- หน้าแรก
- ฉันมองเห็นไอเทมดรอปของมอนสเตอร์ทุกตัว
- บทที่ 76: ข่าวร้าย
บทที่ 76: ข่าวร้าย
บทที่ 76: ข่าวร้าย
บทที่ 76: ข่าวร้าย
เหลือเวลาก่อนกิจกรรมล่าปีศาจจะเริ่มต้น:
19 ชั่วโมง 21 นาที 18 วินาที
หลินอี้ได้ยินเสียงเคาะประตูแจ้งเตือน จึงออกจากเกมไปเปิดประตู
นอกประตูห้อง จางซินอิ่งยื่นถุงอาหารใบใหญ่ให้กับหลินอี้ที่กำลังทำหน้าตะลึง
“สั่งของมาเยอะเกินไป กินไม่หมด ยังไงเสียนายก็ยังไม่ได้กินข้าว เลยห่อกลับมาให้”
“สั่งเยอะเกินไป?” มู่หลิงเสวี่ยโผล่พรวดออกมาจากอีกด้านหนึ่งด้วยสีหน้าแปลกๆ
“ฉันจำได้ว่านี่มันเป็นของที่เธอสั่งมาทีหลัง...อู้อู้ๆ”
จางซินอิ่งรีบเอามือปิดปากมู่หลิงเสวี่ย พลางพูดกับหลินอี้ว่า
“ยังไงก็ช่างเถอะ แค่ถือโอกาสซื้อมาฝากน่ะ อย่าคิดมากนะ!”
ในตอนนั้นเอง มู่หลิงเสวี่ยก็สะบัดมือของจางซินอิ่งออก
“นี่อี้หลิง ถ้านายโดนเธอรังควานก็บอกฉันนะ ฉันจะช่วยแจ้งตำรวจให้!”
จางซินอิ่งโกรธจัด พลางลากมู่หลิงเสวี่ยขึ้นบันไดไป
“เสวี่ยเอ๋อ เธอพูดบ้าอะไรของเธอ!”
“นี่เสี่ยวอิ่ง เธอไม่ได้ชอบเขาหรอกนะ?”
“จะเป็นไปได้ยังไง!”
“แล้วทำไมช่วงนี้เธอถึง...”
เมื่อมองดูหญิงสาวสองคนขึ้นบันไดไป เสียงก็ค่อยๆเบาลง จนกระทั่งได้ยินพวกเธอเข้าไปในห้องของมู่หลิงเสวี่ย เสียงก็เงียบหายไปทันที
หลินอี้มองถุงอาหารใบใหญ่ในมือ ก่อนจะส่ายหัวแล้วยิ้มอย่างขมขื่น
“นี่มันจะเยอะเกินไปแล้ว!”
จากนั้นก็หันหลังกลับไปปิดประตูห้อง และตรงไปยังบ้านพักที่อาคาฮิโตมิอยู่ทันที
เมื่อหลินอี้เข้าไปในบ้าน อาคาฮิโตมิกำลังนั่งดูทีวีกับเด็กหญิงตัวน้อยอยู่ในห้องนั่งเล่น
พอได้ยินเสียงเปิดประตู หวังซือเจี๋ยก็หันมาเห็นหลินอี้พอดี
“พี่เฟิงมาแล้วเหรอครับ”
หลินอี้วางอาหารที่จางซินอิ่งห่อมาให้บนโต๊ะ “กินอะไรกันรึยัง?”
หวังซือเจี๋ยทำหน้าเขินอายเล็กน้อย “กำลังจะออกไปซื้อพอดีครับ”
“งั้นก็ดีเลย ไม่ต้องไปซื้อแล้ว มากินนี่แหละ ยังไงเสียฉันคนเดียวก็กินไม่หมดอยู่แล้ว”
ไม่รู้ว่าจางซินอิ่งคิดอะไรอยู่ ถึงได้ห่อปลาย่างทั้งตัวกลับมาให้หลินอี้คนเดียว
แม้ว่าเขาจะชอบกินก็จริง แต่นี่มันก็เยอะเกินไปหน่อย
“ว้าว ปลาย่าง!” หลินอี้มองเด็กหญิงที่ทำหน้าตื่นเต้น
“หนูก็ชอบกินเหรอ?”
อาจจะเป็นเพราะเรื่องของกิน เด็กหญิงจึงไม่ได้ต่อต้านหลินอี้เหมือนตอนแรก พลางพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
“ชอบค่ะ”
หลินอี้ก็ยิ้มตามเด็กหญิง “งั้นก็กินเยอะๆนะ”
ไม่นานนัก หลังจากผ่านช่วงเกร็งๆในตอนแรก ทั้งสามคนก็เริ่มกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
โชคดีที่ปลาตัวนี้ไม่มีก้าง ไม่ต้องกังวลว่าเด็กหญิงจะก้างปลาติดคอ
“น้องจื่อซินไปโรงเรียนรึยัง?” หลินอี้จู่ๆก็ถามขึ้น
ยังไม่ทันที่อาคาฮิโตมิจะได้เอ่ยปาก เด็กหญิงก็ทำหน้าต่อต้าน
“หนูไม่อยากอ่านหนังสือ ไม่ไปโรงเรียน”
ในตอนนั้น หวังซือเจี๋ยก็อธิบายอยู่ข้างๆ
“เพราะน้องสาวเกิดมามีตาสองสี ตั้งแต่เล็กก็โดนเด็กวัยเดียวกันล้อเลียนมาตลอด ดังนั้นตอนนี้เธอเลยกลัวการไปในที่ที่มีคนเยอะๆครับ”
หลินอี้ได้ยินดังนั้น พลางมองดูใบหน้าที่งดงามของเด็กหญิงที่ต้องแบกรับภาระทางจิตใจอันหนักอึ้งเช่นนี้
อย่าว่าแต่อาคาฮิโตมิซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆเลย…แม้แต่เขาซึ่งเป็นคนนอกก็ยังรู้สึกสงสาร
“แล้วตอนที่นายเข้าเกม ปกติเธอก็อยู่คนเดียวแบบนี้เหรอ?”
หวังซือเจี๋ยพยักหน้าอย่างจนใจ
หลินอี้คิดขึ้นมาได้ “นายเคยคิดที่จะให้เธอเข้าไปเล่นในเกมบ้างรึเปล่า?”
“เข้าเกม?” หวังซือเจี๋ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถึงบางอ้อ
“ใช่เลย ผมคิดไม่ถึงเลยนะเนี่ย”
หลินอี้กล่าวต่อ
“ยังไงเสียเธออยู่บ้านคนเดียวก็เบื่ออยู่แล้ว ตอนที่ไม่มีอะไรทำก็เข้าไปเล่นในเกมบ้าง บางทีเธออาจจะได้เพื่อนใหม่ๆในนั้นก็ได้นะ”
“อย่างน้อยในเกมก็ไม่มีใครจะมาต่อต้านเธอเพราะเรื่องนี้”
หวังซือเจี๋ยพยักหน้าอย่างรัวๆ
“อืมๆๆผมจะสั่งซื้อหมวกเกมให้เธอเดี๋ยวนี้เลย”
“อย่าเพิ่งรีบ อีกสองวันแคปซูลเกมก็จะออกแล้ว ถึงตอนนั้นฉันจะสั่งให้พวกนายพร้อมกันเลย”
“นี่...”
หวังซือเจี๋ยมองหลินอี้ พลางรู้สึกเหมือนมีเส้นบางอย่างในใจถูกกระตุกขึ้นมา ก่อนจะมองคนตรงหน้าด้วยความซาบซึ้ง
“พี่เฟิง ขอบคุณครับ!”
พลางเช็ดน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา หวังซือเจี๋ยก็พูดว่า
“แคปซูลเกมอันละเท่าไหร่ครับ? หรืองั้นผมเอาเงินให้พี่ดีกว่า พี่ช่วยพวกเรามาเยอะเกินไปแล้ว ผมไม่อยากให้พี่ต้องมาเสียเงินเพื่อพวกเราอีก”
“เหอะๆ”
หลินอี้หยิบกระดาษทิชชูข้างๆมาเช็ดปาก จากนั้นก็ตบบ่าหวังซือเจี๋ยอย่างจริงจัง
“สักวันหนึ่งนายจะเข้าใจว่า ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่นายสมควรได้รับ”
ในขณะที่หลินอี้กำลังจะลุกขึ้น หวังจื่อซินก็จู่ๆถามขึ้น
“พี่ชายจะไปแล้วเหรอคะ?”
“ใช่แล้วจ้ะ พี่ชายกินอิ่มแล้ว ต้องกลับไปนอนแล้วล่ะ!”
“เดี๋ยวก่อนค่ะพี่ชาย!”
หวังจื่อซินดึงหวังซือเจี๋ยที่กำลังยืนงงอยู่
“รีบเข็นหนูไปที่ห้องที”
“อ้อ ได้ๆ!”
หวังซือเจี๋ยได้สติ จึงเข็นเด็กหญิงกลับเข้าไปในห้องของเธอ
หลังจากที่หลินอี้รออยู่ครู่หนึ่ง เด็กหญิงก็ถูกหวังซือเจี๋ยเข็นออกมาอยู่ตรงหน้า
เมื่อมองดูเด็กหญิงที่ทำหน้าเขินอาย หลินอี้จึงย่อตัวลงแล้วถามว่า
“มีอะไรเหรอ?”
ทันใดนั้น เด็กหญิงก็แบมือออกพลางยื่นสร้อยข้อมือไข่มุกเส้นหนึ่งมาตรงหน้าหลินอี้ แต่กลับก้มหน้าลงแล้วพูดเสียงแผ่วเบาราวกับยุง
“นี่หนูให้พี่ชายค่ะ หวังว่าพี่ชายจะชอบนะคะ”
“นี่เป็นสร้อยข้อมือที่น้องสาวผมชอบที่สุดมาตั้งแต่เด็กเลยครับ ขนาดผมยังไม่ให้แตะเลย หวงมากๆ”
เมื่อเห็นการกระทำของน้องสาว แม้แต่หวังซือเจี๋ยซึ่งเป็นพี่ชายก็ยังรู้สึกประหลาดใจ
พอเห็นหลินอี้ยืนนิ่งอยู่ หวังซือเจี๋ยที่กลัวว่าหลินอี้จะรังเกียจ ก็อดไม่ได้ที่จะอธิบายขึ้น
เมื่อมองดูสร้อยข้อมือไข่มุกที่ดูราคาถูกและธรรมดาในมือเล็กๆนั้น หลังจากที่ผ่านความตกตะลึงในตอนแรกไป หลินอี้ก็กลับมาได้สติในทันที
เขาค่อยๆรับสร้อยข้อมือมาสวมใส่อย่างทะนุถนอม พลางยิ้มแล้วลูบหัวเล็กๆของเด็กหญิง
“พี่ชอบมากเลย ขอบคุณนะ!”
“จริงเหรอคะ?”
พอได้ยินหลินอี้บอกว่าชอบ เด็กหญิงก็ดีใจจนเงยหน้าขึ้นมา ขณะที่บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มอันบริสุทธิ์ของเด็กน้อย
หลินอี้ก็ยิ้มตาม “จริงสิ!”
“คิกๆอย่างนี้เราก็เป็นเพื่อนกันแล้วนะ!”
“อืม”
ในตอนนั้น หลินอี้ก็พูดกับหวังซือเจี๋ยว่า
“พรุ่งนี้เข้ากิลด์ตระกูลดังนะ ฉันมีแผนการแล้ว”
พูดจบหลินอี้ก็เดินออกจากบ้านพักไปโดยไม่หันหลังกลับ
เมื่อยืนอยู่หน้าบ้านพัก ลมหนาวก็พัดโชยมา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะลมพัดหรือเปล่า
ในดวงตาทั้งสองข้างของหลินอี้จึงมีประกายระยิบระยับ
เมื่อมองผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่เข้าไป เห็นสองพี่น้องที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยด้วยรอยยิ้ม บนใบหน้าของหลินอี้ก็ปรากฏรอยยิ้มบางๆขึ้น
เหลือเวลาก่อนกิจกรรมล่าปีศาจจะเริ่มต้น:
6 ชั่วโมง 30 นาที 46 วินาที
……
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินอี้ตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตาอย่างง่ายๆและในขณะที่กำลังจะออกไปกินข้าวเช้า ก็พบว่าที่ลูกบิดประตูมีน้ำเต้าหู้หนึ่งแก้ว ซาลาเปาสองลูก และไข่ไก่หนึ่งฟองแขวนอยู่
เขาเหลือบมองประตูห้องฝั่งตรงข้ามที่ปิดสนิท โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะได้ยินหรือไม่ พลางตะโกนไปทางนั้นว่า
“ขอบคุณ!”
หลังจากที่กินข้าวเช้าอย่างลวกๆหลินอี้ก็รีบเข้าเกมทันที
การเดิมพันครั้งนี้สำคัญเกินไป หลินอี้ต้องรีบเข้าไปวางแผนล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ
ไม่ว่าจะเพื่อเผ่าเอลฟ์หรือเพื่อเอฟร่า ตัวเขาเองก็แพ้ไม่ได้เด็ดขาด
หลินอี้เพิ่งจะล็อกอินเข้าไป ก็ได้รับคำขอโทรศัพท์จากหล่อบรรลัย
หลังจากที่กดปฏิเสธไป หลินอี้ก็ส่งข้อความไปหาหล่อบรรลัย
“วันนี้มีธุระสำคัญมาก มีอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้”
หลังจากที่ส่งไปแล้ว หลินอี้ก็ไปยังสถานที่ที่ไม่มีคนพลางเปลี่ยนเป็นผ้าคลุมราชันย์เอลฟ์
เมื่อหลินอี้มาถึงเมืองมังกรคราม ก็พบว่าวันนี้เมืองมังกรครามคึกคักเป็นพิเศษ
และยังเห็นกองกำลังป้องกันเมืองเป็นแถวๆวิ่งออกไปนอกเมืองท่ามกลางเสียงร้องอุทานของผู้คน
พอเห็นภาพนี้ หลินอี้ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
หรือว่าจะมีเผ่าปีศาจบุกเมือง? ทำไมถึงขนาดต้องส่งกองกำลังป้องกันเมืองออกมาด้วย
ในตอนแรกหลินอี้ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่กลับติดต่อหล่อบรรลัยโดยตรง ให้เขาไปรอที่ห้องส่วนตัวในโรงเตี๊ยมในเมือง
ทันทีที่เจอกัน หล่อบรรลัยก็ทำหน้าบูดบึ้ง
“ฝ่าบาทราชันย์เอลฟ์ ท่านเจ้าเมืองเขาขี้โกงเกินไปแล้ว พวกเราคงจะแพ้แน่ๆ!”
“เกิดอะไรขึ้น?” หลินอี้ตกใจมาก
หล่อบรรลัยทำหน้าเจื่อนๆ “สงครามป้องกันฐานที่มั่นที่กำหนดไว้สำหรับวันนี้ถูกเลื่อนออกไปแล้วครับ!”
“อะไรนะ?!” หลินอี้ (ราชันย์เอลฟ์) ลุกพรวดขึ้นมาทุบโต๊ะ ขณะที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
ให้ตายสิ มันเล่นกันอย่างนี้เลยเหรอ?!
เดิมทีที่หลินอี้เลือกกิลด์ตระกูลดัง ก็ไม่ใช่เพราะว่าวันนี้เป็นวันป้องกันฐานที่มั่นของกิลด์ตระกูลดังหรอกรึ?
แค่เพียงชนะสงครามป้องกันฐานที่มั่น กิลด์ก็จะมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกเป็นพันคน ตอนนั้นต่อให้อยากจะแพ้ก็ยังยาก!
แต่สิ่งที่ทำให้หลินอี้ไม่ทันได้ตั้งตัวก็คือ ให้ตายเถอะ สงครามป้องกันฐานที่มั่นมันยังจะเลื่อนได้อีกเรอะ?
ลูกเล่นแพรวพราวของเจ้าเมืองนี่มันใช้ได้เลย!
ในขณะที่หลินอี้กำลังโกรธแค้นกับความขี้โกงของบาบิลอนอยู่นั้น หล่อบรรลัยก็พูดถึงเรื่องที่ทำให้หลินอี้สิ้นหวังยิ่งกว่าเดิม
“และตอนนี้ พื้นที่เก็บเลเวลเลเวล 10 ถึง 12 รอบเมืองมังกรครามทั้งหมดก็ถูกกองทัพของจวนเจ้าเมืองปิดล้อมไว้หมดแล้ว นอกจากคนของกิลด์เมืองมายาเหมันต์แล้ว ก็ไม่มีใครเข้าไปได้เลยครับ”
หลินอี้ (ราชันย์เอลฟ์): “...เชี่ยเอ๊ย!”
……………..