เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 48 - ล้มเหลว

บทที่ 48 - ล้มเหลว

บทที่ 48 - ล้มเหลว


บทที่ 48 - ล้มเหลว

วันรุ่งขึ้น ยามเช้า

ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสาง ลู่หนานก็ลุกขึ้นมา เตรียมตัวมุ่งหน้าไปยังกองปราบมาร

เขาไม่คิดจะไปรับภารกิจลาดตระเวนอีกแล้ว ด้วยพลังฝีมือของเขาในตอนนี้ แค่ระมัดระวังหน่อย ก็สามารถออกไปหาสิ่งชั่วร้ายในยามค่ำคืนได้ด้วยตัวคนเดียวสบายๆ

ดังนั้นจุดประสงค์หลักในวันนี้จึงมีสองอย่าง

หนึ่งคือไปหาวิชาพลังภายในอื่นๆ หลังจากฝึกฝนแล้วดูซิว่าจะสามารถหลอมรวมเข้าไปในวิชาสุริยันอัคคีได้หรือไม่ เพื่อเพิ่มพลังภายใน

สองคือถือโอกาสตรวจสอบกลุ่มอิทธิพลใหญ่ๆ รอบๆ นี้ด้วย ในใจจะได้พอมีข้อมูลบ้าง

เดินไปตามถนน ตลอดทาง

บนถนนว่างเปล่าไร้ผู้คน ค่อนข้างเงียบเหงา แม้แต่พ่อค้าแม่ค้าที่เมื่อก่อนตื่นเช้ามาตั้งแผงลอยก็ไม่เห็นแม้แต่คนเดียว

“อาจจะเป็นเพราะเรื่องที่พรรรคบัวขาวบุกเมืองก่อนหน้านี้ล่ะมั้ง” ลู่หนานละสายตากลับมา คาดเดาในใจ

จากที่เขากลับมาเมื่อหลายวันก่อนเห็นทหารยามที่ประตูเมืองเพิ่มขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงบนถนนในวันนี้ เขาก็พอจะเดาได้ว่า ช่วงหลายวันที่เขาไปทำภารกิจคุ้มกัน พรรรคบัวขาวคงจะก่อเรื่องใหญ่โตในเมืองนี้แน่นอน

ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำให้ชาวบ้านพวกนี้ตกใจกลัว จนแม้แต่ตอนเช้าก็ยังไม่กล้าออกมาตั้งแผงลอย

“โลกใบนี้ยิ่งวุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ แล้ว” เขาถอนหายใจเบาๆ สีหน้าเคร่งขรึมลง

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ความปรารถนาในพลังฝีมือของเขาก็ยิ่งรุนแรงขึ้น

อยากจะมีชีวิตรอดในโลกที่วุ่นวายโกลาหลนี้ มีเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น นั่นก็คือการเป็นผู้แข็งแกร่ง มีพลังที่แข็งแกร่งอย่างที่สุด

ไม่นาน ในที่สุดลู่หนานก็มาถึงที่ตั้งของจวนกองปราบมาร

ตอนนี้ข้างประตูใหญ่ของกองปราบมาร ตรงข้างโต๊ะที่มีป้ายไม้ปักอยู่ มีคนต่อแถวยาวเหยียด คนเหล่านี้น่าจะเป็นนักสู้ที่เพิ่งจะลาดตระเวนเสร็จเมื่อคืน กลับมารายงานตัว

ตอนที่เขาลาดตระเวนเมื่อก่อน ก็กลับมารายงานตัวในเวลานี้เช่นกัน

ลู่หนานเหลือบมองชายหนุ่มชุดขาวที่อยู่ข้างโต๊ะหน้าประตูแวบหนึ่ง พบว่าคนผู้นี้ไม่ใช่คนที่แนะนำเขาไปพบมู่หรงชิงเมื่อครั้งก่อน

เขาละสายตากลับมา ก้าวเท้าเดินไปยังประตูใหญ่

ก่อนหน้านี้ตอนที่พูดคุยกับอันหลิ่ว เขาก็เพิ่งจะรู้ว่า คนของสำนักพยัคฆ์ดำที่มีป้ายหกพยัคฆ์ ล้วนสามารถเข้าไปในหอคัมภีร์ของกองปราบมารได้ฟรี ไม่จำเป็นต้องใช้ค่าความดี

หลังจากที่เขารู้เรื่องนี้ ก็ยังถามอันหลิ่วถึงสาเหตุเป็นพิเศษ

อันหลิ่วบอกเขาว่า สำนักพยัคฆ์ดำกับกองปราบมารมีความสัมพันธ์ร่วมมือกัน ดังนั้นถึงได้มีสิทธิพิเศษนี้

อีกทั้งอีกสองสำนักที่เหลือก็มีสิทธิพิเศษเช่นเดียวกัน

“ผู้มาเยือนหยุดก่อน” ที่หน้าประตูกองปราบมาร ชายในชุดคลุมสีขาวคนหนึ่ง สีหน้าเย็นชา ขวางลู่หนานไว้

“ป้ายคำสั่งล่ะ เอาออกมา”

เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่หนานก็สีหน้าเรียบเฉย ยื่นมือไปล้วงป้ายสำนักพยัคฆ์ดำออกมาจากอกเสื้อ ยื่นส่งไป

ชายชุดขาวรับป้ายคำสั่งมา มองเสือดำดุร้ายหกตัวบนนั้น สีหน้าประหลาดใจอย่างยิ่ง มองลู่หนานขึ้นๆ ลงๆ แวบหนึ่ง

“ทูตตรวจการณ์สำนักพยัคฆ์ดำ” ชายชุดขาวดูเหมือนจะรู้จักป้ายคำสั่งนี้ จากนั้นเขาก็ยื่นป้ายคำสั่งกลับมา “เข้าไปเถอะ”

ลู่หนานรับป้ายคำสั่งกลับมา พยักหน้าเบาๆ ประสานหมัดให้เขาเล็กน้อย แล้วก็ก้าวเท้ายาวๆ เดินเข้าไป

หลังจากเข้ามาแล้ว สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือศิลาจารึกหลักนั้น

บนนั้นสลักตัวอักษรสีเลือดตัวใหญ่สิบตัว ลายมือแข็งแกร่งทรงพลัง ราวกับวาดด้วยเหล็กสลักด้วยเงิน

สะบั้นสิ้นอธรรมทั่วหล้า

สะบั้น สะบั้น สะบั้น

ก็เหมือนกับตอนที่เห็นศิลาจารึกนี้ครั้งแรก ลู่หนานมองตัวอักษรสะบั้นสามตัวสุดท้าย ในใจก็ตกตะลึงเล็กน้อย

อีกทั้งพลังภายในในร่างกายก็ดูเหมือนจะปั่นป่วนเล็กน้อย ขณะเดียวกันจิตสังหารจางๆ ก็ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ทำให้เขามีความรู้สึกอยากจะฆ่าล้างบาง

ลู่หนานสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย สูดหายใจเข้าลึกๆ กดข่มความรู้สึกนี้ไว้อย่างแรง

ตอนนั้นที่เห็นเป็นตอนที่อยู่ขั้นเข้าถึงพลัง ก็แค่รู้สึกว่ามีจิตสังหารที่เข้มข้นเท่านั้นเอง

ตอนนี้กลายเป็นขั้นทะลวงจุดแล้ว กลับมาดูศิลาจารึกนี้อีกครั้ง ก็มีความรู้สึกที่แตกต่างออกไปอีก อีกทั้งในร่างกายก็มีการเปลี่ยนแปลงที่อธิบายไม่ได้

ศิลาจารึกนี้ดูเหมือนว่าจะสามารถส่งผลกระทบต่อนักสู้ในขอบเขตที่แตกต่างกันได้

ยิ่งขอบเขตสูง ผลกระทบที่ได้รับก็จะยิ่งรุนแรง

“ร้ายกาจ” เขาคิดในใจ

“ไม่รู้ว่าเจ้าจวนกองปราบมารผู้นี้เป็นยอดฝีมือขอบเขตไหนกันแน่ เพียงแค่อาศัยตัวอักษรที่ทิ้งไว้ ก็สามารถส่งผลกระทบต่อจิตใจของนักสู้ขั้นทะลวงจุดได้ทางอ้อม”

มองศิลาจารึกนั้น ลู่หนานก็ละสายตากลับมา ไม่จ้องมองศิลาจารึกอีกต่อไป

หันหลังเดินไปยังหอคัมภีร์กองปราบมารอย่างคุ้นเคย

ไม่นาน หอคอยดำเก้าชั้นก็ปรากฏแก่สายตา ตอนนี้ท้องฟ้ายังเช้าอยู่ ดังนั้นที่หน้าประตูก็เลยยังไม่มีคนเท่าไหร่

ที่หน้าประตูใหญ่ ชายชราผมขาวหน้าตาเด็กในชุดดำที่เขาเห็นเมื่อครั้งก่อน ก็ยังคงอยู่ที่นี่

ลู่หนานก้าวเท้าเข้าไป มาถึงหน้าประตู

ชายชราชุดดำกำลังก้มหน้าอ่านหนังสือเล่มเล็กเล่มหนึ่งอยู่ เมื่อเห็นมีคนมา เขาก็เงยหน้ามองลู่หนานแวบหนึ่ง ปรือตาขึ้น “ป้ายคำสั่งล่ะ”

เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่หนานก็ยื่นป้ายพยัคฆ์ดำส่งไป

รับป้ายคำสั่งมา ชายชราชุดดำมองเสือดำดุร้ายหกตัวบนนั้น สีหน้าประหลาดใจ อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองลู่หนานสองสามครั้ง

ทันใดนั้นสีหน้าก็ตกใจเล็กน้อย เขาจำเด็กหนุ่มคนนี้ได้ ก็คือคนที่เมื่อครั้งก่อนมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ คิดว่าเขาเป็นยอดฝีมือที่ซ่อนตัวอยู่นั่นเอง

ไม่คิดว่าเขาจะไต่เต้าไปถึงระดับสูงของสำนักพยัคฆ์ดำได้แล้ว แถมยังเป็นป้ายหกพยัคฆ์อีกด้วย

เขายังจำได้รางๆ ว่าป้ายหกพยัคฆ์ของสำนักพยัคฆ์ดำ ต้องมีวิทยายุทธ์บรรลุถึงขั้นเข้าถึงพลังสูงสุด

“เข้าไปเถอะ ไม่มีจำกัดเวลา แต่ดูได้แค่ในชั้นหนึ่งเท่านั้น ไม่อนุญาตให้นำออกมา” ชายชราชุดดำเอ่ยปากเสียงอ่อนโยน ลงบันทึกเสร็จ ก็ยื่นป้ายคำสั่งกลับมา

“ขอบคุณผู้อาวุโส” ลู่หนานรับป้ายคำสั่งกลับมา ประสานหมัดตอบรับ

จากนั้นก็ก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปในหอคอย ที่หน้าประตูมีอ่างใบหนึ่งอยู่ข้างๆ เขาใช้ปูนขาวพิเศษในอ่างล้างมือ แล้วสวมถุงสวมรองเท้าสีขาวทับ

ตอนนั้นเอง คนที่คอยนับเวลาที่หน้าประตูก็ยื่นแท่งไม้ไผ่สีเลือดแท่งหนึ่งให้ลู่หนาน “สามารถใช้ได้ไม่จำกัด”

ลู่หนานพยักหน้าเบาๆ รับแท่งไม้ไผ่มา แล้วถึงได้เดินเข้าไปในโถงชั้นหนึ่ง

ก็เหมือนกับตอนที่มาครั้งก่อน ในโถงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ลู่หนานเดินไปยังชั้นหนังสือพลังภายในอย่างคุ้นเคย ใช้แท่งไม้ไผ่สีแดง สุ่มหาวิชาพลังภายในที่เรียนรู้ง่ายๆ มาสองสามเล่ม จดจำจนขึ้นใจ แล้วก็นั่งขัดสมาธิข้างชั้นหนังสือ ฝึกฝนอย่างเงียบๆ

เขาจะลองดูซิว่าวิชาพลังภายในอื่นๆ เมื่อหลอมรวมเข้าไปในวิชาสุริยันอัคคีแล้ว จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพลังสุริยันอัคคีหรือไม่

เวลาค่อยๆ ผ่านไป ในหอคอยค่อยๆ เริ่มสว่างขึ้น

แสงแดดสองสามสายส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ตกกระทบบนร่างสีดำร่างหนึ่งที่นั่งอยู่กับพื้น ส่องให้เห็นใบหน้าของเขา

“ฟู่”

ลู่หนานค่อยๆ ลืมตาขึ้น พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาสายหนึ่ง สีหน้าผิดหวังเล็กน้อย

เป็นเขาที่คิดมากไปเอง พลังภายในที่ฝึกฝนออกมา เมื่อหลอมรวมเข้าไปในวิชาสุริยันอัคคีแล้ว ก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มพลังสุริยันอัคคีแต่อย่างใด

ตอนแรกเขายังคิดว่าเป็นเพราะคุณสมบัติของพลังภายในแตกต่างกัน ถึงทำให้ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้

ระหว่างนั้นยังอุตส่าห์ไปเปลี่ยนเอาวิชาพลังภายในที่คล้ายกับวิชาสุริยันแดงมาเล่มหนึ่ง หลังจากฝึกจนเกิดสัมผัสพลังแล้ว ก็ใช้ไท่ชูเลือหลอมรวมเข้าไปในวิชาสุริยันอัคคี ผลปรากฏว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย

“เฮ้อ เป็นข้าที่คิดมากไปเอง” ลู่หนานถอนหายใจ ส่ายหัวยิ้มฝืดๆ

เขายังคิดอยู่เลยว่าถ้าหากวิธีนี้ใช้ได้ผล งั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องใช้แหล่งพลังหยิน ก็สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้วิชาสุริยันอัคคีได้แล้วสิ

ถึงตอนนั้นเขาเพียงแค่ต้องฝึกฝนวิชาพลังภายในระดับต่ำๆ อย่างบ้าคลั่ง ฝึกให้เกิดสัมผัสพลัง แล้วก็หลอมรวมเข้าไป เพิ่มพลังสุริยันอัคคี

แต่ตอนนี้ ความคิดนี้กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า

“ตั้งใจใช้แหล่งพลังหยินอัปเกรดต่อไปเถอะ”

เขาลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจเล็กน้อย นำหนังสือเจ็ดแปดเล่มข้างๆ กลับไปเก็บที่ชั้น

หันหลังเดินไปยังทิศทางของชั้นหนังสือที่บันทึกเรื่องราวเบ็ดเตล็ดเมื่อครั้งก่อน

การมาครั้งนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำ ตรวจสอบกลุ่มอิทธิพลใหญ่ๆ รอบเมืองหลี

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 48 - ล้มเหลว

คัดลอกลิงก์แล้ว