- หน้าแรก
- ระบบสุดยอดลูกสมุน
- บทที่ 41 - เหล่าเซียนข้ามธารา ต่างแสดงอิทธิฤทธิ์
บทที่ 41 - เหล่าเซียนข้ามธารา ต่างแสดงอิทธิฤทธิ์
บทที่ 41 - เหล่าเซียนข้ามธารา ต่างแสดงอิทธิฤทธิ์
บทที่ 41 - เหล่าเซียนข้ามธารา ต่างแสดงอิทธิฤทธิ์
★★★★★
ตึง
เสียงระฆังดังขึ้นสี่สิบเก้าครั้งก้องสะท้านทั่วทั้งหงฮวง
เต๋าแห่งสวรรค์สั่นสะเทือน ไอม่วงมงคลแผ่มาจากทิศตะวันออกไกลนับหมื่นๆ ลี้
"เอนกายเหนือเมฆเก้าชั้น เบาะรองนั่งพิสูจน์มรรคแท้จริง"
"นอกฟ้าดินเสวียนหวง ข้าคือศาสดาผู้ปกครอง"
"ผานกู่กำเนิดไท่จี๋ สองขั้วสี่ลักษณ์หมุนเวียน"
"ผู้นำแห่งสายธรรรม หนึ่งปราณแปรเปลี่ยนเป็นหงจวิน"
เสียงแห่งมรรควิถีอันแผ่วเบาแต่กว้างไกลดังสะท้อนไปทั่วสี่ทะเลแปดดินแดน เก้าสวรรค์สิบปฐพี ภายในโลกหงฮวงพลันบังเกิดบุปผาสวรรค์โปรยปราย บงกชทองคำผุดขึ้นจากผืนดิน
สรรพชีวิตเพียงแค่เงยหน้ามองฟ้า ก็จะเห็นร่างมหึมาที่สงบนิ่งอยู่ท่ามกลางเมฆา สูงตระหง่านค้ำฟ้าดิน การได้เห็นก็ราวกับการได้เผชิญหน้ากับมรรควิถีโดยตรง
แรงกดดันอันยากจะหยั่งถึงของนักปราชญ์แผ่ซ่านออกมา แรงกดดันนี้ทำให้สรรพชีวิตในหงฮวงตกตะลึงอย่างยิ่งยวด
"ข้า นาม หงจวิน วันนี้บรรลุธรรมเป็นนักปราชญ์ อีกสามพันปีให้หลัง จะเปิดบรรยายธรรม ณ วังเมฆม่วงในมิติเหนือนภา ผู้มีวาสนาล้วนสามารถมาเข้ารับฟังได้"
ครืน
ร่างมหึมาค่อยๆ สลายหายไปในหมู่เมฆ แต่ร่างและนามนั้นได้สลักลึกลงในความทรงจำของสรรพชีวิตแล้ว
นักปราชญ์... หงจวิน
"ในที่สุดหงจวินก็บรรลุเป็นนักปราชญ์" อ๋าวซิงตัวสั่นสะท้าน เขาตื่นเต้นมากเกินไปแล้ว
นี่หมายความว่ามหันตภัยกาลอสูรลิขิตอันยิ่งใหญ่กำลังจะเปิดฉากขึ้น และเขาจะเป็นผู้ที่โดดเด่นที่สุดแต่เพียงผู้เดียว
"นักปราชญ์ คือระดับที่อยู่เหนือกว่าฮุนหยวนจินเซียนรึ"
"นักปราชญ์บรรยายธรรม... ท่านพี่ใหญ่ พวกเราจะไปหรือไม่" ทงเทียนมองเหลาจื่อ แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เหลาจื่อหรี่ตาลงเล็กน้อย พยักหน้าช้าๆ "ไป"
"ข้ารู้สึกได้ว่า ในวังเมฆม่วงมีวาสนาอันยิ่งใหญ่รออยู่ การบรรยายธรรมครั้งนี้ต้องไปให้ได้"
หยวนสื่อพยักหน้า "ข้าก็รู้สึกเช่นเดียวกัน"
อ๋าวซิงครุ่นคิด ดูเหมือนว่าสมกับที่เป็นนักปราชญ์ที่สวรรค์ลิขิตไว้ การรับรู้วาสนาช่างแม่นยำนัก
"พวกข้าสองคนก็จะไปฟังธรรมเช่นกัน ไม่สู้พวกเราเดินทางไปด้วยกัน"
"ดียิ่ง"
"จริงสิ สหายเต๋า พวกท่านรู้หรือไม่ว่าวังเมฆม่วงในมิติเหนือนภานี้ ต้องไปยังไง" ทงเทียนเอ่ยถามอย่างสงสัย
โลกหงฮวงนั้นกว้างใหญ่ไพศาล สถานที่หลายแห่งไร้ร่องรอยผู้คน
นับประสาอะไรกับมิติเหนือนภาที่อยู่ติดกับทะเลโกลาหล สถานที่แห่งนั้นมีเพียงต้าหลัวจินเซียนเท่านั้นที่ไปได้ และต้าหลัวจินเซียนก็ไม่ใช่พวกที่ว่างงานทั้งวันเที่ยววิ่งไปทั่วมั่วซั่ว
สถูปโลหิตมองไปยังอ๋าวซิง วังเมฆม่วงในมิติเหนือนภานี้ คนอื่นอาจจะไม่คุ้นเคย แต่สำหรับอ๋าวซิงน่ะ คุ้นยิ่งกว่าคุ้นเสียอีก
การกลับวังเมฆม่วงก็เหมือนกลับบ้าน ไม่สิ ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นบ้านของพ่อบุญธรรมเขาเลยนี่นา
อ๋าวซิงยิ้มจางๆ "ข้าพอจะรู้ทางอยู่บ้าง สหายเต๋าทุกท่านตามข้ามาก็พอ"
"พวกเราไม่นั่งราชรถไม้กฤษณาเก้ามังกรนั่นไปได้หรือไม่" สถูปโลหิตกล่าวอย่างกระอักกระอ่วน เขาไม่อยากจะไปเปิดตัวอย่างเจิดจรัสต่อหน้าคนทั้งหงฮวงหรอกนะ มันอวดรวยเกินไป
อ๋าวซิงนิ่งเงียบไปนาน สุดท้ายก็ทำได้เพียงทิ้งราชรถไม้กฤษณาเก้ามังกรไว้ที่ภูเขาคุนหลุนอย่างอาลัยอาวรณ์ ถอดเพียงธงบรรพกาลห้าทิศสี่ผืนติดตัวมา
"ช่างเถอะ ช่างเถอะ ยังไงเสียคนในเผ่าระดับจินเซียนทั้งเก้าคนนั่นก็ไปถึงวังเมฆม่วงไม่ได้อยู่แล้ว" อ๋าวซิงปลอบใจตัวเองเช่นนี้
อารามอู่จวง แสงมงคลสาดส่องต้นผลโสม
หงอวิ๋นและเจิ้นหยวนจื่อนั่งดื่มอยู่ตรงข้ามกัน
สุราชั้นเลิศรสกลมกล่อม ผลโสมก็สดหวานน่าลิ้มลอง
เจิ้นหยวนจื่อหัวเราะเสียงดัง "หงอวิ๋น ข้าดูแล้วการบรรยายธรรมของนักปราชญ์หงจวินครั้งนี้ ถือเป็นวาสนาที่หาได้ยากยิ่งในรอบล้านๆ ปีของหงฮวง"
เขานิ้วชี้ไปเบาๆ คัมภีร์ปฐพีก็ส่องแสงริบหรี่ เผยให้เห็นเส้นทางสู่สวรรค์ชั้นสามสิบสาม "เจ้ากับข้าเดินทางไปด้วยกัน ระหว่างทางจะได้อภิปรายมรรคแก้เบื่อ"
หงอวิ๋นยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ยิ้มแล้วกล่าวว่า "ข้าจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร"
ร่างของคนทั้งสองแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสีทองและสีแดง พุ่งหายลับไปในเก้าชั้นเมฆา
ดาวสุริยัน ท่ามกลางทะเลเพลิงอันไร้ขอบเขต
"นึกไม่ถึงว่าในโลกนี้จะมีผู้ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ท่านพี่ พวกเราไปดูกันหน่อยเถอะว่านักปราชญ์เป็นเช่นไร"
บนต้นฝูซาง ตงหวงไท่อี้มองตี้จวิ้นด้วยแววตาแน่วแน่ ระฆังตงหวงใบหนึ่งหมุนวนอยู่เหนือศีรษะเขาไม่หยุด แผ่กลิ่นอายแห่งกาลเวลาอันหนักหน่วงออกมา
ตี้จวิ้นถือแผนที่เหอถูและคัมภีร์ลั่วซู ในดวงตามีประกายดาวระยิบระยับ ราวกับมีดวงดาวทั่วสวรรค์โคจรอยู่ภายใน
เขาพยักหน้าเบาๆ "พี่ก็กำลังคิดเช่นนั้นอยู่"
พวกเขาเพิ่งจะถือกำเนิดออกมาไม่นาน กำลังคิดจะออกไปเปิดหูเปิดตาในหงฮวงอยู่พอดี ไม่นึกเลยว่าจะมาทันการบรรยายธรรมที่วังเมฆม่วงของหงจวินพอดี แบบนี้ต้องไปดูให้ได้
ภูเขาปู้โจว ตำหนักผานกู่
สิบสองบรรพชนอสูรค่อยๆ ตื่นขึ้นทีละคน กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวสั่นสะเทือนภูเขาปู้โจวในรัศมีแสนลี้ ทุกคนล้วนมีพลังระดับต้าหลัวจินเซียนขั้นสูงสุด
ในขณะนี้ สายตาของโฮ่วถู่มองตามเงาร่างของหงจวินที่หายลับไปบนท้องฟ้า
"ท่านพี่ทั้งหลาย พวกเราจะไปฟังนักปราชญ์บรรยายธรรมหรือไม่"
ก้งกงยิ้มอย่างซื่อๆ "น้องเล็กเจ้าเลอะเลือนไปแล้ว นักปราชญ์บ้าบออะไร จะไปฟังมันบรรยายธรรมทำไม พวกเราเพ่งพิจารณามรดกที่ท่านพ่อผานกู่ทิ้งไว้ให้ก็เพียงพอแล้ว"
"ไยต้องไปฟังนักปราชญ์อะไรบรรยายธรรมด้วย"
บรรพชนอสูรคนอื่นๆ ต่างพูดจาจ้อกแจ้กจอแจ เห็นด้วยกับความคิดของก้งกงอย่างพร้อมเพรียง ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยการดูแคลนหงจวิน
โฮ่วถู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่เห็นด้วยกับความคิดของพวกเขา
ตี้เจียง ผู้นำแห่งสิบสองบรรพชนอสูรเอ่ยปาก "ในเมื่อน้องเล็กอยากไป ก็จงไปคนเดียวเถอะ พี่ใหญ่ไม่ขวางเจ้า"
โฮ่วถู่ดีใจ รีบขอบคุณพี่ใหญ่ แล้วเดินทางออกจากตำหนักผานกู่ไปเพียงลำพัง
เรื่องราวทำนองเดียวกันนี้ เกิดขึ้นทั่วทุกหนแห่งในหงฮวง เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายต่างเดินทางออกจากสถานที่บำเพ็ญเพียรของตน จับกลุ่มรวมตัวกัน มุ่งหน้าข้ามสายธารโกลาหล ไปยังวังเมฆม่วงในมิติเหนือนภา
ต้องปีนขึ้นไปตามภูเขาปู้โจวไม่หยุดจนถึงสวรรค์ชั้นสามสิบสาม จากนั้นก็ต้องฝ่าสายธารที่เต็มไปด้วยไอโกลาหล จึงจะถึงที่ตั้งของวังเมฆม่วงในมิติเหนือนภา
ตอนที่ผ่านภูเขาปู้โจว อ๋าวซิงยังอุตส่าห์แอบมองไปทางบ้านของฝูซีและหนี่ว์วา แต่ก็ไม่พบใคร คิดว่าคงจะออกเดินทางไปวังเมฆม่วงแล้ว
อ๋าวซิงเหยียบย่างไปบนความว่างเปล่า ก้าวเดียวพันลี้ ปีนป่ายขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง สถูปโลหิตและสามบริสุทธิ์ต่างเดินตามติดอยู่ด้านหลัง
ระหว่างทาง พบเห็นเซียนร่วงหล่นลงมาจากสวรรค์ชั้นสามสิบสามอยู่เนืองๆ สรรพชีวิตนับไม่ถ้วนต้องหยุดอยู่แค่หน้าสายธารโกลาหล
"วังเมฆม่วงในมิติเหนือนภา มีเพียงผู้ที่มีพลังบำเพ็ญเพียรระดับต้าหลัวจินเซียนเท่านั้นจึงจะไปได้ ไท่อี่จินเซียนธรรมดาๆ สามารถมาถึงสวรรค์ชั้นสามสิบสามได้ก็นับว่ายากยิ่งแล้ว" อ๋าวซิงอธิบายช้าๆ
สามบริสุทธิ์พยักหน้า
เบื้องหน้าสายธารโกลาหล ไอโกลาหลแผ่ปกคลุมไปทั่ว
ไอโกลาหลเพียงเส้นเดียวก็สามารถบดขยี้ไท่อี่จินเซียนได้หนึ่งตน หากพลัดตกลงไปโดยไม่ระวัง ในชั่วพริบตาก็จะร่างสลายไร้กระดูก สิ้นชีพดับสูญ
มีเพียงต้าหลัวจินเซียนที่บรรลุหนึ่งครั้งยืนยงตลอดกาล เป็นหนึ่งเดียวในทุกโลกธาตุ อาศัยพลังแห่งมรรควิถีช่วยเหลือ ผู้บำเพ็ญเพียรจึงจะสามารถเดินอยู่บนสายธารโกลาหลได้
ทุกคนต่างมองหน้ากัน สถูปโลหิตก้าวออกไปเป็นคนแรก
เงามายาของทะเลโลหิตอันไร้ขอบเขตปรากฏขึ้นด้านหลังเขา สายน้ำแห่งโกลาหลแหวกออกให้เขา
ทงเทียนไม่ยอมน้อยหน้า ตามติดไปด้านหลัง
เขายกมือขึ้นทำดรรชนีกระบี่แล้วตวัดออกไป เสียงกระบี่ใสดังกังวานขึ้นจากสายน้ำแห่งโกลาหล เงากระบี่มายาปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้า เขา ทงเทียน จะขี่กระบี่ข้ามไป
เหลาจื่อส่ายหน้า คนหนุ่มสาวก็แบบนี้ ชอบเอาชนะกันจริง
เขาถือไม้คาน ค่อยๆ เดินไปบนผิวสายน้ำแห่งโกลาหลอย่างมั่นคง ไม่ก่อให้เกิดระลอกคลื่นแม้แต่น้อย สายน้ำแห่งโกลาหลก็มิอาจทำอะไรเขาได้
หยวนสื่อร่ายผนึกอาคม เรือทองคำลำเล็กปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้า บนเรือส่องแสงมงคลเจิดจ้า บนแสงมงคลนั้นกลับมีดอกบัวผลิบานออกมา
เขายืนอยู่บนเรือลำเล็ก ล่องไปตามทิศทางของสายน้ำแห่งโกลาหล เป็นผู้ที่เร็วที่สุดในบรรดาคนทั้งหมด
"เคลื่อนไปตามกระแส จึงจะเป็นมรรควิถีที่ถูกต้อง"
ทุกคนต่างก็ยืนอยู่บนสายน้ำแห่งโกลาหลแล้ว มีเพียงอ๋าวซิงที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ริมฝั่ง
"สหายเต๋าอ๋าวซิง ต้องการความช่วยเหลือหรือไม่" เหลาจื่อเอ่ยถามยิ้มๆ
"ไม่จำเป็น"
อ๋าวซิงล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ ควักบงกชทองกุศลสิบสองกลีบออกมา
"นั่นมันฐานบงกชแต่กำเนิด" ทงเทียนประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนหน้านี้พวกเขาสามพี่น้องก็เคยได้รับฐานบงกชแต่กำเนิดมาดอกหนึ่ง นั่นคือบงกชเขียวสร้างสรรค์ยี่สิบสี่กลีบที่แตกออกเป็นสามส่วนนั่นเอง
การเคลื่อนไหวในมือของอ๋าวซิงยังไม่หยุด เขายังคงควานหาในแขนเสื้อต่อไป และก็หยิบบงกชแดงเพลิงกรรมสิบสองกลีบออกมาอีกดอก
"ฐานบงกชแต่กำเนิดสองฐาน" แม้แต่หยวนสื่อก็ยังตะลึงไปเล็กน้อย
สมบัติวิเศษแต่กำเนิดขั้นสุดยอดนั้นใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสมบัติวิเศษสองชิ้นที่มีต้นกำเนิดเดียวกันเป๊ะแบบนี้
"ยังไม่หมด" สถูปโลหิตมุมปากกระตุก อยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้ เขารู้จักนิสัยขี้อวดของอ๋าวซิงดี
อ๋าวซิงสะบัดแขนเสื้อแรงๆ ราวกับมีอะไรติดอยู่ข้างใน ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดก็สะบัดบงกชดำมลายโลกสิบสองกลีบออกมาอีกดอก
เขาวางฐานบงกชทั้งสามดอกเรียงกัน แล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่ไปบนนั้น สายน้ำแห่งโกลาหลพลันถูกฐานบงกชทั้งสามดูดจนแห้งเหือดไปในทันที
"ขอโทษที ที่ทำให้ทุกคนต้องรอ พอดีสมบัติวิเศษของข้ามันเยอะไปหน่อย หาแป๊บเดียวไม่เจอ"
เหลาจื่อ หยวนสื่อ ทงเทียน และ สถูปโลหิต "..."
[จบแล้ว]