไม่มีทางช่วยให้ได้แชมป์การแข่งขันศึกชิงถ้วยมาสเตอร์ด้วย
เฉียวซาง: “…”
‘แหม ปล่อยให้ฉันฝันหวานอีกหน่อยก็ไม่ได้หรือไง’ เฉียวซางบ่นอุบในใจ
‘กงฉิว’ กงเป่าส่งเสียงกลับมาในหัวอย่างรู้ทัน
งั้นเธอก็เชิญฝันต่อไปเถอะ
…เฉียวซางหยุดจินตนาการฟุ้งซ่านในบัดดล
อันที่จริงแล้ว ทั้งลู่เป่า ซุนเป่า และกงเป่า ต่างก็มีโอกาสที่จะวิวัฒนาการไปสู่ระดับจักรพรรดิได้ก่อนใครเพื่อนทั้งนั้น
เธอสามารถให้ลู่เป่าเร่งดูดซับวัตถุดิบธาตุน้ำแข็งเหล่านั้น เพื่อสะสมพลังงานให้ถึงขีดสุดของระดับราชาให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก
ส่วนซุนเป่ากับกงเป่า ก็คงต้องเน้นไปที่การสะสมพลังงานเป็นหลัก
แต่ปัญหาคือพวกมันไม่มีวัตถุดิบที่ช่วยเพิ่มพลังงานได้อย่างรวดเร็วเหมือนลู่เป่า เธอคงต้องไปหาซื้อวัตถุดิบที่ช่วยให้ดูดซับพลังงานได้เร็วขึ้นมาให้พวกมัน แล้วก็ส่งพวกมันออกไปต่อสู้บ่อยๆ เพื่อสะสมแต้ม
แต่ถ้าเป็นการต่อสู้เพียงอย่างเดียว ความเร็วในการสะสมแต้มของซุนเป่าคงจะสู้กงเป่าไม่ได้แน่ๆ เพราะถ้าเธอไม่ได้อยู่ข้างๆ คอยจับตาดู เจ้าตัวแสบนั่นต้องแอบอู้แน่นอน
‘กงฉิว?’
ขณะที่กำลังคิดเพลินๆ เสียงของกงเป่าก็ดังขึ้นในหัวอีกครั้ง
สะสมอะไรเหรอ?
‘ก็แต้มน่ะสิ’ เฉียวซางตอบในใจ ‘เมื่อกี้เธอไม่ได้ยินหรือไง?’
‘กงฉิว’
กงเป่าตอบกลับมาในหัวทันที
ไม่ได้ยินเลย เหมือนคำพูดของเธอจะถูกอะไรบางอย่างปิดกั้นเอาไว้ เธอสามารถควบคุมความคิดของตัวเองไม่ให้ฉันได้ยินได้เล็กน้อยแล้วใช่ไหม?
ห๊ะ? กงเป่าไม่ได้ยินเหรอ? เฉียวซางงงไปชั่วขณะ ก่อนจะเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาในบัดดล สมองของเธอเริ่มทำงานอย่างรวดเร็ว
เดี๋ยวก่อนนะ... มันตอบคำถามของเธอได้ งั้นก็แสดงว่ามันยังได้ยินความคิดของเธออยู่ แต่มันกลับไม่ได้ยินแค่คำว่า “แต้ม” สองคำนี้เท่านั้น
กงเป่าได้ยินคำว่านิ้วทองคำแต่กลับไม่ได้ยินคำว่าแต้ม
นี่หมายความว่าพลังแห่งพันธะระหว่างเธอกับกงเป่าเพิ่มขึ้นแล้วจริงๆ แต่ยังเพิ่มขึ้นไม่มากพอที่จะทำให้มันสัมผัสได้ถึงทุกอย่างที่เกี่ยวกับนิ้วทองคำได้สินะ
ถ้างั้น... ถ้าเธอจงใจเปิดอกคุยเรื่องทั้งหมดนี้กับกงเป่าล่ะ?
เฉียวซางในใจก็พลันมีประกายความคิดสว่างวาบขึ้นมา
ดูจากตอนนี้แล้ว ยิ่งพลังแห่งพันธะเพิ่มขึ้น ความเป็นส่วนตัวระหว่างเธอกับกงเป่าก็ยิ่งน้อยลงทุกที
พลังแห่งพันธะหมายถึงความไว้วางใจ ถ้าเธอตัดสินใจสารภาพความลับที่อยู่ลึกสุดในใจออกมา พลังแห่งพันธะระหว่างเธอกับกงเป่าจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเลยหรือเปล่านะ?
ถ้าเป็นตอนที่เพิ่งทำสัญญาใหม่ๆ เธอคงไม่มีทางกล้าสารภาพออกมาได้แน่ๆ เพราะตอนนั้นเธอยังกังวลโน่นนี่นั่นไปหมด
พูดง่ายๆ ก็คือ ยังไม่ไว้วางใจกันและกันมากพอ
แต่ตอนนี้... เธอคิดว่าเธอทำได้
ขณะที่ความคิดกำลังแล่นอยู่ในหัว กงเป่าก็บินเข้ามาจากนอกประตู มันส่งเสียงเรียกด้วยสีหน้าที่สงบนิ่งตามปกติว่า
‘กงฉิว?’
เธอจะบอกอะไรฉันเหรอ?
ถึงแม้สีหน้าของมันจะดูสงบนิ่ง แต่เฉียวซางที่อยู่กับกงเป่ามานานขนาดนี้ แถมยังมีพลังแห่งพันธะเชื่อมถึงกันอีกด้วย เธอย่อมรู้ดีว่าภายใต้ท่าทีเรียบเฉยนั้น ตอนนี้มันกำลังดีใจอยู่
มันดีใจที่เธอเลือกที่จะสารภาพความลับให้ฟัง
เฉียวซางสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยอย่างรู้สึกได้
‘กงฉิว’
ในตอนนั้นเอง กงเป่าก็ปิดประตูลงเบาๆ แล้วร้องขึ้นมาหนึ่งครั้ง เป็นเชิงบอกว่าวางใจได้เลย เพราะตอนนี้มิเคลล่ากับไอพ่นเบิกฟ้าและราชามังกรไม่ได้อยู่ที่บ้าน
คนที่รู้ใจฉันที่สุด ก็คือกงเป่านี่เอง… เฉียวซางปรับสีหน้าเป็นจริงจังแล้วกล่าวว่า
‘ฉันมีเรื่องที่เป็นความลับสุดยอดของฉันจะบอกเธอ’
‘กงฉิว’
หัวใจของกงเป่าพลันเต้นเร็วขึ้น มันพยักหน้าอย่างจริงจัง
มันสัมผัสได้ว่า ความลับนี้สำคัญต่อผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองมากจริงๆ
โดยไม่รู้ตัว มันก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างประหลาด และในขณะเดียวกันก็รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก
‘อันที่จริง... ฉันเป็นคนข้ามมิติมา…’ เฉียวซางสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจเล่าทุกอย่างโดยละเอียด ตั้งแต่เรื่องที่ตัวเองข้ามมิติมายังโลกใบนี้ การปลุกตำราอสูรขึ้นมา แล้วก็พบว่าพอทำสัญญากับหยาเป่าและพวกมันแล้ว ในตำราอสูรก็จะปรากฏข้อมูลที่เกี่ยวข้องขึ้นมา แถมยังสามารถใช้แต้มเพื่อเพิ่มความสามารถได้อีกด้วย
พอได้พูดทุกอย่างออกไปจนหมด เธอก็รู้สึกโล่งใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
กงเป่าตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ อารมณ์ตื่นเต้นเมื่อครู่ก็ค่อยๆ จางหายไป มันนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะมองไปยังผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเอง แล้วร้องขึ้นมาหนึ่งครั้งว่า
‘กงฉิว?’
ข้ามมิติคืออะไรเหรอ?
‘ก็คือ... มาจากอีกโลกหนึ่งน่ะสิ’ เฉียวซางอธิบายง่ายๆ
กงเป่าเงียบไปอีกนานแสนนาน ก่อนจะร้องขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
‘กงฉิว?’
แล้ว... แล้วเธอจะข้ามมิติกลับไปอีกไหม?
แววตาของมันในตอนนี้เต็มไปด้วยความเศร้าและความกลัวอย่างปิดไม่มิด
นี่เป็นอารมณ์ที่กงเป่าแทบจะไม่เคยแสดงออกมาให้เห็นเลยสักครั้ง
เฉียวซางถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ ‘วางใจเถอะ พวกเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป ไม่มีวันพรากจากกัน’
กงเป่าจ้องมองผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเอง ความรู้สึกบางอย่างในใจก็พลันไหววูบอย่างรุนแรง
แต่ที่มากกว่านั้น ก็คือความกลัวที่ยังคงเกาะกุมหัวใจ
มันกลัว... กลัวว่าผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองจะกลับไปยังโลกที่เธอจากมาอย่างกะทันหัน
บรรยากาศทั้งห้องพลันดูหนักอึ้งและเงียบงันลงทันที
เฉียวซางเห็นอารมณ์ของกงเป่าไม่ค่อยดี จึงแกล้งพูดติดตลกเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ‘นี่ฉันอุตส่าห์บอกความลับใหญ่ขนาดนี้ให้เธอรู้แล้วนะ ทำไมเธอยังไม่วิวัฒนาการด้วยพลังแห่งพันธะอีกล่ะ’
กงเป่า: “…”
‘กงฉิว’
กงเป่ากลับมาทำหน้าปกติเหมือนเดิม
เรื่องแบบนี้มันไม่ใช่ว่าอยากจะวิวัฒนาการก็ทำได้เลยเสียหน่อย
เฉียวซางแสร้งทำเป็นผิดหวังแล้วกล่าวว่า ‘น่าเสียดายจังเลย ตอนแรกฉันก็นึกว่าพอพูดความลับนี้ออกไปแล้ว เธอจะวิวัฒนาการด้วยพลังแห่งพันธะได้ทันทีซะอีก’
กงเป่าเงียบไป มันเพียงแค่มองผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองนิ่งๆ
เวลาผ่านไปประมาณสามวินาที เฉียวซางก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น ‘ทำไมเธอไม่พูดอะไรเลยล่ะ?’
“กงฉิว?”
กงเป่าร้องขึ้นมาหนึ่งครั้ง
เมื่อกี้นี้เธอสัมผัสความคิดในใจของมันไม่ได้แล้วใช่ไหม?
เฉียวซางถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถามด้วยสีหน้าประหลาดใจอย่างสุดขีด
“เมื่อกี้เธอพูดในหัวเหรอ?”
“กงฉิว” กงเป่าพยักหน้า แล้วร้องขึ้นมาหนึ่งครั้ง
ใช่แล้ว แต่เมื่อกี้มันลองปิดกั้นดูน่ะ
ดวงตาของเฉียวซางเป็นประกายขึ้นมาทันที ในที่สุดวันนั้นก็มาถึงแล้วสินะ!
“กงฉิว” กงเป่าทำหน้าเหมือนพูดไม่ออก แล้วร้องขึ้นมาหนึ่งครั้ง
เธอน่ะ ยังไม่ได้ปิดกั้นความคิดในใจของตัวเองเลยสักนิด
“ประโยคนี้เธอได้ยินก็ไม่เป็นไรหรอก” เฉียวซางยิ้มกว้าง “เธอก็รอวันนี้มาตลอดไม่ใช่หรือไง”
กงเป่าไม่ได้พูดอะไร ถือเป็นการยอมรับโดยปริยาย
ดูเหมือนว่าพลังแห่งพันธะระหว่างเธอกับกงเป่าจะเพิ่มขึ้นจริงๆ ด้วย แต่ในขณะที่กงเป่าสามารถปิดกั้นความคิดในใจของมันได้แล้ว ตัวเองกลับยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือเปล่า คงต้องลองดูหน่อยแล้ว… เฉียวซางลองพยายามปิดกั้นความคิดไปพลาง กล่าวในใจไปพลางว่า
‘กงเป่าตัวนิ่มที่สุด กงเป่าแข็งแกร่งที่สุด’
กงเป่าไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
เฉียวซางลองต่อไป ‘กงเป่าฉลาดที่สุด’
กงเป่ายังคงนิ่งเฉย
เฉียวซางลองอีกครั้ง ‘กงเป่า ไม่ต้องกังวลนะ พวกเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป’
กงเป่าก็ยังคงไม่มีปฏิกิริยา
เฉียวซางยิ้มกว้างออกมาอย่างดีใจ “ดูเหมือนว่าฉันก็ปิดกั้นความคิดได้แล้วเหมือนกัน ไม่เลวเลยนะ พลังแห่งพันธะของพวกเราแข็งแกร่งขึ้นไม่น้อยเลยจริงๆ”
“กงฉิว”
ทว่ากงเป่ากลับไม่ได้แสดงสีหน้าดีใจออกมา มันเพียงแค่ร้องขึ้นมาหนึ่งครั้ง
งั้นมันขอตัวไปฝึกก่อนนะ
“ได้สิ” เฉียวซางพยักหน้าอนุญาต
กงเป่ากระพือปีก แล้วหันหลังบินจากไป
แต่ในจังหวะที่ปีกของมันกำลังจะสัมผัสกับลูกบิดประตู ความคิดของผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองก็พลันดังขึ้นในหัวอย่างชัดเจนว่า
‘เฮ้อ ดูเหมือนว่ากงเป่ายังคงกังวลว่าตัวเองจะข้ามมิติกลับไปอยู่สินะ’
ร่างกายของกงเป่าแข็งทื่อไปชั่วขณะ มันหยุดการเคลื่อนไหวลงทันที ก่อนจะหันกลับมา มองผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองด้วยสีหน้าที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง แล้วร้องขึ้นมาหนึ่งครั้งว่า
“กงฉิว?”
ไหนบอกว่าปิดกั้นความคิดได้แล้วไง? แล้วทำไมเธอถึงไม่ปิดกั้นความคิดเมื่อกี้ล่ะ?
เฉียวซางยิ้มอย่างอ่อนโยน “การที่พวกเราปิดกั้นความคิดได้ก็แค่หมายความว่าพลังแห่งพันธะระหว่างพวกเราแข็งแกร่งขึ้น ฉันก็ไม่ได้บอกนี่นาว่าพอปิดกั้นความคิดได้แล้ว จะต้องปิดกั้นความคิดของตัวเองเสมอไป”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้ม “อันที่จริง บางครั้งฉันก็ชอบความรู้สึกที่ความคิดของพวกเราสามารถรับรู้ถึงกันและกันได้นะ”
กงเป่าถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ในแววตาของมันพลันมีน้ำตาคลอเบล้าขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
วินาทีถัดมา เสียงของกงเป่าก็ดังขึ้นในหัวของเธอ
“กงฉิว”
บางครั้ง... มันก็ชอบความรู้สึกที่ความคิดของพวกเราสามารถรับรู้ถึงกันได้เหมือนกัน
กงเป่า… เฉียวซางในใจก็พลันซาบซึ้งและตื้นตันขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
กงเป่ามองมาที่เธอ ในแววตามีหยาดน้ำใสๆ คลออยู่
สี่ตาสบประสานกัน
ทันใดนั้นเอง บนตัวของกงเป่าก็พลันปรากฏแสงสีขาวเจิดจ้าสว่างวาบขึ้นมา!
นี่… นี่มัน… เฉียวซางม่านตาหดเล็กลงในทันที หัวใจของเธอก็พลันเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง
ทว่ายังไม่ทันที่ในหัวของเธอจะมีความคิดอะไรผุดขึ้นมามากกว่านี้ แสงสีขาวนั้นก็พลันหายวับไปในพริบตา
กงเป่าก็ยังคงเป็นกงเป่าตัวเดิม แสงสีขาวเมื่อครู่ ราวกับเป็นเพียงภาพลวงตาของเธอเท่านั้น
เฉียวซางถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก ผ่านไปหลายวินาที ถึงได้เอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสับสนและลังเลว่า
“เมื่อกี้... บนตัวเธอมีแสงสีขาวปรากฏขึ้นมาใช่ไหม?”
กงเป่าเองก็ดูจะลังเลไปเล็กน้อย ก่อนจะร้องขึ้นมาหนึ่งครั้งว่า
“กงฉิว”
เอ่อ... เหมือนจะปรากฏขึ้นมานะ
“หรือว่า... จะเป็นแสงแห่งการวิวัฒนาการ?” เฉียวซางถามด้วยความคาดหวัง
“กงฉิว”
กงเป่าส่ายหน้า มันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
เฉียวซางสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างรวดเร็ว ก่อนจะตัดสินใจหยิบมือถือออกมาทันที แล้วกดเบอร์โทรหาอาจารย์มิเคลล่าอย่างไม่ลังเล
หลังจากเสียง “ตู๊ด ตู๊ด” ดังขึ้นสองสามครั้ง ปลายสายก็กดรับ
และทันทีที่อีกฝ่ายรับสาย เฉียวซางก็รีบพูดทันทีว่า “อาจารย์คะ! รีบมาเร็วเข้า! มีเรื่องด่วนค่ะ!”
นี่เป็นครั้งแรกที่มิเคลล่าได้รับโทรศัพท์ที่ดูร้อนรนขนาดนี้จากเฉียวซาง ในใจก็พลันจมดิ่งลงด้วยความเป็นห่วง เธอจึงถามกลับไปทันทีว่า
“ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน?”
“อยู่ที่บ้านค่ะ!” เฉียวซางตอบ
“รอฉันอยู่ตรงนั้นนะ” มิเคลล่าพูดจบ ก็วางสายไปทันที
จากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจ เฉียวซางก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายและความเคลื่อนไหวที่ปรากฏขึ้นในห้องนั่งเล่น
เธอรีบคว้าตัวกงเป่าที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมา เปิดประตู แล้ววิ่งไปยังห้องนั่งเล่นอย่างรวดเร็ว
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” มิเคลล่าถามด้วยสีหน้าจริงจังทันทีที่เห็นหน้าเธอ
“เมื่อกี้บนตัวของกงเป่ามีแสงสีขาวปรากฏขึ้นมาค่ะ!” เฉียวซางรีบกล่าวอย่างตื่นเต้น “ฉันรู้สึกว่ามันเหมือนกับแสงสีขาวตอนที่จะวิวัฒนาการไม่มีผิดเลยค่ะ!”
มิเคลล่า: “???”
(จบตอน)
เรื่องนี้ผู้แปลไม่ค่อยมีเวลาลงในเว็บนะครับ พอดีช่วงนี้งานค่อนข้างยุ่ง แต่ในเพจ เอินเอินขอแปล มีลงเนื้อหาไปไกลแล้ว เนื้อหาถัดจากนี้อีก 70 ตอน อ่านฟรีนะครับ ตามอ่านได้ที่เพจเลยครับ