เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน

บทที่ 10 คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน

บทที่ 10 คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน


บทที่ 10 คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน

 

หนุ่มผมทองทำท่าทางโอ้อวดราวกับว่ากำลังประกาศความสูงส่งของตัวเอง ในขณะเดียวกันเขาก็พิจารณาท่งทางของสือเสี่ยวไป๋ พบว่าใบหน้าหล่อเหลานั้นแสดงความประหลาดใจและชื่นชม

 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้หนุ่มผมทองผิดหวังก็คือ สือเสี่ยวไป๋เอียงหัวถามอย่างสงสัยว่า “ผู้มีพลังจิตพิเศษ...คืออะไรหรอ?”

 

หนุ่มผมทองชะงักไปครู่หนึ่ง มองสือเสี่ยวไป๋อย่างพิจารณา พบว่าสือเสี่ยวไป๋ไม่เหมือนคนที่กำลังแกล้งโง่เลยแม้แต่น้อย จึงพูดเย้ยหยัน “ที่แท้ก็เป็นแค่เต่าที่แม้แต่ผู้มีพลังจิตพิเศษคืออะไรก็ยังไม่รู้ หลี่จือแห่งวังทักษิณใช้โอกาสนี้เสนอชื่อให้นายช่างเสียเปล่าจริงๆ ช่างเป็นสตรีที่โง่เขลา สตรีที่โง่เขลาเช่นนี้ไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะเป็นพอนทัส ข้อนี้ฉันจะเป็นคนพิสูจน์ให้ [ ไกอา ] เห็นเอง”

 

เมื่อหนุ่มผมทองพูดจบก็หันตัวกลับตรงไปยังที่นั่งของตัวเอง สือเสี่ยวไป๋กำลังอยากจะพูดอะไรสักหน่อย เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นมาเข้าหูอีกครั้ง

 

“นี่นายไม่รู้จริงหรือแกล้งไม่รู้?”

 

สือเสี่ยวไป๋หันกลับไปตามเสียง พบเด็กชายที่เป็นเด็กใหม่เหมือนกันกับเขา นั่งอยู่ด้านหลังเขา

 

“ข้าไม่พูดปด”

 

สือเสี่ยวไป๋ไม่รู้จริงๆ ว่าผู้มีพลังจิตพิเศษคืออะไร ในความทรงจำคลับคล้ายคลับคลาว่าหลี่จือเคยพูดคำนี้ แต่ตอนนั้นเขาสนใจเพียงว่าตัวเองจะเป็นฮีโร่ได้หรือไม่ เลยไม่ได้สนใจว่าหลี่จือพูดถึงอะไรกันแน่ ตอนที่เขาเพิ่งมาถึงโลกนี้ก็ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับผู้มีพลังจิตมาบ้าง แต่ผู้มีพลังจิตพิเศษเขาไม่รู้เลยแม้แต่น้อย

 

“งั้นเดี๋ยวนายก็ได้รู้แล้วหล่ะ”

 

ในเสียงเยาว์วัยของเด็กชายแฝงด้วยความจริงจัง สือเสี่ยวไป๋ฟังออกแม้กระทั่งความไม่พอใจบางเบาในน้ำเสียง “ผู้มีพลังจิตพิเศษคือสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกสิ้นหวัง”

 

สิ้นหวัง คำนี้ไม่ใช่คำที่จะพูดออกมาพล่อยๆ เพราะว่าความสิ้นหวังจะทำให้มนุษย์รู้สึกว่าแม้แต่คำพูดก็ไม่สามารถพูดออกมาได้

 

สือเสี่ยวไป๋คิดแล้วก็ยิ้มออกมา

 

“ดีเลยข้าถนัดต่อต้านความสิ้นหวัง”

 

......

 

ผู้อาวุโสอธิบายความสำคัญของการเสนอชื่อแก่หัวหน้าเด็กรุ่นใหม่ทั้งสี่ท่านทางด้านขวามืออีกครั้ง แนะนำว่าหากทั้งสี่ยังไม่มั่นใจทางที่ดีก็ให้เสนอชื่อคนใหม่ พบว่าทั้งสี่ไม่สนใจความหวังดีของเขา ผู้อาวุโสได้แต่ลอบถอนหายใจ จงใจมองไปที่หลี่จือแห่งวังทักษิณทีหนึ่ง แล้วเริ่มต้นประกาศกฎกติกา

 

“คะแนนวัดระดับเด็กใหม่แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นการประเมินระดับสติปัญญา ช่วงที่สองเป็นการประเมินความสามารถ การประเมินสติปัญญาจะเริ่ม ณ บัดนี้ เชิญเด็กใหม่ [ ผู้คุมกฎ ] หยางหยางขึ้นเวที”

 

เมื่อผู้อาวุโสกล่าวจบ เด็กผู้ชายที่นั่งฝั่งซ้ายก็ยืนขึ้น มือทั้งสองสั่นเทาเล็กน้อย แสดงถึงความตื่นเต้นได้อย่างสมวัย หลังจากนั้นเขาสูดหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้งแล้วเดินขึ้นไปบนเวที

 

ฟางชิงซาน ชายหนุ่มหน้าตาดีฝั่งที่นั่งด้านขวามองไปทางชายหนุ่มรูปร่างบึกบึนแล้วถามขึ้น “หยางหยางคนนี้น่ะหรอที่ [ ผู้คุมกฎ ] อย่างพวกนายหวังว่าจะชิงเอาตราพระราชาของเด็กใหม่ระดับ A ของปีนี้ไปได้?”

 

จ้าวซง ชายหนุ่มรูปร่างกำยำเกาหัวอย่างซื่อๆ ดูไม่มีพิษภัย แต่น้ำเสียงกลับทุ้มต่ำมีพลัง “เมล็ดพันธุ์ชั้นดี”

 

เมื่อหยางหยางเดินเข้าสู่กลางเวที ทันใดนั้นก็มีตู้เหล็กสี่เหลี่ยมค่อยๆ ผุดลอยขึ้นมาจากบนพื้น คล้ายกับว่ามีตู้โทรศัพท์โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน

 

“เข้าไป” ผู้อาวุโสหน้าตาไร้ความรู้สึกพูดขึ้น ขณะนั้น ด้านหนึ่งของตู้เหล็กสี่เหลี่ยมก็เปิดออกอย่างช้าๆ โครงสร้างด้านในมีความซับซ้อนปราณีต ด้านในมีพื้นที่ว่างพอสำหรับหนึ่งคนเท่านั้น

 

หลังจากหยางหยางยกมือขึ้นคำนับผู้อาวุโสเรียบร้อยแล้วก็เดินเข้าไปด้านในตู้ ประตูตู้เหล็กปิดตามหลังเขาโดยอัตโนมัติ ตู้เหล็กที่เดิมดูอึมครึมไร้สีสันก็พลันมีแสงสีทองนวลตาสว่างออกมา

 

สือเสี่ยวไป๋มองอย่างไม่เข้าใจ ในใจเกิดความอยากรู้อยากเห็น ที่ด้านหนึ่งของกำแพงโลหะสูงใหญ่ฝั่งที่ติดกับเวทีพลันปรากฏตัวอักษรเรืองแสงเป็นแถวๆ ขึ้น ด้านหน้าของกำแพงทั้งหมดมองไปก็ดูคล้ายกับงานแสดงคริสตัลขนาดใหญ่

 

ตัวอักษรปรากฏขึ้นทีละแถวจากบนลงล่างเปล่งแสงระยิบระยับ สือเสี่ยวไป๋มองดูตัวเลขที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆจนตาลาย

 

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ด้านบนสุดของกำแพงก็ปรากฏข้อความบรรทัดหนึ่ง “ระดับสติปัญญา : A+”

 

“ไม่เลว” แววตาผู้อาวุโสฉายประกายยินดี เอ่ยปากชมมาคำหนึ่ง แต่ดวงตายังคงจับจ้องอยู่ที่ตัวหนังสือที่ส่องแสงระยิบระยับบนกำแพงโลหะ ไม่เพียงแค่ผู้อาวุโสเท่านั้น ทุกคนในที่นี้นอกจากสือเสี่ยวไป๋แล้ว ต่างก็กำลังเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงบนกำแพงโลหะอย่างใจจดใจจ่อ เหมือนว่ากำลังรอคอยสิ่งที่สำคัญกว่านี้

 

จนกระทั่ง ด้านบนสุดของกำแพงปรากฏข้อความอีกแถวหนึ่ง “ยีนพลังจิตพิเศษ : ไม่พบ”

 

หลังจากข้อความนี้ปรากฎ นอกจากสือเสี่ยวไป๋แล้วสายตาของทุกคนต่างเลิกสนใจอย่างพร้อมเพรียงกัน ตัวหนังสือบนกำแพงโลหะก็หยุดส่องประกายระยิบระยับ

 

“ระดับสติปัญญาเทียบกับเด็กใหม่ในหลายปีมานี้ถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้า” ผู้อาวุโสกล่าวนิ่งๆ

 

หยางหยางออกมาจากตู้เหล็ก ดูจากภายนอกไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไร หันไปพยักหน้ากับผู้อาวุโสเล็กน้อย เดินกลับมายังที่นั่งเงียบๆ

 

“ระดับสติปัญญา : A+ เก่งจริงๆ เลยน้า~” หนุ่มผมทองพูดด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาด สีหน้าของหยางหยางพลันเปลี่ยนไปทันที

 

“อิจฉาจังเลย ระดับสติปัญญา A+ เยว่เอ๋ออยากได้บ้าง...งื๊อๆ” เด็กสาวน่ารักทำปากยื่นคล้ายเด็กเล็กๆ เขม่นมองไปยังหยางหยาง

 

นัยต์ตาของหยางหยางฉายประกายชั่วร้ายวูบหนึ่ง ก้มหน้านั่งลงบนที่นั่งเงียบๆ ไม่พูดจา

 

ในเวลานี้เอง เสียงผู้อาวุโสก็ดังขึ้นอีกครั้ง

 

“เด็กใหม่ของ [ ผู้ไร้กฎ ] จงเยว่เอ๋อ”

 

เด็กสาวยิ้มดีใจ เดินกระโดดโลดเต้นไปทางเวที ราวกับทนรอไม่ไหวที่จะได้เข้าไปในตู้เหล็ก เหมือนว่ากำลังจะได้เล่นเกมน่าสนุกเกมหนึ่่ง

 

ตัวอักษรแสงบนกำแพงโลหะเริ่มส่องประกายระยิบระยับ ไม่นานด้านบนสุดของกำแพงก็ปรากฏข้อความแรก “ระดับสติปัญญา : D-”

 

หลังจากที่สือเสี่ยวไป๋แอบเทียบระดับ A+ และ D- ในใจ ก็เกิดเข้าใจเหตุผลที่จงเยว่เอ๋อเขม่นมองหยางหยางขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมท่าทางของหยางหยางถึงได้จริงจังนัก

 

ขณะนี้ อีกข้อความหนึ่งได้ปรากฏขึ้น “ยีนพลังจิตพิเศษ : F”

 

“ดี!” ผู้อาวุโสที่เดิมมีหน้าตาไร้อารมณ์ก็ยิ้มอย่างยินดีขึ้นมา ชายหญิงวัยกลางคนด้านข้างก็พยักหน้าไม่หยุด เหมือนว่าจะพึงพอใจ

 

ฟางชิงซานมองจ้าวซง ยิ้มน้อยๆ แล้วพูดว่า “จงเยว่เอ๋อคนนี้อยู่แค่อันดับที่สามของเด็กใหม่ [ ผู้ไร้กฎ ] รุ่นนี้”

 

ใบหน้าจ้าวซงผู้ซื่อตรงนิ่งลึก ไม่นานก็กล่าวอย่างจริงจังว่า “หยางหยางเป็นที่หนึ่งใน [ ผู้คุมกฎ ]”

 

ฟางชิงซานคล้ายกับว่าได้หมดความสนใจไปในพริบตาเดียว หันกลับไม่ต่อความอีก หมัดของจ้าวซงกำแน่น ผ่อนลมหายใจหนักๆเฮือกหนึ่ง

 

ในเวลานี้เอง ตัวอักษรบนกำแพงโลหะได้หายไป เหลือเพียงตัวอักษรใหญ่ ๆ สองบรรทัด

 

[ อันดับ 1 : จงเยว่เอ๋อ, ระดับสติปัญญา : D-, ยีนพลังจิตพิเศษ : F ]

 

[ อันดับ 2 : หยางหยาง, ระดับสติปัญญา : A+, ยีนพลังจิตพิเศษ : ไม่พบ ]

 

เด็กสาวได้ออกมาจากตู้เหล็กแล้ว เดินกระโดดโลดเต้นกลับมาที่นั่ง ขณะที่เดินผ่านหยางหยาง ก็ทำหน้าแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “หึ เยว่เอ๋อเก่งกว่านาย”

 

หยางหยางนิ่งเงียบ หัวไหล่สั่นเล็กน้อย

 

หนุ่มผมทองกล่าวล้อเลียนขึ้นว่า “เข้าใจหรือยัง? นี่คือความแตกต่างของความยิ่งใหญ่ระหว่างผู้มีพลังจิตพิเศษกับผู้มีพลังจิตอันต่ำต้อย ต่อให้ระดับสติปัญญาจะสูงแค่ไหน ยีนระดับต่ำที่สุดของผู้มีพลังจิตพิเศษก็แก้ไขทั้งหมดได้ ไม่ว่าระดับสติปัญญาจะสูงส่งเท่าไหร่ เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้มีพลังจิตพิเศษ ก็แค่ขยะ”

 

ตอนนี้เองที่ผู้อาวุโสประกาศ “ต่อไป เด็กใหม่ [ ผู้สร้าง ] ข่ายเหวิน”

 

หนุ่มผมทองหุบยิ้ม ยืดอกเดินไปที่เวที ขณะที่เดินผ่านสือเสี่ยวไป๋ แสยะยิ้มกล่าวว่า “คุณชายอย่างข้าจะบอกเจ้าเองว่า อะไรที่เรียกว่าคนเราเกิดมาไม่เท่ากัน”

 

----------

 

 

 

 

 

จบบทที่ บทที่ 10 คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน

คัดลอกลิงก์แล้ว