- หน้าแรก
- กลายเป็นสุดยอดดาราด้วยระบบข่าวกรองรายวัน
- บทที่ 10 - เธอกับเขาก็สวยทั้งคู่ แต่เขาขาวกว่าหน่อย
บทที่ 10 - เธอกับเขาก็สวยทั้งคู่ แต่เขาขาวกว่าหน่อย
บทที่ 10 - เธอกับเขาก็สวยทั้งคู่ แต่เขาขาวกว่าหน่อย
บทที่ 10 - เธอกับเขาก็สวยทั้งคู่ แต่เขาขาวกว่าหน่อย
เหิงเตี้ยน ป่าละเมาะเล็กๆ
ฉินหลานที่มาถึงที่นี่ตั้งแต่เช้าตรู่กำลังถือบทละครอยู่ในมือ แต่เธอกลับไม่ได้มีสมาธิจดจ่อเหมือนทุกวันที่ผ่านมา แต่กลับคอยชำเลืองมองไปรอบๆ เป็นพักๆ
เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ แววตาของฉินหลานก็ฉายแววผิดหวังเล็กน้อย
คิดๆ ดูแล้ว เหิงเตี้ยนจะว่าเล็กก็ไม่เล็ก จะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ การที่คนสองคนจะมาเจอกันตอนซ้อมบทในสถานที่เดียวกันได้ ก็แปลว่าขอบเขตการใช้ชีวิตของทั้งคู่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน ดังนั้นการที่จะไปเจอกันที่อื่นอีกสักครั้งสองครั้งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
จะมาเห็นว่าเขาหน้าตาดี แถมยังได้กินอาหารเช้าฟรีจากเขา แล้วก็มาผูกโยงเข้ากับเรื่องพรหมลิขิตอะไรนั่น มันดูยัดเยียดเกินไปหน่อย
แม้จะพูดอย่างนั้น แต่ฉินหลานที่อารมณ์ไม่ค่อยดีนักก็ยังฝืนนั่งรออยู่ต่ออีกครู่หนึ่ง จนกระทั่งแดดเริ่มส่องแรงจนรู้สึกร้อน เธอก็เตรียมเก็บของกลับ
ทว่า ทันทีที่ฉินหลานถอดหูฟังออก ไหล่ของเธอก็ถูกแตะเบาๆ เธอหันกลับไป ดวงตาก็พลันเป็นประกาย
เหยียนหลี่ในชุดแสดงจีนโบราณกำลังยืนยิ้มให้เธอ “วันนี้ไม่มีถ่ายเหรอครับ”
“อื้ม”
ฉินหลานขานรับในลำคอ การได้เห็นคนที่เฝ้ารอจู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น ทำให้ในใจของเธอเกิดความรู้สึกบางอย่างพลุ่งพล่านขึ้นมา
“คุณ... วันนี้คุณมีถ่ายไม่ใช่เหรอ แล้วมาที่นี่ได้ยังไง”
“เฮ้อ อย่าให้พูดเลยครับ”
เหยียนหลี่ปัดมือไปมา ถอนหายใจเล็กน้อย “ผมทำกุญแจหาย เมื่อวานไปหาที่อื่นตั้งนาน วันนี้มีถ่ายไม่เยอะ เลยแวะมาดูแถวนี้หน่อย”
ฉินหลานรีบอาสา “ฉันช่วยหาค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
เหยียนหลี่ไม่ได้ปฏิเสธ เขากับฉินหลานช่วยกันหาอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่พบ เหยียนหลี่ส่ายหน้า
“ช่างมันเถอะครับ เดี๋ยวผมกลับไปบอกที่โรงแรมไว้ ส่วนกุญแจอื่นๆ ค่อยรอให้ถ่ายจบกลับไปปั๊มใหม่”
ฉินหลานที่ก้มๆ เงยๆ ช่วยหากุญแจตลอด พอได้ยินดังนั้นก็ยืดตัวขึ้น เช็ดเหงื่อที่หน้าผาก แล้วพูดอย่างกระตือรือร้น
“คุณยังมีถ่ายนี่นา แต่วันนี้ฉันว่าง งั้นเอางี้นะคะ คุณไปทำงานก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันช่วยหาต่อให้ ถ้าเจอแล้วจะเอาไปให้”
เหยียนหลี่ “...”
ความซื่อตรงของแม่สาวคนนี้ทำเอาเขารู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่
เรื่องทำกุญแจหายมันเป็นแค่ข้ออ้าง ความจริงแล้วที่เขามาที่ป่าละเมาะนี้ ก็แค่มาตามคำว่า "วาสนา" ในข่าวกรองข้อที่ ⑤ ของวันนี้เท่านั้นเอง
เขาไม่ได้คิดอะไรอื่น แค่ไม่อยากให้ผู้หญิงเขาต้องผิดหวัง อื้ม ก็แค่นั้นแหละ
จริงๆ แล้วเหยียนหลี่อยากจะมาตั้งแต่เช้าแล้ว แต่เพราะมีถ่ายต้องไปแต่งหน้า เลยไม่สะดวกที่จะปลีกตัวออกมา
พอมีเวลาว่าง เขาก็แอบวิ่งจากกองถ่ายมาที่ป่าละเมาะนี้ มันก็ดูจะแปลกๆ ไปหน่อย เลยต้องหาเหตุผลที่มันฟังดูสมเหตุสมผล แต่ไม่นึกเลยว่าฉินหลานจะไม่เพียงแต่เชื่อ แต่ยังกระตือรือร้นขนาดนี้ ทำเอาเหยียนหลี่รู้สึกผิดขึ้นมานิดๆ
ในขณะที่เหยียนหลี่กำลังรู้สึกกระอักกระอ่วนใจกับมโนธรรมของตัวเอง ฉินหลานผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กลับกำลังคิดวนเวียนอยู่ในใจ
ถ้าวันนี้เหยียนหลี่ไม่มีถ่าย แล้วมาซ้อมบทที่นี่ การที่ทั้งสองคนมาเจอกันก็ถือว่ามีวาสนาต่อกัน แต่มันก็เป็นแค่วาสนาเล็กๆ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยเจอกันมาหลายครั้งแล้ว
แต่วันนี้เหยียนหลี่มีถ่าย ตามหลักแล้วเขาไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ได้ แต่เขากลับต้องมาที่ป่าละเมาะนี้ด้วยเหตุจำเป็นบางอย่าง แถมยังมาเจอเธอในจังหวะที่พอเหมาะพอเจาะ ไม่ช้าไม่เร็วเกินไปอีก
นี่มันจะไม่ใช่ลิขิตสวรรค์ได้ยังไง
สำหรับผู้หญิงในวัยยี่สิบต้นๆ อย่างฉินหลานแล้ว เรื่องระหว่างชายหญิงพอมีคำว่า "วาสนา" เข้ามาเกี่ยวข้อง พลังทำลายล้างของมันก็พุ่งสูงขึ้นเป็นทวีคูณ
แน่นอน ส่วนสำคัญมันก็อยู่ที่รูปร่างหน้าตาอันหล่อเหลาองอาจ และหุ่นที่กำยำได้รูปของเหยียนหลี่ด้วย
ถ้าเปลี่ยนเป็นคนที่หน้าตาธรรมดาๆ ต่อให้เจอกันทุกวันก็คงไม่รู้สึกอะไร ถ้าเป็นคนที่หน้าตาขี้เหร่ เผลอๆ เจอบ่อยๆ อาจจะต้องด่าว่าซวยอีกต่างหาก
ในทำนองเดียวกัน ถ้าฉินหลานไม่ได้หน้าตาสวย วันนี้ต่อให้เธอรอจนมืดค่ำ ก็คงไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของเหยียนหลี่
ไม่ว่าจะชายหรือหญิง การที่เพิ่งเจอกันไม่กี่ครั้งก็เกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาได้ มันก็หนีไม่พ้นสิ่งที่เรียกว่า "รักเพราะรูปสวย" นั่นแหละ
————
หลังจากพูดเกลี้ยกล่อมอยู่นาน ฉินหลานถึงยอมล้มเลิกความคิดที่จะหากุญแจต่อคนเดียว พอดีกับช่วงใกล้เที่ยง เหยียนหลี่ที่ไม่อยากกลับไปเสี่ยงดวงกับข้าวกล่องกองถ่ายที่อาจทำให้ท้องร่วงได้ เลยถือโอกาสชวนฉินหลานไปกินข้าว เพื่อเป็นการขอบคุณที่เธอช่วยหากุญแจเมื่อครู่
“ต้องเป็นฉันเลี้ยงสิคะ ก่อนหน้านี้ฉันยังติดค้างข้าวเช้าคุณอยู่เลย”
ฉินหลานเริ่มแย่งว่าใครจะเป็นเจ้ามือ เหยียนหลี่ก็ไม่เกี่ยง การมีน้ำใจให้กันไปมานี่แหละคือวิถีของการคบหากัน
ใครเป็นคนจ่ายเงินคนนั้นก็เป็นคนเลือกร้าน ฉินหลานเลือกร้านอาหารร้านหนึ่ง แล้วก็สั่งอาหารจานหลักๆ และอาหารแนะนำมาหลายอย่าง เหยียนหลี่ต้องรีบห้าม
กินไม่หมดก็เรื่องหนึ่ง อีกเรื่องคือเขาเลี้ยงอาหารเช้าเธอไปมื้อหนึ่ง เต็มที่ก็ไม่กี่หยวน แต่ที่ฉินหลานสั่งมานี่มีแต่ของหนักๆ ทั้งนั้น รวมเครื่องดื่มแล้วน่าจะพุ่งไปแตะสามหลักได้
เหยียนหลี่อดที่จะรู้สึกไม่ได้ “นี่ผมได้เปรียบมากไปแล้วนะ”
ฉินหลานที่กำลังใช้น้ำชาร้อนลวกถ้วยชามอยู่ยิ้ม “ถ้าคุณรู้สึกไม่ดี คราวหน้าก็เลี้ยงคืนสิคะ”
“ตกลงเลยครับ ผมรู้จักร้านบาร์บีคิวอร่อยๆ ร้านหนึ่ง คราวหน้าจะพาไปลอง”
รูปร่างหน้าตาของฉินหลานดูอ่อนหวานเรียบร้อย แต่เวลาคบหากลับดูเป็นคนเปิดเผยและตรงไปตรงมา มีความห้าวหาญอยู่ในที พอถามดูถึงได้รู้ว่า เธอเป็นสาวตงเป่ย
สาวตงเป่ย เหยียนหลี่ค่อนข้างคุ้นเคย "อดีตแฟนสาว" ของเขา ต่งซวน ก็เป็นคนตงเป่ยเหมือนกัน
รูปร่างหน้าตาของต่งซวนดูขาวสะอาดบริสุทธิ์ ใบหน้าที่อวบเล็กน้อยยิ่งเพิ่มความน่ารัก แถมยังดูเป็นคนเงียบๆ เรียบร้อย เวลาอยู่กับคนอื่นก็ดูอ่อนโยน
แต่พอไล่จีบจนได้คบกันแล้ว เหยียนหลี่ถึงได้รู้ว่าเขาถูกรูปลักษณ์ภายนอกของเธอหลอกเข้าเต็มๆ
ความอ่อนโยนและเงียบขรึมเป็นเพียงด้านหนึ่งของต่งซวนเท่านั้น จริงๆ แล้วในเรื่องความรัก เธอค่อนข้างที่จะชอบบงการ ขี้หึง ชอบควบคุมเหยียนหลี่ แถมยังติดแจอีกต่างหาก
แต่เหยียนหลี่เองก็เป็นพวกที่ชอบเป็นฝ่ายคุมเกมและเป็นผู้นำในเรื่องความรักเหมือนกัน พอนิสัยชนกันเข้า บวกกับเหตุผลอื่นๆ อีกนิดหน่อย ก็เลยลงเอยด้วยการเลิกรา
พอคิดถึงตรงนี้ ความคิดเล็กๆ น้อยๆ ที่เหยียนหลี่เคยมีต่อฉินหลานก็จางหายไป
การมีความรักมันไม่มีประโยชน์ ผู้หญิงน่ะน่ารำคาญ สู้ตั้งใจทำงานหาเงินดีกว่า
ด้วยความคิดแบบนี้ ท่าทีที่เหยียนหลี่ปฏิบัติต่อฉินหลานจึงเป็นไปอย่างธรรมชาติ ไม่ได้เอาอกเอาใจเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้เย็นชา เขาปฏิบัติต่อเธอเหมือนเป็นเพื่อนคนหนึ่ง
แต่ยิ่งเขาทำแบบนี้ ฉินหลานกลับยิ่งรู้สึกว่าการได้อยู่กับเหยียนหลี่มันสบายใจ
จริงๆ แล้วในกองถ่าย 《องค์หญิงกำมะลอ 3》 ก็มีคนมาตามจีบเธออยู่คนหนึ่ง
อีกฝ่ายหน้าตาดี นิสัยก็ไม่เลว แค่มีความมั่นใจในตัวเองแบบแปลกๆ ไปหน่อย ซึ่งมันทำให้ภาพลักษณ์ของเขาลดลงไปบ้าง
แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้อเสียใหญ่อะไร ประเด็นหลักคือในกองถ่าย 《องค์หญิงกำมะลอ 3》 มีคนเข้าออกมากมาย แต่อีกฝ่ายกลับแสดงท่าทีรุกหนักเกินไป ฉินหลานที่เป็นนักแสดงหน้าใหม่ ไม่อยากตกเป็นขี้ปากชาวบ้านให้กระทบกับงาน
ผลก็คือพอเธอบอกเขาไปตรงๆ เขากลับไปเข้าใจผิดคิดว่าเธอเขินอาย ก็เลยยิ่งแสดงออกหนักข้อขึ้นไปอีก ทำเอาฉินหลานรู้สึกหนักใจมาก
หลายวันที่ผ่านมานี้ ช่วงเวลาพักผ่อนฉินหลานเลยต้องแอบมาท่องบทที่ป่าละเมาะนี้ ก็มีเหตุผลส่วนหนึ่งคือการหลบหน้าเขาด้วย
ดังนั้น เมื่อมาเจอกับการวางตัวของเหยียนหลี่ที่เหมือนเพื่อนคุยกันอย่างสงบและราบรื่น มันจึงตรงข้ามกับคนที่ตามจีบเธออย่างสิ้นเชิง และทำให้ฉินหลานรู้สึกผ่อนคลาย
แน่นอน มันก็อาจจะเป็นเพราะคำว่า "วาสนา" ที่เธอคิดไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้ตอนนี้ฉินหลานมองเหยียนหลี่ในแง่ดีเป็นพิเศษก็ได้
อย่างที่รู้กันดีว่า เวลาที่คุณมองใครสักคนว่าดี ต่อให้เขาทำอะไรมันก็ดูดีไปหมด แต่ถ้าคุณไม่ชอบใครสักคน ต่อให้เขาทำอะไรมันก็ดูขัดหูขัดตา
ท่าทีที่เป็นกันเองของเหยียนหลี่ ทำให้ฉินหลานรู้สึกสบายใจ
ถ้าเหยียนหลี่เกิดมารุกจีบเธอหนักๆ ฉินหลานก็อาจจะคิดว่าเขาเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมาและร้อนแรงก็ได้
...
“อะไรนะ คุณเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยเองเหรอ”
ระหว่างกินข้าว ทั้งคู่ก็คุยกันสัพเพเหระ จนเมื่อพูดถึงเรื่องส่วนตัว ฉินหลานก็มองเหยียนหลี่อย่างประหลาดใจ
ตั้งแต่ที่เริ่มรู้จักกันจนถึงสองสามครั้งหลังที่ได้คุยกัน ภาพลักษณ์ของเหยียนหลี่ในสายตาฉินหลานคือคนที่มีรูปร่างหน้าตาแข็งแกร่งองอาจ การพูดจาก็ดูเป็นผู้ใหญ่และสุขุม จนเธอคิดมาตลอดว่าเหยียนหลี่น่าจะอายุยี่สิบห้า ยี่สิบหกแล้ว
“ผมจะโกหกคุณทำไม ถ่ายรูปรับปริญญาเสร็จผมก็มาที่กองถ่ายเลย ผมเกิดพฤศจิกายน 1980 อีกไม่กี่เดือนก็ครบ 22 พอดี ยังไง ไม่เหมือนเหรอ”
หลักสูตรอาชีวะที่เหยียนหลี่เรียนที่เป่ยเตี้ยนเป็นหลักสูตรสองปี แต่เพราะเขาเสียเวลาตอนเรียนโรงเรียนฝึกวรยุทธ์ไปสองปี เขาเลยไม่ถือว่าเป็นบัณฑิตจบใหม่ตามเกณฑ์ปกติ อายุอานามก็เลยพอๆ กับคนที่เรียนจบมหาวิทยาลัยสี่ปี
“ก็หน่อยๆ ค่ะ”
ฉินหลานยิ้ม แล้วดวงตาของเธอก็เป็นประกาย “คุณเกิดปี 80 งั้นก็ต้องเรียกฉันว่าพี่สาวสิ”
เธอเกิดกรกฎาคม 1979 เรียนจบมหาวิทยาลัยเมื่อปีที่แล้ว ถ้านับอายุก็แก่กว่าเหยียนหลี่อยู่หนึ่งปีนิดๆ
“ทำไมพวกผู้หญิงถึงชอบอยากเป็นพี่สาวคนอื่นกันจัง”
เหยียนหลี่อดที่จะบ่นไม่ได้ ฉินหลานช้อนตามองเขา แล้วถามต่อ
“ชอบเหรอ แล้วมีใครอยากเป็นพี่สาวคุณอีก”
“อดีตแฟนผม เขาก็เกิดปี 79 แต่เด็กกว่าคุณไม่กี่เดือน ตอนเพิ่งรู้จักกันใหม่ๆ เขาก็พยายามจะให้ผมเรียกพี่สาวเหมือนกัน”
เหยียนหลี่ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีใจให้ฉินหลาน แต่ต่อให้มี เขาก็จะไม่ปิดบังเรื่องพวกนี้
ยังไงซะก็เลิกกันไปแล้ว
ฉินหลานรู้สึกไม่ค่อยสบายใจขึ้นมานิดๆ อย่างบอกไม่ถูก เธอยิ่งอยากรู้เรื่องอดีตแฟนสาวของเหยียนหลี่มากขึ้น
“อดีตแฟนคุณเป็นเพื่อนนักศึกษาเหรอ สวยรึเปล่า ดังไหม”
เหยียนหลี่กลับไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ต่อ อย่างน้อยก็เคยคบกันมาช่วงหนึ่ง ไม่ว่าจะจบลงยังไง ก็ไม่ควรเอาเรื่องของเธอไปพูดต่อให้คนอื่นฟัง
เมื่อกี้ที่เขาพูดออกไปก็ถือว่าหลุดปากแล้ว โชคดีที่ฉินหลานไม่รู้จักต่งซวน เลยเชื่อมโยงกันไม่ได้
ทว่า ยิ่งเหยียนหลี่ไม่พูด ฉินหลานก็ยิ่งอยากรู้ แต่เมื่อเห็นว่าเหยียนหลี่ยืนกรานท่าเดียว พอถามตรงๆ ไม่ได้ เธอก็เลยเริ่มใช้วิธีอ้อมๆ
“ข้อมูลส่วนตัวของเธอบอกไม่ได้ แต่แค่บอกว่าสวยหรือไม่สวยแค่นี้คงได้ใช่ไหม”
เหยียนหลี่คิดดู เรื่องนี้คงไม่ส่งผลกระทบอะไรกับต่งซวน เลยพยักหน้า “สวยมากครับ ระดับที่นับเป็นแนวหน้าของวิทยาลัยเราเลย”
คำพูดนี้เองที่ไปกระตุ้นต่อมแข่งขันของฉินหลานเข้า
การที่เธอซึ่งไม่ได้เรียนจบสายการแสดงโดยตรง สามารถฝ่าฟันจนเข้าวงการบันเทิงมาได้ แถมยังได้รับเลือกจากฉงเหยาให้มาเล่น 《องค์หญิงกำมะลอ 3》 ก็เพราะใบหน้าที่สวยงามนี้แท้ๆ
ดังนั้น ฉินหลานจึงยิงคำถามเด็ดออกไป “แล้วเธอกับฉัน ใครสวยกว่ากัน”
เหยียนหลี่ไม่ใช่คนโง่ คำถามที่มีแต่กับดักแบบนี้เขาไม่ตอบแน่นอน แต่เขาก็ทนการรบเร้าของฉินหลานไม่ไหว หลังจากที่เธอยืนยันสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็เลยยอมเปิดปากอย่างลังเล
“เธอกับเขาก็สวยทั้งคู่...”
ยังไม่ทันที่ฉินหลานจะหาว่าเขาตอบแบบขอไปที เหยียนหลี่ก็มองเธออีกครั้ง แล้วพูดต่อ “คุณดูมีเสน่ห์กว่า แล้วก็หุ่นดีกว่าด้วย แต่เขาผิวขาวกว่าหน่อย...”
จริงๆ แล้วเขายังมีประโยคเปรียบเทียบรูปร่างต่อจากนั้น แต่พอเห็นรอยยิ้มที่เริ่มฝืดเฝื่อนของฉินหลาน เหยียนหลี่ก็รีบหุบปากทันที
ผู้หญิงคนนี้พูดไม่เป็นคำพูด ไหนเมื่อกี้บอกว่าจะไม่โกรธไง
(จบแล้ว)