- หน้าแรก
- พ่อค้าหมื่นโลก
- บทที่ 1 เราคือปฐมจักรพรรดิแห่งมหาฉิน
บทที่ 1 เราคือปฐมจักรพรรดิแห่งมหาฉิน
บทที่ 1 เราคือปฐมจักรพรรดิแห่งมหาฉิน
บทที่ 1 เราคือปฐมจักรพรรดิแห่งมหาฉิน
“ที่แท้ฉันก็ไม่ใช่เด็กกำพร้าสินะ!”
ซูลั่วมองตามรถของทนายความที่ขับจากไปไกล ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
เขามองกลับไปยังอาคารที่อยู่เบื้องหลัง
มันเป็นตึกเล็กๆ สามชั้นที่ดูเก่าแก่และมีเสน่ห์ หน้าประตูยังมีธงโบราณผืนหนึ่งแขวนอยู่ บนธงปักด้วยอักษรคำว่า “สุรา”
ถึงแม้ที่แห่งนี้จะตั้งอยู่ชานเมืองฉางเล่อ บริเวณตีนเขาหลงหลิ่ง แต่มูลค่าของมันก็ไม่ใช่น้อยๆ เลย
เพียงแต่การมาเปิดร้านเหล้าในที่ที่ผู้คนบางตาเช่นนี้ พ่อแม่ที่แสนดีคู่นั้นคงมีเงินเหลือจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไรกระมัง?
หรือว่าร้านเหล้าแห่งนี้ตั้งใจจะเปิดขายให้แก่เจ้าของวิลล่าในบริเวณใกล้เคียง แต่เพราะวิลล่าผิดกฎหมายเหล่านั้นถูกรื้อถอนไปแล้ว ที่นี่จึงดูไร้ประโยชน์ไป?
ซูลั่วส่ายหน้า ผลักบานประตูทองแดงโบราณเข้าไป กดเปิดสวิตช์ไฟ พลันทั้งห้องโถงก็สว่างไสวขึ้นมาทันที
รอบนอกสุดมีโซฟาและโต๊ะน้ำชาจัดวางไว้หลายชุด ตรงกลางเป็นโต๊ะอีกเจ็ดแปดตัว
ซูลั่วเดินเข้าไปใช้มือตบดูเล็กน้อย คุณภาพของโต๊ะและเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งเหล่านี้ดีมากทีเดียว
เขาหันไปมองด้านข้าง ที่นั่นมีเคาน์เตอร์บาร์ขนาดกว้างตั้งอยู่ ด้านหลังเป็นตู้สุราที่กินพื้นที่ผนังไปทั้งแถบ บนชั้นวางเต็มไปด้วยสุรานานาชนิด
ซูลั่วเดินไปหลังเคาน์เตอร์บาร์ นั่งลงบนเก้าอี้ของเจ้าของร้าน แล้วหมุนตัวช้าๆ หนึ่งรอบ ก่อนจะมองไปยังเบื้องหน้า
ไม่มีคอมพิวเตอร์ ว่างเปล่า มีเพียงลูกแก้วคริสตัลทรงกลมลูกหนึ่งวางเด่นตระหง่านอยู่
เขาเคาะลูกแก้วคริสตัลเบาๆ ก็ได้ยินเสียงประหลาดดัง “แคร็ก”
ซูลั่วรีบมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ
เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วหันไปมองตู้สุราด้านหลัง
ตรงกลางตู้มีพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ บนนั้นวางแก้วคริสตัลเปล่าสิบใบเอาไว้ นอกจากนั้นก็เป็นสุราสีต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นสุราแดงหรือสุราขาวก็วางเรียงรายจนเต็มชั้น
ซูลั่วเหลือบไปเห็นเหมาไถที่วางอยู่ในตำแหน่งสะดุดตาทันที
“ของสิ่งนี้น่าจะเป็นของจริงสินะ?”
เขายื่นมือไปหยิบมันขึ้นมา รู้สึกได้ว่าน้ำหนักของมันค่อนข้างมาก
หลังจากเดินสำรวจในห้องโถงจนทั่วแล้ว เขาก็ขึ้นไปดูชั้นบน จากนั้นก็ไปเดินเล่นที่สวนเล็กๆ ด้านหลัง
กำแพงสวนเป็นรั้วเตี้ยๆ ด้านหลังติดกับแม่น้ำสายเล็กๆ
ซูลั่วกอดอกเดินกลับมาที่เคาน์เตอร์บาร์อีกครั้ง ในใจรู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่ง
เขาคิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นเด็กกำพร้า หลังจากท่านผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเสียชีวิตไป เขาก็ไม่มีญาติพี่น้องอีก ไม่มีความผูกพันใดๆ ในโลกนี้ ไม่คาดคิดว่าในวันเกิดปีแรกหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย จะได้รับของขวัญสุดเซอร์ไพรส์ชิ้นนี้
ทนายความคนหนึ่งอ้างว่าได้รับมอบหมายจากพ่อแม่ของเขา ให้นำร้านเหล้าแห่งนี้มามอบให้แก่เขา
แม้ว่าขั้นตอนทุกอย่างจะเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว แต่ซูลั่วก็ยังคงรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน
ตัวเองไม่ใช่เด็กกำพร้า พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่?
แล้วทำไมที่ผ่านมาพวกเขาถึงไม่มาพบหน้ากัน?
หรือว่า... ที่จริงแล้วตัวเองเป็นลูกนอกสมรสของตระกูลใหญ่?
เมื่อซูลั่วคิดถึงตรงนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะมองไปยังจดหมายที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์บาร์
นั่นเป็นสิ่งที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้เขา
เขากำซองจดหมายไว้ในมือ ในใจทั้งคาดหวังและประหม่า
ท่านผู้อำนวยการเคยบอกว่าเขาถูกทอดทิ้ง ซึ่งทำให้เขาเคยเกลียดชังพ่อแม่ของตัวเองอยู่พักหนึ่ง
แต่เวลาผ่านไปนานหลายปี ความรู้สึกนั้นของเขาก็จางลงไปมากแล้ว
ก็แค่คนแปลกหน้าสองคน ไม่คู่ควรให้ต้องสิ้นเปลืองอารมณ์ด้วยซ้ำ
ทว่าเมื่อมองจดหมายฉบับนี้ ในใจของเขาก็เกิดระลอกคลื่นขึ้นมาจนได้
หลังจากนิ่งเงียบไปสิบกว่าวินาที ซูลั่วก็ฉีกซองจดหมายออก และเห็นกระดาษจดหมายบางๆ ที่อยู่ข้างใน
ในขณะที่เขากำลังจะดึงกระดาษจดหมายออกมา ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดังมาจากประตูใหญ่
ลมพัดแรง จนบานประตูสั่นไหวดังโครมคราม
เขาขมวดคิ้ว ลุกขึ้นหมายจะไปปิดประตูก่อน
แต่ทันทีที่เขาลุกขึ้น ก็เห็นชายในชุดดำคนหนึ่งเดินโซซัดโซเซเข้ามา
ชายคนนั้นสวมชุดโบราณ ศีรษะสวมมงกุฎทองคำ ที่เอวห้อยจี้หยกอันงดงาม บนอาภรณ์สีดำขลิบด้วยลายเส้นสีทอง ดูสูงศักดิ์และหรูหราอย่างยิ่ง
เมื่อชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้น ซูลั่วก็เห็นใบหน้าของชายวัยกลางคนที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมี
“ชุดฮั่นฝูงั้นเหรอ ยังมีคนวัยกลางคนชอบอะไรแบบนี้ด้วย!”
“ไม่สิ น่าจะเป็นนักแสดงกองถ่ายละครมากกว่า?”
ขณะที่กำลังสงสัย ชายผู้นั้นก็เอ่ยขึ้น: “สุรา! นำสุราที่ดีที่สุดออกมา!”
เดิมทีซูลั่วคิดจะบอกว่าร้านยังไม่เปิดให้บริการ แต่เมื่อคิดอีกที แขกมาเยือนถึงที่แล้ว ยังไงก็ต้องทำเงินสักหน่อย
ส่วนเรื่องที่ว่าหากกิจการไปไม่รอดแล้วจะขายเหล้าพวกนี้ทิ้ง ค่อยว่ากันทีหลัง
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินโซซัดโซเซไปนั่งที่โต๊ะตัวหนึ่ง เขาก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
ดูท่าทางเจ้านี่จะเมาแล้วนะ
ความคิดนี้ทำให้เขาย้ายสายตาจากเหมาไถ แล้วเริ่มค้นหาบนตู้สุรา
ให้คนเมาดื่มเหมาไถ ถ้าเกิดเจ้านี่ไม่ยอมจ่ายเงินขึ้นมาจะทำอย่างไร?
น่าเสียดายที่หาจนทั่วแล้วก็ไม่เจอเหล้าที่ราคาถูกกว่านั้นมากนัก แต่แล้วสายตาก็พลันเห็นลังที่เปิดอยู่ครึ่งหนึ่งบริเวณด้านล่างสุดของตู้สุรา เผยให้เห็นซีเฟิ่งขวดเขียวที่อยู่ข้างใน
ซูลั่วเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะก้มลงไปหยิบมาหนึ่งขวด
เหล้ายี่ห้อนี้เขารู้จัก มันเป็นของโปรดของท่านผู้อำนวยการ และเป็นหนึ่งในไม่กี่ชนิดของเหล้าซีเฟิ่งที่ไม่ใช่เหล้าติดแบรนด์เลียนแบบ
เขายื่นมือไปจะหยิบแก้วคริสตัลที่อยู่ตรงกลางตู้สุรา แต่กลับพบว่ามันเหมือนถูกฝังติดอยู่กับตู้ หยิบไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
“ที่แท้ก็เป็นของตกแต่ง”
เขาส่ายหน้ากับตัวเองอย่างลับๆ
หลังจากค้นหาทั่วบริเวณหลังเคาน์เตอร์บาร์แล้วไม่พบที่รินเหล้าและแก้วเหล้า เขาก็เลยเปิดขวดโดยตรง แล้วนำไปวางไว้ตรงหน้าชายคนนั้น
“ร้านเพิ่งเปิดใหม่ ยังไม่มีกับแกล้ม ขออภัยด้วยนะครับ”
ซูลั่ววางขวดเหล้าลงตรงหน้าอีกฝ่ายแล้วกล่าวอย่างสุภาพ
เขาครุ่นคิดว่าคงต้องไปซื้อถั่วลิสง เนื้อตุ๋น หรืออะไรทำนองนั้นมาเตรียมไว้บ้าง อาหารสำเร็จรูปก็ควรมีติดไว้ แล้วก็ต้องมีเตาไมโครเวฟอีกสักเครื่อง...
“บ้าเอ๊ย คิดอะไรอยู่ได้ ที่แบบนี้จะเปิดกิจการต่อไปได้ก็มีผีแล้ว!” เขาส่ายหน้า รู้สึกว่าความคิดของตัวเองช่างไร้เดียงสานัก
สถานที่แบบนี้ ถ้าเปิดเป็นร้านอาหารพื้นบ้านอาจจะพอประคับประคองไปได้
ด้านหลังเขา ชายวัยกลางคนคว้าขวดเหล้าขึ้นมาอย่างทุลักทุเล ก่อนจะเงยหน้าขึ้นดื่มอึกใหญ่ แล้วก็สำลักจนไอออกมาไม่หยุด แต่ปากก็ยังคงตะโกน
“สุรารสชาติรุนแรงยิ่งนัก!”
“ฮ่าฮ่า สุราชั้นเลิศ!”
ซูลั่วหยุดฝีเท้า หันกลับไปมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง พลางคิดในใจว่าเจ้านี่มันคนประเภทไหนกัน ซีเฟิ่งขวดเขียวราคาไม่กี่สิบหยวนนี่นับเป็นสุราชั้นเลิศด้วยรึ?
เกือบจะเดินถึงหน้าเคาน์เตอร์บาร์แล้ว ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงกระเป๋าสัมภาระที่วางไว้ข้างประตู
ถือโอกาสที่พอมีเวลา เขาจึงตั้งใจจะจัดกระเป๋าเสียหน่อย
คาดว่าอีกนานโขเลยทีเดียวกว่าเขาจะได้ย้ายออกจากที่นี่
ถึงแม้จะอยู่ชานเมือง แต่ก็ไม่ได้ทุรกันดารอะไร ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตรก็เป็นย่านมหาวิทยาลัย แถมยังมีสถานีรถไฟใต้ดินด้วย
แค่ซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสักคัน การเดินทางเข้าออกก็จะสะดวกมาก
ซูลั่วพลางคิดถึงแผนการในอนาคต พลางยกกระเป๋าใบใหญ่สองใบมาไว้หลังเคาน์เตอร์บาร์อย่างไม่สนใจใคร นำของข้างในออกมาจัดแยกประเภทให้เรียบร้อย
อันที่จริงก็ไม่ได้มีของอะไรมากมาย
นอกจากผ้าปูที่นอน ผ้านวม และเสื้อผ้าแล้ว ที่เหลือก็เป็นของใช้ในชีวิตประจำวันที่เก็บสะสมมาตลอดหลายปีในมหาวิทยาลัย
ของที่แพงที่สุดก็คงจะเป็นกาต้มน้ำไฟฟ้ากับแชมพูที่เหลืออยู่ครึ่งขวด
หลังจากล้างแก้วในอ่างล้างจานหลังเคาน์เตอร์บาร์ ต้มน้ำหนึ่งกา แล้วชงชาเกรดต่ำให้ตัวเองหนึ่งแก้ว ซูลั่วจึงหันไปมองไอ้ขี้เมาบ้านนอกที่เอาแต่ร้องว่าสุราชั้นเลิศไม่หยุด
เมื่อมองดูดีๆ เขาก็พบว่าเจ้านั่นกอดขวดเหล้าหลับไปแล้ว
“เจ้านี่มัน...”
ซูลั่วจนปัญญา ลุกขึ้นขนสัมภาระขึ้นไปชั้นบน
เขายืนอยู่ตรงบันไดแล้วมองลงมา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น เขาก็เลยหันกลับไปปูเตียงและจัดห้องนอนใหม่จนเรียบร้อย
กว่าจะจัดการทุกอย่างจนเหงื่อท่วมตัวแล้วลงมาข้างล่าง ไอ้ขี้เมาก็ตื่นแล้ว
เมื่อเห็นอีกฝ่ายใช้มือยันโต๊ะลุกขึ้น คว้าขวดเหล้าแล้วเดินออกไปข้างนอก ซูลั่วก็ตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบตะโกนเสียงดัง: “หยุดนะ!”
ไอ้หมาตัวนี้คิดจะชักดาบ!
ชายคนนั้นทำเป็นไม่ได้ยิน แถมยังใช้มือข้างหนึ่งกุมศีรษะไว้
ซูลั่วก้าวพรวดๆ ไปขวางหน้าชายคนนั้น: “คุณลืมจ่ายเงินหรือเปล่า?”
ชายวัยกลางคนดูเหมือนจะยังไม่สร่างเมา ดวงตาพร่ามัวมองซูลั่ว พลางพึมพำ: “จ่ายเงิน?”
ซูลั่วขี้เกียจจะสนใจว่าอีกฝ่ายเมาจริงหรือแกล้งเมา แต่ไม่จ่ายเงินไม่ได้เด็ดขาด
“หนึ่งร้อยหยวน” เขายื่นมือออกไป “กรุณาจ่ายเงินด้วย ขอบคุณ!”
แววตาของชายคนนั้นดูแจ่มชัดขึ้นเล็กน้อย พอจะเข้าใจความหมายของซูลั่ว เขาจึงยืดตัวตรง ขมวดคิ้วแน่น แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา: “เราคือปฐมจักรพรรดิแห่งมหาฉิน!”
“ฉันยังเป็นเง็กเซียนฮ่องเต้เลยโว้ย!” ซูลั่วกล่าวอย่างหมดความอดทน “รีบจ่ายเงินมา!”
“ดี! ดีมาก!” ชายคนนั้นหัวเราะอย่างเย็นชา พลางยื่นมือไปควานหาในอกเสื้อ แต่กลับไม่เจออะไร
ซูลั่วเริ่มสงสัยทันทีว่าเจ้านี่กำลังแกล้งเมาเพื่อชักดาบ สีหน้าจึงยิ่งดูไม่เป็นมิตรมากขึ้น
เมื่อเผชิญกับสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเขา ชายคนนั้นก็แสดงสีหน้าขุ่นเคือง กระชากจี้หยกที่เอวออกมา: “หยกชิ้นนี้คือหยกอุ่นเทียนซานอันล้ำค่า เทียบเมืองได้ทั้งเมือง เหลือเฟือที่จะจ่ายค่าสุราขวดเดียวของเจ้า!”
กล่าวจบ เขาก็โยนจี้หยกลง แล้วก้าวอาดๆ ผลักประตูออกไป เพียงแต่ฝีเท้ายังคงโซเซอยู่บ้าง