เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24 สือเสี่ยวไป๋ไม่ใช่ความหวังของทีมสีแดง

บทที่ 24 สือเสี่ยวไป๋ไม่ใช่ความหวังของทีมสีแดง

บทที่ 24 สือเสี่ยวไป๋ไม่ใช่ความหวังของทีมสีแดง


บทที่ 24 สือเสี่ยวไป๋ไม่ใช่ความหวังของทีมสีแดง

 

ได้ยินชื่อตัวเองออกมาจากปากของเย่เจียเฉวียน มีศักดิ์เป็นถึงหัวหน้าทีมสีแดง ใบหน้าสือเสี่ยวไป๋ก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง จนเกือบจะหลุดปากถามออกไปว่า “ข้า ไปเป็นหัวหน้าทีมสีแดงตอนไหน?” แต่เห็นความเลื่อมใสศรัทธาอย่างจริงใจในสายตาของเย่เจียเฉวียนอย่างชัดเจน สือเสี่ยวไป๋ก็ฉุกคิดวิธีอื่นขึ้นมา

 

“นี่เป็นผู้ศรัทธาข้าคนแรกในโลกนี้เชียวนะ! ไม่ได้ ข้าต้องทดสอบความจงรักภักดีของเขาเสียหน่อย!”

 

เมื่อสือเสี่ยวไป๋คิดเช่นนี้ ก็แสร้งทำหน้าสงสัย เอ่ยถามว่า “สือเสี่ยวไป๋เป็นใคร? เก่งขนาดนั้นเลย?”

 

“นี่ท่านไม่รู้จักสือเสี่ยวไป๋ได้ยังไง?” เย่เจียเฉวียนหลุดแสดงอาการตกใจออกมา ราวกับว่าการที่มีคนไม่รู้จักสือเสี่ยวไป๋เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่ออย่างยิ่ง

 

ครู่หนึ่ง ท่าทางซื่อๆ ของเย่เจียเฉวียนก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม พูดอย่างจริงจังว่า “ท่านหัวหน้าทีมสือเสี่ยวไป๋ เป็นผู้ที่ถูกลิขิตให้สะเทือนเซี่ยกั๋ว ไม่สิ เป็นผู้ที่ถูกลิขิตให้สั่นสะเทือนวงการสุดยอดอัจฉริยะทั่วโลก!”

 

ในใจของสือเสี่ยวไป๋พยักหน้าเห็นด้วยไม่หยุด แอบพูดในใจว่ากระทิงเหล็กตัวนี้ดูโง่ๆ ซื่อๆ แต่ที่จริงแล้วก็ฉลาดเหมือนกันนะเนี่ย รู้ว่าเขาสือเสี่ยวไป๋เป็นผู้ที่ถูกลิขิตให้สั่นสะเทือนโลกใบนี้ เซนส์เจ้านี่ดีกว่าคนอื่นตั้งเยอะ!

 

สือเสี่ยวไป๋รู้สึกมีความสุขมาก แต่ยังไม่สมใจซะเท่าไหร่ จึงทำหน้าไม่อยากจะเชื่อพลางพูด “เก่งขนาดนั้นเลย?”

 

“แน่สิ!”

 

ใบหน้าของเย่เจียเฉวียนพลันแสดงอาการร้อนใจ เกาหัวแกรกๆ เริ่มบรรยายข้อดีของไอดอลในดวงใจ “ระดับสติปัญญาหรือยีนพลังจิตพิเศษของท่านหัวหน้าทีมสือเสี่ยวไป๋ล้วนอยู่ในระดับ S แถมยังมีสัมผัสเทพด้วย! เป็นเด็กใหม่ที่คะแนนสูงที่สุดในรุ่นนี้ ในการทดสอบความสามารถท่านหัวหน้าสือเสี่ยวไป๋จงใจอ่อนข้อให้ ถ้าท่านหัวหน้าสือเสี่ยวไป๋เอาจริงสักหน่อย จะต้องเป็นเด็กใหม่ระดับ S+ แน่! ท่านหัวหน้าสือเสี่ยวไป๋เป็นอัจริยะระดับโลก!”

 

สือเสี่ยวไป๋ได้ฟังก็รู้สึกว่าเย่เจียเฉวียนเป็นเพชรในตมที่ยากจะพบเจอ เป็นคนที่มีทักษะในการพูดความจริง! ในใจสือเสี่ยวไป๋พึงพอใจมาก แต่ภายนอกยังคงตีหน้าถามต่อไปว่า “แค่นี้หรอ?”

 

เมื่อเห็นว่าไอดอลของตัวเองไม่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น เย่เจียเฉวียนก็เริ่มร้อมใจ จนเกาหัวไม่หยุด ครุ่นคิดหาทางหว่านล้อมหนุ่มน้อยตรงหน้า ให้หนุ่มน้อยเชื่อว่า “หัวหน้าทีมสือเสี่ยวไป๋เป็นอัจฉริยะยอดความสามารถคนหนึ่ง” ไม่นาน เย่เจียเฉวียนเหมือนจะคิดอะไรออก ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็นสีแดง แขนขาเกร็ง ท่าทางไม่เป็นธรรมชาติอย่างเห็นได้ชัด

 

“คือว่า...หัวหน้าทีมสือเสี่ยวไป๋ เป็นผู้ชายของรุ่นพี่หลีจื่อ!”

 

เย่เจียเฉวียนกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “รุ่นพี่หลีจื่อเป็นคุณหนูของตระกูลวังทักษิณ เป็นลูกศิษย์เพียงคนเดียวของอาจารย์อีเฉวียน และยังเป็นพอนทัสแห่งมหาสมุทรของรุ่นนี้อีกด้วย และท่านหัวหน้าสือเสี่ยวไป๋ก็ได้พิชิตรุ่นพี่หลีจื่อแล้ว!”

 

เมื่อคำกล่าวนี้ออกมา สือเสี่ยวไป๋ก็อึ้งไปแวบหนึ่ง

 

“ยัยซาดิสม์เป็นคนของข้าจริง ก็คงจะถือว่าข้าได้พิชิตยัยซาดิสม์แล้วล่ะมั้ง?”

 

ใจสือเสี่ยวไป๋คิดเช่นนี้ แต่ก็รู้สึกว่าวิธีการพูดของเย่เจียเฉวียนมีอะไรแปลกๆ แต่ก็บอกไม่ถูกว่าแปลกตรงไหน แต่ความรู้สึกดีแปลกๆ ที่อธิบายไม่ได้กลับเต็มตื้นไปทั้งร่างอย่างไม่อาจยับยั้ง ตื่นเต้นซะจนสือเสี่ยวไป๋ขนลุกไปทั้งตัว

 

“ใช้ได้ ใช้ได้ นี่สิถึงจะเป็นผู้ศรัทธาที่ดีของข้า แต่ว่าข้าน่าจะขุดค้นความศรัทธาของเขาให้ลึกอีกหน่อย!”

 

เมื่อสือเสี่ยวไป๋ตั้งใจแล้ว ก็แสร้งทำเป็นรำคาญใจ “มีอีกไหม?”

 

เย่เจียเฉวียนตาโต นิ่งไปครู่หนึ่ง สูดหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง พูดเสียงสูงว่า “หัวหน้าทีมสือเสี่ยวไป๋เคยกล่าวว่า ‘บนโลกใบนี้ไม่มีอัจฉริยะ มีแต่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้น!” เมื่อคำพูดให้กำลังใจเช่นนี้ออกมาจากปากอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่อย่างเขา ขะ-ข้าซึ้งใจอย่างมาก! ข้าไม่ใช่อัจฉริยะอะไร ข้ามันซื่อบื้อ ข้าทำได้แค่พยายาม พยายาม และพยายามต่อไปไม่หยุด เพราะฉะนั้น...ข้าถึงได้ซาบซึ้งใจมากจริงๆ!”

 

คำพูดซื่อๆ แต่จริงใจออกมาจากปากของหนุ่มนักกล้ามซื่อบื้อ เหมือนว่าจะเปิดเผยความเคารพนบนอบ ความนับถือในใจออกมาจนหมดเปลือก

 

“ข้านี่ยอดเยี่ยมจริงๆ คำพูดพล่อยๆ ประโยคเดียวก็มีอิทธิพลต่อผู้คนนับไม่ถ้วน!”

 

ความพึงพอใจแล่นริ้วในใจของสือเสี่ยวไป๋แทบจะระเบิดออกมา จนยากที่จะรักษาความนิ่งบนใบหน้าไว้ได้

 

เย่เจียเฉวียนจอมทึ่มไม่ทันสังเกตท่าทางผิดปกติของหนุ่มน้อยตรงหน้า เห็นว่าหนุ่มน้อยนิ่งงันไม่พูดไม่จา ยังคิดว่าวาทะศิลป์ของตัวเองนั้นย่ำแย่ ไม่สามารถหว่านล้อมเขาได้ เย่เจียเฉวียนหวังอย่างจริงใจว่าหนุ่มน้อยจะสามารถเข้าร่วมทีมสีแดงเป็นเพื่อนร่วมทีมของเขาได้ ไม่ใช่ในฐานะคู่แข่ง แต่เขาก็รู้ซึ้งดีถึงความห่างชั้นระหว่างสองทีม จึงไม่รู้ว่าจะหว่านล้อมหนุ่มน้อยอย่างไรดีแล้ว เขาได้แต่ทำหน้าหนาอ้างชื่อหัวหน้าทีมสือเสี่ยวไป๋ คิดไม่ถึงว่าแม้แต่หัวหน้าทีมสือเสี่ยวไป๋ก็ไม่มีประโยชน์

 

เย่เจียเฉวียนยอมแพ้แล้ว แต่เขายังอยากจะพยายามเป็นครั้งสุดท้าย จึงเอ่ยอย่างจริงจังว่า “ตอนนี้ทีมสีแดงอ่อนกว่าทีมสีฟ้าเป็นเรื่องจริง แต่ทั้งหมดนี้เป็นแค่เรื่องชั่วคราวเท่านั้น! เพราะว่าหัวหน้าทีมสือเสี่ยวไป๋ก็เหมือนท่าน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้มาเข้าร่วมการอบรมเด็กใหม่! ข้าเชื่อว่า ขอเพียงหัวหน้าทีมสือเสี่ยวไป๋ปรากฏตัว ทีมสีแดงจะต้องสามารถเอาชนะทีมสีฟ้าได้แน่! ข้าพูดไม่ค่อยเก่ง! แต่ข้าหวังว่าท่านจะเข้าร่วมทีมสีแดงได้จริงๆ!”

 

“หัวหน้าทีมสือเสี่ยวไป๋จะไม่ทำให้ทุกคนในทีมสีแดงผิดหวังแน่นอน! ข้ารับรอง!” เย่เจียเฉวียนตบอกอย่างแรง จนเกิดเสียงดังป้าบ

 

ได้ฟังถ้อยคำจริงใจ สือเสี่ยวไป๋ก็ซาบซึ้งใจอย่างมาก

 

“เห้อ นี่สิถึงจะเป็นผู้เลื่อมใสศรัทธาตัวจริง ข้าทนจะทดสอบเขาต่อไปไม่ไหวแล้ว ดูท่าว่าคงถึงเวลาที่ข้าจะเผยฐานะที่แท้จริงเสียแล้ว!”

 

สือเสี่ยวไป๋คิดว่าเวลาที่เหมาะสมมาถึงแล้ว เขาเตรียมที่จะเผยตัวตนกับเย่เจียเฉวียน ว่าเขานั่นแหละคือสือเสี่ยวไป๋ เขาจะต้องนำทีมสีแดงสยบทีมสีฟ้าจนเป็นผุยผง!

 

“ที่จริงข้า…”

 

เวลานี้เอง เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นขัดจังหวะคำพูดของสือเสี่ยวไป๋!

 

“ให้สือเสี่ยวไป๋มาก็ไม่มีประโยชน์ ฉันคิดว่าเขาไม่มาเลยจะดีซะกว่า”

 

สือเสี่ยวไป๋พูดไปได้ครึ่งหนึ่งก็ถูกเสียงนี้ทำให้ตกใจจนกลืนคำกลับลงไป ที่ตกใจไม่ใช่เพราะความนัยเสียดสีที่แฝงอยู่ แต่เพราะเสียงนี้อยู่ใกล้เกินไป สือเสี่ยวไป๋หันมองตามทิศทางของเสียง หรี่ตามองโดยอัตโนมัติ เห็นเพียงข้างกายอันสูงใหญ่ของเย่เจียเฉวียน มีหนุ่มน้อยผมเงินอายุไล่เลี่ยกับเขามายืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

 

หนุ่มน้อยผมเงินคนนั้นยืนอยู่กลางแสงแดด รูปร่างผอมบางเหมือนสือเสี่ยวไป๋ ผิวขาวราวหิมะ ใบหน้าหล่อเหลา สวมเสื้อแขนสั้นสีเทาและกางเกงขาสั้นสีฟ้า มือทั้งสองสอดอยู่ในกระเป๋ากางเกง เอนกายไปด้านหลังเล็กน้อย มุมปากเหมือนยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม

 

สือเสี่ยวไป๋กะพริบตาอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ได้ตาฝาด ในใจรู้สึกพรั่นพรึง เพราะการปรากฎตัวของหนุ่มน้อยคนนี้กะทันหันเกินไปจริงๆ จากด้านหลังห้องเหล็กถึงกำแพงสูงล้อมรอบห้องมีระยะห่างราวสิบเมตร กระโดดข้ามทางเดินที่ไม่กว้างเท่าไหร่นักนี้ หากคิดจะเข้ามาที่นี่ก็ต้องกระโดดลงมาจากกำแพงสูงไม่ก็ด้านบนของห้องเหล็ก ไม่เช่นนั้นคงไม่อาจคลาดสายตาของสือเสี่ยวไป๋ไปได้ อย่างไรก็ตามหากกระโดดลงมาจากด้านบนจะต้องเกิดเสียงที่ไม่เบาแน่

 

แต่หนุ่มน้อยคนนี้ราวกับว่าปรากฏตัวออกมาจากความว่างเปล่า ไม่ได้ลงมาจากกำแพงสูงหรือด้านบนของห้อง และก็ไม่ได้เดินเข้ามาจากปลายทางเดิน ราวกับว่าเขาอยู่ที่นี่มาตลอด ราวกับว่าก่อนที่จะพูดประโยคนี้ขึ้น เขาได้ยืนอยู่ข้างๆ เย่เจียเฉวียนมาโดยตลอด ทั้งยังยืนอยู่ใต้แสงแดดอีกด้วย!

 

เขาปรากฏตัวที่นี่ได้ยังไงกันแน่? หรือว่าเขาเทเลพอร์ตมา?

 

“สือเสี่ยวไป๋เปลี่ยนชะตากรรมของทีมสีแดงที่ต้องพ่ายแพ้ไม่ได้หรอก ไม่ว่าสือเสี่ยวไป๋จะอัจฉริยะขนาดไหน เขาในตอนนี้เป็นเพียงผู้อ่อนแอ ผู้อ่อนแอที่ไร้พละกำลังและความสามารถ

 

หนุ่มน้อยผมเงินอธิบายอย่างเรียบเฉย ไม่แฝงอารมณ์อื่ินใด ราวกับว่ากำลังบรรยายเรื่องจริงเรื่องหนึ่งอย่างภววิสัย[1]

 

“สือเสี่ยวไป๋ ไม่ใช่ความหวังของทีมสีแดง”

 

 

[1] ภววิสัย หมายถึง การมองโลกในมุมกว้างบนพื้นฐานของความเป็นจริง ซึ่งตรงข้ามกับอัตวิสัย หรือการยึดเอาตนเองเป็นศูนย์กลางเป็นที่ตั้ง

จบบทที่ บทที่ 24 สือเสี่ยวไป๋ไม่ใช่ความหวังของทีมสีแดง

คัดลอกลิงก์แล้ว