เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 168 - ระดับความร่วมมือผิดปกติ ผิงไห่โหลว (ตอนฟรี)

บทที่ 168 - ระดับความร่วมมือผิดปกติ ผิงไห่โหลว (ตอนฟรี)

บทที่ 168 - ระดับความร่วมมือผิดปกติ ผิงไห่โหลว (ตอนฟรี)


บทที่ 168 - ระดับความร่วมมือผิดปกติ ผิงไห่โหลว

◉◉◉◉◉

อาจเพราะความคิดในใจที่ค้ำจุนจิตวิญญาณได้สำเร็จลุล่วงแล้ว หรืออาจเพราะทักษะสายข้อมูลที่คอยสูบพลังใจมาตลอดได้ปั่นจนเต็มระดับแล้ว

การนอนครั้งนี้ เฉิงเหยี่ยหลับสบายเป็นพิเศษ

หลับตั้งแต่หกโมงครึ่งเช้า หลับยาวจนถึงสี่โมงเย็นถึงค่อยๆ ตื่นขึ้นมา

วินาทีที่ลุกขึ้น กระดูกทั่วร่างก็ดังกรอบแกรบ

เสียงทุ้มต่ำดังต่อเนื่อง ราวกับมีพยัคฆ์ร้ายคำรามอยู่ในกาย

พลังพยัคฆ์

ใกล้จะสำเร็จแล้วเหรอ

เฉิงเหยี่ยประหลาดใจอย่างยิ่ง ขยับแขนขาสองสามที เมื่อคืนหลังจากที่เขาปั่นทักษะสายข้อมูลสองอย่างจนเต็มแล้ว ก็สวมใส่พลังพยัคฆ์กับการยิงขณะเคลื่อนที่กลับเข้าไปใหม่

ที่ทำให้เขาประหลาดใจคือ ห่างหายจากการฝึกไปหลายวัน ความคืบหน้าของพลังพยัคฆ์ไม่เพียงไม่หยุดชะงัก กลับก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว

หลับไปคืนเดียว ความคืบหน้าที่เดิมทีอยู่ที่ 60% ก็พุ่งพรวดไปถึง 85% เป็นอย่างน้อยเห็นอยู่ว่ากำลังจะเสร็จสมบูรณ์โดยสิ้นเชิง

"อืม หรือว่าการเรียนรู้ทักษะทั่วไปพวกนี้ก็มีคูลดาวน์ภายในตัวเหมือนกัน"

"ไม่ใช่สิ น่าจะเป็นเพราะความเร็วในการรับของร่างกายมีขีดจำกัด พอทะลุขีดจำกัดนี้ไปแล้ว ก็จะทำให้ความเร็วในการเรียนรู้ช้าลงเรื่อยๆ พอผ่านช่วงเวลาพักฟื้นไประยะหนึ่ง ก็สามารถเร่งการดูดซับได้อีกครั้ง"

เฉิงเหยี่ยครุ่นคิดในใจ การค้นพบโดยบังเอิญนี้ ช่างเหมือนกับของขวัญที่หล่นมาจากฟ้า

เขายืนอยู่ในห้อง ค่อยๆ เคลื่อนไหวร่างกาย ปรับจังหวะการหายใจตามวิธีการใช้พลังของ 'พลังพยัคฆ์'

ทุกลมหายใจเข้าออก สามารถรู้สึกได้ถึงพลังอันมหาศาลที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ ไม่อาจวัดได้ด้วยมาตรฐานวรยุทธ์ใหม่แบบทั่วไปอีกต่อไปแล้ว

เพราะการเสริมความแข็งแกร่งทางร่างกายที่ได้จากกายาหญ้าป่า ทำให้พละกำลังของเขาน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านักสู้สี่พลังทั่วไปเสียอีก แทบจะเทียบได้กับนักสู้ที่เปิดจุดลมปราณธรรมดาได้หกจุดแล้ว

และเมื่อสวมใส่ "ร่างเหล็ก" เข้าสู่สภาวะเสมือนก่อกำเนิดทารกในครรภ์ ความแข็งแกร่งก็ยิ่งสามารถต่อกรกับยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดทารกในครรภ์ที่แท้จริงได้เลยทีเดียว

เพียงแต่ ในยุคสมัยที่มีสิ่งเหนือธรรมชาติอยู่จริงนี้ พลังยุทธ์ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงเครื่องมือป้องกันตัว ออกกำลังกาย รับประกันความปลอดภัยในชีวิตของตนเองเท่านั้น

หากต้องการได้มาซึ่งสถานะที่แท้จริง สุดท้ายก็ต้องพึ่งพาสมองและเล่ห์เหลี่ยม

เคลื่อนไหวอยู่ครู่หนึ่ง จนร่างกายเริ่มมีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย เฉิงเหยี่ยก็หยิบเครื่องสื่อสารขึ้นมา หน้าจอแสดงสายที่ไม่ได้รับสองสาย สายหนึ่งคือซางเหอเจิ้ง อีกสายคือต้าหลง

เขาโทรกลับหาซางเหอเจิ้งก่อน รออยู่ครู่หนึ่ง ปลายสายก็รับ

"ผู้ตรวจการเฉิง ใบรับรองรถทุกคันผมยื่นขอให้เรียบร้อยแล้วเมื่อเช้า ท่านต้องการจะขึ้นทะเบียนในนามสถานีตรวจสอบ หรือจะเป็นผู้ใช้งานอิสระ ดำเนินการเองครับ" เสียงของซางเหอเจิ้งดังมา ยังคงกระชับฉับไวเหมือนเดิม

"อันนี้มันต่างกันยังไงครับ" เฉิงเหยี่ยถาม ในด้านขั้นตอนการดำเนินการเกี่ยวกับรถยนต์ เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจจริงๆ

"เพราะท่านเช่าแบตเตอรี่ของสถานีตรวจสอบ ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ ก็เลยไม่มีขั้นตอนการอนุมัติหยุมหยิมพวกนั้น ความแตกต่างก็ไม่มากเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็คือความแตกต่างของค่าชาร์จไฟ"

ซางเหอเจิ้งอธิบายอย่างใจเย็น "ถ้าขึ้นทะเบียนในนามสถานีตรวจสอบ ขั้นตอนการชาร์จไฟก็จะอยู่ที่สถานีตรวจสอบ ถึงตอนนั้นการทำบัตรเติมเงินก็ต้องผ่านขั้นตอนธุรการของสถานีตรวจสอบ แล้วค่อยไปจ่ายค่าไฟตามจำนวนที่ใช้ในแต่ละเดือนที่สถานีตรวจสอบ บางทีพวกท่านผู้ตรวจการอาจจะมีส่วนลด แต่เรื่องนี้ท่านต้องไปถามฝ่ายธุรการดูอีกที"

"ถ้าเป็นขั้นตอนผู้ใช้งานอิสระ ผมสามารถช่วยท่านยื่นขอทำบัตรชาร์จไฟได้เลย ถึงตอนนั้นการชาร์จไฟก็จะคิดตามราคาตลาด ตอนนี้ค่าชาร์จไฟฤดูร้อนคือ... ไฟฟ้าทุกๆ 100 หน่วย คิด 15 แต้มอุทิศ ครั้งแรกต้องเติมเงินล่วงหน้าหนึ่งพันหน่วย เวลาชาร์จก็หักจากยอดเงินได้เลย"

"รอสักครู่นะครับ ผมขอโทรไปถามฝ่ายธุรการดูก่อน"

เฉิงเหยี่ยอ้างเหตุผลวางสายจากซางเหอเจิ้ง ปลายนิ้วเคาะเบาๆ บนหน้าจอเครื่องสื่อสาร ในใจคำนวณบัญชีอย่างรวดเร็ว

ราคาชาร์จไฟของผู้ใช้งานอิสระนี้ พูดก็พูดเถอะ มันก็แพงอยู่บ้าง

รถหกคันความจุแบตเตอรี่รวม 1050 หน่วย ต่อให้ทุกครั้งเหลือไฟ 10% ค่อยไปชาร์จ ครั้งหนึ่งก็ต้องเติมไฟ 945 หน่วย คิดตามราคาตลาด ก็ต้องใช้ 140 แต้มอุทิศต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

นี่ยังไม่รวมค่าเสื่อมสภาพรถและค่าเช่าแบตเตอรี่ เทียบเท่ากับวิ่งไปกลับเมืองบริวารสองสามรอบ แค่ค่าชาร์จไฟก็ต้องจ่ายขนาดนี้แล้ว ต้นทุนมันสูงเกินไปจริงๆ

แพงจริงๆ

เมื่อเทียบกับค่าไฟบ้านที่ได้รับการอุดหนุนเต็มที่ ชาวบ้านไม่ต้องจ่ายสักแดงเดียว

เฉิงเหยี่ยคำนวณเสร็จ ก็รู้สึกเสียดายเงินขึ้นมาทันที

ไม่ต้องพูดถึงว่านี่เป็นแค่ฤดูร้อน พอถึงฤดูหนาวฤดูใบไม้ผลิ อุณหภูมิต่ำจะทำให้ระยะทางวิ่งของแบตเตอรี่สั้นลง ความต้องการในการชาร์จไฟเพิ่มขึ้น ค่าไฟก็จะแพงขึ้นอย่างน้อยเท่าตัว ถึงตอนนั้นค่าใช้จ่ายจะยิ่งน่ากลัวกว่านี้อีก

แน่นอนว่า ข้อดีของการชาร์จไฟตามราคาตลาดก็เห็นได้ชัดเจนเช่นกัน

ไม่ต้องผ่านขั้นตอนการอนุมัติ จะชาร์จเท่าไหร่ตัวเองตัดสินใจได้ ขอแค่ไม่เวอร์วังจนเป็นที่สังเกต ก็ไม่มีใครมายุ่ง

แต่ถ้าขึ้นทะเบียนกับสถานีตรวจสอบ ทุกเดือนต้องไปสรุปยอดทิ้งบันทึกไว้ ก็อาจจะถูกคนอื่นมองเห็นความผิดปกติได้

"หรือว่าจะเอาสามคันเข้าบัญชีหลวง สามคันเป็นบัญชีส่วนตัว"

เฉิงเหยี่ยครุ่นคิด แล้วต่อสายไปยังเบอร์กลางของสถานีตรวจสอบ โอนสายไปยังฝ่ายธุรการ

เป็นไปตามคาด สวัสดิการของผู้ตรวจการไม่ทำให้ผิดหวัง

เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการปลายสายพูดจาสุภาพอย่างยิ่ง "ผู้ตรวจการเฉิงครับ หากท่านนำรถยนต์ขึ้นทะเบียนในนามสถานีตรวจสอบ รถแต่ละคันจะมีโควตาไฟฟ้าฟรี 200 หน่วยต่อเดือน ส่วนที่เกินจะคิด 10 แต้มอุทิศ/100 หน่วยครับ"

นี่คือสวัสดิการ หลังจากพูดจบ เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการก็แนะนำข้อจำกัดต่างๆ อีกมากมาย

สรุปแล้ว มีสองข้อที่ควรค่าแก่การสังเกต

การขึ้นทะเบียนในนามสถานีตรวจสอบ รถทุกคันมีความเป็นไปได้ที่จะถูกเรียกใช้ชั่วคราว หากเกิดความเสียหายระหว่างการเรียกใช้ ผู้ตรวจการต้องรับผิดชอบค่าซ่อมเอง ถือเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับสวัสดิการ

สองคือรถที่ขึ้นทะเบียนสามารถใช้ช่อง D ของสถานีตรวจสอบเข้าออกได้ ไม่ต้องไปต่อคิวรอตรวจที่ช่อง A เหมือนขบวนการค้าทั่วไป หากมีเสบียง ตราบใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าขายเพื่อหาช่องโหว่ ก็จะไม่ถูกสถานีตรวจสอบหักเปอร์เซ็นต์

"อันนี้ไม่เลว!"

เฉิงเหยี่ยตัดสินใจได้ทันที

ต่อให้รถออฟโรดของเขาเป็นบัญชีส่วนตัว ถึงตอนนั้นเมื่อเข้าเขตกันชน ก็สามารถใช้ช่อง D เข้าได้

ส่วนรถกระบะติดอาวุธสองคัน เดิมทีก็มีไว้เพื่อคุ้มกันรถขนส่ง พอถึงหน้าประตูเขตกันชนไปต่อคิวที่เขต A ก็ไม่เป็นไร

ที่สำคัญที่สุดคือ รถขนส่งมีไว้สำหรับบรรทุกสินค้า สถานีตรวจสอบเองก็มีรถขนส่งอยู่ไม่น้อย โอกาสที่จะถูกเรียกใช้จึงต่ำ

แต่รถกระบะติดอาวุธไม่เหมือนกัน หากเจอสถานการณ์ฉุกเฉินถูกเรียกใช้ เกิดเสียหายขึ้นมายังต้องมาเถียงกันเรื่องค่าซ่อมอีก มันยุ่งยากเกินไป

เขารีบโทรกลับหาซางเหอเจิ้งทันที แจ้งการตัดสินใจให้ชัดเจน

ซางเหอเจิ้งรับปากอย่างรวดเร็ว และแจ้งว่าก่อนสองทุ่มจะจัดการให้เรียบร้อย

ความหมายโดยนัยคือ หลังสองทุ่ม เขาก็สามารถไปรับรถได้แล้ว

วางสายโทรศัพท์ เฉิงเหยี่ยก็โล่งอก "โควตาฟรี 200 หน่วยต่อเดือนก็ไม่เลว นานๆ ทีก็สามารถใช้ราคา 10 แต้มชาร์จไฟให้นักสะสมได้..."

"แล้วก็ระบบรายเดือน ก็ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินทุนได้บ้าง"

พอคิดว่าในที่สุดก็มีสิทธิ์ใช้แท่นชาร์จเร็วได้อย่างเปิดเผย เฉิงเหยี่ยก็ใจชื้นขึ้นมาทันที

แต่พอเปิดหน้าต่างดู

เอาเถอะ เวลานอนหลับไปแม้แต่ 1% พลังงานไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปได้เลยแม้แต่น้อย

กดสวิตช์โคมไฟตั้งโต๊ะข้างเตียง แน่นอนว่าไม่มีปฏิกิริยา เขตกันชนดับไฟอีกแล้ว

เริ่มตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าทุกวัน จนถึงหนึ่งทุ่ม ระหว่าง 12 ชั่วโมงนี้ ทั่วทั้งเมืองโดยพื้นฐานจะดับไฟครั้งใหญ่

"แค่โรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งเดียว ขับเคลื่อนเขตกันชนก็พอไหวอยู่ แต่ตอนนี้มีเมืองบริวารมากมายขนาดนี้..."

เมื่อเขตอุตสาหกรรมเร่งการผลิตเต็มกำลัง เมืองบริวารก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้อพยพหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด ทำให้ไฟฟ้าที่เคยมีเพียงพอกลับไม่พอใช้อีกต่อไป

"ดูท่าต่อไปเมืองบริวารแต่ละแห่ง คงต้องสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของตัวเองมาเสริมความต้องการใช้ไฟฟ้า ไม่อย่างนั้นการผลิตภาคอุตสาหกรรมไม่มีทางขยายตัวได้เลย"

แต่ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของอนาคต เฉิงเหยี่ยต่อสายหาต้าหลงอีกครั้ง

"ท่านครับ!" ต้าหลงปลายสายน้ำเสียงเจือความเร่งรีบ "คนที่ห้าที่เราจับตาดูอยู่ เหมือนจะรู้ตัวแล้วครับ เมื่อคืนก็หายไปจากที่พักแล้ว จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา จะให้ส่งคนออกไปค้นหาไหมครับ"

"ไม่ต้องค้นแล้ว" เฉิงเหยี่ยกลับไม่แปลกใจ สามารถซ่อนตัวอยู่ใต้จมูกเขาได้นานขนาดนี้ คนคนนี้ย่อมต้องไหวตัวทันกว่าสี่คนที่ถูกจับไปแล้ว ตอนนี้หนีไปก็เป็นเรื่องปกติ

"เฝ้าสี่คนนั้นไว้ให้ดีก็พอ พวกเขาไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรใช่ไหม"

"ท่านวางใจได้ครับ! พวกเราจัดทหารอาสาชุมชนกว่ายี่สิบคนสลับเวรเฝ้าอยู่รอบห้องขัง แม้แต่แมลงวันตัวเดียวก็บินเข้าไปไม่ได้ รับรองว่าไม่มีใครช่วยพวกเขาหนีไปได้แน่!"

เสียงของต้าหลงเต็มไปด้วยความมั่นใจ "เพียงแต่สี่คนนี้ปากแข็งมาก ท่านเหอสอบสวนซ้ำอีกครึ่งคืน ผลคือพวกเขาก็ยังบอกว่าแค่มาดูเล่นๆ อย่างอื่นไม่ยอมพูดอะไรเลย"

"ไม่เป็นไร ให้ท่านเหอไม่ต้องอดนอนแล้ว เดี๋ยวข้าจะไปดูเอง"

เฉิงเหยี่ยว่างสาย หิ้วถังน้ำไปห้องน้ำ อาบน้ำเย็นลวกๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาด หิ้วกระเป๋าเป้มุ่งหน้าไปยังห้างสรรพสินค้า

ฝนตกหนักเมื่อคืนมีพลังทำลายล้างไม่น้อย เขต B7 ก็ไม่อาจรอดพ้น บริเวณที่ลุ่มต่ำริมถนนเต็มไปด้วยน้ำขัง

น้ำขุ่นๆ ลอยฟ่องไปด้วยดินเหลือง เศษขยะ ดูสกปรกเลอะเทอะอย่างยิ่ง

ที่น่าขมวดคิ้วยิ่งกว่าคือ ท่อระบายน้ำหลายแห่งมีน้ำเสียสีเหลืองเอ่อล้นออกมา กลิ่นเหม็นเปรี้ยวเน่าๆ ลอยมาตามลม ทำให้คนอดไม่ได้ที่จะยกมือปิดจมูก

เจ้าหน้าที่ชุมชนสองสามคนกำลังใช้ตะขอ ค่อยๆ เขี่ยสิ่งอุดตันที่ปากท่อระบายน้ำ

โคลนสีดำถูกตักออกมา กองไว้ริมถนนรอขนย้ายต่อไป

"ต่อไปพอถนนคนเดินสร้างเสร็จ จะปล่อยให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด..."

เฉิงเหยี่ยเห็นภาพนี้ ในใจก็ส่ายหน้า แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

เครือข่ายท่อใต้ดินทั้งเขตกันชนเชื่อมต่อถึงกัน เครือข่ายท่อของเขต B7 เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่ง ต่อให้กำจัดสิ่งอุดตันที่นี่จนหมด ถ้าพื้นที่อื่นยังอุดตันอยู่ น้ำเสียก็จะยังคงไหลย้อนกลับมาทางนี้อยู่ดี

หากต้องการแก้ปัญหาให้หมดจด ต้องให้เบื้องบนเป็นผู้นำ รื้อถอนเครือข่ายท่อเก่าทั้งเขตกันชนแล้วเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด แต่งานนี้มันใหญ่เกินไป

คาดว่า ถ้าไม่ใช้เวลาครึ่งปีหรือหนึ่งปี ก็ไม่มีทางทำสำเร็จ หรืออาจจะต้องรอนานหลายปี

ต้องรอจนกว่าขนาดของเขตกันชนจะขยายตัว ยกระดับขึ้น ถึงจะมีกำลังคนและทรัพยากรเพียงพอที่จะปรับปรุงเครือข่ายท่อใหม่ทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์

ตอนนี้ที่ทำได้ ก็แค่ให้คนมาทำความสะอาดสิ่งอุดตันเป็นประจำ พยายามลดความถี่ของการเกิดน้ำเสียเอ่อล้นให้น้อยที่สุด

เฉิงเหยี่ยเร่งฝีเท้า หลีกเลี่ยงช่วงถนนที่มีน้ำขังลึก ไม่นานก็เดินเข้าสู่ห้างสรรพสินค้า

ยังคงเป็นสถานที่ที่เคยใช้กักขังและสอบสวนเจียงชวนก่อนหน้านี้ ตอนนี้ถูกดัดแปลงเป็นห้องขังชั่วคราว

หน้าประตูมีทหารอาสาชุมชนถือปืนยืนล้อมวงอยู่ ปากกระบอกปืนสีดำทมึนหันไปรอบทิศ แม้แต่ช่องระบายอากาศก็ยังมีคนเฝ้าอยู่ เว้นแต่จะเป็นผู้เหนือธรรมชาติมาเอง มิฉะนั้นไม่มีทางช่วยคนออกไปได้แน่

"ท่านครับ วิธีที่ควรลองก็ลองหมดแล้วครับ ยังไม่ได้ผลเลย"

ต้าหลงรีบเดินเข้ามาทักทาย สีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ "สี่คนนี้ไม่เหมือนนักฆ่าทั่วไป กลับเหมือนนักรบพลีชีพที่ถูกสะกดจิตอย่างล้ำลึกมากกว่า ไม่ว่าจะใช้การทรมาน ให้ผลประโยชน์ หรือหลอกว่าพวกเดียวกันยอมสารภาพแล้ว ก็ล้วนแต่ไม่สะทกสะท้าน ในปากก็มีแต่คำพูดซ้ำๆ เดิมๆ ไม่กี่ประโยค"

เฉิงเหยี่ยพยักหน้าเล็กน้อย สายตากวาดมองไปในห้องขัง

ชายสี่คนที่ถูกมัดนั่งพิงมุมผนัง โซ่เหล็กหนาเท่าแขนพันจากแขนลงไปถึงน่อง เหมือนมัดข้าวต้มต้มมัด พันอยู่หลายรอบ เหลือเพียงส่วนหัวที่พอจะขยับได้เล็กน้อย

ส่วนข้อมือข้อเท้าที่เปลือยเปล่า เต็มไปด้วยรอยแส้ทั้งลึกทั้งตื้น บางแห่งยังตกสะเก็ดเลือดอยู่เลย

ดูออกว่า ท่านเหอที่รับผิดชอบการสอบสวนพยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเค้นข้อมูลที่มีค่าอะไรออกมาได้

"ลากออกมาสักคน ข้าจะสอบสวนเอง" เฉิงเหยี่ยพูดเสียงเรียบ ไม่มีอารมณ์ใดๆ

"ครับ!"

ต้าหลงหันกลับไปทันที ส่งสัญญาณให้ทหารอาสาชุมชนเปิดประตูห้องกั้น แล้วดึงโซ่เหล็กลากคนออกมา

ห้องสอบสวนชั่วคราวที่สร้างขึ้นอยู่ติดกับห้องขัง เป็นห้องเล็กๆ ขนาดสิบกว่าตารางเมตร ตรงกลางวางโต๊ะเหล็กตัวหนึ่ง เก้าอี้สองตัว

คนที่ถูกลากเข้ามาเป็นชายหนุ่ม ดูอายุราวๆ ยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปด ผิวขาวสะอาด มือไม่มีรอยด้านแม้แต่น้อย กลับเหมือนกับพนักงานออฟฟิศที่อยู่แต่ในร่มมาตลอด

แต่ใครจะคิดว่า คนคนนี้กลับเป็นยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดทารกในครรภ์ที่แท้จริง

ตอนที่จับกุม สู้กับต้าหลงได้สูสี สุดท้ายถูกปืนหลายสิบกระบอกจ่อหัว ถึงได้ยอมจำนนแต่โดยดี

"เขาชื่ออะไร" เฉิงเหยี่ยนั่งอยู่หลังโต๊ะเหล็ก ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ

"เขาบอกเองว่าชื่อหวังชิง ถามอย่างอื่นไม่ตอบเลยครับ" ต้าหลงยืนอยู่ข้างๆ ในมือยังกำโซ่เหล็กไว้ครึ่งท่อน เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายอาละวาดกะทันหัน

เฉิงเหยี่ยพยักหน้า ส่งสัญญาณให้ต้าหลงปลดโซ่เหล็กที่พันธนาการท่อนบนของหวังชิงออก

เมื่อโซ่เหล็กหล่นลงพื้นเสียงดัง "ครืดคราด" หวังชิงก็ขยับไหล่เล็กน้อย ใบหน้ากลับปรากฏรอยยิ้มยินดี ไม่มีท่าทีหวาดกลัวของนักโทษเลยแม้แต่น้อย กลับดูสบายๆ เหมือนมาตามนัด

"เป้าหมายที่จับตาดูข้าคืออะไร" เฉิงเหยี่ยเข้าประเด็นทันที

"ท่านครับ ผมแค่มาดูเล่นๆ" หวังชิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย ยังคงเป็นคำพูดเดิมๆ ที่พูดซ้ำไปซ้ำมา น้ำเสียงเรียบเฉยราวกับกำลังพูดว่า "วันนี้อากาศดีจัง"

"ปากแข็งจริงๆ"

เฉิงเหยี่ยหัวเราะเบาๆ แล้วเปลี่ยนเรื่อง "ข้าสงสัยมาก ในเมื่อเจ้ามีแผนกับข้า ทำไมไม่ฉวยโอกาสตอนที่ข้าอยู่คนเดียวยิงปืนใส่ หรือไม่ก็วางระเบิดในห้องข้า อย่างน้อยที่สุด วางยาพิษก็ต้องทำเป็นใช่ไหม"

"เจ้าสามารถแฝงตัวเข้ามาในเขตกันชนได้อย่างเงียบเชียบ คงไม่ถึงกับหาปืนสักกระบอก ยาพิษสักห่อไม่ได้หรอกใช่ไหม"

"ท่านครับ ผมแค่..." หวังชิงกำลังจะพูดซ้ำคำเดิม แต่ถูกเฉิงเหยี่ยขัดจังหวะ

"แล้วเจ้าอยากดูอะไร"

"ผม..." หวังชิงเว้นช่วงเล็กน้อย เผยรอยยิ้มประหลาด "ผมอยากจะดูว่าความผิดปกติบนตัวท่านคืออะไร"

"แล้วเจ้าดูออกรึยังล่ะ"

"ยังเลยครับ" หวังชิงรีบส่ายหน้า "ดังนั้นผมถึงต้องดูอีก ดูให้ชัดเจนกว่านี้"

"ได้สิ แล้วเจ้าต้องดูยังไงล่ะ" เฉิงเหยี่ยลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าหวังชิง มองเขาจากมุมสูง

กึก

ตอนที่ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือน้อยกว่าครึ่งเมตร สีหน้าของหวังชิงก็พลันชะงักงัน เหมือนกับเครื่องจักรที่ค้างไปสองวินาที จากนั้นแววตาก็กลับมาเลื่อนลอยอีกครั้ง เริ่มพูดวนประโยคเดิมๆ "ท่านครับ ผมแค่มาดูเล่นๆ..."

เฉิงเหยี่ยกลับไปนั่งที่เดิมอย่างครุ่นคิด โบกมือให้ต้าหลง "เปลี่ยนคน"

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ต้าหลงทยอยนำอีกสามคนเข้ามาสอบสวน

แต่ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับชายฉกรรจ์หน้าตาบูดบึ้ง หรือชายวัยกลางคนแววตาอำมหิต หรือคนที่ดูเหมือนกรรมกรระดับล่าง คำตอบของทั้งสี่คนก็เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน

แค่มาดูเล่นๆ อยากจะดูความผิดปกติบนตัวท่าน

พอถูกซักถามรายละเอียด ก็จะเกิดอาการ "ค้าง รีสตาร์ท" เหมือนกับหวังชิง แล้วกลับไปพูดวนซ้ำเหมือนเดิม

"ท่านครับ... ต้องลงโทษไหมครับ" ต้าหลงเห็นเฉิงเหยี่ยนั่งเงียบไป ก็อดไม่ได้ที่จะเสนอเสียงเบา

"ไม่ต้อง นี่อาจจะเป็นการล้างสมองสะกดจิตแบบพิเศษ ต้องใช้วิธีพิเศษแก้ไข"

เฉิงเหยี่ยส่ายหน้าเบาๆ สายตาจับจ้องไปที่หน้าต่างบนแผงควบคุม

เหมือนกับตอนที่เพิ่งจับมาใหม่ๆ ไม่มีผิด ระดับความร่วมมือของทั้งสี่คนยังคงเป็น 100% ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย

ไม่ว่าเขาจะถามอย่างไร เปลี่ยนจังหวะอย่างไร ระดับความร่วมมือหลังจากที่ทั้งสี่คนรีสตาร์ทก็ยังคงเดิม เหมือนกับโปรแกรมที่ตั้งค่าไว้แล้ว จำได้แค่คำตอบเดียวคือ "มาดูเล่นๆ"

เป็นนักฆ่าเหมือนกับอาจารย์เถียนเหรอ

หรือว่าถูกผู้พิทักษ์ปณิธานเหนือธรรมชาติที่เชี่ยวชาญการควบคุมจิตใจควบคุมอยู่

หรือว่าติดเชื้อแหล่งแพร่เชื้อพิเศษบางอย่างที่สามารถบิดเบือนสติสัมปชัญญะได้

ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนก็ตาม ถ้าสามารถหาวิธีที่ทำให้คนคงระดับความร่วมมือ 100% แบบนี้ได้ ต่อไปการสืบค้นก็จะง่ายขึ้นมาก

คิดอยู่ครู่หนึ่ง เฉิงเหยี่ยไม่ได้รีบหาคนมาสอบถามทันที และไม่ได้พยายามใช้การสืบค้นข้อมูลเพื่อเปิดทาง

แต่เขากลับหยิบซินหั่วทงในกระเป๋าเป้ออกมา เริ่มลองค้นหาว่ามีข้อมูลที่เกี่ยวข้องหรือไม่

หลังจากคุ้นเคยมาหลายวัน เขาก็พบข้อดีของสิ่งนี้แล้ว

ไม่เพียงแต่สามารถค้นหาสิ่งของที่ไม่รู้ที่มาได้ ยังสามารถตั้งคำถามตามบริบทได้ด้วย

ตรรกะการประมวลผลข้อมูลภายใน แข็งแกร่งกว่าเครื่องสื่อสารมาก

ตัวอย่างเช่นตอนนี้

เฉิงเหยี่ยพิมพ์ลงในช่องค้นหา "เจอผู้ถูกสอบสวนเอาแต่พูดซ้ำๆ ว่า 'ท่านครับ ผมแค่มาดูเล่นๆ' มันเป็นสถานการณ์อะไร"

หน้าจอแสดงข้อความแจ้งเตือนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว "ไม่พบข้อมูลที่ตรงกัน โปรดเพิ่มข้อมูลสำคัญเพิ่มเติม"

เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง เรียบเรียงภาษาใหม่ แล้วพิมพ์คำอธิบายที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น "ระหว่างการสอบสวน ผู้ถูกสอบสวนไม่ว่าจะถูกถามอะไร ก็จะตอบซ้ำๆ ด้วยวลีเดิม เมื่อแตะถึงข้อมูลสำคัญจะเกิดอาการ 'ค้าง รีสตาร์ท' หลังจากฟื้นตัวก็จะพูดซ้ำวลีเดิมต่อไป นี่เป็นสถานการณ์อะไร"

ครั้งนี้ ช่องค้นหาไม่ได้ให้คำตอบโดยตรง แต่กลับมีกล่องโต้ตอบเสริมข้อมูลเด้งขึ้นมา

แจ้งให้เขาเพิ่มรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม

"เฮ้ ใช้ดีแฮะ"

เฉิงเหยี่ยส่ายหัวไปมา เพิ่มรายละเอียดการสอบสวนทั้งหมดเข้าไป

คลิกส่งข้อมูล หน้าจอของซินหั่วทงก็กะพริบสองสามที แถบความคืบหน้าค่อยๆ เลื่อนขึ้น

ครึ่งนาทีต่อมา ตรงกลางหน้าจอในที่สุดก็มีคำนามสีดำตัวหนาเด้งขึ้นมา

【ผิงไห่โหลว】

"เฮ้ เป็นองค์กรจริงๆ ด้วยเหรอ"

เฉิงเหยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย สไตล์ชื่อขององค์กรนี้ ช่างคล้ายกับองค์กรที่อาจารย์เถียนเคยพูดถึงก่อนหน้านี้ ที่เขาเคยเข้าร่วมอยู่

ซานไห่โหลว ผิงไห่โหลว...

หรือว่า ทั้งสองจะเป็นองค์กรพี่น้องกัน

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 168 - ระดับความร่วมมือผิดปกติ ผิงไห่โหลว (ตอนฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว