- หน้าแรก
- ฉันกินเทพเจ้าเป็นอาหาร
- บทที่ 23 หนีรอดออกมาได้แล้ว
บทที่ 23 หนีรอดออกมาได้แล้ว
บทที่ 23 หนีรอดออกมาได้แล้ว
หลังจากสูญเสียซากเทพ ร่างพระพุทธรูปสีดำก็เริ่มแตกสลาย เศษหินร่วงกราวลงพื้น
"ทำลายมันซะ!" หลินไป๋สือตะโกนเร่ง
พระพุทธรูปกล้ามโตหมุนแขนที่เพิ่งฉีกออกมาจากร่างพระพุทธรูปสีดำ เหวี่ยงใส่หลินไป๋สือทันที
ฟิ้ว!
แขนพุ่งผ่านไป
โชคดีที่หลินไป๋สือมีสติ ปฏิกิริยาว่องไว เอียงหัวหลบแขนนั้นได้ทัน
ตูม!
แขนกระแทกกำแพง ประกอบกับเปลวเพลิงที่เผาไหม้ แตกเป็นผงหิน เหลือเพียงวัตถุสีดำขนาดฝ่ามือชิ้นหนึ่งหล่นลงพื้น
หลินไป๋สือจ้องมองพระพุทธรูปกล้ามโต
แต่มันไม่ได้โจมตีเขาอีก
"ดูท่าจีวรผืนนี้ ไม่ควรใช้มันพร่ำเพรื่อ!"
หลินไป๋สือจำคำอธิบายของคิมยองจิน วัตถุต้องมลทินประเภทนี้ หลังถูกโลงดำผนึกแล้วถึงจะใช้ได้อย่างปลอดภัย ไม่งั้นอาจถูกมลพิษทำให้รอบๆอันตราย.
【เริ่มกินได้แล้ว!】
เทพนักชิมเร่งเร้า
ไม่ต้องให้เทพนักชิมเตือน หลินไป๋สือก็อดใจไม่ไหวเดินไปหยิบวัตถุสีดำชิ้นนั้นขึ้นมา
มันดูคล้ายเนื้อวัวแห้งที่ตากลมมาหลายปี ไร้ความชื้น เมื่อถือไว้ในมือรู้สึกอุ่น และหลินไป๋สือยังรู้สึกได้ว่ามันกำลังแผ่พลังงานบางอย่างออกมา
หลินไป๋สือไม่รู้ว่า หากคนธรรมดาที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันใดๆ สัมผัสซากเทพโดยตรง จะถูกรังสีทำให้สูญเสียรูปร่างมนุษย์ กลายเป็นกองเนื้อเน่าทันที
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ กอง 'เนื้อเน่า' นั้นยังมีชีวิตอยู่
【เจ้ารออะไรอยู่? หรือจะย่างมันก่อน? โรยพริกไทยหน่อยไหม?】
หลินไป๋สือหิวมาก แต่ให้เขากินของแปลกๆ อย่าง 'เนื้อแห้ง' นี้ ในใจก็ยังรู้สึกขัดอยู่บ้าง
【วัตถุดิบชั้นเลิศ มักต้องการวิธีปรุงที่เรียบง่ายที่สุด สำหรับซากเทพนี้ กินสดๆ ก็พอ!】
เทพนักชิมให้คำแนะนำเชิงกูรูอาหาร
ขณะที่หลินไป๋สือยังลังเล แขนบางใสราวกับแสงดาวรวมตัวกันคู่หนึ่งก็ยื่นออกมาจากไหล่ซ้ายขวาของเขา คว้าซากเทพไว้
ไม่ทันให้หลินไป๋สือพูด ก็งัดปากเขาแล้วยัดเนื้อแห้งเข้าไปในคอ
【ขอบคุณเทพเจ้าที่ประทานให้!】
ไม่รู้ว่าเทพนักชิมกำลังสวดมนต์หรือประชดประชัน
แค่ก แค่ก!
หลินไป๋สือสำลักจนอึดอัด แต่ไม่นาน พลังเทพก็พลุ่งพล่านในร่าง แผ่ซ่านไปทั่วอวัยวะภายใน
รู้สึกดีกว่าตอนกินหินดาวตกเสียอีก
ทันใดนั้น...
ความเจ็บปวดรุนแรงโจมตีสมอง ทำให้หลินไป๋สืออดไม่ได้ที่จะกำหมัดทุบศีรษะตัวเองอย่างแรง
ตุ้บ ตุ้บ ตุ้บ!
สิบกว่าวินาทีผ่านไป ความเจ็บปวดหายไป ในสมองหลินไป๋สือมีความรู้ลึกลับเพิ่มขึ้น
เป็นพรเทพสองอย่าง
หลินไป๋สือคุ้นเคยกับมันราวกับติดตัวมาแต่เกิด
"วัจนะโพธิสัตว์?"
"ฝนราตรี พระดับไฟ*”
(*ยังไม่มั่นใจนะครับ)
หลินไป๋สือชื่นชมอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มมุมปาก ราวกับเด็กที่กลับบ้านแล้วพ่อบอกว่าแท้จริงแล้วเป็นลูกมหาเศรษฐี มีความสุขเหลือล้น
ได้พรของเทพมาอีกสองอย่าง และทั้งคู่ก็แข็งแกร่งมาก
...
"อย่าเข้าไป อันตรายเกินไป!"
ที่ลานว่างนอกหอพระใหญ่ ซือหม่ามู่พยายามดึงคิมยองจินไว้
หลังจากส่งเด็กหญิงออกมา คิมยองจินก็จะวิ่งเข้าไปช่วยอีก
หัวเยว่ยวี๋อุ้มเด็กหญิงที่หมดสติ ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและกังวล
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากช่วย แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ
ด้วยพลังทำลายล้างที่พระพุทธรูปสีดำแสดงออกมา พวกเขาไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะเป็นเหยื่อกระสุน อยู่ข้างในนั่นต้องตายแน่
"ไอ้บ้า ปล่อยฉันนะ!"
คิมยองจินยกขายาวๆ ถีบใส่หว่างขาซือหม่ามู่สองที
ตุ่บ! ตุ่บ!
ซือหม่ามู่ถูกถีบจนชา แต่ก็ไม่ยอมปล่อยมือ
"ฟังฉันสักคำเถอะ อย่าไปขวางเลย!"
ซือหม่ามู่ก็หวังดี
"อย่างน้อยฉันก็เป็นโล่ให้ได้!"
ในวินาทีสุดท้าย หลินไป๋สือให้ทุกคนออกไป เหลือเขาไว้สู้กับพระพุทธรูปสีดำตัวต่อตัว ทำให้คิมยองจินซาบซึ้งใจจนพูดไม่ออก
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา นอกจากแม่แล้ว ไม่เคยมีใครดีกับเธอขนาดนี้
"ไป๋ฉือ?"
หัวเยว่ยวี๋ที่จ้องหอพระใหญ่ตลอด ใบหน้าที่เปียกน้ำตาพลันเบิกบานด้วยความดีใจ จากนั้นก็อุ้มเด็กหญิงวิ่งไปที่หอพระใหญ่
เด็กหนุ่มคนนั้นรอดออกมาได้!
เขา...
ชนะแล้ว!
"โอปป้า!"
คิมยองจินดีใจมาก
"เฮ้ย ไอ้หมอนี่ชนะจริงๆ เหรอ?"
ซือหม่ามู่ตกตะลึง
"ทุกคนไม่เป็นไรใช่ไหม?"
หลินไป๋สือมองดูคิมยองจินทั้งสี่คน นอกจากดูทรุดโทรมไปหน่อย ก็ไม่มีอะไรมาก แต่พอสายตาตกไปที่เด็กหญิง เขาก็ถอนหายใจ
เฮ้อ!
ป้าแก่ เสี่ยวหลี และจางจวี๋ โชคไม่ดีเลย!
"ซากเทพล่ะ?"
ซือหม่ามู่เขย่งเท้ามองเข้าไปในหอพระใหญ่
"ทำลายไปแล้ว!"
หลินไป๋สือยิ้มน้อยๆ
เรื่องที่กินไป เขาไม่มีทางพูดออกมาแน่
"หา? งั้นก็แปลว่ามิติเทพเจ้านี่จะพังทลายหายไปในไม่ช้า พวกเราจะรอดออกไปได้สินะ?"
คิมยองจินดีใจมาก กระโดดเกาะตัวหลินไป๋สือ กอดเขาแน่น
"โอปป้า พี่เป็นซูเปอร์แมนของฉัน!"
หม้วบ!
สาวเกาหลีหอมหลินไป๋สือเต็มแรง
หุ่นดีจริงๆ!
ในท่านี้ หลินไป๋สือรู้สึกได้ชัดเจน
หมอกดำที่ปกคลุมวัดหลงฉานกำลังสลายตัวอย่างรวดเร็ว
"ไป๋ฉือ ขอบคุณนะ" หัวเยว่ยวี๋เต็มไปด้วยความกตัญญู "ต่อไปนี้นายก็เป็นครอบครัวของฉันแล้ว ถ้าทะเลาะกัน ฉันจะยอมนายเลย"
สตรีมเมอร์สาวไม่ได้พูดเล่น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอตัดสินใจจะปฏิบัติกับหลินไป๋สือเหมือนน้องชาย!
จริงๆ แล้วถ้าไม่มีเด็กหนุ่มคนนี้ เธอต้องตายในวัดนี้แน่
เดี๋ยวสิ!
"ไป๋ฉือน่าจะอายุน้อยกว่าฉัน นี่ฉันจะกลายเป็นวัวแก่กินหญ้าอ่อนรึเปล่านะ?"
หัวเยว่ยวี๋ตัวเล็ก ค่อนข้างผอม หน้าอกก็แบนๆ ใส่ชุดนักเรียนดูเหมือนเด็กมัธยมต้น แต่จริงๆ แล้วเธอเรียนปี 2 มหาวิทยาลัยแล้ว
"มีอะไรค่อยคุยกันทีหลัง ออกจากที่นี่ก่อน!"
หลินไป๋สืออยากไปแล้ว.
คราวนี้เขาถือว่าได้กำไรใหญ่ ได้วัตถุต้องมลทินมาหลายชิ้น เขาไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาดอีก
"ใช่ ไปกันก่อนเถอะ!"
ซือหม่ามู่เงยหน้ามองไกล "อย่าออกประตูหน้า ปีนกำแพง ลงไปทางเส้นทางเล็กๆ หลังเขา"
คิมยองจินและหัวเยว่ยวี๋มองหลินไป๋สือ
พวกเธอเป็นสาวๆ ที่รู้กาลเทศะ ในสถานการณ์แบบนี้จะไม่แสดงความเห็นมั่ว ให้หลินไป๋สือตัดสินใจทั้งหมด
"ไปกัน!"
หลินไป๋สือกล่าว.
ในฐานะคนท้องถิ่น เขามาวัดหลงฉานหลายครั้งแล้ว คุ้นเคยเส้นทางดี
ตามที่คิมยองจินอธิบาย หลังดาวตกลงมาใหม่ๆ มิติเทพเจ้าที่เกิดขึ้นจะมีระดับอันตรายค่อนข้างต่ำ ช่วงนี้จะมีนักล่าเทพเจ้ามาทำลายมิติเทพเจ้า ผนึกวัตถุต้องมลทิน และเก็บกู้ซากเทพ
ถ้าออกประตูใหญ่ อาจเจอพวกเขาได้
หลินไป๋สือไม่อยากให้วัตถุต้องมลทินที่เพิ่งได้มาและยังอุ่นๆ อยู่ถูกยึด
...
ที่ลานจอดรถเชิงเขาจิ่วเฟิง
ชายหนุ่มอายุราว 20 กว่าๆ ยืนอยู่บนหลังคารถทัวร์ ถือกล้องส่องทางไกลมองยอดเขา
เมื่อไม่กี่วันก่อนยังเห็นกระเบื้องแดงอิฐม่วงของวัดหลงฉาน ตอนนี้เห็นแต่หมอกดำก้อนใหญ่ เหมือนถ้ำราชาภูตในไซอิ๋ว แผ่กลิ่นอายน่าขนลุกชวนผวา
วันร้อนของฤดูร้อน จักจั่นร้องอ่อนแรง ไม่มีลมเลยสักนิด แต่หมอกดำบนยอดเขาพลันเริ่มสลายตัว
"เอ๊ะ?"
ชายหนุ่มตกใจ พอแน่ใจว่าไม่ได้ดูผิด หมอกแห่งความมืดกำลังจางลงจริงๆ เขาก็รีบควักโทรศัพท์โทรหาสำนักงาน
โทรศัพท์เพิ่งต่อสาย ปลายสายก็ดังเสียงตะโกน
"เสี่ยวเฉิน (น้องเฉิน) ฉันบอกกี่ครั้งแล้ว? ตอนนี้ฉันไม่มีคนให้นาย ตราบใดที่มิติเทพเจ้าไม่แผ่ขยาย ก็อย่ามากวนฉัน!"
เสียงหยาบกร้านที่ดังผ่านหูโทรศัพท์มาแฝงความแหบแห้ง กระวนกระวาย และความกังวลอย่างลึกซึ้ง
"ไม่ใช่ครับผู้กำกับจาง หมอกแห่งความมืดกำลังสลายตัวอย่างรวดเร็ว"
เฉินซื่อเหอรีบรายงาน
"อะไรนะ?"
ผู้กำกับจางตื่นตัว "แน่ใจนะ?"
หมอกแห่งความมืดสลายตัว แสดงว่าซากเทพถูกเก็บกู้แล้ว มิติเทพเจ้าจะหายไปในไม่ช้า สภาพแวดล้อมจะกลับสู่ปกติ
"แน่นอนครับ!"
เฉินซื่อเหอคิดในใจว่าผมไม่ได้ตาบอดนะ
"ฮ่าๆ สวรรค์ช่วยจริงๆ!"
ผู้กำกับจางถอนหายใจโล่งอก "วัดหลงฉานเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองกว่างชิง มีนักท่องเที่ยวเยอะ ตอนดาวตกลงมาเกิดเป็นมิติเทพเจ้า ต้องมีนักล่าเทพเจ้าอยู่ในนั้นจุดธูปไหว้พระอยู่แน่ๆ เลยถือโอกาสเก็บกู้ซากเทพ ทำลายมิติเทพเจ้านี้"
"อาจเป็นคนธรรมดาก็ได้นะครับ!"
เฉินซื่อเหอวิเคราะห์
"พูดบ้าอะไร!"
ผู้กำกับจางสวนกลับทันที "ดูเวลาสิ มิติเทพเจ้าของวัดหลงฉานเพิ่งเกิดขึ้นมาแค่ห้าชั่วโมง นายบอกฉันมาสิว่าคนธรรมดาที่ไหนมีความสามารถที่จะรอดพ้นกฎเกณฑ์จากวัตถุต้องมลทินมากมาย หาซากเทพในเวลาสั้นๆ และเก็บกู้มันได้ในรวดเดียว?"
"......"
เฉินซื่อเหอพูดไม่ออก
จริงด้วย เป็นไปไม่ได้ คนธรรมดาถ้าไม่ตายจากกฎเกณฑ์ ก็กลายเป็นร่างไร้วิญญาณในรังสีของซากเทพ
"ห้าชั่วโมงทำลายมิติเทพเจ้าหนึ่งแห่งได้ นักล่าเทพเจ้าที่ลงมืออย่างน้อยต้องเป็นระดับราชสีห์ ไม่แน่อาจเป็นระดับมังกรด้วยซ้ำ!"
ผู้กำกับจางโล่งใจมาก ยังไงภัยพิบัติมิติเทพเจ้าที่วัดหลงฉานก็ถือว่าแก้ไขแล้ว
"ฮึ่ก ระดับมังกรเหรอ?"
เฉินซื่อเหอสูดลมหายใจเฮือก อุทานด้วยความตกใจ
"อย่าเสียงดังไปหน่อยเลย รีบไปอำเภอซิ่วสุ่ยช่วยหัวหน้าหลี่เร็ว!"
ผู้กำกับจางสั่ง
"ผมจะเข้าวัดหาท่านนักล่าระดับมังกรคนนั้น ขอให้เขาช่วยดีไหมครับ?"
เฉินซื่อเหอเสนอ
คราวนี้เมืองกว่างชิงโชคไม่ดี ดาวตกลงมาสองดวงพร้อมกัน
ดวงหนึ่งตกที่อำเภอซิ่วสุ่ย ส่งผลกระทบต่อประชากรกว่าสองแสนคน
วัดหลงฉานหนึ่งแห่งมีนักท่องเที่ยวแค่สองหมื่นคน ดังนั้นผู้กำกับจางจึงส่งนักล่าเทพเจ้าทั้งหมดในสำนักงานไปอำเภอซิ่วสุ่ย เหลือแค่ทีมสองคนของเฉินซื่อเหอคอยเฝ้าดูอยู่นอกวัดหลงฉาน
"โง่หรือไง ถ้านักล่าระดับมังกรไปแล้ว พวกเราจะเหลืออะไรล่ะ?"
ผู้กำกับจางจะโมโหตาย
วัตถุต้องมลทิน หินดาวตก ซากเทพ ของพวกนี้แม้จะอันตราย แต่ก็มีค่า ส่งให้สำนักงานใหญ่ แลกสวัสดิการได้ไม่น้อย
หลังวางสาย เฉินซื่อเหอมองวัดหลงฉานอีกที แล้วกระโดดลงจากหลังคารถทัวร์ นั่งเข้าไปในรถมาสด้าของคู่หู
"ไม่รู้ว่าท่านนักล่าเทพเจ้าคนนั้นได้วัตถุต้องมลทินอะไรไปบ้าง? เป็นเพื่อนร่วมงานรึเปล่านะ?"
เฉินซื่อเหอสงสัยมาก
แต่ละประเทศ ล้วนมีองค์กรราชการที่รับมือภัยพิบัติมิติเทพเจ้า
เฉินซื่อเหอสังกัดสำนักงานความปลอดภัยจิ่วโจว-สาขาเมืองกว่างชิง
"นักล่าเทพเจ้าที่ทำลายมิติเทพเจ้าได้ในห้าชั่วโมงเก่งมาก ผู้กำกับจางไม่อยากยุ่งด้วย ไม่งั้นด้วยนิสัยเขาที่ต้องเอาทุกอย่าง ต้องรีบมาถกเถียงเรื่องวัตถุต้องมลทินกับซากเทพแน่"
คู่หูพูดติดตลก สตาร์ทรถ มุ่งหน้าไปอำเภอซิ่วสุ่ย
...
หนึ่งชั่วโมงกว่าต่อมา หลินไป๋สือกับทั้งห้าคนออกจากเขาจิ่วเฟิง มาปรากฏตัวที่ถนนสายหนึ่งใกล้ๆ
ทุกคนเดินเท้าอีกห้าลี้กว่า ในที่สุดก็โบกแท็กซี่ได้คันหนึ่ง
"ไปโรงแรมฮิลตัน!"
คิมยองจินเอ่ยปาก
หัวเยว่ยวี๋อดแอบมองสาวเกาหลีไม่ได้ ไม่นึกเลยว่าเธอจะเป็นคุณหนูคนรวย
โรงแรมที่ดีที่สุดในเมืองกว่างชิงก็คือฮิลตัน แค่ห้องมาตรฐานธรรมดาราคาก็พันกว่าหยวนต่อคืนแล้ว
(จบบทที่ 23)