- หน้าแรก
- ฉันมองเห็นไอเทมดรอปของมอนสเตอร์ทุกตัว
- บทที่ 67: จุดจบ?
บทที่ 67: จุดจบ?
บทที่ 67: จุดจบ?
บทที่ 67: จุดจบ?
ก่อนที่ประตูเมืองของกิลด์ ‘วิหารทะนงฟ้า’ จะถูกทำลายลง
ในช่องแชทของกิลด์...
[กิลด์] ทะนงฟ้าท่านขุน: เมฆทะมึนกดทับเมืองราวกับจะถล่มทลาย แสงเกราะสะท้อนตะวันสาดประกายดุจเกล็ดทองคำ
[กิลด์] ทะนงฟ้าท่านขุน: โอกาสที่จะพิสูจน์ว่าพวกเรา ‘วิหารทะนงฟ้า’ ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครมาถึงแล้ว!
ทะนงฟ้าท่านขุนยืนอยู่บนกำแพงเมือง และตะโกนสุดเสียงให้ทุกคนได้ยิน
“เมื่อบทเพลงแห่งชัยชนะบรรเลง พวกเราจะร่วมแบ่งปันเกียรติยศนี้ด้วยกัน!”
หลินอี้เห็นดังนั้นก็อดที่จะยิ้มออกมาบางๆไม่ได้
“ไม่ต้องพูดจาซาบซึ้งขนาดนั้นหรอก เเค่ฆ่ามันให้สิ้นซากก็พอ!”
จิตสังหารอันเย็นเยียบแผ่กระจายออกจากศูนย์กลางซึ่งก็คือตัวของหลินอี้
เหล่านักรบที่ตั้งแนวโล่อยู่เบื้องหลังเตรียมพร้อมรบมานานแล้ว รอเพียงแค่...
ตูม!
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ประตูเมืองอันหนาทึบได้ทำ ‘ภารกิจ’ สุดท้ายของมันจนสำเร็จลุล่วง ก่อนจะพังทลายลงมาขวางกั้นระหว่างสองกองทัพ!
ฝ่ายกิลด์ราชวงศ์หวังเฉาที่เดิมทีกำลังฮึกเหิมอย่างเต็มที่ พอได้เห็น ‘เฟิงหัว’ ที่ขี่มังกรปฐพีอยู่หลังประตูเมือง ก็พลันตกตะลึงจนนิ่งค้างไปในทันที
“พวกแนวหน้ามัวยืนบื้ออะไรกันอยู่ ฆ่าเข้าไปสิ!”
“พวกแกมัวมองอะไรกันอยู่?”
“แนวหน้าเป็นอะไรไป ทำไมไม่ขยับกันเลย”
“ไม่ต้องสนแล้ว อัดเข้าไปเลย!”
“พวกแกทำบ้าอะไรกันอยู่!”
จักรพรรดินักดื่มเบียดเสียดผู้คนออกมา และมายืนอยู่ตรงหน้าประตูเมือง
แต่ทว่า เมื่อเขาได้เห็นมังกรปฐพีร่างมหึมาและเฟิงหัวที่อยู่บนหลังของมัน เขาก็ถึงกับยืนนิ่งตะลึงไปเช่นกัน
“อะไรวะนั่น!”
หลินอี้มองจักรพรรดินักดื่มที่อยู่เบื้องหน้า พลางหัวเราะออกมาเบาๆ “ไม่นึกเลยนะว่าเราจะได้เจอกันอีกแล้ว”
จนกระทั่งตอนนี้นี่เอง จักรพรรดินักดื่มจึงได้สติกลับมา
“เฟิงหัว?”
แต่เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว จะพูดอะไรอีกก็มีแต่จะเสียเวลาเปล่า
จักรพรรดินักดื่มตั้งท่าเตรียมบุกทันที พร้อมกับคำรามลั่น
“ฆ่ามัน!”
ภายใต้เสียงคำรามของเขา เหล่าผู้คนที่อยู่เบื้องหลังจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่
เรื่องความตกใจหรือความสงสัยอะไรนั่น ค่อยไปว่ากันทีหลัง…สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการหยุดยั้งไม่ให้อีกฝ่ายสร้างเมืองได้สำเร็จ!
ในชั่วพริบตา เสียงโห่ร้องก็ดังกระหึ่มราวกับเสียงฟ้าร้อง ผู้เล่นทุกคนต่างมีสีหน้าดุดัน ประดุจกระแสน้ำเหล็กไหลถาโถมเข้าใส่หลินอี้
“บุกเข้าไป!”
ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างกรูกันเข้า มาในประตูเมืองอย่างไม่คิดชีวิต เพราะเพื่อรอคอยช่วงเวลานี้ พวกเขาต้องอดทนมามากเกินไปแล้ว
สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือที่ระบายอารมณ์ และมีเพียงการฆ่าฟันเท่านั้น!
จักรพรรดินักดื่มนำทัพบุกเข้า มาเป็นคนแรก
“มาตายซะเถอะโว้ย!”
จากนั้นเขาก็ยกโล่ขึ้นมาป้องกันไว้เบื้องหน้า และพุ่งเข้าใส่หลินอี้
“พุ่งชน!”
หลินอี้กระชับสายบังเหียน สีหน้าพลันเคร่งขรึมลง “มาได้จังหวะพอดี!”
“พุ่งชนป่าเถื่อน!”
โฮกกกกก
มังกรปฐพีคำรามลั่น
มันก้าวเท้ายาวๆพุ่งทะยานออกไปนอกเมืองราวกับรถบรรทุกที่เสียการควบคุม
ภายใต้ร่างอันมหึมาของมังกรปฐพี เหล่าผู้เล่นที่หลั่งไหลเข้า มาในประตูเมืองต่างก็กลายเป็นแสงสีขาวและสลายไป
ต้องรู้ไว้ก่อนว่าพลังโจมตีของมังกรปฐพีนั้นสูงกว่า 300 ในขณะที่ผู้เล่นสายเวทและนักฆ่าส่วนใหญ่ในที่นี้ คงมีพลังป้องกันไม่ถึง 200 ด้วยซ้ำ
มังกรปฐพีทะลวงผ่านทุกสิ่งราวกับไม้ไผ่ผ่าซีก พุ่งตรงออกไปนอกประตูเมือง ทิ้งไว้เพียงเศษซากความพินาศในสนามรบ และสีหน้าตกตะลึงจนตาค้างของผู้คนนับไม่ถ้วน
ซึ่งในจำนวนนั้นก็รวมถึงจักรพรรดินักดื่ม และสมาชิกกิลด์วิหารทะนงฟ้าที่อยู่ในเมืองด้วย
พวกเขาอาจจะคาดเดาไว้แล้วว่ามังกรปฐพีตัวนี้จะต้องแข็งแกร่งมาก แต่ภาพความพินาศย่อยยับตลอดเส้นทางที่เห็นอยู่เบื้องหน้านี้ มันได้กระตุ้นประสาทสัมผัสของทุกคนอย่างรุนแรง
นี่มันไม่ใช่แค่แข็งแกร่งแล้ว แต่มันคือการบดขยี้อย่างสมบูรณ์แบบ!
จักรพรรดินักดื่มได้สติกลับมาเป็นคนแรก พลางตะโกนลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยวทั้งที่เลือดใกล้จะหมดหลอด
“พวกแกมัวยืนบื้อทำอะไรกันอยู่? เข้าไปสิวะ!”
คนอื่นๆก็ได้สติกลับมาในทันทีเช่นกัน ก่อนที่จะมีคนตะโกนขึ้นมาว่า
“ฆ่าเฟิงหัว!”
“มันอยู่คนเดียว พวกเรารุมยิงมันให้ตาย!”
เมื่อได้สติกลับมา ทุกคนต่างก็เริ่มโจมตีเข้าใส่หลินอี้
“มหาอัคคี!”
“ศรน้ำแข็ง!”
“พุ่งชน!”
“คลื่นเพลิงผลาญ!”
“จู่โจมเงา!”
ในชั่วพริบตา การโจมตีนับสิบสายก็ถาโถมเข้าใส่ร่างของมังกรปฐพี
-9
-8
-11 คริติคอล
-1
-6
ตัวเลขความเสียหายปรากฏขึ้นเหนือหัวของมังกรปฐพี และเมื่อทุกคนได้เห็นตัวเลขความเสียหายอันน่าสมเพชนี้ ก็พากันตกตะลึงกับพลังป้องกันของมังกรปฐพีไปตามๆกัน
“ให้ตายเถอะ นี่มันจะสู้ยังไงวะ ขนาดพลังป้องกันของมันฉันยังตีไม่เข้าเลย!”
จักรพรรดินักดื่มเห็นภาพนั้นก็รู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ จึงเอ่ยขึ้นว่า
“ไม่ต้องไปสนเฟิงหัวแล้ว บุกเข้าไปข้างใน ทำลายศาลากลางให้ได้ เราก็จะชนะ!”
แต่ทว่านักรบเลือดน้อยคนหนึ่งที่โชคดีรอดชีวิตมาได้ กลับตะโกนขึ้นอีกครั้ง
“นักบวชล่ะ? นักบวชของเราอยู่ไหน! รีบมาช่ว...อ๊าก!”
นักรบคนนั้นยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็กลายเป็นแสงสีขาวและหายไป ทิ้งไว้เพียงเสียงร้องโหยหวน
และเสียงร้องโหยหวนนี้เอง ที่ได้เปิดฉากสุดท้ายของสงครามครั้งนี้อย่างเป็นทางการ
เทียนซื่อปรากฏกายขึ้นตรงตำแหน่งที่นักรบคนนั้นเคยยืนอยู่ ก่อนจะหันไปมองจักรพรรดินักดื่มที่อยู่ไม่ไกลนัก
“ฉันจำได้ว่าเจ้าเพิ่งจะบอกว่าพวกเราเป็นแค่หัวขโมยกระจอกไม่ใช่รึ?”
“แก!” จักรพรรดินักดื่มโกรธจนแทบกระอักเลือด
ภายใต้สายตาที่ทั้งตกใจและโกรธแค้นของจักรพรรดินักดื่ม เทียนซื่อได้กลับเข้าสู่สถานะลอบเร้นอีกครั้ง
“ฆ่า!”
“บุกเข้าไป ไม่ต้องสนเฟิงหัวแล้ว!”
“นักบวชของเราอยู่ไหน? รีบมาเพิ่มเลือดให้ฉันที!”
“แม่งเอ๊ย คนหายไปไหนหมดวะ? นักบวชจะโดนฆ่าหมดแล้ว ยังจะเรียกหานักบวชอีก”
“นักฆ่าของเราล่ะ ไปปกป้องนักบวชสิ!”
“คุ้มกันหัวหน้ากิลด์ ทุกคนตามฉัน มา บุกเข้าไป!”
เมื่อมองดูกองทัพนอกประตูเมืองที่กำลังสับสนวุ่นวาย; มองดูร่างมหึมาที่กำลังสำแดงเดชอยู่ท่ามกลางฝูงชน; มองดูเวทมนตร์ที่ตกลงมาจากฟากฟ้าราวกับห่าฝน และเสียงร้องโหยหวนที่ดังขึ้นไม่ขาดสาย
จักรพรรดินักดื่มหันกลับไปมองเหล่านักรบที่ยืนเตรียมพร้อมรบอยู่ภายในประตูเมือง และแนวนักบวชที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังพวกเขา
ทันใดนั้น ความรู้สึกสิ้นหวังอย่างสุดซึ้งก็ผุดขึ้นในใจของจักรพรรดินักดื่ม
บางที...ตั้งแต่ตอนที่เหล่าผู้บัญชาการอย่างราชวงศ์วสันต์อัสดงถูกลอบสังหารไปทีละคน สงครามครั้งนี้ก็ถูกกำหนดให้ต้องพ่ายแพ้ตั้งแต่แรกแล้ว
เมื่อมองดูทหารเลวที่แตกทัพและไร้ซึ่งผู้นำเหล่านี้ ภายใต้สถานการณ์ที่เสียเปรียบทั้งฟ้าดินและผู้คน กองกำลังที่เหลืออีกกว่าพันคนนี้ก็ไม่ทำให้มองเห็นแสงแห่งชัยชนะได้เลยแม้แต่น้อย
บางทีความพ่ายแพ้อาจถูกกำหนดไว้แล้ว และการปรากฏตัวของเฟิงหัวก็เป็นเพียงฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้จิตใจของผู้เล่นทุกคนพังทลายลง
‘เฟิงหัว’ ผู้เล่นคนแรกในเกม ‘ความรุ่งโรจน์แห่งเทพเจ้า’ ที่ได้รับการยกย่องจากคนทั้งเซิร์ฟเวอร์ให้เป็นดั่งเทพเจ้า
เเต่คนคนเดียวจะแข็งแกร่งกว่าทั้งกิลด์ได้จริงๆหรือ?....มาถึงตอนนี้ จักรพรรดินักดื่มก็ไม่กล้าที่จะยืนยันคำตอบเดิมอีกต่อไปแล้ว
ประกายแสงเย็นเยียบปรากฏขึ้น พร้อมกับดวงตาคู่หนึ่งที่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกปรากฏขึ้นเบื้องหน้าจักรพรรดินักดื่ม
เมื่อจักรพรรดินักดื่มเดินออกจากจุดเกิดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ในหัวของเขาก็ยังคงดังก้องไปด้วยคำพูดที่ร่างนั้นทิ้งไว้ข้างหู
“พวกเราคือนักฆ่า ไม่ใช่หัวขโมย”
….
น่าแปลกใจที่เมื่อจักรพรรดินักดื่มเดินออกจากวิหารฟื้นคืนชีพ เหล่าผู้บริหารระดับสูงของกิลด์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์วสันต์อัสดง, ลั่วเสินหลิวเหนียน, เย่าเนี่ย, หรือแม้แต่เทพวิหารคลั่ง และเทพวิหารหยิงหยิง ต่างก็มารออยู่ที่นั่นแล้ว
เทพวิหารคลั่งรีบเดินเข้าไปหา
“ทำไมนายถึงโดนฆ่าได้ล่ะ? สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?”
จักรพรรดินักดื่มไม่ได้สนใจเทพวิหารคลั่ง แต่หันไปพูดกับราชวงศ์วสันต์อัสดงว่า
“ยกเลิกแผนการบุกเมืองของกิลด์ตระกูลดังหลังจากนี้ แล้วทุ่มกำลังทั้งหมดตามหาที่อยู่ของป้ายก่อตั้งกิลด์ซะ”
“ส่วนคนที่เหลือให้จัดตารางลงดันเจี้ยนให้หมด ในระยะสั้นนี้จะไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น”
พูดจบเขาก็เดินจากไปทันที ทิ้งให้ทุกคนยืนงงเป็นไก่ตาแตก
ลั่วเสินหลิวเหนียนมองแผ่นหลังของจักรพรรดินักดื่มที่เดินจากไป พลางถอนหายใจเบาๆ
“ครั้งนี้ถือว่าเสียหน้ายับเยินเลยจริงๆ”
“พวกเราก็ไปกันเถอะ”
หลังจากลั่วเสินหลิวเหนียนจากไป เทพวิหารคลั่งก็ยังคงยืนงงอยู่
“นี่มันหมายความว่ายังไง?”
“ภารกิจล้มเหลวแล้ว” เทพวิหารเทพวิหารหยิงหยิงตอบ
…..
เมื่อเห็นจักรพรรดินักดื่มถูกสังหาร และเห็นเหล่าผู้เล่นฝ่ายบุกเมืองที่กำลังสับสนวุ่นวาย หลินอี้จึงออกคำสั่งสุดท้าย
[กิลด์] เฟิงหัว: ทุกคน….บุก!
เหล่านักรบที่อัดอั้นมานาน ในที่สุดก็ได้ปลดปล่อยพลังการต่อสู้ที่ไม่เคยมีมาก่อนออกมา พุ่งเข้าใส่ศัตรูเบื้องหน้าอย่างไม่คิดชีวิต
“อย่าแตกแถวสิโว้ย บุกเข้าไปสิพวกแก!”
“นักรบล่ะ? ไอ้แทงก์ แกไม่ไปรับดาเมจแล้วถอยมาข้างหลังขนาดนี้ทำไมวะ!”
“รับดาเมจบ้าบออะไร นักบวชโดนฆ่าหมดแล้ว ฉันเหลือเลือดอยู่แค่ขี้มดจะให้ไปรับยังไง?”
“พวกเมจมัวทำอะไรอยู่ ทำดาเมจสิ พวกมันออกมานอกเมืองแล้ว โจมตี!”
“ใครก็ได้ไปจัดการพวกนักฆ่าเวรนั่นที พวกฉันต้องทั้งทำดาเมจทั้งคอยระวังพวกนักฆ่า จะสู้ยังไงไหว!”
“ฉันไม่เล่นแล้วโว้ย พวกแกเล่นกันไปเถอะ”
“ฉันก็ไม่เล่นแล้ว คนจะตายหมดแล้วยังจะสู้ห่าอะไรอีก!”
มีคำกล่าวว่า ‘เขื่อนยาวพันลี้ พังทลายได้เพราะรังปลวก’ เมื่อมีผู้เล่นคนหนึ่งเลือกที่จะออกจากเกม ผู้เล่นคนอื่นๆก็เริ่มตระหนักได้ว่าการสู้ต่อไปเช่นนี้มันไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
แทนที่จะต้องมาเสียเลเวลไปฟรีๆที่นี่ สู้กลับเมืองไปเสียแต่เนิ่นๆยังจะดีกว่า
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์คลี่คลายลงแล้ว ในที่สุดใบหน้าของทะนงฟ้าท่านขุนก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างโล่งอก
….
แต่ในขณะนี้ หลินอี้กลับขี่มังกรปฐพีไปยังข้างกายของวิลแมน หัวหน้าเผ่ามนุษย์หมาป่า
เมื่อเห็นวิลแมนกำลังยืนจ้องประตูมิติที่ยังมีปีศาจโผล่ออกมาไม่หยุดด้วยท่าทีเหม่อลอย หลินอี้ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“เป็นอะไรไปรึ?”
ใบหน้าของมนุษย์หมาป่าวิลแมนเผยให้เห็นถึงความสงสัยที่คล้ายกับมนุษย์
“ฉันรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายบางอย่างที่น่ากังวลใจอย่างยิ่งยวดจากข้างในนั้น”
หลินอี้เหลือบมองวิลแมนที่อยู่ข้างๆอย่างประหลาดใจ นี่มันบอสระดับลอร์ดเลเวล 50 เชียวนะ!
สิ่งที่สามารถทำให้เขารู้สึกกังวลใจได้ ก็คงมีแต่บอสระดับตำนานเลเวล 60 ขึ้นไปเท่านั้นไม่ใช่รึ?
หลังประตูมิติที่ปล่อยปีศาจระดับต่ำเลเวลสิบกว่าออกมาไม่หยุดนี่…มันยังซ่อนบอสระดับตำนานไว้อีกตัวอย่างนั้นรึ?
พอคิดถึงตรงนี้ หลินอี้ก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
มันจะเป็นไปได้อย่างไร
ในขณะเดียวกัน ณ อีกฟากหนึ่งของประตูมิติ ซามาเอลพูดกับร่างที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกดำข้างกายว่า
“ครั้งนี้เจ้ามีเวลาเพียงสิบนาทีเท่านั้น พอครบกำหนดแล้วต้องรีบกลับมาทันที”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ รอยยิ้มอันน่าขนลุกก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซามาเอล
“ตามหามนุษย์คนนั้นที่ฉันสัมผัสได้ แล้วพาตัวมันกลับมา”
………………………