- หน้าแรก
- เจ้าชายแห่งดินแดนตะวันออก
- บทที่ 388 การสับเปลี่ยนกองพล (ฟรี)
บทที่ 388 การสับเปลี่ยนกองพล (ฟรี)
บทที่ 388 การสับเปลี่ยนกองพล (ฟรี)
เมื่อไร้การสนับสนุนจากอาวุธหนัก กองพลที่ 514 จึงทำได้เพียงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า คอยยิงโต้กลับไปพลาง ค้นหาบังเกอร์หลบภัยไปพลาง สถานการณ์ระหว่างกองทัพแอฟริกาตะวันออกกับกองกำลังพิทักษ์พริทอเรียจึงเข้าสู่ช่วง "เวลายืดเยื้อไร้ประโยชน์" ที่ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบชัดเจน
วิกกินส์รู้สึกภูมิใจในตัวเองมาก เขาหันไปพูดกับกองทัพเยาวชนรักชาติว่า
"บอกแล้วไงว่าพวกเยอรมันน่ะไม่เก่ง! พวกเขาคิดว่าศัตรูของตัวเองเป็นใครกัน? พวกคนเถื่อนอย่างชาวเอ็นเดเบเลรึไง!"
กองทัพเยาวชนรักชาติในพริทอเรีย ซึ่งเดิมทีมีท่าทีตื่นตระหนก ตอนนี้กลับกลายเป็นสงบใจลงได้มาก เพราะพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับชาวเยอรมัน ดินแดนที่ผ่านศึกสี่ครั้งในยุโรป อีกทั้งยังมีภาพลักษณ์ของปรัสเซียกับจักรวรรดิออสเตรีย–ฮังการีหนุนหลัง ทำให้ไม่มีใครสงสัยในพลังรบของพวกเขา
ประกอบกับจำนวนของอีกฝ่ายที่มากกว่า ฝ่ายพริทอเรียมีเพียงแค่ 2,000 คน (ไม่นับชาวพื้นเมือง) จึงเป็นธรรมดาที่จะรู้สึกประหม่าก่อนศึกเริ่ม แต่พอเห็นว่ากำลังของกองพลที่ 514 มีเพียงเท่านี้ ก็เริ่มรู้สึกว่า "พอไหว"
จากแนวหลัง แอร์นสท์กล่าวสรุปว่า
"กองพลอย่าง 514 น่ะ เหมาะจะใช้ไล่ตีชาวพื้นเมืองที่ถืออาวุธเย็นกลางทุ่งหญ้าเสียมากกว่า พอเจอกำแพงป้อมหรือเมืองขึ้นมา ก็เหมือนจะไม่ใช่กองทัพเสียแล้ว โชคดีที่พวกบัวร์ช่วยให้เราได้เห็นจุดอ่อนของกองทัพตัวเองชัดขึ้น"
แน่นอนว่า ชาวพื้นเมืองไม่ได้ไร้ความสามารถในการสร้างเมือง เพียงแต่เมืองของพวกเขานั้นค่อนข้างดิบเถื่อน ยกเว้นชาวเอ็นเดเบเลที่ยอมละทิ้งเมืองและออกมารบกลางแจ้งในแอฟริกาตะวันออก และสุลต่านแห่งแซนซิบาร์ที่ตกอยู่ในความวุ่นวายภายใน จึงยกเมืองให้แอฟริกาตะวันออกอย่างง่ายดาย
โดยทั่วไปแล้ว ราชราชอาณาจักรแอฟริกาตะวันออกยังไม่เคยพบกับกำแพงเมืองที่ยากต่อการโจมตีเลย เว้นแต่เมืองที่สร้างโดยอาณาจักรพื้นเมืองบางแห่งในแถบทะเลสาบใหญ่
พูดให้ถึงที่สุด เมืองพวกนี้ก็แค่กองหินที่สุมกันอย่างลวก ๆ ไม่มีความงามหรือความแข็งแรงอะไรเลย พอจะใช้กันสัตว์หรือชนเผ่าใกล้เคียงได้ แต่แทบไม่อาจรับมือกับกองกำลังที่มีอารยธรรมได้เลย
ในพื้นที่แอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารามีเพียง "ซากเมืองใหญ่ซิมบับเว" เท่านั้น ที่เป็นเมืองขนาดใหญ่ซึ่งชาวผิวดำสร้างขึ้นเองอย่างแท้จริง
สำหรับกำแพงเมืองของพริทอเรียนั้น สร้างขึ้นแบบเร่งด่วนก่อนสงคราม วิกกินส์ใช้กำแพงดินอิฐเชื่อมบ้านเรือนและอาคารที่อยู่รอบนอกของเมืองพริทอเรียเข้าด้วยกัน โชคดีที่ช่วงนี้ไม่มีฝนตก ไม่เช่นนั้นกำแพงเมืองชั่วคราวนี้คงพังลงมานานแล้ว
แม้จะเป็นสิ่งปลูกสร้างชั่วคราว แต่มันก็มีรูยิง ป้อมปืน และฐานกลเครื่องกลเอาไว้พร้อม แถมยังหนาพอจะทนต่อการยิงปืนใหญ่ได้สองถึงสามระลอก
อย่างไรก็ตาม วิกกินส์ยังไม่ยอมใช้ปืนใหญ่หรืออาวุธหนักใด ๆ เพราะเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายก็มีปืนใหญ่เช่นกัน ในการปราบกบฏชาวเอ็นเดเบเลครั้งก่อน ปืนใหญ่ขนาดเล็กของฝ่ายแอฟริกาตะวันออกก็สร้างผลงานไว้มาก
แม้ปืนใหญ่ของพวกบัวร์จะมีจำนวนน้อย แต่กลับมีขนาดลำกล้องและอานุภาพทำลายล้างมากกว่าปืนใหญ่ของแอฟริกาตะวันออกอย่างชัดเจน ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือ เคลื่อนย้ายลำบาก ใช้ได้แค่ในแนวป้องกันหรือการล้อมโจมตีเท่านั้น
ตามหลักแล้ว กองกำลังบัวร์ไม่ควรจะใช้ปืนใหญ่นี้ในการรบกับชาวบัวร์เอง จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าตอนที่พวกเขาซื้อปืนใหญ่มา ก็เพื่อเตรียมรับมือกับใครบางคน นั่นคือ “อาณานิคมเคปทาวน์ของอังกฤษ” นั่นเอง
"ท่านผู้บัญชาการ ลองยิงปืนใหญ่ใส่พวกเยอรมันหน้ากำแพงซักหน่อยไหมครับ?" ทหารบัวร์คนหนึ่งเสนอขึ้น
แต่วิกกินส์โบกมือปฏิเสธแล้วกล่าวว่า
"นายไม่เข้าใจ ตอนนี้พวกเยอรมันยังแค่ ‘ลองเชิง’ อยู่ ถึงจะมีกำลังพลมาก แต่กองหน้าเหล่านี้ไม่ใช่หน่วยหลักเลย พวกเขายังไม่ยิงปืนใหญ่ แปลว่าพวกเขาไม่ได้จริงจังกับเราแต่แรก
"แต่พอทหารแนวหน้าเริ่มเจอทางตัน กองหนุนข้างหลังก็ต้องเคลื่อนไหวแน่นอน ตอนนั้นแหละ...ปืนใหญ่ของเราค่อยแสดงพลัง"
"แล้วท่านผู้บัญชาการครับ ถ้าอีกฝ่ายก็มีปืนใหญ่เหมือนกัน พวกเขาจะมีอานุภาพแค่ไหน?"
วิกกินส์ตอบเรียบ ๆ ว่า
"ไม่ต้องห่วง ปืนใหญ่ที่พวกเยอรมันในแอฟริกาตะวันออกมีนั้น แม้จะทรงพลัง แต่ก็มีไม่มาก"
เรื่องนี้ถือว่าไม่ผิดปกติเลย เพราะตลอดมาในแอฟริกาตะวันออกมีเพียงแนวชายฝั่งเท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับปืนใหญ่ กองทัพภาคพื้นดินส่วนใหญ่ใช้อาวุธปืนเพียงเพื่อจัดการกับชาวพื้นเมืองที่ถืออาวุธเย็น ส่วนปืนใหญ่ก็มีไว้เพื่อข่มขวัญชนเผ่าที่ไม่รู้จักความตายเท่านั้น ไม่ได้ใช้ในการรบจริงจังแต่อย่างใด
ดังนั้น จำนวนปืนใหญ่ที่กองทัพแอฟริกาตะวันออกมีจึงน้อยมาก กองทัพแนวใต้ทั้งหมดมีปืนใหญ่รวมกันแค่สิบกว่ากระบอกเท่านั้นเอง กองพลล่าง ๆ อย่างกองพลที่ 514 นั้น ไม่มีปืนใหญ่แม้แต่กระบอกเดียว มีเพียงกองพลที่ 511 และ 512 เท่านั้น ที่ติดตั้งปืนใหญ่อย่างเป็นทางการ
กองพลที่ 514 ซึ่งไม่มีปืนใหญ่ประจำการย่อมไม่อาจยิงถล่มเมืองพริทอเรียเพื่อเปิดทางได้แน่นอน แต่กระนั้น สงครามก็ไม่ใช่เรื่องของอาวุธที่รุนแรงกว่าเพียงอย่างเดียว กองพลที่ 514 นั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ชำนาญในการโจมตีเมือง จึงขาดการเตรียมพร้อมเมื่อเจอกับป้อมปราการของศัตรู ทำให้ไม่รู้จะรับมืออย่างไร
แอร์นสท์จึงมีคำสั่งว่า
“ให้กองพลที่ 514 ถอนกำลังได้แล้ว ถึงเวลาทดสอบความสามารถของกองพลที่ 111 ชุดใหม่แล้ว”
เมื่อคำสั่งของแอร์นสท์ถูกประกาศออกมา กองพลที่ 514 ก็เริ่มถอนกำลังกลับทันที ซึ่งสร้างความยินดีให้กับพวกบัวร์อย่างมาก บางคนถึงกับหัวเราะเยาะว่า
“พวกเยอรมันก็แค่นี้เอง!”
มีเพียงวิกกินส์ที่รู้สึกหนักใจ เพราะราชอาณาจักรแอฟริกาตะวันออกยังไม่ได้เปิดฉากโจมตีเต็มกำลังด้วยซ้ำก็ถอนทัพไปเสียแล้ว แม้พริทอเรียจะได้รับการเสริมความแข็งแกร่งจากตนเองและสามารถใช้สู้รบได้ แต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งไร้เทียมทานอย่างที่ตนพร่ำบอกเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ในทางกลับกัน มันกลับเต็มไปด้วยจุดอ่อน
ท้ายที่สุดแล้ว กำแพงที่สร้างขึ้นในไม่กี่วันนั้นจะมีคุณภาพแค่ไหน วิกกินส์รู้ดียิ่งนัก เขารู้ว่า หากกองทัพแอฟริกาตะวันออกยอมเสียทหารร้อยกว่าคนเข้าโจมตีอย่างบ้าระห่ำก็สามารถบุกทะลวงมาถึงขอบเมืองพริทอเรียได้แน่ แต่เมื่อพวกเขาไม่แม้แต่จะยอมจ่ายราคานี้ แสดงว่าต้องมีวิธีที่ดีกว่าในการเข้าตีเมือง
กองพลที่ 111 ซึ่งเพิ่งจัดตั้งใหม่ เป็นหนึ่งในกำลังหลักของราชอาณาจักรแอฟริกาตะวันออก โดยมีแกนหลักเป็นนักเรียนจากสถาบันการทหารไฮซิงเงินที่เคยผ่านศึกสงครามฝรั่งเศส–ปรัสเซียมาแล้วในฐานะนายทหาร นายทหารเหล่านี้เป็นทหารสายนักวิชาการที่ผ่านการฝึกเต็มหลักสูตร ไม่ใช่ทหารหลักสูตรเร่งรัดแบบสมัยก่อน
ตัวอย่างเช่น ซิตต์ เสนาธิการใหญ่ของกองทัพแอฟริกาตะวันออก ก็เป็นหนึ่งในบัณฑิตสายเร่งรัด หากจะให้มาแข่งขันด้านทฤษฎีกับนักเรียนจากไฮซิงเงินที่เรียนมาเต็มสามปีแล้ว ก็เทียบกันไม่ติดเลย
สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดก็คือ นักเรียนเหล่านี้เคยผ่านศึกจริงมาแล้ว พวกเขาเคยรบกับกองทัพฝรั่งเศส ซึ่งได้รับการยกย่องว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลกเมื่อปีก่อน และยังคว้าชัยชนะมาได้อีกด้วย เมื่อมาจัดตั้งกองพลที่ 111 ขึ้นใหม่ในพื้นที่แทนกันยิกา จึงเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
อาวุธยุทโธปกรณ์ของกองพลที่ 111 ก็ได้รับการปรับปรุงอย่างมาก ยกเว้นปืนใหญ่ที่ยังตามหลังปรัสเซีย แต่ในด้านอื่น ๆ แทบไม่มีข้อบกพร่องเลย
เเมื่อกองพลที่ 111 เข้าประจำการ ผู้บัญชาการกองพล คริส ก็เริ่มสั่งการให้กองพลเคลื่อนไหว ซึ่งหากเทียบกับกองพลที่ 514 แล้ว การควบคุมบัญชาการของกองพล 111 เป็นไปอย่างลื่นไหลกว่าเห็นได้ชัด เมื่อแต่ละหน่วยได้รับมอบหมายพื้นที่ความรับผิดชอบ ก็เริ่มปฏิบัติการอย่างมีระเบียบ
แต่กองพลที่ 111 ไม่ได้เริ่มจากการใช้ปืนใหญ่ หากแต่ส่งกองกำลังขนาดเล็กเข้าไปประชิดแนวป้องกันของพริทอเรีย โดยคำนวณระยะปลอดภัยไว้ราว 450 เมตร เนื่องจากอาวุธของบัวร์มีหลากหลายและระยะยิงจำกัด
พวกเขาคำนวณจากปืนไรเฟิลเดรสเซอร์ที่ใช้เองว่า ระยะประมาณนี้จะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เลย
เมื่อยึดจุดยุทธศาสตร์เบื้องต้นที่ระยะ 450 เมตรได้แล้ว วิศวกรก็เริ่มลงมือทันที พวกเขาใช้พลั่วและจอบขุดอุโมงค์ ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า
ขณะเดียวกัน บนกำแพงเมืองพริทอเรีย วิกกินส์ก็สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวของทหารแอฟริกาตะวันออก ฝุ่นจากการขุดเริ่มพวยพุ่งออกจากอุโมงค์สองฝั่ง และในไม่ช้าวิศวกรก็หายเข้าไปในโพรงดิน
“พวกเยอรมันจะใช้สนามเพลาะบุกเข้ามา!”
ตอนนั้นเอง วิกกินส์เริ่มลังเล เพราะในระยะนี้ปืนไรเฟิลจะโจมตีทหารแอฟริกาตะวันออกไม่ได้แน่นอน ถ้าจะใช้ปืนใหญ่ก็สามารถยิงถล่มแนวหน้าศัตรูได้ ทว่าปืนใหญ่ฝ่ายแอฟริกาตะวันออกยังไม่เผยตัว ดังนั้นเขาต้องรักษากระสุนที่มีอยู่จำกัดไว้เพื่อยับยั้งอีกฝ่าย
ทางเดียวที่เหลือคือต้องส่งทหารออกจากสนามเพลาะไปบุกแนวหน้าของแอฟริกาตะวันออกเสียเอง!
“ส่งคำสั่งข้าไป! ให้กองพันที่ 3 ออกจากสนามเพลาะ โจมตีแนวหน้าของพวกมัน หยุดการก่อสร้างทันที! ห้ามปล่อยให้แผนของแอฟริกาตะวันออกสำเร็จเด็ดขาด!”
ไม่นาน กองทัพทรานส์วาลที่มีทหารผิวดำถึง 90% ก็ถูกหัวหน้าชาวบัวร์บังคับให้ออกจากสนามเพลาะและเริ่มโจมตี
“บุก! บุกเข้าไปเลย ไอ้พวกเวร จะยืนเฉยกันอีกนานไหม? หรืออยากตายกันหมด!”
นายทหารบัวร์ตะโกนพลางเตะก้นชายผิวดำที่ยืนลังเลอยู่ ทำให้เขาต้องคว้าปืนขึ้นมาแล้ววิ่งเข้าแนวของแอฟริกาตะวันออก
แม้ทหารผิวดำจะมีอาวุธในมือ แต่ก็ไม่กล้าต่อกรกับชาวบัวร์ เพราะก่อนศึก วิกกินส์ตั้งใจปิดบังเรื่องที่มีปืนกลกัตลิงที่คอยเล็งอยู่ข้างหลัง หากใครขัดคำสั่งก็จะกลายเป็นเป้าเสียเอง
(จบบท)