เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 ครอบครองโลกทั้งใบ

บทที่ 9 ครอบครองโลกทั้งใบ

บทที่ 9 ครอบครองโลกทั้งใบ


บทที่ 9 ครอบครองโลกทั้งใบ

 

“โอ้ว~ ในที่สุด ‘พอนทัส’ ที่อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์กับขยะชิ้นใหม่ที่เธอเก็บมาได้ก็มาถึงแล้ว!”

 

สือเสี่ยวไป๋ที่อยู่หน้าประตูได้ยินเสียงแหลมเล็กที่เต็มไปด้วยน้ำเสียงเสียดสี แต่เพียงครู่เดียวก็ได้ยินเสียงใสดั่งระฆังของหลี่จือโต้กลับ

 

“หึ พอนทัสที่อ่อนแอที่สุด ก็ยังคงเป็นพอนทัสที่ขยะบางตัวเป็นไม่ได้ เลยทำได้แค่อิจฉาตาร้อน เอาแต่เห่าเป็นสุนัขจรจัด”

 

“อะไรนะ เธอด่าใครว่าเป็นสุนัขจรจัดห๊า ที่เธอได้เป็นพอนทัส ก็เพราะเป็นลูกศิษย์ของท่านอีเฉวียนไม่ใช่เหรอ ไม่เช่นนั้นดูจากลำดับผู้กล้าของเธอแล้วจะมาเป็นพอนทัสได้อย่างไร?”

 

“เหอะ ปัจจุบันอาจารย์อีเฉวียนก็รับฉันเป็นลูกศิษย์เพียงคนเดียว แค่นี้ก็อธิบายทุกอย่างแล้ว ลำดับผู้กล้าก็แค่ปัญหามาก่อนมาหลัง ไม่นานฉันก็จะข้ามหน้าสุนัขจรจัดแบบเธอแล้ว”

 

......

 

เสียงแหลมเล็กนั้นกับเสียงหลี่จือผลัดกันยิงโต้ตอบไปมา อบอวลไปด้วยกลิ่นดินปืน

 

สือเสี่ยวไป๋ก้าวเข้ามาด้านในอย่างเชื่องช้า พร้อมตกตะลึงกับฉากด้านในอยู่ครู่หนึ่ง พื้นที่ในห้องนั้นกว้างขวางมาก ประดับตกแต่งด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกแปลกตา ที่นั่งขนาดมหึมาสองแถวตั้งอยู่ทางด้านซ้ายและขวาของห้อง ตั้งวางไว้เหมือนขั้นบันไดจากด้างล่างขึ้นไป ที่นั่งด้านซ้ายมีคนนั่งกระจัดกระจายอยู่ 3 คน

 

และในเวลานี้กลางห้องมีคนทั้งสี่ยืนอยู่ หลี่จือกำลังทำสงครามน้ำลายกับผู้หญิงชุดแดงคนหนึ่ง มีชายหนุ่มอีกสองคนยืนอยู่ถัดไป คนหนึ่งรูปร่างหล่อเหลา สองแขนกอดอกด้วยท่าทางเพลิดเพลินเหมือนกำลังดูละครสนุกๆ อยู่ ส่วนอีกคนรูปร่างแข็งแรงกำยำ วาดมือทั้งสองไปมาไม่หยุด หน้าตาแสดงออกถึงความรำคาญเป็นอย่างมาก

 

ด้านในของห้องมีเวทีอันหนึ่งคล้ายเวทีโพเดี้ยมในห้องเรียน บนเวทีมีผู้อาวุโสสามคนนั่งอยู่ ชายสูงอายุหนึ่ง ชายวัยกลางคนหนึ่ง และหญิงวัยกลางคนอีกหนึ่ง พวกเขาต่างมองไปอีกทางดูแล้วไม่มีท่าทีจะห้ามปรามการทะเลาะของคนทั้งสองเลยแม้แต่น้อย

 

สือเสี่ยวไป๋เดินไปหาหลี่จืออย่างช้าๆ ราวกับว่าไม่มีใครเห็นการมาเยือนของเขา หรือพูดอีกอย่างว่าเห็นแต่ไม่มีใครสนใจการมาของเขา

 

และในเวลานี้เอง หญิงชุดแดงพลันกล่าวเสียงแหลม “พอแล้ว ใครจะไปรู้ว่าเธอกับท่านอีเฉวียนอาจจะทำธุรกิจสกปรกอะไรด้วยกันอยู่ก็ได้? ใครจะไปรู้บางทีเธออาจขายตัวแลกกับการได้เป็นลูกศิษย์ท่านอีเฉวียนก็ได้?”

 

เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ทำเอาคนทั้งลานเงียบไปหนึ่งวินาที

 

“เพี๊ยะ” เสียงฝ่ามือดังก้องกังวานขึ้น

 

“หุบปาก” เสียงสบถด่าทอหลายเสียงดังขึ้นพร้อมๆกัน

 

ผู้อาวุโสทั้งสามบนเวทีต่างพากันลุกขึ้นยืน

 

ชายวัยกลางคนกล่าวตำหนิ “มู่หงลี่ เธอรู้หรือไม่ว่าคนที่เอ่ยถึงนั้นเป็นใคร?”

 

หญิงวัยกลางคนกล่าวเสียงแหลม “ท่านอีเฉวียนเป็นคนที่เธอจะบังอาจวิจารณ์ได้อย่างนั้นหรือ?”

 

ชายสูงวัยกล่าวเสียงเคร่ง “ท่านอีเฉวียน ไม่ควรถูกสบประมาท”

 

หลี่จือที่สะบัดมือตบหน้าไปฉาดหนึ่งพลันระบายลมหายใจออกมา กล่าวเสียงเย็นชา “มู่หงลี่ กลับไปทบทวนให้ดีว่าตัวเองได้พูดอะไรออกไป

 

ใบหน้าขาวสวยของมู่หงลี่ประทับด้วยรอยฝ่ามือแดงจ้ำบวมเปล่ง นัยน์ตาใสคลอด้วยม่านน้ำตาชั้นหนึ่ง ก้มหน้ากล่าวเสียงสั่นเครือ “ฉัน...ฉันจะไปกล่าวขออภัยกับท่านอีเฉวียนด้วยตัวเอง”

 

จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมาจ้องยังหลี่จืออย่างเกลียดชัง กล่าวเสียงเย็นชา “แต่อย่างไรฉันก็ไม่มีทางยอมรับคุณสมบัติการเป็นพอนทัสของเธออย่างแน่นอน อีกอย่างอย่าได้ลืมการเดิมพันของเราเสียล่ะ”

 

มู่หงลี่กล่าวจบก็หันกายกลับ พลันเหลือบเห็นใบหน้าโง่เขลาของสือเสี่ยวไป๋ด้านหลังหลี่จือเข้า ก็พลอยเกลียดขี้หน้าเขาไปด้วย ถลึงตาร้ายกาจใส่เขาครั้งหนึ่ง แล้วจึงเดินกลับไปยังที่นั่งด้านขวาของห้องอย่างรวดเร็ว

 

หนุ่มหล่อส่ายหน้าอย่างค่อนข้างจะเสียดายแล้วเดินกลับไปยังด้านขวาของห้องเช่นเดียวกัน ตามมาด้วยชายหนุ่มร่างกำยำผู้นั้นก็พลอยส่ายหน้าติดตามไปเช่นกัน

 

“สาวน้อย เธอเดิมพันอะไรกับมารสาวชุดแดงอย่างนั้นหรือ?” สือเสี่ยวไป๋ขยับมาข้างกายหลี่จือพร้อมถามเสียงกระซิบ

 

“ไม่มีอะไร ก็แค่...การเดิมพันเล็กๆที่พูดพล่อยๆ” รอยยิ้มไม่เป็นธรรมชาติผุดขึ้นบนใบหน้าหลี่จือ พลางชี้ไปยังที่นั่งด้านซ้ายกล่าวว่า “นายไปนั่งตรงนั้นก่อนแปปนึง ทั้งสามคนนั่นเป็นเด็กใหม่เหมือนกับนายที่วันนี้จะต้องเข้าร่วมการทดสอบวัดระดับเด็กใหม่”

 

“อ้อ” สือเสี่ยวไป๋พยักหน้ารับคำ สาวเท้าเดินไปทางด้านซ้าย

 

หลี่จือมองเงาแผ่นหลังสือเสี่ยวไป๋ ปากขยับเหมือนคิดจะเอ่ยสิ่งใด แต่กลับไม่ยอมเอ่ยออกมา

 

และในตอนนั้นเอง สือเสี่ยวไป๋ที่เดินไกลไปพลันหยุดฝีเท้าลง พลางเอ่ยกล่าวโดยไม่หันหน้ามามอง

 

“สาวน้อย ข้าน่าเชื่อถืออย่างม๊ากมาก...ถึงมากที่สุดเลยเนาะ”

 

สือเสี่ยวไป๋พูดจบ ก็รีบสาวเท้าไปยังที่นั่งด้านซ้าย

 

“เฮอะ”

 

หลี่จือปล่อยเสียงหัวเราะเย้ยหยัน หันกายเดินไปยังที่นั่งด้านขวา ใบหน้าผุดรอยยิ้มน่าหลงใหล

 

......

 

สือเสี่ยวไป๋สับสนงุนงงเป็นที่สุด พอนทัสคืออะไร หลี่จือกับมารสาวชุดแดงทะเลาะกันเรื่องใด บรรยากาศแปลกประหลาดในห้องนี้มันเกิดปัญหาอะไรขึ้นกันแน่ สือเสี่ยวไป๋สับสนไปหมด

 

สือเสี่ยวไป๋คิดอยากจะถามใครสักคน เขากวาดสายตาดูเด็กใหม่สามคนที่เหลือบนที่นั่ง คนหนึ่งเป็นหนุ่มน้อยผมทองวัย12-13 อีกคนเป็นเด็กหนุ่มอายุราว18-19 ส่วนอีกคนเป็นเด็กสาวน่ารักอายุประมาณ 14-15

 

สัญชาตญาณสือเสี่ยวไป๋บอกให้เดินไปหาชายหนุ่มผมทอง แต่ก็ได้รับสายตาเหยียดหยามกลับมาในทันที เมื่อหันหน้าไปมองเด็กหนุ่มอีกคน เขาชูนิ้วกลางกลับมา พอจะเดินไปยังเด็กสาวน่ารัก เด็กคนนั้นก็ทำน่ายักษ์ใส่เขาเสียนี่

 

“พวกมนุษย์โง่เขลา กล้าเสียมารยาทกับข้าถึงเพียงนี้”

 

สือเสี่ยวไป๋แอบถอนหายใจ แล้วหาที่นั่งตามสบายแล้วนั่งลงไป สายตาจดจ้องไปยังคนทั้งสี่ที่ดูท่าไม่น่าจะประนีประนอมกันได้ทางที่นั่งด้านขวา

 

“ฝั่งซ้ายสี่คน ฝั่งขวาก็สี่คน หรือว่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกันงั้นหรือ?”

 

สือเสี่ยวไป๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สักพักก็รู้สึกหงุดหงิดรำคาญขึ้นมา “ไม่สนใจแล้ว ข้าจะใช้กลยุทธ์ทหารมาใช้ขุนพลต้านรับ น้ำมาใช้ดินต้าน[1]

 

เมื่อคนทั้งสองฝั่งต่างนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ผู้อาวุโสบนเวทีก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้งแล้วก้าวมาข้างหน้าสองสามก้าว ทำเสียงกระแอมไอ ครู่เดียวคนทั้งหมดก็มองไปยังเขา

 

“หลี่จือแห่งวังทักษิณ มู่หงลี่ จ้าวซง ฟางชิงซาน พวกเธอทั้งสี่แบ่งออกเป็นหัวหน้าเด็กใหม่ของหน่วย [ ผู้ทำลาย ] [ ผู้สร้าง ] [ ผู้คุมกฏ ] [ ผู้ไร้กฎ ] ทุกการกระทำและทุกคำพูดของพวกเธอจะมีผลกระทบต่อศักดิ์ศรีของหน่วยงานทั้งสี่โดยตรง ดังนั้น ในการเสนอชื่อเด็กใหม่ประจำปีพวกเธอจึงไม่ควรปล่อยปะละเลย”

 

ผู้อาวุโสกล่าวอย่างมีเหตุผลไม่หยุด ทันใดนั้นมองไปยังฝั่งขวาแล้วเปลี่ยนเรื่องพูดว่า “หลี่จือแห่งวังทักษิณ เด็กใหม่ที่เธอเสนอชื่อเมื่อปีก่อนทำให้องค์กรผิดหวังอย่างมาก ในปีนี้เธอไม่เพียงเป็นหัวหน้าเด็กใหม่แห่งหน่วย [ ผู้ทำลาย ] ทั้งยังเป็น พอนทัสแห่งมหาสมุทร หวังว่าเธอจะดูแลอย่างใกล้ชิดและจริงจัง อย่าให้องค์กรต้องผิดหวังอีก”

 

หลี่จือส่งเสียง “ชิ” ท่าทางอึดอัดใจ มู่หงลี่กลับทำปากหัวเราะเยาะใส่

 

ผู้อาวุโสกล่าวต่อ “กฎเดิม วันนี้หลังจากทำการจัดลำดับเด็กใหม่แล้ว จะทำการประกาศภายในองค์กร หน่วยที่ได้อันดับหนึ่งจะได้รับคะแนนบวกเพิ่ม อันดับสุดท้ายจะถูกหักคะแนน เพื่อเป็นกำลังใจในการแข่งขัน [ ไกอา ] จะมอบรางวัลให้กับผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด และลงโทษผู้ที่อ่อนแอที่สุดเช่นกัน”

 

เมื่อสือเสี่ยวไป๋ได้ฟังคำประกาศของผู้อาวุโสก็จมดิ่งไปในห้วงความคิด พลันเหลือบเห็นว่าหนุ่มผมทองกำลังเดินมาทางตน สือเสี่ยวไป๋ซ่อนความระแวดระวังโดยพลัน

 

แต่หนุ่มผมทองกลับหยุดเดินกลางทาง สายตาเหยียดหยามยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้น พลางกล่าวเสียงเย้ยหยันกับสือเสี่ยวไป๋ว่า “ที่แท้ก็เป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีพลังจิตเลยแม้แต่นิด ดูไปแล้วหลี่จือแห่งวังทักษิณคงจะเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้เรื่องเหมือนกับข่าวลือจริงๆ”

 

แววตาสือเสี่ยวไป๋แข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้กล่าวตอบโต้ใดๆ

 

“พี่หงลี่ส่งฉันมาเอาชนะของเสียแบบนาย ดูจะเป็นการใช้คนเสียของจริงๆ”

 

หนุ่มผมทองเผยรอยยิ้มร้ายกาจ ยกนิ้วโป้งชี้เข้าหาตนเองพลางกล่าวเสียงดัง “เหล่าจือ[2]คือผู้มีพลังจิตพิเศษที่เป็นหนึ่งในหมื่น”

 

เวลาที่เอ่ยถึง “พลังจิตพิเศษ” ท่าทางโอหังของหนุ่มผมทองนั้นเหมือนดั่งว่าเขาได้ครอบครองโลกทั้งใบไปแล้ว

 

 

[1] ทหารมาใช้ขุนพลต้านรับ น้ำมาใช้ดินต้าน เป็นสุภาษิตจีน แปลว่า ไม่ว่าจะมาวิธีไหนก็สามารถรับมือได้

[2] เหล่าจือ เป็นคำสรรพนามเรียกตัวเองโดยดูหมิ่นฝ่ายตรงข้าม โดยการเรียกตัวเองว่าเป็นพ่อของคู่สนทนา

 

จบบทที่ บทที่ 9 ครอบครองโลกทั้งใบ

คัดลอกลิงก์แล้ว