เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1544—1545: ฉันจะไปหานายเอง (สองตอนรวมกัน)

บทที่ 1544—1545: ฉันจะไปหานายเอง (สองตอนรวมกัน)

บทที่ 1544—1545: ฉันจะไปหานายเอง (สองตอนรวมกัน)


"นี่มัน...อะไรกัน?" มิเคลล่าเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเอ่ยเสียงหลงออกมาอย่างไม่แน่ใจ

“เพลิงศักดิ์สิทธิ์งั้นเหรอ?”

อาจารย์มิเคลล่ารู้จักด้วยเหรอ เฉียวซางแอบคิดในใจ แต่ก็ยังตีหน้าซื่อถามออกไปว่า

“เพลิงศักดิ์สิทธิ์เหรอคะ ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย มันเป็นทักษะแบบไหนเหรอคะ?”

มิเคลล่าอ้ำอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบปัดไปว่า “ฉันอาจจะดูผิดไปก็ได้ นี่น่าจะเป็นทักษะอื่นมากกว่า”

ไม่นะ! อาจารย์ไม่ได้ดูผิด! นี่มันคือเพลิงศักดิ์สิทธิ์ชัดๆ! เฉียวซางกรีดร้องในใจ แต่ภายนอกก็ยังคงทำหน้าสงสัยใคร่รู้ แล้วถามต่อไปว่า

“แล้วเพลิงศักดิ์สิทธิ์คืออะไรเหรอคะ?”

มิเคลล่าเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะอธิบายว่า “เพลิงศักดิ์สิทธิ์เป็นทักษะระดับเหนือระดับของประเภทไฟ ว่ากันว่ามีฤทธิ์ขับไล่โรคระบาดและลบล้างคำสาปได้ แถมยังมีผลเผาไหม้วิญญาณ ไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อร่างกาย แต่ยังสามารถลดพลังจิตและพลังงานของเป้าหมายได้อีกด้วย”

เธอเว้นจังหวะเล็กน้อยแล้วเสริมว่า “ว่ากันว่าตอนที่สหพันธ์ผู้ฝึกสัตว์อสูรจัดระดับทักษะ เคยมีการเสนอให้จัดเพลิงศักดิ์สิทธิ์เป็นระดับศักดิ์สิทธิ์ด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายคะแนนเสียงสนับสนุนไม่พอ ก็เลยยังคงถูกจัดอยู่แค่ในระดับเหนือระดับ”

เฉียวซาง: “!!!”

ทักษะระดับเหนือระดับที่เกือบจะได้เป็นระดับศักดิ์สิทธิ์งั้นเหรอ?!

เฉียวซางทั้งตกใจ ตะลึง และดีใจจนเนื้อเต้น ดวงตาของเธอพลันสว่างวาบขึ้นมา ในขณะที่อาจารย์มิเคลล่ายังไม่แน่ใจว่านี่คือเพลิงศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ แต่เธอรู้จากตำราอสูรอย่างชัดเจนแล้วว่านี่คือทักษะที่ชื่อว่าเพลิงศักดิ์สิทธิ์!

จากนั้นเธอก็รีบปรับสีหน้า แล้วถามต่อ "ทักษะนี้ทั้งลบล้างคำสาปได้ ทั้งสร้างความเสียหายได้ แล้วจะควบคุมยังไงเหรอคะ? เป็นไปไม่ได้หรอกใช่ไหมคะที่จะช่วยคนอื่นขับไล่โรคระบาดหรือลบล้างคำสาปไปพร้อมๆ กับสร้างความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตวิญญาณให้เขาไปด้วย"

มิเคลล่ามองมาแล้วตอบ “เรื่องนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้ามีความชำนาญสูงพอ ก็น่าจะควบคุมการทำงานของเพลิงศักดิ์สิทธิ์ได้”

ก็จริง ถ้าใช้ทักษะได้ไม่ดี ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะความชำนาญไม่พอ... เฉียวซางแสร้งทำเป็นสงสัยใคร่รู้ แล้วถามว่า

“แล้วสรุปที่หยาเป่าใช้อยู่ตอนนี้คือทักษะอะไรเหรอคะ?”

หยาเป่าหันไปมองอาจารย์ของผู้ฝึกสัตว์อสูร มันเองก็อยากรู้คำตอบเช่นกัน

มิเคลล่าผู้รอบรู้ถึงกับนิ่งเงียบไป หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า

“เรื่องนี้คงต้องสังเกตการณ์เพิ่มเติมอีกหน่อย”

พูดตามตรง นอกจากเพลิงศักดิ์สิทธิ์แล้ว เธอก็นึกไม่ออกในทันทีว่ายังมีทักษะธาตุไฟอื่นใดที่เป็นสีทองแล้วยังให้ความรู้สึกอบอุ่นได้อีก แต่หยาเป่าเป็นแค่สัตว์อสูรระดับจักรพรรดิ ในขณะที่เพลิงศักดิ์สิทธิ์นั้นว่ากันว่ามีเพียงเผ่าพันธุ์ลิยาเซสเท่านั้นที่จะปลุกพลังขึ้นมาได้

ถึงแม้หยาเป่าจะมีพรสวรรค์เป็นเลิศ แต่ก็ไม่อาจนำไปเทียบกับสัตว์อสูรในตำนานได้

ยิ่งไปกว่านั้น สองเผ่าพันธุ์นี้ ตัวหนึ่งอยู่บนบลูสตาร์ อีกตัวหนึ่งอยู่บนดาวนภาเพลิง ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้เลย

คงไม่ใช่เพราะตอนนั้นหยาเป่ากินผลึกวิญญาณอัคคีเข้าไปมากเกินไปหรอกนะ

แต่ถ้าแค่กินผลผลิตของสัตว์อสูรตัวไหนแล้วจะสามารถปลุกทักษะประจำเผ่าพันธุ์หรือทักษะเฉพาะตัวของสัตว์อสูรตัวนั้นขึ้นมาได้ งั้นทุกคนก็ไม่ต้องเรียนทักษะอะไรกันแล้ว ไปตามหาผลผลิตของสัตว์อสูรหายากกันให้วุ่นไปหมดจะดีกว่า

เมื่อคิดถึงตรงนี้ มิเคลล่าก็ยิ่งมั่นใจในความคิดของตัวเองมากขึ้นจึงเสริมว่า

“ไว้ฉันกลับไปจะลองตรวจสอบดูอีกที”

เฉียวซางอยากจะเสนอให้ลองหาคนหรือสัตว์อสูรที่ถูกสาปมาทดสอบดู แต่ก็ติดที่ว่าตอนนี้ความชำนาญในทักษะเพลิงศักดิ์สิทธิ์ของหยาเป่ายังไม่พอ ถ้าเกิดโชคร้ายแก้คำสาปไม่สำเร็จ แล้วยังไปสร้างความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจให้คนอื่นอีกก็คงจะไม่ดีแน่ เธอจึงได้แต่พยักหน้าตอบรับ “ค่ะ” แล้วหันไปพูดกับหยาเป่าว่า

“พวกเรามาลองทักษะอื่นกันต่อเถอะ”

“ย่าห์ ย่าห์!”

หยาเป่าขานรับอย่างแข็งขัน แล้วเริ่มสัมผัสพลังในร่างกาย

ประมาณห้าวินาทีต่อมา ดวงตาของมันก็ส่องประกายแสงสีฟ้า

แรงโน้มถ่วงมหาศาลพลันกดทับลงมา ปกคลุมทุกคนและสัตว์อสูรทุกตัวในสนาม นอกจากเฉียวซาง มิเคลล่า ไอพ่นเบิกฟ้า และราชามังกรแล้ว คนและสัตว์อสูรที่เหลือต่างก็เข่าอ่อน “ปัง” ล้มหน้าคะมำลงกับพื้นทันที

รวมถึงพวกซุนเป่าด้วย

มิเคลล่าเห็นชาราร่าล้มลง สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย รีบก้มลงไปประคองมันขึ้นมา

“เซี่ยเซี่ย”

ชาราร่าถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหันมาส่งสายตาขอบคุณพร้อมกับส่งเสียงร้องแผ่วเบา

“ซุนซุน…”

ขณะเดียวกัน ซุนเป่าน้อยก็พยายามยกอุ้งเท้าขึ้นมาอย่างยากลำบาก พร้อมกับส่งเสียงครางออกมา

“ปิงตี้…”

ลู่เป่ากัดฟันพยายามจะลุกขึ้นอย่างยากลำบาก แต่ไม่ว่าร่างกายจะออกแรงแค่ไหนก็ยังคงถูกกดทับไว้อย่างแน่นหนา ขยับไม่ได้แม้แต่น้อย

กงเป่านอนราบกับพื้น ทำท่าเหมือนยอมแพ้ไปแล้ว

“ชิงชิง…”

ชิงเป่าอยากจะกลายร่างเป็นสายลม แต่พอสลายร่างไปได้ไม่ทันไร วินาทีถัดมาก็ถูกแรงโน้มถ่วงกดทับจนกลับคืนสู่ร่างเดิม นอนแผ่อยู่บนพื้น

“ถิงถิง!”

ถิงเป่าร้องลั่น แล้วก็ตาเหลือก สลบไปทันที

“หยาเป่า!” เฉียวซางตกใจจนต้องรีบตะโกนห้าม

หยาเป่าเองก็ตกใจไม่แพ้กัน มันรีบยกเลิกแรงโน้มถ่วงทันที

แรงกดทับจากฟ้าพลันหายไป ทุกคนรีบลุกขึ้นมา ต่างก็แสดงสีหน้าหวาดกลัว แล้วพร้อมใจกันถอยห่างจากสัตว์อสูรที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนตัวนั้น

“ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ” เฉียวซางหันไปขอโทษคนและสัตว์อสูรรอบๆ “พอดีเพิ่งจะใช้ทักษะนี้เป็นครั้งแรก เลยยังควบคุมไม่ค่อยได้ค่ะ”

“ย่าห์ ย่าห์…”

หยาเป่ามองไปทางนั้น แล้วส่งเสียงขอโทษอย่างรู้สึกผิด

ทุกคนเห็นสัตว์อสูรที่น่ากลัวตัวนั้นมองมาทางพวกเขา ก็ยิ่งหวาดกลัวมากขึ้นไปอีก จากนั้นก็ไม่ลังเลที่จะหันหลังแล้วเดินออกจากสนามฝึกไป

เฉียวซาง: “…”

หยาเป่า: “…”

อัญมณีบนหน้าผากของลู่เป่าส่องแสงสีฟ้าครามจางๆ สาดส่องไปยังร่างของถิงเป่า

“ถิงถิง…”

ถิงเป่าค่อยๆ ลืมตาขึ้น

หลังจากที่มิเคลล่าประคองชาราร่าขึ้นมา สีหน้าของเธอก็กลับมาสงบนิ่ง เมื่อเห็นทุกคนพากันวิ่งหนีไป เธอก็ไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจอะไรมากนักแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้หยาเป่าเป็นสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิแล้ว แค่ใช้ทักษะเพียงครั้งเดียวก็สร้างความโกลาหลที่น่ากลัวได้ ถ้าต่อไปทักษะยังไม่ชำนาญพอ ก็อย่าใช้ในที่ที่มีคนและสัตว์อสูรเยอะๆ จะดีกว่า”

“เข้าใจแล้วค่ะ” เฉียวซางถอนหายใจพลางพยักหน้า

เธอไม่คิดเลยว่าแรงโน้มถ่วงที่หยาเป่าใช้ครั้งแรกจะส่งผลกระทบไปทั่วทั้งสนามฝึกกลางแจ้งแบบนี้

มิเคลล่ากลับเข้าเรื่อง ยิ้มพลางพูดว่า “เมื่อกี้คือทักษะแรงโน้มถ่วงของสายพลังจิต ในการต่อสู้นี่เป็นทักษะที่มีประโยชน์มาก สามารถจำกัดการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ได้ แถมยังใช้ร่วมกับทักษะโจมตีอื่นๆ ได้อีกหลายอย่าง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างมหาศาลเลยล่ะ”

“ย่าห์ ย่าห์!”

หยาเป่าได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เป็นประกาย แล้วแกว่งหางไปมา

เฉียวซางเห็นด้วยอย่างยิ่ง จึงกล่าวว่า

“ช่วงเวลาต่อจากนี้ ฉันจะให้หยาเป่าฝึกทักษะแรงโน้มถ่วงให้มากขึ้นค่ะ”

“ซุนซุน?”

ตอนนั้นเอง ซุนเป่าน้อยก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย

แรงโน้มถ่วงกับแรงกดดันต่างกันยังไง? ในสายตาของมัน ดูเหมือนจะทำให้คู่ต่อสู้ล้มลงกับพื้นได้เหมือนกันเลย

“อันหนึ่งเป็นทักษะ อีกอันเป็นลักษณะเฉพาะตัว” เฉียวซางอธิบายอย่างใจเย็น “แรงโน้มถ่วงคือการเปลี่ยนสถานะของครอบคลุมสนามวงกว้าง โดยการสร้างแรงกดดันต่อเป้าหมายจากภายนอกโดยตรง ส่วนแรงกดดันเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่กดดันเป้าหมายทางจิตใจ”

“ซุนซุน~”

ซุนเป่าน้อยทำหน้าเหมือนจะบอกว่า อ๋อ เข้าใจแล้ว

“พวกเรามาต่อกันเถอะ” เฉียวซางหันไปพูดกับหยาเป่า “ลองดูสิว่ายังสัมผัสถึงทักษะอื่นได้อีกไหม”

“ย่าห์ ย่าห์!”

หยาเป่าขานรับอย่างกระตือรือร้น

“ถิงถิง!”

ถิงเป่าที่เพิ่งจะฟื้นขึ้นมา พอนึกถึงประสบการณ์เมื่อครู่ ก็รีบวิ่งไปหลบอยู่ข้างหลังลู่เป่าทันที

ลู่เป่าก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างแนบเนียน เพื่อบังถิงเป่าไว้ข้างหน้า

น่าเสียดายที่ตอนนี้มันใส่กำไลปรับขนาดอยู่ เลยบังร่างของถิงเป่าไม่มิด

ถิงเป่าก็รู้ตัวเช่นกัน มันจึงขยับร่างกายไปอยู่ข้างหลังไอพ่นเบิกฟ้าแทน

ลู่เป่า: “…”

ทางด้านหยาเป่า มันหลับตาลง แล้วเริ่มสัมผัสถึงพลังที่เพิ่งปลุกขึ้นมาใหม่ในร่างกาย

ครู่ต่อมา มันก็พลันลืมตาขึ้น แล้วร้องออกมาว่า

“ย่าห์ ย่าห์!”

ขณะเดียวกัน ดวงตาของมันก็ส่องประกายแสงสีแดงวาบขึ้นมา

จากนั้น รอบๆ ตัวก็พลันปรากฏม่านแสงสีแดงขึ้นมา ราวกับเกราะป้องกันที่ห่อหุ้มร่างของหยาเป่าไว้ข้างใน

“ม่านเพลิงป้องกัน…” มิเคลล่ามองม่านแสงสีแดงตรงหน้า ตอนแรกก็ชะงักไป ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า

“ไม่เลวเลย เป็นทักษะป้องกันของธาตุไฟ ดูเหมือนว่าทักษะที่หยาเป่าปลุกขึ้นมาหลังจากการวิวัฒนาการครั้งนี้จะมีประโยชน์ทั้งนั้นเลย”

สำหรับเรื่องที่หยาเป่าสามารถใช้ทักษะที่เพิ่งปลุกขึ้นมาใหม่หลังจากการวิวัฒนาการได้ทันทีนั้น มิเคลล่าก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไรเลย เธอรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่สมควรจะเป็นอยู่แล้ว

“ย่าห์ ย่าห์!”

หยาเป่าสลายม่านป้องกันลง แล้วร้องออกมาอย่างร่าเริง

อาจารย์มิเคลล่าตอนนี้เหมือนจะเรียกชื่อหยาเป่าแล้วสินะ ปกติเห็นเรียกสลับระหว่างชื่อกับสายพันธุ์อยู่ตลอดเลย... เฉียวซางเผลอคิดนอกเรื่องไปแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปยิ้มให้หยาเป่าแล้วกล่าวว่า

“นี่เป็นทักษะป้องกันอันแรกของนายเลยนะ ต่อไปต้องฝึกให้ดีล่ะ”

“ย่าห์ ย่าห์!”

หยาเป่าพยักหน้าอย่างจริงจัง

...

วันรุ่งขึ้น ตอนเช้าตรู่

ในห้องสวีท

เฉียวซางเก็บของง่ายๆ กินข้าวเช้าเสร็จ ก็สะพายกระเป๋าเป้ที่ใส่ลู่เป่าไว้ข้างใน อุ้มชาราร่าในร่างหญ้าสดเบิกบาน แล้วพาหยาเป่าเตรียมจะไปที่ศูนย์ผู้ฝึกสัตว์อสูร

โรงแรมที่พักครั้งนี้อยู่ห่างจากศูนย์ผู้ฝึกสัตว์อสูรไม่ถึงสองร้อยเมตร เธอจึงไม่ได้คิดจะใช้ข้ามพิกัดมิติ

ระหว่างที่กำลังจะเดินไปที่ประตู เธอก็เห็นถิงเป่าเดินตามมาข้างหลัง จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นว่า

“หรือนายจะอยู่ที่นี่ดีกว่า ข้างนอกร้อนนะ”

เธอจำได้ว่าถิงเป่ากลัวร้อนจะตาย

ถิงเป่าที่กำลังจะพยักหน้า พลันนึกถึงคำพูดของราชามังกรขึ้นมาได้ มันจึงรีบส่ายหน้าปฏิเสธ

“ถิงถิง”

มันไม่กลัวร้อน

เฉียวซาง: “…”

“ชิงชิง”

ชิงเป่าเกิดนึกสนุกขึ้นมา จึงแกล้งร้องบอกลู่เป่าว่า ในเมื่อเจ้าหกไม่กลัวร้อน งั้นเดี๋ยวเธอก็ไม่ต้องแผ่ไอเย็นออกมานะ ไม่อย่างนั้นจะทั้งเหนื่อยทั้งเปลืองพลังงาน

ถิงเป่าได้ยินดังนั้น ในใจก็ร้อนรน แต่พอนึกถึงคำพูดโอ้อวดของตัวเอง ก็ได้แต่ทนไว้ไม่พูดอะไรออกมา

“ปิงตี้?”

ลู่เป่าเหลือบมองชิงเป่าแวบหนึ่งแล้วเอ่ยถาม

แล้วเธอล่ะ กลัวร้อนไหม?

ชิงเป่าตัวแข็งทื่อไป ก่อนจะรักษาฟอร์มแล้วตอบกลับ

“ชิงชิง”

ไม่กลัว

“ปิงตี้”

ลู่เป่าขานรับ แสดงว่ารับทราบแล้ว

เฉียวซางเดินออกจากห้อง และลู่เป่าก็ไม่ได้แผ่ไอเย็นออกมาจริงๆ

ชิงเป่าอดทนไว้ รอบๆ ตัวเริ่มมีลมพัดกระโชกแรงขึ้นเรื่อยๆ

ถิงเป่าแลบลิ้นห้อย เหมือนจะตายแหล่มิแหล่ เดินตามผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเองไป

ทั้งสองตัวไม่มีใครยอมเปิดปาก

“ซุนซุน~”

ตอนนั้นเอง ซุนเป่าก็เข้าไปอ้อนที่กระเป๋าเป้ พลางส่งเสียงประจบว่าเจ้าห้ากับเจ้าหกไม่ร้อน แต่มันร้อนนะ

ลู่เป่ามองมันแวบหนึ่ง ไม่พูดพร่ำทำเพลง ร่างกายก็แผ่ไอเย็นที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าออกมา

“ชิงชิง…”

“ถิงถิง…”

ลมที่พัดกระโชกแรงพลันหยุดลง ชิงเป่ากับถิงเป่าเหมือนได้ชีวิตใหม่กลับคืนมา ต่างก็แสดงสีหน้าสบายใจ

เฉียวซางเห็นภาพนี้ก็หัวเราะออกมา แล้วเดินต่อไปด้วยอารมณ์ดี

...

ขณะเดียวกัน

ในห้องสวีท

มิเคลล่าเงี่ยหูฟัง พอได้ยินเสียงฝีเท้าข้างนอกค่อยๆ ไกลออกไปและเสียงลิฟต์ทำงาน เธอก็หยิบมือถือขึ้นมาแล้วกดเบอร์หนึ่ง

หลังจากเสียง “ตื๊ด ตื๊ด” ดังขึ้นสองสามครั้ง ปลายสายก็รับ

“ฮัลโหล จิ่วปู้กูเหรอ ฉันเอง” มิเคลล่าเอ่ยทัก

“จิวจิว?”

จิ่วปู้กูไม่ได้ทักทายตอบ แต่ยิงคำถามทันทีว่าความทรงจำที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นมานั่นมันเรื่องอะไรกัน?

มิเคลล่าเข้าใจในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น จึงอธิบายว่า

“เรื่องนี้มันยาวน่ะ ไม่นานมานี้ฉันพานักเรียนข้ามเวลาไปเมื่อร้อยปีก่อน”

“จิวจิว?”

จิ่วปู้กูชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถามว่าเธอข้ามเวลาไปได้ยังไง?

“ฉันเจอกงล้อเวลาของดาวนภาเพลิงน่ะ” มิเคลล่ากล่าว

“จิวจิว?”

จิ่วปู้กูร้องถาม

ตอนนี้เธออยู่บนดาวนภาเพลิงเหรอ?

“ใช่” มิเคลล่าตอบ

“จิวจิว?” จิ่วปู้กูถามต่ออีกว่าเธอจะออกจากที่นั่นเมื่อไหร่?

“ฉันคงจะยังไม่ออกจากที่นี่ในเร็วๆ นี้ อย่างน้อยก็คงจะอยู่ที่นี่อีกปีหนึ่งขึ้นไป” มิเคลล่าตอบโดยไม่ได้คิดอะไรมาก

“จิวจิว”

จิ่วปู้กูตอบกลับมาว่า งั้นก็ได้ ฉันจะไปหาเธอที่ดาวนภาเพลิงนะ

มิเคลล่าตัวแข็งทื่อไป

ยังไม่ทันที่เธอจะได้เปิดปาก ปลายสายก็วางไปแล้ว

มิเคลล่ารีบโทรกลับไป

“ขออภัยค่ะ หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้งค่ะ”

สีหน้าของมิเคลล่าค่อยๆ พังทลายลงทีละน้อย เธอได้แต่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟา

“โม่โม่?”

ราชามังกรสังเกตเห็นความผิดปกติของผู้เป็นนาย มันแคะจมูกไปพลางเอ่ยถามไปพลางว่าเธอเป็นอะไรไป?

“จิ่วปู้กูบอกว่าจะมาหาฉัน…” มิเคลล่าพึมพำ

ราชามังกรได้ยินดังนั้น ก็เผลอหลุดขำพรืดออกมา แต่แล้วมันก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบหุบปากฉับ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงปกติ

“โม่โม่”

เธอก็เป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรของมันนี่นา เจ้านั่นจะมาหาก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ

มิเคลล่าได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าก็ค่อยๆ ดีขึ้นทีละน้อย

ก็จริง…

จากนั้นเธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เลยเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา เข้าสู่เว็บไซต์ภายในของสถาบันผู้ฝึกสัตว์อสูรแห่งจักรวรรดิ แล้วเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเปลวไฟสีทอง

...

ศูนย์รับรองผู้ฝึกสัตว์อสูร

ใช้เวลาไปตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เฉียวซางกับหยาเป่าถึงจะได้ออกจากที่นั่นอย่างเหนื่อยอ่อน

ไปตั้งแต่อาทิตย์อยู่กลางฟ้า ขากลับดันมีแสงจันทร์สาดส่องลงมา

“ย่าห์ ย่าห์!”

พอได้รับแสงจากดวงจันทร์หยาเป่ารู้สึกสดชื่นขึ้นมาอย่างประหลาด กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ยิ่งระดับสูงขึ้น การลงทะเบียนข้อมูลสัตว์อสูรสายพันธุ์ใหม่ก็ยิ่งยุ่งยากขึ้นเรื่อยๆ... เฉียวซางถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า เธอไม่คิดเลยว่าศูนย์ผู้ฝึกสัตว์อสูรจะยอมทำงานล่วงเวลาจนถึงตอนนี้เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ของหยาเป่า

เดิมทีคิดว่าจะลงทะเบียนข้อมูลเสร็จแล้วจะไปสายแร่วิญญาณอัคคีกับอาจารย์มิเคลล่า ตอนนี้ดูเหมือนว่าคงต้องไปพรุ่งนี้แทนซะแล้ว

ขณะที่กำลังคิดอยู่ หยาเป่าก็ตาเป็นประกายแสงสีฟ้า มองไปยังกำไลปรับขนาด

เฉียวซางเห็นดังนั้น ความคิดก็พลันหยุดชะงัก แล้วตะโกนว่า

“หยุด!”

หยาเป่ามองไปยังกำไลปรับขนาดอีกครั้ง ร่างกายที่กำลังค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นก็เริ่มค่อยๆ เล็กลง

“ย่าห์ ย่าห์?”

พอขนาดร่างกายกลับมาเท่าเดิม หยาเป่าก็ทำหน้างงแล้วเอ่ยถามว่าจะต้องเดินกลับไปอีกแล้วเหรอ?

เฉียวซางพูดอย่างจริงจังว่า

“ตอนนี้นายเป็นระดับจักรพรรดิแล้ว ร่างกายขนาดนี้ไม่เหมาะที่จะกลับคืนสู่ร่างเดิมตามใจชอบอีกต่อไปแล้วนะ มันจะทำให้เกิดความแตกตื่นได้”

“ย่าห์ ย่าห์”

หยาเป่าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับรู้ จากนั้นมันก็ถอนหายใจแล้วบ่นพึมพำ

“ย่าห์ ย่าห์…”

ร่างกายใหญ่ขึ้นก็น่ารำคาญเหมือนกันนะ มันยังชอบขนาดร่างกายตอนที่เป็นระดับราชาอยู่เลย ถ้าตัวเองวิวัฒนาการแต่ไม่ตัวใหญ่ขึ้นก็คงจะดี

“ซุนซุน…”

ซุนเป่าที่ฟังอยู่ข้างๆ ได้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

ทันใดนั้น มือถือของเฉียวซางก็สั่นขึ้นมา

เฉียวซางหยิบมือถือออกมาดู

สายเรียกเข้า: รองผู้อำนวยการ

เฉียวซางชะงักไปเล็กน้อย แล้วกดรับสาย

ยังไม่ทันที่เธอจะได้เปิดปาก เสียงที่ไม่ค่อยจะมั่นคงของรองผู้อำนวยการก็ดังขึ้นจากลำโพงว่า

“ฉันเพิ่งจะได้รับข่าวมาว่าในสายวิวัฒนาการของผู้พิทักษ์อัคคีเจิดจรัส มีตัวหนึ่งที่ไปถึงระดับจักรพรรดิแล้ว”

พอพูดถึงตรงนี้ เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ กลั้นใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถึงจะพูดต่อว่า

“ผู้พิทักษ์อัคคีเจิดจรัสที่วิวัฒนาการไปถึงระดับจักรพรรดิตัวนี้ คงไม่ใช่หยาเป่าหรอกใช่ไหม?”

....

หมายเหตุจากผู้แปล

ช่วงนี้ที่ลงช้าหรือไม่ได้ลงเป็นเพราะทันต้นฉบับแล้วนะครับ ถ้าวันไหนต้นฉบับไม่ลงผู้แปลก็จะไม่ได้ลงเช่นกันครับ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

จบบทที่ บทที่ 1544—1545: ฉันจะไปหานายเอง (สองตอนรวมกัน)

คัดลอกลิงก์แล้ว