- หน้าแรก
- วิถีเซียน บำเพ็ญเพียรด้วยปืน สร้างราชวงศ์อมตะ
- บทที่ 24 นรกบนดินแบบเซียน
บทที่ 24 นรกบนดินแบบเซียน
บทที่ 24 นรกบนดินแบบเซียน
บทที่ 24 นรกบนดินแบบเซียน
ต้องบอกว่า การรบครั้งนี้ไม่มีอะไรที่ควรค่าแก่การยกย่องเลย
พวกที่เหลืออยู่บนเขาชิงเฟิง ความจริงแล้วก็คือพวกแก่ชรา อ่อนแอ ป่วยไข้ และพิการในหมู่โจรสายลม ฝีมือก็ไม่ได้เรื่องอะไร ในขณะที่ทีมที่สองพี่น้องเจิ้งชิงอันนำมานั้น ได้ทั้งขวัญกำลังใจและประสบการณ์จากการต่อสู้มาเต็มเปี่ยม
ดังนั้น กลยุทธ์อะไรต่างๆ เลยไม่มีความจำเป็น แค่แจกยันต์วงแสงให้คนละแผ่น ก็ถือเป็นการให้เกียรติศัตรูอย่างสูงสุดแล้ว
แต่ทว่า การรบครั้งนี้ก็ยังมีจุดที่น่าสนใจอยู่บ้าง
คนที่โดดเด่นที่สุด ก็คือเจิ้งจิงหลุน!
อันที่จริง หน้าไม้เทพที่พวกโจรสายลมขนออกมาใช้ ทั้งระยะยิงและอานุภาพของมันก็ไม่ได้ด้อยเลย หากถูกยิงกดดันอย่างต่อเนื่อง ย่อมต้องเกิดการบาดเจ็บล้มตายแน่นอน
แต่เจิ้งจิงหลุนใช้ความแข็งแกร่งของตนเองบุกทะลวงแนวรบ ทำลายกระบวนทัพของพวกมันจนแตกกระเจิง แล้วใช้พลังโจมตีกับอัตราการยิงที่รวดเร็วของปืนอัสนีเนตรเดียว เก็บเกี่ยวหัวคนได้อย่างรวดเร็ว
ยิ่งไปกว่านั้น เจิ้งชิงอันมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ดูเหมือนเขาจะเริ่มใช้ปืนอัสนีเนตรเดียวราวกับเป็นอาวุธเย็นชนิดพิเศษอย่างหนึ่ง
พยายามที่จะหลอมรวมมันเข้ากับเพลงเท้าและท่าร่าง เพื่อสร้างวิชายุทธ์ปืนอัสนีรูปแบบใหม่ขึ้นมา
เพราะเพิ่งจะเริ่มต้น มันเลยยังดูไม่เข้าที่เข้าทางเท่าไหร่ รูปแบบการต่อสู้ก็เลยยังเปลี่ยนแปลงไปมา
เดี๋ยวก็วูบไหวราวกับภูตผี เดี๋ยวก็รวดเร็วปานสายฟ้า เดี๋ยวก็จ่อยิงหัวระยะเผาขน เดี๋ยวก็ยิงกดดันจากระยะกลาง...
เห็นได้ชัดว่า เขากำลังทดลองหาวิธีโจมตีที่เหมาะกับตัวเองที่สุด แต่สิ่งที่มันนำมาสู่ศัตรู ก็คือความหวาดผวาจนฝังลึกเข้าไปในกระดูก
โจรหลายคนเห็นแค่เขาชี้ปืนมาแต่ไกล เสียงฟ้าร้องดังขึ้นหนึ่งครั้ง ในหัวก็ปวดแปลบ แล้วสติก็ดับวูบไป
ในหมู่โจรเหล่านั้น พวกที่กล้าสู้ตาย หรือพวกหัวกะทิที่เหลืออยู่ แทบทั้งหมดก็ถูกเขาตบจนขวัญกระเจิง
ส่วนรองลงมาจากเจิ้งจิงหลุน ไม่ว่าจะเป็นทีมหลักเจ็ดคนที่ถูกบ่มเพาะมาอย่างดี หรือสมาชิกแนวหลังอีกยี่สิบกว่าคน แม้จะได้รับการฝึกฝนมาอย่างครบถ้วน แต่การฝึกฝนก็เป็นแค่การฝึกฝน
มันก็เหมือนกับจอมยุทธ์ ที่เรียนออกมาจากสำนักยุทธ์ สิ่งที่ได้มามักจะเป็นแค่ท่ารำสวยๆ เท่านั้น
มีเพียงการลงสนามรบจริง ได้เฉียดตายสักสองสามครั้ง ถึงจะครอบครองความเหี้ยมโหดและจิตสังหารที่จอมยุทธ์ควรจะมีได้
เปรียบเทียบกันแล้ว ตอนนี้พวกเขาถึงได้เริ่มเชื่อมั่นในปืนที่อยู่ในมือ เชื่อมั่นว่าตราบใดที่กุมปืนอัสนีไว้ ต่อให้ศัตรูข้างหน้าจะตั้งแนวรบได้แน่นหนาแค่ไหน ความจริงแล้วก็เป็นแค่ไก่ดินหมาวัดเท่านั้น (พวกไร้น้ำยา)
ถ้าหากบอกว่าก่อนหน้านี้ ตอนที่เผชิญหน้ากับสตรีพิษเจิ้นและโจรสายลมนับร้อย พวกเขายังต้องระมัดระวังตัวแจ กลัวว่าจะใช้กลยุทธ์ผิดพลาดจนเอาชีวิตไม่รอด
มาตอนนี้ แต่ละคนความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม กุมปืนอัสนีไว้ในมือ ไม่เห็นพวกโจรเหล่านี้อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
นี่ไงล่ะ พอพวกโจรแตกพ่าย สมาชิกแนวหลังก็ออกไล่ล่า ส่วนทีมหลักทั้งเจ็ดคนก็สบตากันแวบหนึ่ง แล้วก็พากันไปล้อมบัณฑิตตาภูตที่กำลังคิดจะหนีเอาไว้
พวกเขาก็ไม่เข้าไปปะทะกับบัณฑิตตาภูตตรงๆ แต่ตั้งแนวเป็นครึ่งวงกลม รักษาระยะห่างสิบจั้ง แล้วกระหน่ำยิงไม่หยุด
จอมยุทธ์ขั้นกำเนิด เมื่อได้เตรียมตัวเตรียมใจ ก็แสดงให้เห็นถึงด้านที่อึดถึกทนของตัวเองออกมา
กำแพงปราณสามฉื่อถูกกางออก แม้จะต้องสิ้นเปลืองพลังไม่น้อย แต่มันก็ยังสามารถปัดเป่ากระสุนให้กระเด็นออกไปได้
แถมบัณฑิตตาภูตก็ยังมียันต์วงแสงอยู่อีกไม่น้อย พอโยนมันออกไป ก็สามารถใช้วิธีสิ้นเปลืองพลังปราณภายในขั้นกำเนิด เพื่อสร้างวงแสงสีทองขึ้นมา...
ตรงนี้ต้องอธิบายหน่อยว่า พลังปราณภายในของจอมยุทธ์สามารถเปิดใช้งานยันต์อาคมได้ก็จริง แต่เมื่อเทียบกับพลังเวทที่มีคุณภาพสูงกว่าและตรงจุดกว่า พลังปราณภายในนั้นถือว่ามีคุณสมบัติที่เอนเอียงไปด้านเดียวอย่างสุดขั้ว เวลาใช้เปิดใช้งานยันต์อาคม มันเลยสิ้นเปลืองอย่างมหาศาล
ระดับที่ต่ำกว่าขั้นกำเนิดลงมา จอมยุทธ์ระดับยอดฝีมือสูงสุดที่แข็งแกร่งอย่างโจวสยงแห่งพรรคพยัคฆ์ดุ การใช้ยันต์เหล็กกล้าแค่แผ่นเดียว ก็ถือเป็นขีดจำกัดของเขาแล้ว
พอมาถึงระดับจอมยุทธ์ขั้นกำเนิด สถานการณ์ก็ดีขึ้นหน่อย แต่ความคุ้มค่าก็นับว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
มีพลังปราณภายในขั้นกำเนิดมากมายขนาดนั้นมาผลาญทิ้ง สู้เอาไปฟาดฟันไอดาบ หรือสลัดไอกระบี่ออกไปสักสองสามสาย ยังจะคุ้มค่ากว่า
ส่วนระดับที่สูงขึ้นไปอีก พอถึงยันต์อาคมขั้นสอง นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่พลังปราณภายในของจอมยุทธ์จะไปแตะต้องได้แล้ว ต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนก็ทำไม่ได้
กลับมาที่เรื่องเดิม ทั้งเจ็ดคนนั่นใช้กลยุทธ์ผลัดกันรุม บดขยี้จนบัณฑิตตาภูตแทบจะสิ้นพลังปราณภายใน ล้มพับลงไปกับพื้น
แม้กระทั่งท่าไม้ตายสุดท้ายที่มันฮึดสู้ ทั้งการสะกดจิตด้วยเนตรภูต บวกกับการใช้วิชาตัวเบาเพื่อบีบระยะเข้ามา ก็ยังไม่สามารถจับใครเป็นตัวประกันได้!
แน่นอน ถ้าเจ้าจะถามว่าทำไมมันไม่หนีไปล่ะ?
คิดว่าปืนอัสนีพันก้าวร่วงขนนกในมือของเจิ้งชิงอันเป็นของประดับรึไง?
คิดว่าเจิ้งจิงหลุนที่ยืนดูการต่อสู้มาตั้งแต่ต้นจนจบเป็นอากาศธาตุรึไง?
พวกเขาแค่ต้องการให้ทีมหลักทั้งเจ็ดคนได้ฝึกฝน ก็เลยยืนดูอยู่เฉยๆ เท่านั้นแหละ
สุดท้าย เพื่อรักษาชีวิต บัณฑิตตาภูตก็ตะโกนลั่น: "พวกเจ้าฆ่าข้าไม่ได้! ห้ามฆ่าข้าเด็ดขาด!
ถ้าไม่มีข้าคอยส่งสัญญาณให้นายท่านใหญ่ตามเวลา เขาก็จะรู้ทันทีว่าเขาชิงเฟิงเกิดเรื่องขึ้น
เปลวเพลิงแห่งความโกรธาของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นรวบรวมปราณความสมบูรณ์ ไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าจะรับมือไหวหรอก!"
"ขอเพียง... ขอเพียงพวกเจ้าไม่ฆ่าข้า ข้ารับรองว่าจะไม่ตุกติกอะไร จะถ่วงเวลาให้พวกเจ้าได้ค้นยึดของอย่างเต็มที่!"
เจิ้งจิงหลุนชะงัก หันไปมองพี่ชายของตน ส่วนเจิ้งชิงอันก็เดินเข้ามาใกล้ หรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วถาม "พวกเจ้าใช้อะไรในการส่งข่าว?"
"ไม่ใช่ข่าว แต่เป็นสัญญาณ นายท่านใหญ่... ไม่สิ ผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณบอกว่ามันเรียกว่ากู่แม่ลูก!
ขอเพียงแค่กระตุ้นกู่ลูก กู่แม่ก็จะรับรู้ได้ ผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณเลยสั่งให้ข้ากระตุ้นกู่ลูกทุกวันในยามอู่สามเค่อ (11:45 น.) เพื่อให้กู่แม่เกิดความปั่นป่วน
ด้วยวิธีนี้ เขาก็จะแน่ใจได้ว่าเขาชิงเฟิงยังคงปกติสุขดี!"
"หากข้าไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามเวลา เขาก็จะรู้ทันทีว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากล แล้วก็จะรีบฆ่ากลับมา
ที่นี่คือทุกสิ่งที่เขาสั่งสมมาหลายสิบปี เขาไม่มีทางยอมทิ้งมันไปแน่ ดังนั้น เขาจะต้องไล่ฆ่าพวกเจ้าจนถึงที่สุด"
เจิ้งชิงอันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เอ่ยปาก: "บนเขาชิงเฟิงแห่งนี้ เจ้าคุ้นเคยเป็นอย่างดี?"
"คุ้นเคยสิ คุ้นเคยมาก ข้าไม่เพียงแต่เป็นนายท่านรอง แต่ยังรับผิดชอบดูแลบัญชีด้วย รายรับรายจ่ายทุกบาททุกสตางค์ของโจรสายลม ข้ารู้กระจ่างแจ้งหมด"
"ตกลง พวกเราต่างก็เป็นโจรบำเพ็ญ ก็แค่หวังในทรัพย์สิน
ขอเพียงแค่เจ้าให้ความร่วมมือกับพวกเราในการค้นยึดของแต่โดยดี ตอนที่พวกเราจากไป ย่อมไว้ชีวิตเจ้าแน่นอน"
"ดีๆๆ!"
หลังจากตกลงกันได้ เจิ้งจิงหลุนก็พุ่งเข้าไปทันที ใช้สุดยอดฝีมือผนึกจุดตันเถียนของมัน ใช้ผ้าดำปิดเนตรภูต แถมยังป้อนยาผงคลายกระดูกเข้าไป ทำให้มันกล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย แขนขาไร้เรี่ยวแรง
ส่วนบัณฑิตตาภูตก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่เพียงแต่ไม่ขัดขืน แต่ยังช่วยแนะนำสถานการณ์บนเขาชิงเฟิงอย่างแข็งขัน แถมยังหยิบเอาสมุดบัญชีและกุญแจออกมา ไขเปิดคลังสมบัติลับต่างๆ ให้ด้วย
ที่พำนักของผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณ ใต้เตียงนอนของมัน เมื่อยกออกมาก็พบหีบใบหนึ่งสูงครึ่งร่างคน ข้างในบรรจุหินวิญญาณไว้จนเต็ม
หินวิญญาณขั้นต่ำทั้งหมดสามพันหนึ่งร้อยห้าสิบสองก้อน และหินวิญญาณขั้นกลางอีกสิบสองก้อน!
เพียงแค่รายการนี้รายการเดียว การเดินทางไปกลับที่แสนทุลักทุเล ตากแดดตากลม เสี่ยงชีวิตต่อสู้ มันก็คุ้มค่าแล้ว!
ในห้องบำเพ็ญเพียรที่เงียบสงบ เจิ้งชิงอันได้ค่ายกลรวบรวมวิญญาณขั้นกลางมาหนึ่งชุด มันสามารถเพิ่มความเข้มข้นของพลังวิญญาณได้ถึงหนึ่งเท่า ดีกว่าชุดที่เขาใช้อยู่ในปัจจุบันลิบลับ
ยังมีกระถางกำยานลายสัตว์อสูรปี้ฟางสี่หู จัดเป็นกึ่งศาสตราอาคม มันสามารถรับประกันได้ว่ากำยานรวบรวมจิตที่จุดเผาจะรวมตัวกันไม่สลายไปไหน ทำให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด
ภายในห้องหนังสือ เจิ้งชิงอันได้คัมภีร์วิชายุทธ์มามากมาย รวมถึงเคล็ดวิชาเซียนพื้นฐานอีกสามเล่ม——เคล็ดชางชุน เคล็ดปี้โป และเคล็ดเกิงจิน
ซึ่งสอดคล้องกับร่างกายที่มีธาตุไม้ ธาตุน้ำ และธาตุทองเป็นหลักตามลำดับ
เห็นได้ชัดว่า นี่ไม่ใช่เคล็ดวิชาหลักที่ผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณใช้บำเพ็ญเพียร เป็นเพียงสิ่งที่มันไปได้มาจากที่ไหนสักแห่ง แล้วก็โยนทิ้งไว้ที่นี่เท่านั้น
สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงมากที่สุดก็คือ เจิ้งชิงอันยังได้ม้วนหยกมาอันหนึ่งด้วย แต่เนื้อหาข้างในยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด เพราะตอนที่เขาแนบมันเข้ากับหน้าผากเพื่อตรวจสอบ จิตเทวะของเขาก็ราวกับตกลงไปในบึงโคลน ถอนตัวออกมาได้ยากลำบาก
เห็นได้ชัดว่า นี่มันเกินขอบเขตความสามารถของเขาไปแล้ว
นอกจากนี้ ในสวนยา เขาก็ได้สมุนไพรวิญญาณอายุนับร้อยปีมาหลายต้น เอาไว้ใช้ปรุงยาเม็ดสำหรับขั้นรวบรวมปราณ ถือว่ายอดเยี่ยมที่สุด
ในคลังสมบัติลับ สิ่งที่เขาได้มามากที่สุดก็คือวัสดุหลอมศาสตรา
เหล็กนิล ซึ่งมีคุณภาพสูงกว่าเหล็กเนื้อดีหนึ่งระดับ
ทองแดงชาด ที่มีความเหนียวดีกว่า และนำพาพลังเวทได้ดีกว่า
หยกเขียว ที่เปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณ แถมยังค่อนข้างอ่อนโยน
หินเพลิง ที่อัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณธาตุไฟ และปั่นป่วนอย่างยิ่ง
เหล็กเมฆาธาร ที่สามารถเพิ่มความเหนียวให้กับศาสตราอาคมได้...
ถ้าหากบอกว่าหินวิญญาณคือของที่ควรจะได้อยู่แล้ว วัสดุหลอมศาสตราเหล่านี้ก็คือนับเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง
เจิ้งชิงอันที่วางแผนจะหลอมปืนศาสตราอาคมในภายหลัง ต้องการวัสดุเหล่านี้มากที่สุด และด้วยสถานะในปัจจุบันของเขา มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าถึงของเหล่านี้ได้ นี่ถือว่ามาช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วนได้พอดิบพอดี
แน่นอนว่า นอกจากของที่ยึดมาได้แล้ว เจิ้งชิงอันก็ได้เห็นด้านที่โหดเหี้ยมของโจรสายลมเช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่น ที่หลังเขาชิงเฟิง มีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ข้างในมีแต่ผู้หญิง
พวกนางบ้างก็ถูกลักพาตัวมา บ้างก็ถูกจับตัวมา บ้างก็ซื้อมาจากพวกค้ามนุษย์
ที่นี่ พวกนางคือเครื่องมือระบายความใคร่ของเหล่าโจร เป็นทาสรับใช้ที่ต้องทำงานหนักสารพัด เป็นแม่ครัวที่ต้องหุงหาอาหาร
ผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณไม่อนุญาตให้โจรคนไหนมีความรู้สึกกับพวกนาง หากมีใครแอบลักลอบได้เสียกัน ต่อให้เป็นระดับหัวหน้า ก็จะถูกฆ่าทิ้งทั้งคู่
เจิ้งชิงอันมองออก นายท่านใหญ่ผู้นี้ต้องการให้พวกโจรเหล่านี้สูญเสียความเป็นมนุษย์
หรือพูดอีกอย่างก็คือ ต้องการให้พวกมันถูกตัณหาบิดเบือนจนจมดิ่งลงไป
ที่นี่ ความตาย ไม่ใช่การหลุดพ้น
นายท่านรอง บัณฑิตตาภูต สร้างบ่อโลหิตขึ้นมาบ่อหนึ่ง ทุกครั้งที่รีดเค้นเลือดเนื้อของคนหนึ่งคนจนแห้งเหือด มันก็เพียงพอให้เนตรภูตใช้งานได้แค่สามวัน
นายท่านสาม ดาบอสรพิษ ถูจิ้ง ชอบใช้คนในการฝึกดาบที่สุด เขาจะคอยคำนวณเวลาที่เหยื่อจะตาย หลังจากที่กระบี่อ่อนแทงเข้าไปในร่างกายของแต่ละคน
ตามคำพูดของมัน มีเพียงความแม่นยำเท่านั้น ถึงจะนำมาซึ่งความแข็งแกร่ง
นายท่านสี่ สตรีพิษเจิ้น ชอบใช้คนในการทดลองยาพิษที่สุด และชอบใช้ชายฉกรรจ์ร่างกำยำในการฝึกวิชามารดูดพลัง
นายท่านห้า กรงเล็บแมวป่าศพ ชอบแต่คนตายเท่านั้น ดังนั้น มันเลยชอบนอนกอดศพที่สุด
นายท่านหก อสูรหน้าเขียว ชอบทรมานผู้หญิงที่สุด ศพที่ถูกหามออกมาจากห้องของมัน ไม่มีศพไหนที่อยู่ในสภาพดีเลย
และหลังจากที่คนเหล่านี้ตายไป ย่อมต้องมีแรงอาฆาตพยาบาทที่อัดแน่นจนทะลุฟ้า ผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณก็จะมากักเก็บวิญญาณของพวกเขาไว้ ผนึกไว้ในหัวกะโหลก หลอมพวกมันให้กลายเป็นกะโหลกผี
ใต้ที่พำนักของผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณ มีการขุดหลุมขนาดใหญ่ที่ลึกจนไม่เห็นก้นหลุมเอาไว้ ข้างในอัดแน่นไปด้วยศพไร้หัว
แรงอาฆาตที่ไม่เคยจางหายไป ก็กลายเป็นวัตถุดิบในการหลอมผีของมัน!
สรุปได้คำเดียวว่า ที่นี่ก็คือนรกบนดิน!
อย่าว่าแต่เจิ้งชิงอันเลย แค่เดินวนดูรอบเดียว ลูกน้องแต่ละคนของเขาก็หน้าเขียวคล้ำ ดวงตาแทบจะลุกเป็นไฟ
ส่วนเจิ้งจิงหลุนก็มองบัณฑิตตาภูต ราวกับกำลังมองคนตาย สุดท้าย เขาก็ยังเดินมาอยู่ข้างเจิ้งชิงอัน แล้วพูดว่า "พี่ใหญ่ ข้าอยากจะลองดู!"
"นั่นมันผู้บำเพ็ญเพียรขั้นรวบรวมปราณความสมบูรณ์เชียวนะ!"
"ท่านก็แค่บอกมาว่า พวกเรามีโอกาสชนะมั้ย?"
"เรื่องนี้... มี!"
"ถ้างั้นก็ลุยเลย ไม่อย่างนั้น ข้ากลัวว่าขนาดตอนนอนหลับยังต้องฝันร้ายจนสะดุ้งตื่น"
"ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ก็ลุยกันเลย!"
หลังจากบทสนทนานี้จบลง เจิ้งชิงอันก็หายตัวไป
เขาเดินเข้าไปในม่านหมอก คำนวณหาฐานค่ายกลแต่ละจุดของค่ายกลภาพลวงตาน้อย ค้นหาอักขระค่ายกลทุกเส้น และตามหาธงค่ายกลทุกผืน...
จนกระทั่งในที่สุด ก็หาจุดศูนย์กลางของค่ายกลจนพบ เจอจานอาคม และใช้พลังเวทหลอมรวมมัน!
ในขณะเดียวกัน
บัณฑิตตาภูตในยามอู่สามเค่อ (11:45 น.) ก็ได้เข้าไปในห้องที่คล้ายไหหมักเหล้า เขาใช้มือทั้งสองข้างกดลงบนไหดินเผาที่แปะยันต์อาคมไว้ พยายามเค้นพลังปราณภายในที่เหลืออยู่น้อยนิด เพื่อกระตุ้นกู่ลูกที่อยู่ข้างใน
และในเวลาเดียวกัน ที่สำนักบัวบานซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้
ผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ดวงตาที่ชราภาพคู่นั้นลุกโชนไปด้วยไฟผี
รอบกายของเขา ไอผีที่เดือดพล่านก็แผ่กระจายออกมา วิญญาณแค้นนับไม่ถ้วนกรีดร้องโหยหวน ราวกับนรกบนดินได้ปรากฏขึ้น