- หน้าแรก
- ยุคสมัยแห่งเซียนไซเบอร์
- ตอนที่ 11 เอาชนะอัจฉริยะตระกูลไป๋
ตอนที่ 11 เอาชนะอัจฉริยะตระกูลไป๋
ตอนที่ 11 เอาชนะอัจฉริยะตระกูลไป๋
**ผมจะไม่ใช้อัคคีหรือเพลิงละกันครับ มันยุคอนาคตละ เอาศัพท์พื้นๆแทนเท่ๆ**
ปลายผมปลิวไสว ไป๋อี้สัมผัสได้ถึงงูไฟร้อนระอุที่พุ่งเข้ามา กระบี่ชิงเฟิงที่อยู่ด้านหลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
หวือ!
เสียงกระบี่ดังออกจากฝัก ในวินาทีที่งูไฟกำลังจะเข้าใกล้ไป๋อี้ ลำแสงสีเขียวก็พุ่งออกไปตัดกลางลำตัวงูไฟก่อน
ปัง…
ประกายไฟที่แตกกระจายสาดกระเซ็นไปทางด้านข้างของไป๋อี้แล้วก็ดับลง
ภายใต้การบดบังของประกายไฟ พลังอันเกรี้ยวกราดก็ระเบิดออกมาจากร่างของไป๋เสี่ยวจิ้ง สองมือประสานผนึกเต๋า พลังปราณไฟอันเข้มข้นรวมตัวกันเป็นเปลวไฟอันร้อนแรงล้อมรอบกายเธอ
"เคล็ดวิชาไฟโทสะ—ผนึกไฟ"
แววตาของไป๋เสี่ยวจิ้งปรากฏความภาคภูมิใจขึ้นมา แม้เธอจะมีรากปราณห้าธาตุ แต่ในบรรดาห้าธาตุนั้น ความสามารถในการรับรู้พลังปราณไฟของเธอสูงที่สุด
บวกกับเคล็ดวิชาไฟโทสะซึ่งมีอานุภาพพอสมควรในบรรดาเคล็ดวิชาชั้นสูงระดับปราณก่อเกิด ทำให้เธอมักจะเอาชนะนักเรียนรุ่นพี่ในโรงเรียนได้บ่อยครั้ง
พลังปราณพลุ่งพล่าน ผนึกเต๋ากดลง
เปลวไฟที่ล้อมรอบขยายตัวและระเบิดออกอีกครั้ง ค่อยๆ รวมตัวกันเป็นผนึกฝ่ามือไฟที่กดลงมาพร้อมกับการเคลื่อนไหวของเธอ
ท่ามกลางเปลวไฟที่เกรี้ยวกราด แก่นแท้แห่งเต๋าเล็กน้อยดึงดูดพลังฟ้าดินทำให้อานุภาพของเปลวไฟเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
เคล็ดวิชาไฟโทสะซึ่งเป็นวิชาเต๋าธาตุไฟหลักของเธอ เธอได้ฝึกฝนจนถึงขั้นแก่นแท้แห่งเต๋าขั้นต้นแล้ว พลิกฝ่ามือทีเดียวก็สามารถแผ่เปลวไฟไปทั่วพื้นได้
ทะเลไฟที่ปั่นป่วน คลื่นความร้อนระลอกแล้วระลอกเล่า ราวกับจะเผาผลาญอากาศให้แห้งเหือด ผนึกไฟห่อหุ้มเปลวไฟสีแดงฉาน
"เป็นวิชาไฟที่ร้ายกาจ"
ไป๋อี้สัมผัสได้ถึงอานุภาพของทะเลไฟ ในใจก็เพียงแค่รู้สึกชื่นชมเล็กน้อย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความสามารถของไป๋เสี่ยวจิ้งในตอนนี้ก็เพียงพอที่จะติดอันดับท็อปเท็นของ ม.6 โรงเรียนมัธยมเต๋าที่สองได้แล้ว
"แต่ว่า ยังหลวมเกินไป"
แววตาของไป๋อี้คมกริบ พลังกระบี่อันแหลมคมทะลุผ่านร่างกายออกมา กระบี่ชิงเฟิงเปล่งประกายแสง ราวกับมังกรที่ขดตัวอยู่รอบกายเขา พลังกระบี่ที่แผ่ออกมาอย่างอิสระ คลื่นลมตัดเปลวไฟสีแดงฉานที่ปกคลุมจนสิ้นซาก
เสียงกระบี่ดังก้อง!
สายรุ้งยาววาบหนึ่ง กระบี่ชิงเฟิงมีแก่นแท้แห่งเต๋าคลอเคลีย คมกระบี่นับไม่ถ้วนรวมตัวกันที่ตัวกระบี่ ก่อตัวเป็นปราณกระบี่มายาพุ่งตรงไปยังผนึกไฟที่กดลงมา
แสงไฟสว่างวาบ พลังกระบี่สายลมเบาที่ต่อเนื่องราวกับเส้นไหมแทงเข้าไปในผนึกฝ่ามือไฟ ทำลายเปลวไฟราวกับดึงเส้นไหมออกจากรังไหม
แสงเย็นเยียบปรากฏขึ้น!
ประกายกระบี่ทะลวงผ่านผนึกฝ่ามือไฟเข้าไป ไป๋เสี่ยวจิ้งมีสีหน้าตกใจ รีบกระตุ้นเคล็ดวิชาไฟโทสะ ปล่อยเปลวไฟสีแดงฉานออกมาติดต่อกันเพื่อสกัดกั้นประกายกระบี่
เมื่อเผชิญหน้ากับเปลวไฟสีแดงฉานที่ไป๋เสี่ยวจิ้งปล่อยออกมาอย่างเร่งรีบเพื่อขัดขวาง แววตาของไป๋อี้ยังคงสงบนิ่ง ท่ามกลางสายลมอ่อนๆ กระบี่ชิงเฟิงก็หลบหลีกเปลวไฟอย่างแผ่วเบาและเป็นอิสระ ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตระหนกของไป๋เสี่ยวจิ้ง กระบี่ก็หยุดลงตรงหน้าคอของเธอ
ภายใต้ความเย็นเยียบที่ปะทะใบหน้า ปอยผมสีดำสองเส้นก็ค่อยๆ ร่วงลงมาตรงหน้าเธอ
"ฉันยอมแพ้”"
ไป๋อี้คิดในใจ ประกายแสงบนตัวกระบี่ชิงเฟิงก็หายไป กลับมาอยู่ข้างกายเขาราวกับนกนางแอ่นกลับรัง แล้วก็หมุนตัวลงไปในฝักกระบี่
"เป็นไปได้ยังไง..."
"ไหนอาจารย์บอกว่าผู้บ่มเพาะสายกระบี่ในสมาพันธ์เซียนเป็นเพียงวิถีสายกลาง..."
ไป๋เสี่ยวจิ้งมองประกายกระบี่ที่หายไป พลังปราณไฟที่เดือดพล่านรอบตัวเธอก็ดับลง ทั้งคนดูเหมือนจะสติหลุดลอยไป
แค่กระบี่เดียว!
ผนึกฝ่ามือไฟที่เธอภาคภูมิใจก็ถูกทำลายในทันที แม้กระทั่งตอนที่ประกายกระบี่มาถึงแล้ว เธอก็ไม่มีทางรับมือได้เลย
ความพ่ายแพ้เช่นนี้..
"พลังกระบี่ของพี่ไป๋อี้ของเธอถูกเก็บซ่อนและควบแน่นอยู่ภายใน แก่นแท้แห่งเต๋าขั้นสมบูรณ์ที่ดึงดูดพลังปราณฟ้าดินยิ่งทำให้อานุภาพของคมกระบี่เพิ่มขึ้นหลายเท่า"
"ส่วนผนึกฝ่ามือไฟของเธอดูเหมือนจะทรงพลัง แต่จริงๆ แล้วพลังปราณและแก่นแท้แห่งเต๋ากระจัดกระจาย ดังนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับกระบี่นี้จึงสลายไปในพริบตา"
ไป๋หลัวเดินไปข้างๆ ไป๋เสี่ยวจิ้ง เหลือบมองไป๋อี้ที่ดูเหมือนจะไม่เป็นอะไร แล้วก็กดความตกใจในใจของตัวเองลงแล้วปลอบโยน
ต้องยอมรับว่า แม้เขาจะคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าไป๋อี้จะเชี่ยวชาญวิถีกระบี่ได้ถึงขนาดนี้ ผนึกฝ่ามือไฟของลูกสาวเขาแม้จะค่อนข้างหลวม
แต่ในระดับพลังเดียวกัน การที่เคล็ดวิชาชั้นสูงระดับปราณก่อเกิดบรรลุแก่นแท้แห่งเต๋าขั้นต้นกลับถูกทำลายด้วยกระบี่เดียวจนไม่สามารถตอบโต้ได้
นี่ถ้าเป็นการต่อสู้เอาเป็นเอาตาย เกรงว่าคงจะหัวหลุดจากบ่าไปนานแล้ว
"น่าเสียดายจริงๆ"
ไป๋หลัวถอนหายใจในใจ ด้วยพรสวรรค์ของไป๋อี้ หากเกิดในตระกูลหลัก การผ่านรอบคัดเลือกของสี่สถาบันสิบวังถือว่าเป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว และอาจจะสามารถเข้าไปในสิบวังได้จริงๆ
หลังจากจัดการเรื่องทั้งหมดเสร็จแล้ว ไป๋หลัวก็พาไป๋เสี่ยวจิ้งที่ตาแดงก่ำเล็กน้อยเตรียมจะจากไป
ตอนที่จะไป ไป๋หลัวดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ หันกลับมามองไป๋อี้ด้วยสีหน้าที่จริงจัง "พยายามอย่างเต็มที่เพื่อผ่านรอบคัดเลือกของสี่สถาบันสิบวังให้ได้"
"ถึงแม้จะเป็นเพียงรอบคัดเลือก แต่เมื่อก้าวข้ามไปได้แล้วก็คือช่องว่างที่กว้างใหญ่ราวฟ้ากับเหว!"
"ขอบคุณลุงหลัวที่เตือนครับ"
ไป๋อี้มองแผ่นหลังของพ่อลูกตระกูลไป๋ที่จากไป รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อยๆ หายไป แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมและจริงจัง
การต่อสู้เมื่อครู่ดูเหมือนว่าเขาจะได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย
แต่ไป๋เสี่ยวจิ้งเป็นเพียงนักเรียน ม.4 ที่เพิ่งเข้าโรงเรียนมัธยมเต๋าศึกษา ถึงอย่างนั้นระดับพลังของเขาก็ไม่ได้นำหน้าเธอเลย
พูดได้ว่า หากไม่มีกระจกจำลองมรรคาปรากฏขึ้น เกรงว่าเขาคงจะสู้กับน้องสาวคนนี้ไม่ได้เลย
ม.4 ก็เป็นเช่นนี้แล้ว นักเรียน ม.6 ของโรงเรียนมัธยมเต๋าที่หนึ่งเมืองมู่หยวนที่ไป๋เสี่ยวจิ้งอยู่จะอยู่ในระดับไหนกัน
"ต้องรีบยกระดับพลังขึ้นมาให้ได้"
"การบำรุงแสงเรืองรองแห่งการหยั่งรู้ก็ต้องเร่งให้เร็วขึ้น!"
ไป๋อี้มองยอดเงินในเทอร์มินัลที่มีอยู่กว่าสองแสน หลังจากคุยกับพ่อแม่สองสามคำก็หันหลังเข้าไปในห้องฝึกตน
.........
...
ท้องฟ้ายามค่ำคืน
ภายในห้องฝึกตน พลังปราณที่ปั่นป่วนรอบตัวไป๋อี้ก็สงบลง เมื่อลืมตาขึ้นก็ค่อยๆ พ่นไอหมอกสีขาวออกมา
การมีเวลาฝึกตนในหอฝึกตนสี่ชั่วโมง ทำให้ความเร็วในการสะสมพลังปราณของเขาเร็วขึ้นเล็กน้อย
แต่หากไม่ใช้ยาเม็ดอี้ชี่ การที่จะทะลวงสู่ระดับปราณก่อเกิดขั้นที่ 5 ภายในสองเดือนถือว่าเป็นไปไม่ได้เลย
"ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคืนนี้แล้ว"
ไป๋อี้คำนวณในใจ ยาเม็ดราคาห้าหมื่นเหรียญปราณ หากเคล็ดวิชาห้าธาตุย่อยสามารถก้าวไปอีกขั้นแล้วค่อยกินก็คงจะดีกว่า
【เวลา: 22:09 น.】
"ได้เวลาแล้ว น่าจะออกเดินทางได้แล้ว"
ไป๋อี้ก้มลงมองเวลาบนเทอร์มินัลที่ข้อมือ แล้วก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องฝึกตน
สวมเสื้อฮู้ดสีดำ ไป๋อี้บอกกับพ่อแม่ว่าจะออกไปเดินเล่น จากนั้นก็ออกจากหมู่บ้านแล้วเรียกแท็กซี่ไร้คนขับพิเศษมุ่งหน้าไปยังทิศใต้สุดของเมืองหลานซาน
รถวิ่งด้วยความเร็วสูง ย่านที่เคยสว่างไสวก็ค่อยๆ มืดลง
อาคารสองข้างทางทรุดโทรม ไฟนีออนที่เสียหายกระพริบเป็นพักๆ ประกายไฟที่เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรก็เพิ่มสีสันขึ้นมาเล็กน้อย
รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นเก่าที่เหมือนของโบราณถูกแซงไปทีละคัน เสียงท้าทายดังออกมาจากในรถ
ซี่ซี่...
【ท่านได้เข้าสู่เขตเก่าแล้ว โปรดปฏิบัติตามกฎของเมือง】
กลางอากาศ กล้องวงจรปิดลอยฟ้าจำนวนมากเหมือนแมลงปอที่บินไปมาตามย่านต่างๆ แสงโปรเจกต์เตือนสีแดงส่องไปยังมุมลึกเหล่านั้น
สิบกว่านาทีต่อมา รถแท็กซี่ไร้คนขับก็จอดที่ชานชาลา
กลิ่นปัสสาวะจางๆ พัดมาตามลม กลิ่นสนิมผสมกับกลิ่นท่อระบายน้ำที่ไม่ทราบที่มาทำให้ไป๋อี้อดไม่ได้ที่จะย่นจมูก
หยิบหน้ากากอนามัยออกจากกระเป๋าแล้วสวมไว้บนใบหน้า ไป๋อี้ลงจากรถแล้วเดินเข้าไปในชานชาลา
ยังไม่ทันจะก้าวเข้าไป ข้างเสาโลหะกลางชานชาลา ชายหลายคนที่ห้อยโซ่โลหะเต็มตัวก็ทิ้งบุหรี่ไฟฟ้าในปากอย่างตื่นเต้น แล้วก็เดินโซเซมาหาไป๋อี้
"โอ้โห คุณชายที่นั่งรถพิเศษมานี่เอง"
"พวกพี่ไม่ได้กินข้าวมานานแล้ว ช่วยบริจาคหน่อยสิ"
ชายที่เป็นหัวหน้ากลุ่มมองไป๋อี้ด้วยรอยยิ้มเย็นชา ภายใต้แสงไฟสลัว แขนขวาที่ยกขึ้นมาเป็นแขนเทียมโลหะ ตาซ้ายที่ดำคล้ำก็ถูกแทนที่ด้วยตาเทียมที่ส่องแสงสีแดงออกมา
ข้างหลังเขามีชายอีกหลายคนที่ได้รับการดัดแปลงทางเครื่องจักรล้อมเข้ามา