- หน้าแรก
- คู่มือตำราอสูร: ฉบับเริ่มต้นจากศูนย์
- บทที่ 1546—1547: ในที่สุดก็โดนคำสาปซะที (สองตอนรวมกัน)
บทที่ 1546—1547: ในที่สุดก็โดนคำสาปซะที (สองตอนรวมกัน)
บทที่ 1546—1547: ในที่สุดก็โดนคำสาปซะที (สองตอนรวมกัน)
เฉียวซางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
“ท่านรองรู้ได้ยังไงคะเนี่ย? ฉันเพิ่งจะไปลงทะเบียนมาเมื่อกี้นี้เอง”
ประโยคนี้มีความหมายแฝงชัดเจนว่า ผู้พิทักษ์อัคคีเจิดจรัสที่วิวัฒนาการไปถึงระดับจักรพรรดิ ก็คือหยาเป่า สัตว์อสูรของเธอนั่นเอง
ปลายสายเงียบกริบ เงียบราวกับอยู่ในป่าช้า
เวลาผ่านไปนานจนเฉียวซางนึกว่าสายหลุดไปแล้ว ขณะที่กำลังจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาดู เสียงของรองผู้อำนวยการก็ดังแทรกขึ้นมา
“ฉันเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเส้นทางวิวัฒนาการใหม่ของสุนัขเขี้ยวเพลิงก็เลยรู้เรื่องได้ทันที”
เฉียวซางแย้งขึ้น “ไม่เห็นจะใช่เลยนี่คะ ตอนหยาเป่าวิวัฒนาการครั้งก่อนๆ ฉันก็เป็นคนติดต่อท่านรองไปก่อนตลอด”
“แต่นี่มันวิวัฒนาการไปถึงระดับจักรพรรดิแล้วนะ!” หลิวเหยาเผลอหลุดมาดไปชั่วขณะ แต่ก็รีบดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดแล้วกล่าวว่า
“สายวิวัฒนาการเดิมของสุนัขเขี้ยวเพลิงไปสุดแค่ที่ระดับราชา แต่สายวิวัฒนาการใหม่ของเธอดันทะลุไปถึงระดับจักรพรรดิ สัตว์อสูรทุกตัวที่สามารถวิวัฒนาการข้ามขีดจำกัดเดิมไปถึงระดับจักรพรรดิหรือสูงกว่าได้ จะถูกรายงานขึ้นไปยังศูนย์กลางทันที และจะมีการแจ้งไปยังศูนย์วิจัยของสัตว์อสูรสายพันธุ์นั้นๆ ด้วย”
“สุนัขเขี้ยวเพลิงอาจจะไม่มีศูนย์วิจัยโดยตรง แต่ก็มีสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้อง ฉันก็เลยได้รับแจ้งข่าวน่ะสิ”
“อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง ถึงว่าสิคะทำไมวันนี้ถึงได้ลงทะเบียนนานนักหนา เรื่องถึงกับส่งไปไกลถึงบลูสตาร์เลยเหรอเนี่ย” เฉียวซางพึมพำกับตัวเอง
“ซุนซุน~” ซุนเป่าพยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยกับผู้เป็นนายอย่างเต็มที่
นี่มันใช่ประเด็นที่ไหนกันเล่า... หลิวเหยาถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“รองผู้อำนวยการคะ?” เมื่อเห็นปลายสายเงียบไปอีกครั้ง เฉียวซางจึงเอ่ยเรียก
ถึงแม้ตอนนี้รองผู้อำนวยการจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งนั้นแล้ว แถมถ้าว่ากันตรงๆ ในระดับทางสังคมเธอก็แอบเหนือไปกว่าเขาเล็กน้อยแล้ว แต่เธอก็ยังเรียกแบบเดิมเพราะอีกฝ่ายคือผู้ใหญ่ที่เธอนับถือมากๆ จากใจจริงคนหนึ่ง แถมตำแหน่งนี้ยังเรียกจนติดปากแล้วด้วย
หลิวเหยาพยายามตั้งสติ ก่อนจะเอ่ยถามในสิ่งที่เขาคิดจนหัวแทบแตกก็ยังหาคำตอบไม่ได้
“หยาเป่าวิวัฒนาการไปถึงระดับจักรพรรดิในช่วงเวลาสั้นๆ แบบนี้ได้ยังไงกัน?”
“เรื่องนี้มันยาวน่ะค่ะ คือตอนแรกฉันตั้งใจจะไปหาผลึกสุริยัน...” เฉียวซางจึงเล่าเรื่องราวการผจญภัยทั้งหมด ตั้งแต่ตอนที่ได้พบกับลิยาเซสไปจนถึงการข้ามเวลาให้ฟังอย่างละเอียด
“หา???” หลิวเหยาฟังจบถึงกับอึ้งไป ในหัวมีแต่ความงุนงงสับสนและเครื่องหมายคำถามลอยฟุ้งเต็มไปหมด
เขารู้สึกว่าสมองของตัวเองประมวลผลไม่ทัน
“ชาราร่า? บัลลังก์ที่สิบ? กงล้อเวลา? ข้ามเวลา? ดาวตกไฟ? ดวงอาทิตย์ระเบิด? ดูดซับผลึกวิญญาณอัคคี? นี่เธอพูดเรื่องบ้าอะไรอยู่กันแน่เนี่ย?!” หลิวเหยารัวคำถามออกมาเป็นชุดด้วยความสับสน
“ท่านฟังแล้วไม่เข้าใจตรงไหนเหรอคะ?” เฉียวซางถามกลับอย่างงงๆ ก็เธอรู้สึกว่าตัวเองเล่าได้ละเอียดมากแล้วนะ
“ชาราร่าที่เธอพูดถึง คือสัตว์อสูรมายาชาราร่าของดาวนภาเพลิงน่ะเหรอ? แล้วบัลลังก์ที่สิบก็คือบัลลังก์ที่สิบของสหพันธ์ผู้ฝึกสัตว์อสูรน่ะเหรอ?” หลิวเหยาสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามถามอย่างใจเย็น
เฉียวซางตอบ “ค่ะ ที่ดาวนภาเพลิงก็น่าจะมีแค่สัตว์อสูรมายาชาราร่าตัวเดียวที่ชื่อชาราร่านะคะ ส่วนบัลลังก์ที่สิบก็ต้องเป็นของสหพันธ์ผู้ฝึกสัตว์อสูรอยู่แล้วสิคะ”
“แล้วกงล้อเวลาล่ะ? นั่นมันสัตว์อสูรอะไร?” หลิวเหยาถามต่อ
เฉียวซางถึงกับชะงัก
เธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่ารองผู้อำนวยการผู้รอบรู้จะไม่รู้จักกงล้อเวลา ถึงขนาดต้องให้เธอมานั่งอธิบายให้ฟัง
ในชั่วพริบตา ภาพลักษณ์ผู้ทรงภูมิในใจเธอก็พังทลายลงไปไม่น้อย
“กงล้อเวลาเป็นสัตว์อสูรมายาประเภทพลังจิตของดาวนภาเพลิงค่ะ มีความสามารถในการข้ามเวลา” เฉียวซางอธิบาย
ให้ตายเถอะ... หลิวเหยารู้สึกว่าข้อมูลที่ถาโถมเข้ามามันเกินกว่าสมองเขาจะรับไหวแล้ว
แค่ไม่เจอกันไม่กี่เดือน เฉียวซางไปเจออะไรมาบ้างเนี่ย!
ทั้งสัตว์อสูรในตำนาน สัตว์อสูรระดับเทพ สัตว์อสูรมายา... นี่มันของที่หาเจอกันได้ง่ายๆ ขนาดนั้นเลยเหรอ?!
หลิวเหยาเงียบไปอีกครั้ง ผ่านไปสิบกว่าวินาที เขาจึงพยายามดึงบทสนทนากลับมาในเรื่องที่พอจะเข้าใจได้
“หมายความว่าหยาเป่าวิวัฒนาการเพราะดูดซับพลังสุริยันอย่างนั้นเหรอ?”
“ฉันก็เดาแบบนั้นค่ะ” เฉียวซางตอบ “ตอนนั้นผู้สร้างโชคก็ทำนายไว้ว่าหยาเป่าจะวิวัฒนาการตอนที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ค่ะ”
หลิวเหยาขมวดคิ้ว “ผู้สร้างโชค?”
“ร่างระดับสูง ของสายพันธุ์เทพรู้แจ้ง สัตว์อสูรในตำนานของดาวนภาเพลิงน่ะค่ะ” เฉียวซางอธิบาย “มันสามารถมองเห็นอนาคตตั้งแต่เกิดจนตายของเป้าหมายได้ในพริบตา ตอนนั้นมันช่วยดูให้พวกหยาเป่า ฉันก็เลยคิดจะไปหาผลึกสุริยันที่เหมินโจวค่ะ”
เธอหยุดไปครู่หนึ่งแล้วเสริมว่า “ผลึกสุริยันเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ใช้ในการวิวัฒนาการจากระดับจักรพรรดิไประดับมหาจักรพรรดิของหยาเป่าค่ะ”
“เดี๋ยวนะ ขอฉันตั้งสติก่อน... ขอฉันตั้งสติก่อน...” หลิวเหยารู้สึกว่าสมองของตัวเองเริ่มจะใช้งานไม่ได้แล้ว
เฉียวซางกล่าวต่ออย่างไม่รอช้า
“เส้นทางวิวัฒนาการไประดับมหาจักรพรรดิของหยาเป่า ท่านรองไม่ต้องวิจัยแล้วนะคะ วัตถุดิบที่มันต้องการคือแก่นแท้เพลิง, ผลึกเปลวเพลิง, และผลึกสุริยันค่ะ”
อะไรคือแก่นแท้เพลิง... อะไรคือผลึกเปลวเพลิง... อะไรคือผลึกสุริยัน... หลิวเหยารู้สึกว่าข้อมูลมันเยอะเกินไป สมองของเขารับไม่ไหวแล้วจริงๆ
ผ่านไปหลายวินาที เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ฉันขอไปย่อยข้อมูลทั้งหมดนี้ก่อนนะ แล้วเดี๋ยวจะโทรกลับไปใหม่”
พูดจบก็วางสายไปทันที
ฉันพูดอะไรที่มันเข้าใจยากขนาดนั้นเลยเหรอ? เฉียวซางวางมือถือลงอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะอุ้มชาราร่าแล้วเดินกลับโรงแรม
...
โรงแรม
ห้องสวีท
เฉียวซางเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นมิเคลล่านั่งเหม่ออยู่บนโซฟา บนโต๊ะกาแฟตรงหน้ามีคอมพิวเตอร์เปิดค้างไว้ ท่าทางของเธอดูสับสนอย่างเห็นได้ชัด
“อาจารย์คะ เป็นอะไรไปเหรอคะ?” เธออดที่จะเอ่ยถามไม่ได้
มิเคลล่าเหมือนเพิ่งจะรู้สึกตัว เธอหันมามองเฉียวซางกับหยาเป่าด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน แล้วกล่าวว่า
“ฉันไม่ได้ดูผิดไปจริงๆ ด้วย”
“เรื่องอะไรเหรอคะ?” เฉียวซางยังตามไม่ทัน
“เปลวไฟสีทองที่หยาเป่าใช้ในสนามฝึกเมื่อเช้านี้... มันคือเพลิงศักดิ์สิทธิ์” มิเคลล่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง เฉียวซางแสร้งทำสีหน้าดีใจสุดขีดแล้วถามย้ำว่า
“จริงเหรอคะอาจารย์?”
“ย่าห์ ย่าห์?”
หยาเป่าเองก็หันไปมองมิเคลล่าอย่างคาดหวัง มันถามเป็นเชิงเดียวกันว่าเรื่องจริงใช่ไหม
ถึงมันจะไม่รู้ว่าเพลิงศักดิ์สิทธิ์สุดยอดแค่ไหน แต่จากบทสนทนาและสีหน้าของผู้เป็นนายกับอาจารย์ของผู้เป็นนาย มันก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่านี่ต้องเป็นทักษะที่ไม่ธรรมดาแน่ๆ
“ฉันตรวจสอบดูแล้ว” มิเคลล่าปรับสีหน้าให้กลับมาสงบนิ่ง แล้วกล่าวว่า “เปลวไฟสีทองอร่าม แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่น มีแต่เพลิงศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นแหละ”
ในที่สุดอาจารย์ก็รู้ตัวซะที เฉียวซางแสร้งทำเป็นตื่นเต้น แล้วอุทานว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็เยี่ยมไปเลยสิคะ!”
“ย่าห์ ย่าห์!”
หยาเป่าส่งเสียงร้องอย่างดีใจ
“ฉันเพิ่งจะไปค้นข้อมูลโดยละเอียดของเพลิงศักดิ์สิทธิ์มา” มิเคลล่าเริ่มอธิบาย “ในช่วงแรกมันมีผลแค่ลบล้างคำสาปเท่านั้น แต่พอความชำนาญสูงขึ้น ก็จะสามารถสร้างความเสียหายต่อพลังจิตและร่างกายของเป้าหมายได้”
“และเมื่อถึงทักษะนี้พัฒนาขึ้นถึงระดับนึง ถ้าฉันหาข้อมูลมาไม่พลาดน่าจะเป็นที่ระดับความชำนาญขั้นสูงขึ้นไป มันจะมีผลในการขับไล่โรคระบาดและเผาไหม้วิญญาณได้เลยทีเดียว”
พอพูดถึงตรงนี้ มิเคลล่าก็ทำหน้าจริงจังขึ้น
“พลังทำลายล้างภายนอกของเพลิงศักดิ์สิทธิ์อาจจะดูไม่รุนแรงเท่าทักษะเหนือระดับประเภทไฟอื่นๆ แต่พลังที่แท้จริงของมันนั้นร้ายกาจจนไม่อาจดูถูกได้เลย ไม่อย่างนั้นตอนนั้นสหพันธ์ผู้ฝึกสัตว์อสูรก็คงไม่หยิบยกขึ้นมาพิจารณาว่าจะจัดให้มันเป็นทักษะระดับศักดิ์สิทธิ์หรอก”
“เปลวไฟที่สามารถเผาไหม้ได้ถึงวิญญาณและพลังจิต ต่อให้เป็นสัตว์อสูรประเภทไฟที่มีลักษณะเฉพาะตัวดึงดูดไฟระดับ S ก็ยังต้านทานไม่ไหว”
สัตว์อสูรที่มีลักษณะเฉพาะตัวดึงดูดไฟระดับ S ก็ยังต้านทานไม่ไหว เฉียวซางถึงกับชะงัก
หยาเป่าก็มีลักษณะเฉพาะตัวนี้พอดี เธอจึงรู้ดีว่ามันสำคัญและมีประโยชน์มากแค่ไหน
ลักษณะเฉพาะตัวดึงดูดไฟระดับ S ถ้าอยู่บนตัวสัตว์อสูรธาตุไฟระดับเริ่มต้น ต่อให้เจอกับเปลวไฟของสัตว์อสูรระดับสูงก็อาจจะทำอะไรมันไม่ได้มากนัก
ความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิเธออาจจะยังไม่รู้แน่ชัด เพราะหยาเป่าเพิ่งจะวิวัฒนาการ
แต่ถ้าสัตว์อสูรธาตุไฟระดับราชาระยะต้นมีลักษณะเฉพาะตัวดึงดูดไฟระดับ S มันก็จะสามารถต้านทานพลังเปลวไฟของสัตว์อสูรธาตุไฟระดับราชาระยะปลายได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สัตว์อสูรในระดับสูงขนาดนี้ แค่ต่างกันระดับย่อยเดียว ความแข็งแกร่งก็ต่างกันราวฟ้ากับเหวแล้ว ไม่ต้องพูดถึงระดับจักรพรรดิเลย
ในวินาทีนี้ หัวใจของเฉียวซางก็เต้นระรัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
ก่อนหน้านี้ เธอก็ได้ยินอาจารย์มิเคลล่าพูดแล้วว่าทักษะนี้เกือบจะได้เลื่อนชั้นเป็นทักษะระดับศักดิ์สิทธิ์
แต่ในตอนนั้น เธอก็ยังไม่มีภาพที่ชัดเจนในหัว
แต่ตอนนี้พอได้ยินว่าแม้แต่สัตว์อสูรที่มีลักษณะเฉพาะตัวดึงดูดไฟระดับ S ก็ยังต้านทานไม่ไหว ภาพในใจของเฉียวซางก็ชัดเจนขึ้นมาทันที
เธอรู้ดีว่าสัตว์อสูรที่อาจารย์มิเคลล่ายกตัวอย่างถึงนั้น ระดับต้องไม่ต่ำกว่าหยาเป่าแน่ๆ อย่างน้อยก็ต้องระดับเดียวกัน หรืออาจจะสูงกว่าด้วยซ้ำ
มิเคลล่ากล่าวอย่างจริงจังว่า
“ทักษะนี้ เธอต้องให้หยาเป่าฝึกฝนเป็นพิเศษเลยนะ”
“เข้าใจแล้วค่ะ!” เฉียวซางตอบรับอย่างหนักแน่น
“ย่าห์ ย่าห์!” หยาเป่าทำหน้ามุ่งมั่นแล้วส่งเสียงขานรับ
การเพิ่มความชำนาญในทักษะของหยาเป่านั้นง่ายแสนง่าย แค่ใช้บ่อยๆ ก็เก่งขึ้นได้แล้ว แต่เฉียวซางก็ยังคงสงสัยเรื่องที่เพลิงศักดิ์สิทธิ์สามารถลบล้างคำสาปได้ เธอจึงลองถามย้ำกับอาจารย์มิเคลล่าอีกครั้งว่าเพลิงศักดิ์สิทธิ์ที่มีความชำนาญไม่สูงพอจะทำได้แค่ลบล้างคำสาปใช่ไหม
จากนั้นก็ให้หยาเป่าลองใช้เพลิงศักดิ์สิทธิ์กับกระดาษทิชชูแผ่นหนึ่ง ซึ่งก็พบว่ามันไม่ลุกไหม้จริงๆ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองซุนเป่า
“ซุนซุน?”
ซุนเป่ากะพริบตาปริบๆ
“หาเป้าหมายมาหน่อยสิ เราจะลองใช้คำสาปอับโชคกัน” เฉียวซางเอ่ยขึ้น
มิเคลล่ามองมาทางเธอ เธอเข้าใจในทันทีว่านักเรียนคนเก่งของเธอกำลังจะทำอะไร
พูดตามตรงเรื่องที่เพลิงศักดิ์สิทธิ์สามารถลบล้างคำสาปได้ เธอก็อยากจะเห็นกับตาตัวเองเหมือนกัน เพราะทักษะนี้เคยได้ยินแต่ชื่อ ไม่เคยเห็นของจริงมาก่อนเลย
ก็แน่ล่ะ มันหายากขนาดนี้จะไปเคยเห็นได้ยังไงกัน
“ซุนซุน~”
ซุนเป่าขานรับอย่างว่าง่าย ก่อนจะถอดห่วงวงแหวนออก แล้วหยิบมดตัวหนึ่งออกมาจากในนั้น
...เฉียวซางถึงกับพูดไม่ออก “ตัวนี้ไม่ได้”
“ซุนซุน?” ซุนเป่าทำหน้างง แล้วเอ่ยถามว่าทำไม
“เป้าหมายมันเล็กเกินไป จะสังเกตการณ์ลำบาก” เฉียวซางอธิบาย
“ซุนซุน…” ซุนเป่าจึงเก็บมดกลับเข้าไปในห่วงวงแหวนตามเดิม แล้วหันไปมองชิงเป่า
“ชิงชิง!”
ชิงเป่าถึงกับสะดุ้ง ก่อนจะร้องปฏิเสธเสียงหลง พลางส่ายหน้าไปมาเป็นเชิงว่าอย่ามองมันนะ มันไม่อยากโดนคำสาป
ซุนเป่าจึงหันไปมองน้องเล็กอีกตัวหนึ่งของมัน กงเป่า
“กงฉิว”
กงเป่าเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบรับอย่างองอาจ แสดงท่าทีว่ามันพร้อมแล้ว
“ซุนซุน~”
ซุนเป่าตาเป็นประกายขึ้นมาทันที มันตบปีกของกงเป่าเบาๆ แล้วชมว่ายังเป็นเจ้าสี่ที่ใจถึงที่สุด
ขณะที่มันกำลังจะร่ายคำสาปโชคร้าย กงเป่าก็เอ่ยขึ้นอย่างใจเย็นว่า
“กงฉิว”
ฉันจำได้ว่าถ้าโจมตีนายก็จะโดนคำสาปเหมือนกันนะ
ซุนเป่าชะงักไป ในใจพลันเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมา
“กงฉิว”
กงเป่ากล่าวต่ออย่างสุขุม คำสาปโชคร้ายที่ฉันจำได้คือจะทำให้โชคร้ายไปช่วงหนึ่ง ซึ่งจะต้องคอยสังเกตการณ์ตลอดเวลา มันเสียเวลามาก แต่ถ้าโจมตีนายก็อาจจะทำให้ขยับตัวไม่ได้ หรือใช้ทักษะโจมตีนายไม่ได้ ซึ่งการลบล้างสองคำสาปนี้จะเห็นผลได้ทันที จะช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะเลย
เข้าท่าแฮะ... เฉียวซางได้ฟังก็คล้อยตามในทันที
“ถ้างั้นเธอก็ลองโจมตีซุนเป่าดูก็แล้วกัน”
“ซุนซุน?!”
ซุนเป่าเบิกตากว้าง ก่อนจะวาร์ปหายไปโผล่ที่มุมห้อง พร้อมกับทำหน้าเหมือนจะถามว่า เอาจริงดิ?
“ชิงชิง~”
ชิงเป่าพลันส่งเสียงหวานหยดขึ้นมาทันที เมื่อกี้ฉันลองคิดดูแล้ว รู้สึกว่าอยากจะมีส่วนร่วมด้วย ให้ฉันช่วยทดสอบพลังของเพลิงศักดิ์สิทธิ์ด้วยคนนะ
“ซุนซุน!”
ซุนเป่าร้อนใจขึ้นมาทันที มันสวนกลับไปว่า จริงๆ แล้วเธอแค่อยากจะโจมตีฉันต่างหาก!
“ชิงชิง…”
ชิงเป่าทำหน้าเสียใจ แล้วแก้ตัวเสียงอ่อย ทำไมถึงคิดกับฉันแบบนั้นล่ะ
พูดจบก็หันไปมองผู้เป็นนายด้วยสายตาน่าสงสาร
ซุนเป่าก็หันมามองด้วยสายตาน่าสงสารไม่แพ้กัน
ส่วนกงเป่าก็นิ่งเงียบ ทำเหมือนไม่มีส่วนรู้เห็นกับความคิดนี้เลยแม้แต่น้อย
“ย่าห์ ย่าห์”
ยังไม่ทันที่เฉียวซางจะได้ตัดสินใจ หยาเป่าก็เสนอตัวขึ้นมา ให้ฉันโจมตีซุนเป่าเองดีกว่า ตอนนี้ฉันควบคุมพลังงานได้ดีมากแล้ว รับรองว่าจะใช้พลังน้อยที่สุด ไม่ทำให้ซุนเป่าเจ็บมากแน่นอน
“ซุนซุน!”
ซุนเป่ารีบส่ายหัวเป็นพัลวัน ถ้าอย่างนั้นฉันยอมให้เจ้าห้าโจมตีดีกว่า!
“บนตัวนายเองก็มีเพลิงศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว ไม่น่าจะโดนคำสาปง่ายๆ หรอก” เฉียวซางกล่าวโดยไม่ได้คิดอะไรมาก
“ให้ถิงเป่าโจมตีแล้วกัน”
ถิงเป่าเป็นแค่สัตว์อสูรระดับกลาง ระดับต่างกับซุนเป่ามากโข นอกจากจะไม่เจ็บแล้ว ยังมีโอกาสโดนคำสาปสูงกว่าด้วย
ถิงเป่าที่กำลังซบไอเย็นอยู่ข้างๆ ลู่เป่าถึงกับสะดุ้ง
“ซุนซุน!”
ซุนเป่าตาเป็นประกายขึ้นมาทันที มันวาร์ปกลับมา แล้วพยักหน้ารัวๆ
ดีเลย ดีเลย ให้เจ้าหกโจมตีก็แล้วกัน
ชิงเป่าแอบผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมา
“ถิงถิง?” ถิงเป่าหันไปมองเพื่อยืนยันอีกครั้ง
“ใช่แล้ว โจมตีซุนเป่าเลย” เฉียวซางสั่ง
“ซุนซุน~”
ซุนเป่ายืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ แล้วประกาศก้อง เข้ามาเลย!
“ถิงถิง”
ถิงเป่าไม่ลังเลอีกต่อไป บนตัวของมันปรากฏกระแสไฟฟ้าสีเหลือง ก่อนจะฟาดเปรี้ยงไปยังซุนเป่าอย่างแรง
ซุนเป่ายืนกอดอกนิ่งอยู่ใต้สายฟ้า ไม่ขยับแม้แต่น้อย
พอสายฟ้าสลายไป ซุนเป่าก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่มีรอยขีดข่วน
ถิงเป่าเหมือนจะสัมผัสอะไรบางอย่างได้ สีหน้าของมันพลันนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
“นายยังขยับตัวได้ไหม?” เฉียวซางถาม
“ถิงถิง” ถิงเป่าสะบัดหางเป็นเชิงตอบ
“งั้นนายยังปล่อยไฟฟ้าได้อีกไหม?” เฉียวซางถามต่อ
ถิงเป่าไม่พูดพร่ำทำเพลง ปล่อยสายฟ้าสีเหลืองโจมตีใส่ซุนเป่าอีกครั้งทันที
ซุนเป่า: “…”
“นายยังขยับตัวได้ แถมยังใช้ทักษะได้อีก แล้วเมื่อกี้ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ?” เฉียวซางอดไม่ได้ที่จะถาม
“ถิงถิง”
ถิงเป่าเอ่ยขึ้นด้วยความชื่นชม มันแค่รู้สึกว่าพี่ใหญ่สุดยอดมากเลย
“ซุนซุน!”
ซุนเป่าได้ยินดังนั้น ก็มีกำลังใจขึ้นมาเป็นกอง มันร้องอย่างกระฉับกระเฉง ต่อให้ฟาดมาอีกสักร้อยครั้ง พี่ใหญ่คนนี้ก็รับไหว!
เฉียวซาง: “…”
“ฟาดต่อไป” เธอสั่ง
“ถิงถิง”
ถิงเป่าจึงเริ่มปล่อยสายฟ้าฟาดไปยังซุนเป่าไม่หยุด
หนึ่งครั้ง... สองครั้ง... สามครั้ง... แปดครั้ง...
“หลายครั้งขนาดนี้แล้ว ยังไม่โดนคำสาปจากร่างกายต้องสาปกับร่างกายคาถาต้องสาปอีกเหรอเนี่ย...” เฉียวซางมองสายฟ้าที่ฟาดไปยังซุนเป่าไม่หยุด ในใจก็รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
ต้องรู้ไว้ว่าร่างกายต้องสาปกับร่างกายคาถาต้องสาปของซุนเป่าเป็นถึงระดับ B ทั้งคู่ เมื่อถูกโจมตี จะมีโอกาส 50% ที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามติดสถานะอัมพาต
ถิงเป่าเป็นแค่ระดับกลาง ตามหลักแล้วในเมื่อระดับต่างกันขนาดนี้ โอกาสที่จะโดนคำสาปก็ควรจะสูงขึ้นสิ ทำไมโจมตีไปตั้งหลายครั้งแล้วยังไม่โดนอีก...
“ถิงถิง…”
ขณะที่ความคิดกำลังแล่นอยู่ในหัว ถิงเป่าก็ทำหน้าเหมือนจะบอกว่า ในที่สุดก็โดนซะที แล้วส่งเสียงออกมาอย่างโล่งใจ ฉันโดนคำสาปแล้ว