- หน้าแรก
- วิถียุทธ์กลืนวิญญาณ
- บทที่ 44 - คัดเลือกเคล็ดวิชา
บทที่ 44 - คัดเลือกเคล็ดวิชา
บทที่ 44 - คัดเลือกเคล็ดวิชา
บทที่ 44 - คัดเลือกเคล็ดวิชา
จากนั้นกลุ่มคนก็พากันกลับไปยังที่พักของลู่หนานอย่างครึกครื้น
อันหลิ่วไล่คนอื่นๆ ให้แยกย้ายกันไป ส่วนตัวเองก็เดินตามลู่หนานเข้าไปในสวนคนเดียว
“ท่านครับ ทำไมถึงไม่ไปอยู่ที่บ้านที่สำนักจัดให้หรือขอรับ” อันหลิ่วสีหน้างุนงง ถามเสียงเบา
ลู่หนานเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไร
เมื่อเห็นดังนั้น อันหลิ่วก็ไม่กล้าถามต่อ ถ้าหากเผลอไปทำให้ลู่หนานโกรธเข้า มีหวังได้เจอดีแน่
ท่านผู้นี้ เขาเคยไปสืบประวัติมาแล้ว เป็นนักสู้ขั้นเข้าถึงพลังสูงสุด เหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็จะเป็นนักสู้ขั้นทะลวงจุดได้แล้ว
อีกอย่างได้ยินมาว่าภารกิจคุ้มกันครั้งล่าสุด ระหว่างทางเกิดเรื่องร้ายขึ้น ขบวนคุ้มกันไม่ตายก็เจ็บ มีเพียงท่านผู้นี้เท่านั้นที่ปลอดภัยดี
เขาไม่กล้าไปต่อกรด้วยหรอก
“ข้าจะติดต่อพวกเจ้าได้อย่างไร” ลู่หนานนั่งอยู่ในสวน มองอันหลิ่วที่ก้มหน้าต่ำ ถามอย่างสบายๆ
“ท่านครับ ข้าจะส่งลูกน้องมาอาศัยอยู่ที่นี่ ถ้าหากมีเรื่องอะไร ท่านก็บอกกับเขาโดยตรง แล้วเขาจะมาแจ้งพวกเราอีกที”
อันหลิ่วดูเหมือนจะเตรียมการมาหมดแล้ว พูดอย่างรวดเร็ว
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่หนานก็ครุ่นคิดเล็กน้อย พยักหน้าเบาๆ
จากนั้นก็บิดขี้เกียจ ทำท่าทางเหมือนเหนื่อยล้า
อันหลิ่วสีหน้าชะงักไปแวบหนึ่ง เงยหน้ามองท้องฟ้าโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้ดวงอาทิตย์ยังอยู่สูง ห่างจากเวลาค่ำคืนอีกนาน
เวลานี้ท่านจะพักผ่อนแล้วหรือ
ถ้าอย่างนั้นข้าควรจะไป หรือว่ารออีกหน่อยดี เผื่อว่าท่านไม่ได้หมายความว่าจะพักผ่อนในตอนนี้ แต่มีความนัยอย่างอื่น
อันหลิ่วยืนนิ่งอยู่กับที่ชั่วขณะ ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี
ส่วนลู่หนานที่อยู่ข้างๆ หลังจากบิดขี้เกียจเสร็จ ก็เหลือบไปเห็นอันหลิ่วยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่
เขาอดที่จะชะงักไปไม่ได้ คนผู้นี้ดูไม่ออกหรือว่าเขาแฝงความนัยอะไรไว้
“ไม่มีอะไรก็ไปเถอะ มีเรื่องอะไรข้าจะแจ้งเจ้าเอง” ลู่หนานหน้าตึง โบกมือไล่
“ท่านครับ ถ้าอย่างนั้นข้าน้อยขอตัว” ตอนนี้เอง อันหลิ่วถึงได้เข้าใจความหมายของลู่หนานในทันที รีบประสานหมัดโค้งตัวลา
มองร่างของอันหลิ่วที่เดินจากไป ลู่หนานก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนจะเป็นคนฉลาดหลักแหลมดี ทำไมตอนนี้ถึงได้ทื่อมะลื่อแบบนี้
“น่าจะบอกกันตรงๆ ไม่น่าต้องมาส่งสัญญาณอะไรเลย พวกคนใหญ่คนโตนี่ชอบทำอะไรแบบนี้จริงๆ…” พอเดินมาถึงนอกประตู อันหลิ่วก็พึมพำเสียงเบา
แต่เขาประเมินความสามารถในการได้ยินที่น่าทึ่งของลู่หนานต่ำเกินไป
ในสวน เมื่อได้ยินอันหลิ่วพึมพำเสียงเบา มุมปากของลู่หนานก็กระตุกเล็กน้อย
เขาตัดสินใจในใจอย่างแน่วแน่ว่า ต่อไปมีอะไรก็จะพูดออกไปตรงๆ จะไม่ส่งสัญญาณอะไรแบบนี้อีกแล้ว
ฟังสียงฝีเท้าของอันหลิ่วที่ค่อยๆ ไกลออกไป ลู่หนานก็เงยหน้ามองท้องฟ้า ลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปในห้อง
รอให้ถึงพรุ่งนี้ เขาก็จะไปหอคัมภีร์ของสำนักเพื่อแลกวิชาพลังภายในขั้นสูงโดยตรง ทะลวงขั้นทะลวงจุดให้เร็วที่สุด
ตอนนี้ในเมืองยิ่งวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่มีพลังที่แข็งแกร่งคอยปกป้อง เขาก็รู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา
นั่งขัดสมาธิบนเตียง ลู่หนานหลับตาบ่มเพาะพลังภายในสามสายในร่างกายอย่างเงียบๆ
ถึงแม้จะเพิ่มขึ้นช้า แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
เวลาผ่านไป ค่ำคืนผ่านไปอย่างสงบ
…
…
…
เช้าวันรุ่งขึ้น
ท้องฟ้าเริ่มสว่าง ไร้เมฆหมื่นลี้
ลู่หนานเดินไปตามถนนหินสีเขียว มุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมืองชั้นใน
ตามที่วังไห่บอกไว้ วันนี้ค่าความดีของเขาในสำนักก็จะลงทะเบียนสำเร็จแล้ว ดังนั้นเขาจึงต้องรีบไปแต่เช้า
ไม่นานก็มาถึงประตูเมืองชั้นใน ที่หน้าประตูยังคงมีการป้องกันอย่างเข้มงวด ลู่หนานแสดงป้ายพยัคฆ์ดำออกมา ก็ไม่มีใครขวางทาง เข้าไปในเมืองชั้นในได้โดยตรง มุ่งหน้าไปยังทิศทางของหอคัมภีร์สำนักพยัคฆ์ดำ
ถึงแม้ว่าครั้งก่อนเขาจะนั่งรถม้ามา แต่เขาก็สังเกตเส้นทางตลอดทาง ดังนั้นจึงพอจะจำทางได้
ตอนนี้บนถนนยังมีคนสัญจรไปมาไม่มากนัก เมืองชั้นในกับเมืองชั้นนอกแตกต่างกันมาก
เมืองชั้นในส่วนใหญ่จะเป็นร้านค้า ไม่อนุญาตให้ตั้งแผงลอยริมถนน ส่วนเมืองชั้นนอกจะเต็มไปด้วยคนหลากหลายประเภท มีทุกสิ่งทุกอย่าง
เป็นเวลานาน ในที่สุดลู่หนานก็เห็นหอคัมภีร์ที่โดดเด่นของสำนักพยัคฆ์ดำ
เขาก้าวเท้ายาวๆ เดินเข้าไป
“ผู้มาเยือนหยุดก่อน” ศิษย์สำนักพยัคฆ์ดำที่เฝ้ายามอยู่เห็นลู่หนาน ก็ถือดาบเข้ามาขวาง ตะโกนห้าม
ลู่หนานสีหน้าเรียบเฉย แสดงป้ายพยัคฆ์ดำออกมาโดยตรง
ศิษย์ชุดดำคนนั้นมองเห็นเสือดำดุร้ายหกตัวบนป้ายพยัคฆ์ดำในมือลู่หนาน สีหน้าก็ตกใจ รีบเก็บดาบ ประสานหมัดพูด “ข้าน้อยคารวะท่านผู้ตรวจการ”
“หอคัมภีร์อยู่ที่ไหน” ลู่หนานไม่พูดพร่ำทำเพลง ถามตรงประเด็น
จุดประสงค์ที่เขามาในวันนี้ก็คือการแลกเปลี่ยนวิชาขั้นสูง
“ท่านครับ หอคัมภีร์อยู่ที่ชั้นห้า” ศิษย์ชุดดำประสานหมัดตอบอย่างนอบน้อม
“อืม” ลู่หนานพยักหน้าเบาๆ พลางเงยหน้ามองไปยังยอดของหอคัมภีร์ตรงหน้า
ไม่สนใจศิษย์คนนั้น เดินตรงไปยังบันไดข้างๆ ทันที
ตลอดทาง สำนักพยัคฆ์ดำมีการป้องกันอย่างเข้มงวดมาก ทุกหนทุกแห่งจะเห็นศิษย์ที่ลาดตระเวนเดินไปมา
“ตึง ตึง ตึง” เขาเดินขึ้นบันไดไปทีละชั้นๆ
ทุกชั้นที่ผ่านไป จะมีคนมาตรวจสอบป้ายคำสั่งหรือป้ายอนุญาตโดยเฉพาะ ลู่หนานอาศัยป้ายพยัคฆ์ดำนี้ ผ่านฉลุยมาจนถึงชั้นห้าได้โดยไม่มีอุปสรรค
“ท่านครับ เรียบร้อย”
ลู่หนานรับป้ายคำสั่งที่ศิษย์คนหนึ่งยื่นกลับมาให้ แล้วเดินเข้าไปในชั้นห้า
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในชั้นห้า สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือชั้นหนังสือสีดำสูงตระหง่านสิบกว่าชั้น บนนั้นวางหนังสือเล่มเล็กไว้หนาแน่น
ที่หน้าประตูมีชายชราในชุดคลุมสีเทาคนหนึ่ง กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้เอนหลัง หลับตาพักผ่อน
ลู่หนานดวงตาเป็นประกาย เหลือมองแขนเสื้อข้างขวาที่ว่างเปล่าของชายผู้นี้แวบหนึ่ง แล้วละสายตากลับมา
เมื่อวานเขาไปถามข่าวมาจากอันหลิ่วแล้ว เกี่ยวกับสถานการณ์ของผู้ดูแลหอคัมภีร์สำนักพยัคฆ์ดำ
ตามที่อันหลิ่วบอก ผู้ดูแลชั้นห้าเคยเป็นรองเจ้าสำนักมาก่อน เป็นยอดฝีมือระดับกายาใน แต่ต่อมาเพราะเจอเรื่องร้ายเข้าครั้งหนึ่ง ทำให้แขนขวาถูกตัดขาดตั้งแต่โคนแขน เส้นลมปราณเสียหายหนัก พลังฝีมือลดลงอย่างมาก ต่อมาถึงได้อาสามาอยู่ที่หอคัมภีร์เพื่อใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ
“ทูตตรวจการณ์คนที่สิบสอง ลู่หนาน มาขอแลกเปลี่ยนวิชา”
“วิชาพลังภายใน” ชายชราในชุดคลุมสีเทาได้ยินดังนั้น ก็ปรือตาขึ้น มองลู่หนานขึ้นๆ ลงๆ แวบหนึ่ง “เอาป้ายคำสั่งมา”
“ขอรับ” ลู่หนานยื่นป้ายคำสั่งที่เอวให้ชายชรา
ชายชราในชุดคลุมสีเทารับป้ายคำสั่งมา พลิกดูซ้ายขวาสองสามครั้ง จากนั้นก็หยิบหนังสือเล่มสีดำเล่มหนึ่งขึ้นมา เปิดดูสองสามหน้า แล้วถึงได้เงยหน้ามองลู่หนาน
“ทูตตรวจการณ์เข้ามาได้ไม่จำกัดเวลา แต่ว่าถ้าอยากจะนำวิชาออกไป หนึ่ง ต้องหักค่าความดีตามวิชานั้นๆ สอง ต้องหักเงินจำนวนหนึ่งด้วย
เจ้าพกเงินมาหรือไม่”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่หนานก็สีหน้าชะงักไป พณฯ เหมิงกับเฉิงเลี่ยงและคนอื่นๆ ก็ไม่เคยบอกมาก่อนว่าการนำวิชาออกไปต้องหักเงินด้วย
จากนั้นเขาก็คลำตั๋วเงินปึกหนึ่งที่อยู่ในเสื้อชั้นในหน้าอก ในใจก็สงบลงเล็กน้อย
“พกมาขอรับ”
“วิชาต้นฉบับที่ยืมออกไป ต้องนำมาคืนภายในเจ็ดวัน ถ้าหากชำรุดเสียหายแม้แต่น้อย ต้องชดใช้เป็นสามเท่าของราคา และหักค่าความดีครึ่งหนึ่ง
อีกอย่าง วิชาพลังภายในถ้าไม่ได้รับอนุญาต ห้ามถ่ายทอดให้ผู้อื่นเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องรับโทษสามดาบหกรูจากสำนัก จำไว้แล้วก็เข้าไปได้” ชายชราในชุดคลุมสีเทาพูดเสียงเรียบ
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่หนานก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไร ประสานหมัดให้ชายชรา แล้วก้าวเท้าเดินเข้าไปข้างใน
“กฎของสำนักพยัคฆ์ดำนี่เข้มงวดจริงๆ”
แต่พอลองคิดดูแล้ว วิชาพลังภายในก็เป็นของสำคัญที่กลุ่มอิทธิพลต่างๆ ควบคุมไว้ การห้ามถ่ายทอดให้ผู้อื่นก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
นักสู้ทั่วไปอยากจะทะลวงขั้นทะลวงจุด ถ้าหาเคล็ดวิชาพลังภายในไม่ได้ ก็ทำได้เพียงเข้าร่วมกับกลุ่มอิทธิพลต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนวิชา ไม่อย่างนั้นก็คงหมดหวังที่จะทะลวงระดับ
นอกเสียจากว่าจะได้วิชาพลังภายในระดับต่ำๆ หรือฉบับที่ขาดหายไปมา
แต่ว่านักสู้ขั้นทะลวงจุดที่ทะลวงระดับด้วยวิธีนั้น ส่วนใหญ่จะไม่แข็งแกร่งมากนัก ก็แค่แข็งแกร่งกว่านักสู้ขั้นเข้าถึงพลังทั่วไปนิดหน่อย
ถ้าหากเจอเข้ากับนักสู้ขั้นเข้าถึงพลังอย่างโพ่จวินหรือลู่หนาน เกรงว่าคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ด้วยซ้ำ
ลู่หนานดึงสติกลับมา ก้าวเท้าเดินไปที่ชั้นหนังสือสีดำแห่งหนึ่ง หยิบหนังสือเล่มเล็กขึ้นมาดูเล่มหนึ่งอย่างสุ่มๆ
“วิชากายาหยกขาว”
มองตัวอักษรสีดำตัวใหญ่สามตัวบนหน้าปกหนังสือ ลู่หนานก็เปิดอ่านดูอย่างละเอียด
ครู่ต่อมา เขาก็วางหนังสือเล่มนั้นกลับไปที่เดิม สีหน้าเรียบเฉย
วิชากายาหยกขาวนี้เป็นวิชากายาภายนอกแขนงหนึ่ง เมื่อฝึกสำเร็จแล้วร่างกายจะแข็งแกร่งราวกับหยกขาว ต้านทานคมดาบทั่วไปได้ อีกทั้งยังเพิ่มความต้านทานต่อการกัดกร่อนของยาพิษได้อย่างมาก
ลู่หนานกวาดสายตามองชั้นหนังสืออื่นๆ จุดประสงค์ที่เขามาในครั้งนี้ไม่ใช่วิชากายาภายนอก แต่เป็นวิชาพลังภายใน
ตรวจสอบอย่างละเอียดแวบหนึ่ง ลู่หนานก็เห็นตัวอักษรขนาดใหญ่ที่ทำเครื่องหมายไว้ที่ด้านข้างของชั้นหนังสือ
และชั้นหนังสือที่เขาอยู่ตอนนี้ ด้านบนก็คือคำว่า 'กายาภายนอก' สองคำนั่นเอง
ลู่หนานละสายตากลับมา เริ่มค้นหาในหอคัมภีร์
ครู่ต่อมา ดวงตาเขาก็เป็นประกาย เดินไปที่ชั้นหนังสือแห่งหนึ่งด้านใน ด้านบนมีตัวอักษรขนาดใหญ่สองตัวเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 'พลังภายใน'
ลู่หนานไล่สายตาไปตามชั้นหนังสือ ก็เห็นวิชาพลังภายในหลากหลายชนิด ละลานตาไปหมด
“วิชาอสูรดำ เคล็ดนำพลัง เคล็ดร้อยแหล่ง วิชาผสานต้นกำเนิด…”
ชั่วขณะหนึ่งในใจของลู่หนานก็ตื่นเต้นเล็กน้อย ยากที่จะตัดสินใจ
เขาอยากได้ทั้งหมดเลย
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ กดความร้อนรุ่มในใจลง เริ่มเปิดอ่านทีละเล่มๆ ค้นหาวิชาขั้นสูง และวิชาที่เหมาะสมกับเขาที่สุด
ตอนนี้ ในชั้นห้าของสำนักพยัคฆ์ดำ มีเพียงลู่หนานคนเดียว เขากำลังเปิดอ่านหนังสือเล่มเล็กอย่างเงียบๆ
“พลิก พลิก พลิก” รอบด้านนอกจากเสียงพลิกหน้ากระดาษที่ดังขึ้นเป็นครั้งคราว ก็ไม่มีเสียงอื่นใดอีก
เวลาค่อยๆ ผ่านไป
ท้องฟ้าค่อยๆ สว่างขึ้นเรื่อยๆ มีแสงแดดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเป็นระยะๆ
ข้างชั้นหนังสือสีดำแห่งหนึ่ง ลู่หนานวางหนังสือเล่มเล็กในมือลง บิดคอเล็กน้อย สีหน้าสงสัย
วิชาพลังภายในที่เขาเปิดอ่านเหล่านี้ ทั้งหมดล้วนเปิดได้แค่ห้าจุด หรือหกจุดเท่านั้น ส่วนวิชาที่เปิดได้เจ็ดจุด จนถึงตอนนี้ก็ยังหาไม่เจอ
นี่ทำให้เขาอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่า ในชั้นห้านี้มีวิชาพลังภายในที่เปิดได้เจ็ดจุดอยู่จริงหรือ
ก่อนหน้านี้พณฯ เหมิงเคยบอกกับเขาว่า วิชาขั้นสูงนั้นสำคัญต่อนักสู้ขั้นเข้าถึงพลังสูงสุดมาก
และหลังจากที่เขาตรวจสอบวิชาเหล่านี้แล้ว ก็ค่อยๆ รู้ถึงเหตุผล
นั่นก็คือตอนที่ทะลวงระดับ ยิ่งเปิดจุดชีพจรได้มากเท่าไหร่ หลังจากทะลวงสู่ขอบเขตทะลวงจุดแล้ว ฝีมือก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งระดับสูงขึ้นก็จะยิ่งเห็นได้ชัด
จุดที่สำคัญที่สุดก็คือ ยิ่งเปิดจุดชีพจรได้มากเท่าไหร่ โอกาสที่จะทะลวงสู่ระดับกายาในในอนาคตก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลู่หนานก็ขมวดคิ้วมุ่น มองหนังสือเล่มเล็กที่เปิดได้หกจุดในมือ
เป็นเวลานาน เขาก็วางหนังสือเล่มนี้ลง หันไปค้นหาวิชาฉบับที่ขาดหายไป
ไม่แน่ว่าในบรรดาวิชาที่ขาดหายไป อาจจะมีวิชาที่เปิดได้เจ็ดจุดก็ได้ อีกอย่างเขามีไท่ชูอยู่ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะฝึกฝนไม่ได้เพราะวิชาขาดหายไป
เขาค้นหาอยู่เป็นเวลานานในชั้นนี้ ในที่สุดก็เจอชั้นหนังสือที่เก็บวิชาที่ขาดหายไปโดยเฉพาะ อยู่ที่มุมหนึ่ง
ชั้นหนังสือนี้ไม่เหมือนกับชั้นหนังสืออื่นๆ บนนี้มีหนังสือเล่มเล็กอยู่ไม่ถึงหลายสิบเล่ม
ไม่ใช่ว่าทุกฉบับที่ขาดหายไปจะควรค่าแก่การเก็บรักษาไว้ในหอคัมภีร์สำนักพยัคฆ์ดำ
มีเพียงวิชาที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งยวดเท่านั้น ถึงจะมีคุณค่าพอที่จะเก็บรักษาไว้
ลู่หนานมองหนังสือเล่มสีแดงในมือ คิดในใจ
“วิชาสุริยันแดง” ลู่หนานพึมพำชื่อออกมาเบาๆ
จากนั้นเขาก็เปิดหนังสือเล่มสีแดงที่บางเฉียบเล่มนี้ ตรวจสอบอย่างละเอียด
[จบแล้ว]