เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 ศิลาพลิกชะตา

บทที่ 1 ศิลาพลิกชะตา

บทที่ 1 ศิลาพลิกชะตา


บทที่ 1 ศิลาพลิกชะตา

◉◉◉◉◉

เมืองหนิงตงตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลทางตะวันออกของประเทศจีน ด้วยแรงหนุนจากนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ ตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา เมืองแห่งนี้ได้เติบโตขึ้นเป็นมหานครระดับนานาชาติอย่างเงียบๆ มีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเข้ามาอาศัยอยู่มากกว่าสิบล้านคน และมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวทะลุสามหมื่นหยวนไปแล้ว

หลังจากที่เมืองหนิงตงผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างพากันศึกษาว่าเหตุใดเมืองนี้จึงสามารถสร้างปาฏิหาริย์เช่นนี้ได้ หนึ่งในคำอธิบายนั้นเกี่ยวข้องกับศาสตร์แห่งฮวงจุ้ย กล่าวกันว่าทำเลที่ตั้งของเมืองหนิงตงนั้นอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า “พญาอินทรีได้น้ำ”

หากมองจากลักษณะทางภูมิประเทศ เมืองหนิงตงจะมีรูปร่างคล้ายพญาอินทรีกำลังสยายปีก แนวเนินเขาที่ทอดยาวเปรียบเสมือนลำตัวของอินทรี ป่าไม้ขนาดใหญ่สองฟากฝั่งก็เปรียบดังปีกที่กางออก และด้วยทำเลที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบชายฝั่งอันกว้างใหญ่ ทำให้มีพื้นที่มหาศาลสำหรับการโผบิน ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลยังเปรียบเสมือนแหล่งน้ำและอาหารอันอุดมสมบูรณ์ไม่สิ้นสุด ซึ่งก็คือ "กระแสแห่งโชคลาภ" ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เมืองนี้จะเจริญรุ่งเรืองอย่างถึงขีดสุด!

ดวงอาทิตย์ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้า แสงแดดแผดเผาราวกับเปลวไฟที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้

ณ โรงโม่หินแห่งหนึ่งบริเวณชานเมืองหนิงตง เครื่องจักรบดหินขนาดมหึมาส่งเสียงคำรามกึกก้องกัมปนาท ก้อนหินน้อยใหญ่ถูก "ป้อน" เข้าไปในเครื่องจักร ก่อนจะถูก "คาย" ออกมาเป็นเศษหินขนาดเล็ก การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วนำมาซึ่งการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และหนึ่งในนั้นคือความต้องการหินที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

โรงโม่หินจึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการนั้น และทำกำไรได้อย่างงดงาม

ฟางหมิงกัดฟันแน่น แบกก้อนหินขนาดใหญ่ไว้บนบ่า ค่อยๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล

แม้ว่าโรงโม่หินจะมีเครื่องจักรนานาชนิด แต่ก็ยังมีพื้นที่หลายแห่งที่เครื่องจักรเข้าไม่ถึง ในสถานการณ์เช่นนี้จึงจำเป็นต้องอาศัยแรงงานคน

"โครม!"

ฟางหมิงยืดเอวขึ้น สะบัดไหล่เล็กน้อย ก้อนหินหนักเกือบสองร้อยจิน*ก็ลอยละลิ่วออกไปไกลถึงสองเมตร ก่อนจะกระแทกลงบนพื้นอย่างแรงจนฝุ่นตลบอบอวล

"ให้ตายเถอะ ไอ้หนุ่มนี่มันแข็งแรงเหมือนกระทิงเปลี่ยวเลยว่ะ"

"ใช่ๆ ดูเอวมันสิ เอวดีแบบนี้ คืนเดียวเก็บสาวๆ ได้สามสี่คนสบายๆ"

...

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่ได้ปิดบังดังมาจากที่ที่ไม่ไกลนัก ฟางหมิงปาดเหงื่อที่ไหลทะลักออกมาบนหน้าผาก อากาศวันนี้มันร้อนเกินไปจริงๆ แค่บ้วนน้ำลายลงพื้นก็แทบจะระเหยหายไปในพริบตา

ฟางหมิงมาจากหมู่บ้านอันห่างไกล เมื่อเดือนก่อนพ่อของเขาเกิดอาเจียนเป็นเลือดแล้วล้มหมดสติขณะทำนา พอส่งโรงพยาบาลก็ตรวจพบว่ามีปัญหาที่หัวใจและปอด ต้องพักฟื้นเป็นเวลานานและใช้ยานำเข้าราคาแพง ทำให้ครอบครัวตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ในฐานะลูกชายคนโต เขาจึงตัดสินใจออกมาทำงานเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว แต่ด้วยความที่ไม่มีทั้งวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ สิ่งเดียวที่มีคือพละกำลังมหาศาล แถมยังต้องการใช้เงินด่วน จึงทำได้เพียงหางานในสถานที่อย่างโรงโม่หิน และวันนี้ก็เป็นวันแรกที่เขาทำงานที่นี่

"ฟางหมิง รีบหลบเร็ว! เขาจะระเบิดภูเขากันแล้ว!"

ฟางหมิงหันไปตามเสียงตะโกน ก็เห็นเซี่ยถิงที่อยู่ห่างออกไปราวห้าหกสิบเมตรกำลังโบกมือให้เขา พร้อมกับชี้ไปทางด้านหลัง

ภูเขาหินนั้นทั้งใหญ่และแข็งแกร่ง การใช้เพียงเครื่องจักรขุดเจาะนั้นไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร หลายครั้งจึงเลือกที่จะใช้ระเบิดเปิดทางไปเลย ซึ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่าการระเบิดภูเขา

การระเบิดภูเขานั้นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะแรงระเบิดมหาศาลจะทำให้เศษหินกระเด็นไปทั่วทุกทิศทาง อานุภาพของมันไม่ต่างจากกระสุนปืนไรเฟิล หากโดนเข้ากับร่างกายก็ถึงแก่ชีวิตได้

ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าจะมีการระเบิดภูเขา ฟางหมิงก็ถึงกับตัวสั่นสะท้าน เขารีบหันกลับไปมอง ก็เห็นกลุ่มควันรูปดอกเห็ดพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจากระยะไกลหลายร้อยเมตร ราวกับระเบิดปรมาณู

"นั่นมันตัวอะไรกันวะ?"

ทันใดนั้น ณ จุดที่เกิดการระเบิด ก็มีสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายมังกรผสมม้าปรากฏตัวขึ้น สิ่งที่ทำให้ฟางหมิงขวัญหนีดีฝ่อไปกว่านั้นคือ สัตว์ประหลาดตัวนั้นกำลังพุ่งตรงมาทางเขา! ระยะทางหลายร้อยเมตรถูกย่นย่อลงในพริบตาเดียว มันมาถึงตรงหน้าเขาแล้ว!

เขาสาวเท้าคิดจะวิ่งหนี แต่ก็สายไปเสียแล้ว สัตว์ประหลาดมาถึงตรงหน้าและงับเข้าที่หลังมือขวาของเขาอย่างจัง!

เลือดสดๆ พลันทะลักออกมา!

"บ้าเอ๊ย!"

ฟางหมิงสะบัดมืออย่างแรง หวังจะสลัดสัตว์ประหลาดที่กัดมือเขาอยู่ออกไป แต่จะสลัดออกได้อย่างไร? ไม่เพียงแต่สลัดไม่หลุด สัตว์ประหลาดตัวนั้นกลับค่อยๆ หดเล็กลง และกำลังมุดเข้าไปในมือขวาของเขา!

"ตุ้บ!"

ฟางหมิงล้มลงกับพื้นราวกับกระสอบป่านที่ไร้ค่า ซ้ำร้ายเคราะห์ยังซัดกระหน่ำ ก้อนหินก้อนหนึ่งไม่รู้ลอยมาจากไหน กระแทกเข้าที่หน้าผากของเขาอย่างจัง ทำให้เขาสลบไปในทันที

เมื่อเห็นฟางหมิงล้มลงกับพื้น เซี่ยถิงก็ตกใจสุดขีด รีบวิ่งเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบว่าเลือดจำนวนมากไหลทะลักออกมาจากแผลบนหน้าผากของฟางหมิงจนพื้นดินชุ่มโชกไปหมด

"ฟางหมิง!"

เซี่ยถิงรีบนั่งยองๆ ลง ใช้มือขวากดแผลบนหน้าผากของฟางหมิงไว้แน่น หากปล่อยให้เลือดไหลไม่หยุดแบบนี้ มีหวังได้ตายกันพอดี

"นายกดแบบนั้นไม่อยู่หรอก ฉันเอง"

จ้าวอันกั๋วถอดเสื้อของตนออก แล้วกดลงไปบนหน้าผากของฟางหมิงอย่างสุดแรง

สัตว์ประหลาดหัวมังกรตัวม้ายังคงมุดลึกเข้าไปในมือขวาของฟางหมิงต่อไป โดยที่เซี่ยถิงและจ้าวอันกั๋วซึ่งกำลังพยายามห้ามเลือดให้ฟางหมิงอย่างสุดความสามารถนั้นมองไม่เห็น เมื่อสัตว์ประหลาดมุดเข้าไปจนสุดตัว หลังมือขวาของฟางหมิงก็ปูดนูนขึ้นมาเล็กน้อย ราวกับมีแมลงตัวเล็กๆ อยู่ข้างใน หลังจากดิ้นขลุกขลักอยู่ครู่หนึ่ง ทุกอย่างก็กลับสู่ความสงบ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"เอ๊ะ?! เลือดหยุดไหลแล้ว?"

เซี่ยถิงชะงักไปครู่หนึ่ง เขาพบว่าเลือดที่หน้าผากของฟางหมิงหยุดไหลแล้ว

"หา? จริงด้วย"

จ้าวอันกั๋วดึงเสื้อที่กดแผลของฟางหมิงออก ก็พบว่าเลือดหยุดไหลแล้วจริงๆ

"นี่...แผลมันเล็กขนาดนี้เลยเหรอ??"

บนหน้าผากของฟางหมิงมีเพียงรอยแผลเล็กๆ ราวกับถูกอะไรขีดข่วนเท่านั้น

สีหน้าของจ้าวอันกั๋วเปลี่ยนไปอย่างมาก เขาอึ้งไปนาน ก่อนจะยื่นมือไปลูบที่หน้าผากของฟางหมิงสองสามครั้ง ริมฝีปากสั่นระริก "นี่...นี่...มันเรื่องบ้าอะไรกัน?"

"ฉัน...ฉันจะไป...รู้ได้ยังไง?"

เซี่ยถิงอ้าปากค้าง เรื่องนี้มันน่าอัศจรรย์เกินไป...ไม่สิ ต้องเรียกว่าเหลือเชื่อเกินไปหน่อยแล้ว! เขาก้มลงมองฝ่ามือของตัวเอง ที่นั่นยังคงเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดจำนวนมาก!

แผลต้องใหญ่มากถึงจะเลือดไหลขนาดนี้ แค่ห้ามเลือดได้ก็ดีถมไปแล้ว แต่นี่แผลกลับเล็กนิดเดียว แถมยังหายเร็วขนาดนี้ได้ยังไงกัน?!

ฟางหมิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น แล้วก็ต้องรีบหลับตาลงอีกครั้ง แสงแดดที่เจิดจ้าเกินไปทำให้ดวงตาของเขาแสบจนน้ำตาไหลพราก

"นี่...เกิดอะไรขึ้น?"

ผ่านไปครู่ใหญ่ ฟางหมิงถึงจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง นอกจากเซี่ยถิงและจ้าวอันกั๋วแล้ว เขายังพบว่ามีคนงานกลุ่มใหญ่ยืนล้อมรอบเขาอยู่

"เมื่อกี้มีการระเบิดภูเขา นายโดนหินกระแทกจนสลบไป แถมยังเลือดไหลเยอะมากด้วย"

เซี่ยถิงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้ฟังเสียงดัง

ฟางหมิงพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง ส่ายหัวไปมาเล็กน้อย รู้สึกว่าหัวหนักนิดหน่อย นอกนั้นก็ไม่มีอะไรผิดปกติ เขาลองลูบหน้าผากตัวเอง ก็พบว่ามีเพียงรอยแผลเล็กๆ ที่แทบจะมองไม่เห็น

"ฉันโดนหินกระแทกเนี่ยนะ? จริงเหรอ?"

เซี่ยถิงพอได้ยินก็ร้อนใจ แบมือของตัวเองออก "นี่เลือดของนาย แล้วก็บนเสื้อของเหล่าจ้าว*ก็ยังมีคราบเลือดของนายอยู่"

"ใช่แล้ว ดูสิ เมื่อกี้นี้เลือดที่หน้าผากนายไหลไม่หยุดเลย ฉันต้องใช้เสื้อกดไว้เพื่อห้ามเลือดให้"

จ้าวอันกั๋วส่งเสื้อให้ ฟางหมิงรับมาดูก็พบว่ามีคราบเลือดขนาดใหญ่จริงๆ

เกิดอะไรขึ้น?

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ฟางหมิงมองไปที่เซี่ยถิงทีหนึ่ง แล้วก็มองไปที่จ้าวอันกั๋วทีหนึ่ง ก็เห็นว่าสีหน้าของพวกเขาทั้งสองคนไม่เหมือนกำลังล้อเล่น

แต่ถ้าที่พวกเขาพูดเป็นความจริง แผลบนหน้าผากของเขาไม่น่าจะเล็กขนาดนี้ไม่ใช่เหรอ?

"เซี่ยถิง นี่นายกับเหล่าจ้าวรวมหัวกันแกล้งฟางหมิงใช่ไหม? ดูหน้าผากเขาสิ รอยขีดเล็กๆ นั่นสงสัยเมื่อคืนโดนสาวข่วนมาล่ะมั้ง จะเหมือนโดนหินกระแทกได้ยังไง?"

"ใช่เลย ฉันว่านั่นมันเลือดหมูมากกว่ามั้ง จะหลอกคนก็ให้มันเนียนๆ หน่อยสิ?"

...

คนรอบข้างต่างพากันหัวเราะครืน เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครเชื่อคำพูดของเซี่ยถิงและจ้าวอันกั๋ว พวกเขาทั้งสองหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้มีร้อยปากก็พูดไม่ออก ก็ใครใช้ให้บนหน้าผากของฟางหมิงไม่มีแผลเลยล่ะ?

"แยกย้ายๆ มุงดูอะไรกัน ไม่ต้องทำงานหรือไง! ระวังจะโดนหักเงินเดือนนะ"

ฟางหมิงหันไปมอง ก็พบว่าเป็นหลิวเหมิ่ง หัวหน้าคนงานของโรงโม่หิน คนที่มุงอยู่ต่างก็ "พรึ่บ" เดียวสลายตัวไปหมด เหลือเพียงฟางหมิงอยู่คนเดียว

"โย่ว นี่มันเรื่องอะไรกันล่ะเนี่ย?"

หลิวเหมิ่งปาดเหงื่อบนใบหน้า จ้องเขม็งมาที่ฟางหมิงราวกับเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาแต่ชาติปางก่อน วันนี้อากาศร้อนจัด แถมเขายังเป็นคนอ้วน เหงื่อจึงไหลไคลย้อยเป็นพิเศษ อารมณ์ก็พลอยหงุดหงิดไปด้วย เมื่อครู่เห็นคนงานมารวมตัวกันก็ฉุนกึกขึ้นมาทันที จึงรีบเดินตรงเข้ามา

"แหะๆ พี่หลิว ไม่มีอะไรครับ นี่มันช่วงพักพอดี ทุกคนก็เลยมารวมตัวคุยกันเล่น"

จ้าวอันกั๋วรีบคลี่ยิ้มอธิบาย ในโรงโม่หินแห่งนี้ หลิวเหมิ่งเปรียบเสมือนเจ้าชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขาทั้งสิ้น เขาไม่อยากมีเรื่องกับอีกฝ่าย

"หึ! นอกจากไอ้หนุ่มนี่ คนอื่นรีบไปทำงานได้แล้ว!"

หลิวเหมิ่งโบกมือไล่อย่างแรง หลังจากไล่คนอื่นไปแล้วจึงพูดกับฟางหมิงว่า "ไอ้หนู เมื่อกี้คนที่ล้มลงไปคือนายใช่ไหม?"

ฟางหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง พยักหน้าตอบ "ใช่ครับ พี่หลิว มีอะไรรึเปล่าครับ?"

"หุ่นดีซะเปล่า ทำไมทำงานแป๊บเดียวก็เป็นลม? เก็บข้าวของแกซะ แล้วไปรับเงินหนึ่งร้อยหยวนที่ฝ่ายการเงินแล้วไสหัวไปได้เลย โรงโม่หินของเราไม่ต้องการคนไร้ประโยชน์!"

งานในโรงโม่หินนั้นหนักหนาสาหัส ไม่ใช่ว่าใครก็จะทำได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีร่างกายที่แข็งแรง ไอ้หนุ่มตรงหน้าทำงานได้ไม่นานก็เป็นลมแดดสลบไป หลิวเหมิ่งไม่ต้องการคนแบบนี้แน่ หากเกิดอะไรขึ้นมา เขาเองที่จะเดือดร้อน

ฟางหมิงพอได้ยินก็ร้อนใจขึ้นมาทันที "พี่หลิวครับ ร่างกายผมไม่เป็นอะไรจริงๆ เมื่อกี้เป็นเพราะตอนระเบิดภูเขา ผมโดนหินกระเด็นมาโดนหน้าผาก เลยสลบไป ไม่ใช่เป็นลมแดดแน่นอนครับ!"

หลิวเหมิ่งได้ยินก็หัวเราะร่า ชี้ไปที่หน้าผากของฟางหมิง "โย่ว นี่มันผีหลอกกลางวันแสกๆ ชัดๆ หน้าผากแกยังเรียบเนียนอยู่เลย...แค่รอยขีดเล็กๆ นั่นน่ะนะที่โดนหินกระแทก?"

"คือว่า..."

ฟางหมิงถึงกับพูดไม่ออก หน้าผากของเขาเรียบเนียนเป็นมันวาว ไม่ว่าจะมองยังไงก็ไม่เหมือนโดนหินกระแทกจริงๆ!

"จ้าวอันกั๋วกับพวกเขาสามารถเป็นพยานได้..."

คิดอยู่นาน ในที่สุดฟางหมิงก็เค้นคำพูดนี้ออกมาได้

หลิวเหมิ่งโบกมืออย่างไม่สบอารมณ์ "ไม่ต้องพูดมากแล้ว ไสหัวไปซะ ถ้าไม่อยากไปดีๆ เดี๋ยวฉันจะให้คนมาโยนแกออกไปเอง"

มองดูฟางหมิงที่สะพายกระเป๋าใบเล็กเดินออกจากประตูใหญ่ของโรงโม่หินไป หลิวเหมิ่งก็เผยรอยยิ้มอย่างผู้มีชัย "บัดซบเอ๊ย! มาแค่วันเดียวก็คิดจะตีท้ายครัวเสี่ยวเหวินแล้ว ขืนปล่อยแกไว้ที่นี่จะได้เรื่องอะไร? ดอกไม้งามดอกนั้นต้องให้ฉันเป็นคนเด็ดสิ!"

ดวงอาทิตย์แผดเผาราวกับเปลวไฟ ฟางหมิงสะพายกระเป๋าเดินทางใบเล็กเดินไปอย่างช้าๆ เหงื่อเม็ดเท่าถั่วเหลืองผุดขึ้นบนหน้าผาก แต่เขาก็ไม่มีอารมณ์จะเช็ดมัน

"ให้ตายเถอะ คนเราเวลาดวงซวยนี่ ขนาดดื่มน้ำเปล่ายังติดซอกฟันได้เลย"

ฟางหมิงอดไม่ได้ที่จะบ้วนน้ำลายลงข้างทาง เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน เขาถูกหลิวเหมิ่งไล่ออกจากโรงโม่หิน ด้วยเหตุผลที่ว่าร่างกายของเขาอ่อนแอเกินไป

หงุดหงิด หงุดหงิดอย่างที่สุด!

เขานั่งลงข้างทาง หยิบก้อนหินขึ้นมาโยนเล่นไปมาระหว่างมือทั้งสองข้างอย่างเลื่อนลอย

ร่างกายอ่อนแอ?

เรื่องไม่มีการศึกษาเขายอมรับ แต่เรื่องร่างกายอ่อนแอนี่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ตั้งแต่เด็กเขาก็แข็งแรงราวกับเสือดาว! งานในโรงโม่หินสำหรับเขาแล้วมันจิ๊บจ๊อยมาก!

อุตส่าห์หางานได้แล้วแท้ๆ แต่ยังทำไม่ทันครบวันก็โดนไล่ออก ถ้าไม่ใช่เพราะที่บ้านกำลังต้องการเงินด่วนก็คงไม่เป็นไร อย่างมากก็แค่หาใหม่ แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลาให้เสียแล้ว!

"อ๊ะ!"

ทันใดนั้น มือของฟางหมิงก็สั่นไหว หินที่รับไม่ทันจึงหลุดมือกระเด็นออกไป

"เอ๊ะ?"

ฟางหมิงยกหลังมือขวาขึ้นมาจ้องมองอย่างไม่กะพริบตา ผ่านไปครู่ใหญ่จึงพึมพำกับตัวเอง "ผีหลอกรึเปล่า? ตาฝาดไปเหรอ? เมื่อกี้ทำไมบนหลังมือฉันถึงมีเงาปรากฏขึ้นมา?"

เมื่อครู่นี้เอง ฟางหมิงเห็นเงาปรากฏขึ้นบนหลังมือขวาของเขาแวบหนึ่ง ด้วยความตกใจหินจึงหลุดมือไป แต่พอมองดูอีกครั้งตอนนี้กลับไม่พบอะไรเลย

เขาเกาหัวแกรกๆ มองไปยังก้อนหินที่เขวี้ยงออกไปไกลหลายเมตร ใจคิดว่าอาจจะเป็นเพราะก้อนหินก้อนนั้นก็เป็นได้

ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะทุกสิ่ง ฟางหมิงลุกขึ้นเดินเข้าไป ยื่นมือออกไปแตะก้อนหินอย่างระมัดระวัง

"เฮ้ย!"

ฟางหมิงชักมือกลับอย่างรวดเร็ว—ทันทีที่มือขวาของเขาสัมผัสกับก้อนหิน บนหลังมือก็ปรากฏเงาจางๆ ขึ้นมาทันที!

เหงื่อเย็นเยียบผุดขึ้นบนแผ่นหลัง ฟางหมิงเงยหน้ามองท้องฟ้า ก็เห็นดวงอาทิตย์สีขาวเจิดจ้าจนแสบตายังคงลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ในใจจึงค่อยสงบลงเล็กน้อย กลางวันแสกๆ แบบนี้ ต่อให้มีผีก็ไม่น่ากลัว

เมื่อความกลัวในใจค่อยๆ จางหายไป สิ่งที่ผุดขึ้นมาแทนที่คือความรู้สึกตื่นเต้นดีใจ ก้อนหินตรงหน้านี้เห็นได้ชัดว่ามีบางอย่างผิดปกติ ไม่แน่ว่าอาจจะขายได้ราคา!

เขานำก้อนหินมาพิจารณาอย่างละเอียด ก็พบว่าก้อนหินประหลาดก้อนนี้มีขนาดเท่ากำปั้น ผิวของมันหยาบกร้านราวกับกระดาษทราย มีลวดลายบางอย่างที่เขาดูไม่ออกว่าเป็นอะไร สีของมันออกเทาๆ เขียวๆ ไม่ว่าจะมองยังไงก็ไม่ต่างจากก้อนหินทั่วไปตามป่าเขาสักเท่าไหร่

หลังจากพิจารณาอยู่นาน ฟางหมิงก็ไม่พบอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน

"ช่างมันเถอะ ยังไงก็เก็บไว้ก่อนแล้วกัน"

ฟางหมิงยัดก้อนหินใส่กระเป๋าเดินทาง แล้วมุ่งหน้าเดินต่อไปยังตัวเมืองหนิงตง งานที่โรงโม่หินเสียไปแล้วจะมานั่งหงุดหงิดก็ไม่มีประโยชน์ ต้องรีบหางานใหม่ให้ได้!

จิน (斤): หน่วยวัดน้ำหนักของจีน 1 จิน เท่ากับ 500 กรัม ดังนั้น 200 จินจะเท่ากับ 100 กิโลกรัม

เหล่าจ้าว (老赵): คำเรียกจ้าวอันกั๋วอย่างสนิทสนม "เหล่า" แปลว่า แก่ หรือ เก่า แต่มักใช้เรียกเพื่อนที่สนิทกัน

◉◉◉◉◉

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 1 ศิลาพลิกชะตา

คัดลอกลิงก์แล้ว