- หน้าแรก
- ฉันมองเห็นไอเทมดรอปของมอนสเตอร์ทุกตัว
- บทที่ 66: ความสงบก่อนพายุจะโหมกระหน่ำ
บทที่ 66: ความสงบก่อนพายุจะโหมกระหน่ำ
บทที่ 66: ความสงบก่อนพายุจะโหมกระหน่ำ
บทที่ 66: ความสงบก่อนพายุจะโหมกระหน่ำ
ณ ดินแดนที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศอันแสนหดหู่และกดดัน มีปราสาทสูงตระหง่านหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่
ณ ศูนย์กลาง ซึ่งการดำรงอยู่ของมันนั้นไม่เพียงแต่จะดูแปลกแยกและไม่เข้ากับสภาพแวดล้อมโดยรอบ หากแต่ยังให้ความรู้สึกน่าเหลือเชื่อไปพร้อมๆกันอีกด้วย
ภายในห้องโถงของปราสาท บนบัลลังก์สูงตระหง่าน ซามาเอล หนึ่งในสิบจอมมารแห่งเผ่าปีศาจกำลังประทับนั่งอยู่
ในขณะที่มือข้างหนึ่งของเขากำลังเท้าคางเอาไว้ ท่วงท่าของเขาดูคล้ายกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่งอย่างลึกซึ้ง แต่ในขณะเดียวกันก็ดูราวกับกำลังสงสัยในเรื่องใดอยู่
ทันใดนั้น ซามาเอลก็เอ่ยปากขึ้นมา
“โคร์ม ท่านพ่อได้เปิดช่องว่างมิติเวลาแล้วใช่หรือไม่?”
สิ้นเสียงนั้น ภายในห้องโถงที่เคยว่างเปล่า พลันปรากฏกลุ่มก้อนไอสีดำหมุนวนขึ้น ก่อนจะก่อตัวเป็นร่างของชายชราผู้ผ่ายผอมผู้หนึ่ง
“เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ องค์ชาย เพียงแต่ว่ามันเป็นเพียงช่องทางเดินรถทางเดียวระดับต่ำเท่านั้น ซึ่งกระหม่อมก็ได้จัดเตรียมเผ่าปีศาจชั้นล่างบางส่วนให้เดินทางผ่านไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ซามาเอลพลันลุกพรวดขึ้นยืน ปีกทั้งสองข้างที่แผ่นหลังสยายออกอย่างน่าเกรงขาม พร้อมกับปลดปล่อยคลื่นพลังอันแข็งแกร่งแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ
“เช่นนั้นแล้ว เหตุใดฉันถึงได้สัมผัสถึงกลิ่นอายของเผ่ามนุษย์หมาป่าจากช่องทางนั้นได้เล่า? ไหนว่าพวกมันถูกฉันล้างบางไปสิ้นตั้งแต่เมื่อหลายร้อยปีก่อนแล้วมิใช่หรือ?”
ชายชราผู้นั้นเอ่ยขึ้นอย่างลังเล
“เอ่อ...เรื่องนี้”
“ถอยไปได้แล้ว”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ซามาเอลเงยหน้าขึ้นมองเพดานปราสาท ขณะที่ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความมืดมนและขุ่นมัว
แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านมานานหลายร้อยปีแล้วก็ตาม แต่ทว่าความทรงจำเกี่ยวกับสงครามกับเผ่ามนุษย์หมาป่าในครั้งนั้น กลับยังคงฝังลึกอยู่ในใจของซามาเอลอย่างชัดเจน
จนกระทั่งบัดนี้ ซามาเอลก็ยังมิอาจลืมเลือนภาพของมนุษย์ผู้ต่ำต้อยคนนั้น ที่บังอาจสังหารนักบวชแห่งเผ่าปีศาจต่อหน้าต่อตาของเขาได้ลง
“ทวีปราฟาม...หึ”
………
ในเวลาเดียวกันนั้น ณ ฐานที่มั่นของกิลด์ ‘วิหารทะนงฟ้า’
ในขณะที่เสียงโห่ร้องและเสียงการต่อสู้ดังระงมมาจากรอบทิศทาง ทว่าผู้คนที่อยู่ภายในฐานที่มั่นกลับพากันตกตะลึงกับเจ้าตัวมหึมาที่ปรากฏกายขึ้นอย่างกะทันหัน
ในบัดดลนั้น ข้อมูลของเจ้าตัวใหญ่นี้ก็ปรากฏขึ้นในสายตาของหลินอี้:
[มังกรปฐพี]
ประเภท: สัตว์อัญเชิญ/สัตว์ขี่
เผ่าพันธุ์: กึ่งมังกร
เลเวล: 18
พลังชีวิต: 2800/2800
พลังเวท: 800/800
พลังโจมตีกายภาพ: 220-310
พลังโจมตีเวทมนตร์: 0-0
พลังป้องกันกายภาพ: 415
พลังป้องกันเวทมนตร์: 350
ความเร็วเคลื่อนที่: +30%
[ทักษะติดตัว]
พุ่งชนป่าเถื่อน: พุ่งไปข้างหน้าเป็นเส้นตรงระยะ 10 หลา สร้างความเสียหายกายภาพแก่เป้าหมายตลอดเส้นทาง และมีโอกาส 10% ที่จะทำให้เป้าหมายติดสถานะมึนงงเป็นเวลา 0.5 วินาที; ใช้พลังเวท: 80 แต้ม; คูลดาวน์: 30 วินาที
เชื่อมโยงชีวิต: ความเสียหายทั้งหมดที่ผู้เป็นนายได้รับจะถูกถ่ายโอนไปยังมังกรปฐพี สัดส่วนความเสียหาย: 100% จนกว่าสัตว์อัญเชิญจะตาย (มีผลเมื่อขี่เท่านั้น)
…..
ชายหนุ่มที่ใช้ชื่อว่า ‘หล่อบรรลัย’ มองเจ้าตัวมหึมาที่สูงกว่าคน มีใบหน้าดุร้าย และเขี้ยวแหลมคมยื่นออกมานอกปาก ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“ให้ตายสิ นี่มันจะเท่เกินไปแล้วโว้ย!”
บัดนี้ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังหลินอี้ ราวกับกำลังรอคอยคำอธิบายจากเขา
หลินอี้ตบลงไปบนกล้ามเนื้อที่หยาบกร้านและหนาแน่นของมังกรปฐพีอย่างพึงพอใจ
“นี่คือสัตว์อัญเชิญของฉันเอง”
จากนั้นเขาก็พลิกตัวขึ้นไปบนหลังของมันอย่างคล่องแคล่ว
[ระบบ]: เปิดใช้งานทักษะ ‘เชื่อมโยงชีวิต’
“และมันก็เป็นสัตว์ขี่ของฉันด้วย!”
“เชี่ยเอ๊ย!”
เพียงเท่านั้น ทุกคนโดยรอบต่างก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
“นี่เกมนี้มันมีระบบสัตว์ขี่ด้วยเหรอวะเนี่ย?”
“ฉันก็นึกว่าเกมนี้จะไม่มีสัตว์ขี่ซะอีก”
“โอ้พระเจ้า ฉันทนไม่ไหวแล้วโว้ย แค่คิดภาพตัวเองขี่สัตว์เท่ๆควบตะบึงไปทั่วแผนที่ก็ฟินแล้ว ทำไงดี!”
หลินอี้มองเพื่อนๆที่กำลังยืนล้อมรอบตัวเองด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนขึ้นว่า
“พวกนายลืมกันไปแล้วรึไง ว่าตอนนี้เรายังอยู่ในช่วงป้องกันเมืองกันอยู่นะ?”
หล่อบรรลัยพลันสะดุ้งโหยง ก่อนจะรีบหันหลังกลับและวิ่งขึ้นไปบนกำแพงเมืองทันที
ทะนงฟ้าท่านขุนตะโกนใส่ผู้เล่นหลายคนที่ดวงตากำลังเป็นประกายวิบวับ
“ทุกคนกลับไปประจำตำแหน่งของตัวเองเดี๋ยวนี้! มีเรื่องอะไรค่อยว่ากันหลังจากป้องกันฐานที่มั่นสำเร็จแล้ว!”
สิ้นเสียงคำสั่ง ผู้คนทั้งหมดก็รีบสลายตัวแยกย้ายกันไปในทันที
ทะนงฟ้าท่านขุนเหลือบมองหลินอี้ด้วยสายตาที่แฝงความนัยบางอย่าง ก่อนจะหันหลังเดินตามขึ้นไปบนกำแพงเมืองเช่นกัน
ณ เวลานี้ ที่ตรงนั้นจึงเหลือเพียงหลินอี้ที่ยังคงนั่งอยู่บนหลังของมังกรปฐพี เพื่อทำความคุ้นเคยกับการควบคุมมัน
ทันทีที่หลินอี้ขึ้นมานั่งบนหลังของมังกรปฐพี เขาก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกองอาจผึ่งผายที่แผ่ซ่านออกมาจากทั่วร่าง
เอาตามจริงแล้ว อย่าว่าแต่พวกเขาเลย แม้กระทั่งหลินอี้ผู้ซึ่งย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ ก็ยังอดตกตะลึงกับเจ้าตัวมหึมาตรงหน้านี่ไม่ได้
ยังไม่ต้องพูดถึงรูปลักษณ์ภายนอกที่ทั้งดุดัน เท่ระเบิด และทรงพลังอย่างหาที่เปรียบมิได้ เพียงแค่การที่มันมีเลเวล 18 แต่กลับมีพลังชีวิตสูงถึง 2,800 ก็ถือว่าน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งแล้ว
ในตอนนี้ ต่อให้เป็นอาชีพสายแทงก์ที่มีพลังชีวิตสูงสุด ก็คาดว่าคงจะเพิ่งแตะหลักพันได้เพียงนิดหน่อยเท่านั้น
ยิ่งเมื่อมองดูค่าพลังโจมตีที่สูงกว่า 300 และพลังป้องกันที่มากถึง 400 กว่าแล้ว หลินอี้ก็ทำได้เพียงรำพึงในใจว่า: สมแล้วที่เป็นสิ่งมีชีวิตซึ่งมีสายเลือดมังกรไหลเวียนอยู่เพียงน้อยนิด
ค่าสถานะที่ผิดมนุษย์มนาเช่นนี้ คงมีเพียงสิ่งมีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์มังกรเท่านั้นที่จะครอบครองได้
ส่วนสำหรับคุณสมบัติ ‘เชื่อมโยงชีวิต’ นั้น แม้ว่าในชาติก่อนจะมีข่าวลือมาตลอดว่าสัตว์ขี่พิเศษบางชนิดจะมีคุณสมบัตินี้อยู่
ดังนั้นถึงจะประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเหนือความคาดหมายอะไรนัก ถึงกระนั้น นี่ก็ถือเป็นครั้งแรกที่หลินอี้ได้พบกับสัตว์ขี่ที่มีทักษะ ‘เชื่อมโยงชีวิต’ เช่นกัน
เมื่อหลินอี้ทำการอัญเชิญ เอฟร่าก็เดินทางข้ามห้วงมิติเวลามาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าของเขา
เห็นได้ชัดว่าเอฟร่าเองก็ตกตะลึงกับมังกรปฐพีที่อยู่ใต้ร่างของหลินอี้ไม่น้อย ถึงกับอ้าปากค้างจนกว้าง
พอเห็นว่าเอฟร่าไม่ได้ถูกผลกระทบใดๆหลินอี้จึงค่อยวางใจลงได้ในที่สุด
ดูท่าว่าหากใช้วิธีพิเศษบางอย่าง ทักษะ ‘อัญเชิญวิญญาณ’ นี้อาจจะกลายเป็นบั๊กสุดโกงในมือของเขาได้เลยทีเดียว
ขณะที่ฟังเสียงโห่ร้องต่อสู้อันสับสนวุ่นวายจากนอกฐานที่มั่น หลินอี้ก็อดครุ่นคิดในใจไม่ได้ว่า
ในเมื่อสวรรค์อุตส่าห์มอบของขวัญล้ำค่าเช่นนี้มาให้แล้ว หากไม่นำมันมาใช้ต้อนรับ ‘แขกผู้มาเยือน’ สักหน่อย มันจะไม่น่าเสียดายไปหน่อยหรือ?
หลินอี้กระชับสายบังเหียนในมือ นั่งสงบนิ่งอยู่บนหลังของมัน ในขณะที่สายตาจับจ้องไปยังกองทัพนับพันที่อยู่นอกประตูเมือง
ส่วนมังกรปฐพีก็เริ่มก้าวเดินด้วยฝีเท้าอันหนักหน่วง ซึ่งทุกย่างก้าวของมันราวกับกำลังเหยียบย่ำลงบนหัวใจของทุกคน ชวนให้รู้สึกสั่นสะท้านจากก้นบึ้งของจิตใจ
เมื่อสิ่งมีชีวิตที่เคยดำรงอยู่เพียงในตำนานได้ถูกนำมาสู่ ‘โลกแห่งความจริง’ พลังอำนาจที่ส่งผลกระทบต่อสายตาและความรู้สึกนั้น ย่อมไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้
ทันทีที่หลินอี้เตรียมจะเข้าไปใกล้ประตูเมือง เหล่านักรบกว่าร้อยคนที่คอยป้องกันอยู่ด้านหน้าต่างก็พร้อมใจกันแหวกทางให้อย่างรู้งาน
ในช่วงเวลานี้ ไม่มีใครเอ่ยคำพูดใดๆออกมาแม้แต่คนเดียว
เพราะในแววตาของทุกคน นอกจากความเคารพนับถือที่มีต่อ ‘เฟิงหัว’ บุคคลในตำนานผู้นี้แล้ว ที่เหลือก็มีเพียงความเด็ดเดี่ยวภายใต้คำขวัญที่ว่า ‘สู้ตายไม่ถอย’ เท่านั้น
เมื่อมองดูพลังชีวิตของประตูเมืองที่ลดลงเหลือเพียงหนึ่งในสิบ ทั้งๆที่เวลาการบุกเมืองเพิ่งจะผ่านไปได้เพียงสิบห้านาทีเศษ
ความบ้าคลั่งของฝ่ายศัตรูนั้นมันร้ายแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้มากนัก
ณ เวลานี้ ภายในฐานที่มั่นจึงเกิดภาพที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
บนกำแพงเมือง: เหล่าจอมเวทต่างร่ายเวทมนตร์โจมตีลงไปเบื้องล่างอย่างไม่หยุดหย่อน เสียงระเบิดดังกึกก้องไม่ขาดสาย
ภายใต้แสงสะท้อนของเวทมนตร์ ใบหน้าของทุกคนต่างฉายแววบ้าคลั่ง เพราะเบื้องล่างของพวกเขานั้น คือเหล่าผู้รุกรานที่รวมตัวกันอย่างหนาแน่นราวกับมดปลวก และกำลังหมายจะทำลายความหวังของพวกเขาให้สิ้นซาก
มีเพียงความตายของอีกฝ่ายเท่านั้น ที่จะสามารถยุติสงครามซึ่งไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งยวดนี้ลงได้ตั้งแต่ต้น
ส่วน ณ เบื้องล่างของกำแพงเมือง: เมื่อหลินอี้ขี่มังกรปฐพีมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูเมือง พลันปรากฏแนวโล่นักรบเรียงรายโอบล้อมประตูเมืองเอาไว้ประดุจกำแพงเหล็กกล้า
ขณะที่บนใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและแข็งกร้าว
ที่ทุกคนต่างนิ่งเงียบ นั่นก็เพราะพวกเขารู้ดีว่า ช่วงเวลานี้เป็นเพียงความสงบชั่วครู่ก่อนพายุลูกใหญ่จะโหมกระหน่ำ
สิ่งที่พวกเขากำลังจะเผชิญต่อไป คือการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยเกียรติยศของกิลด์ และความเป็นความตาย
ภาพหนึ่งเคลื่อนไหว อีกภาพหนึ่งหยุดนิ่ง ความแตกต่างนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะในศึกครั้งนี้ของทุกคน
….
“คิดจะฆ่าฉันอย่างนั้นรึ? มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก!”
ลั่วเสินหลิวเหนียนมองนักฆ่าที่ถูกจักรพรรดินักดื่มนั่นกระแทกจนเผยตัวออกมาด้วยแววตาดูแคลน
“ฆ่ามันซะ!”
ทันทีที่นักฆ่าคนนั้นซึ่งมีชื่อกิลด์ ‘ทะนงฟ้า’ นำหน้า ถูกจักรพรรดินักดื่มกระแทกจนหลุดจากการลอบเร้น ในชั่วพริบตา เขาก็ถูกผู้เล่นที่อยู่ใกล้เคียงรุมสังหารจนตายในทันที
ลั่วเสินหลิวเหนียนมองไปยังพลังชีวิตที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของประตูเมือง พลางเผยสีหน้าเหี้ยมเกรียมออกมา
“วันนี้ต่อให้ใครหน้าไหนมา ก็หยุดยั้งพวกเราไม่ได้ทั้งนั้น!”
ทว่าทันใดนั้น ลั่วเสินหลิวเหนียนพลันม้วนตัวหลบอย่างทุลักทุเล
“จักรพรรดินักดื่ม!”
นักฆ่าคนหนึ่งปรากฏร่างขึ้นตรงตำแหน่งที่ลั่วเสินหลิวเหนียนเคยยืนอยู่ ขณะเดียวกัน จักรพรรดินักดื่มก็พุ่งเข้าไปหาในก้าวเดียว
“พุ่งชน!”
ปัง!
-84
นักฆ่าคนนั้นถูกกระแทกจนกระเด็นลอยไป แต่จักรพรรดินักดื่มกลับไม่ได้ตามเข้าไปซ้ำเพื่อปิดฉาก หากแต่ถอยกลับมายืนอยู่ข้างกายลั่วเสินหลิวเหนียนตามเดิม
เนื่องจากมีประสบการณ์จากครั้งก่อนๆทำให้ทุกคนพอจะเข้าใจความสามารถของอีกฝ่ายได้ดี ดังนั้นนักฆ่าที่ถูกกระแทกกระเด็นไปย่อมมีคนอื่นคอยจัดการอยู่แล้ว ส่วนภารกิจของจักรพรรดินักดื่มก็คือการปกป้องความปลอดภัยของลั่วเสินหลิวเหนียน
แม้ว่าในใจเขาจะไม่เต็มใจอย่างยิ่ง แต่ในเมื่อตอนนี้ทั้งสองมีผลประโยชน์ร่วมกัน เขาก็จำเป็นต้องยอมเสียสละอยู่บ้าง เมื่อพิจารณาถึงความสามารถของลั่วเสินหลิวเหนียนแล้ว
การลอบสังหารเช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้วไม่ต่ำกว่าห้าครั้ง ทว่าทุกครั้งก็ถูกคลี่คลายไปได้อย่าง ‘ง่ายดาย’
จักรพรรดินักดื่มมองนักฆ่าคนนั้นที่จมหายไปในฝูงชนและถูกสังหารในชั่วพริบตา ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าดูแคลนว่า
“ก็แค่กลุ่มหัวขโมยกระจอกที่ชอบทำตัวลับๆล่อๆไม่เจียมตัวเอาซะเลย”
“เหอะ...อย่างนั้นรึ?”
เสียงเย้ยหยันแผ่วเบาดังขึ้นข้างหูของจักรพรรดินักดื่ม ทำให้เขาตกใจอย่างมาก
“โผล่หัวออกมาซะ!”
“กระแทกโล่!”
ปัง!
-59
เมื่อเห็นนักฆ่าที่ถูกกระแทกจนเผยตัวออกมา จักรพรรดินักดื่มก็เบิกตากว้างด้วยความโกรธเกรี้ยว
“เทียนซื่อ!”
ถ้าเขาจำไม่ผิด ราชวงศ์วสันต์อัสดงก็ถูกเจ้าคนนี้สังหารไปนี่นา
ลั่วเสินหลิวเหนียนรีบห้ามจักรพรรดินักดื่มที่กำลังจะคลั่งขึ้นมา “ระวังตัวด้วย อย่าไปหลงกลกับดักของอีกฝ่าย การตีเมืองสำคัญที่สุด!”
สิ่งที่แตกต่างจากนักฆ่าคนอื่นๆก็คือ เทียนซื่อไม่ได้ถูกการโจมตีที่ตามมาสังหารในทันที แต่เขากลับอาศัยทักษะการหลบหลีกที่เหนือมนุษย์ของตนเอง กลับเข้าสู่สถานะลอบเร้นได้สำเร็จอีกครั้ง
ในตอนนั้นเอง ลั่วเสินหลิวเหนียนพลันรู้สึกถึงลางร้ายขึ้นมาในใจ
“ระวัง!”
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้ทันตั้งตัว คมมีดสั้นเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า และพุ่งเข้าแทงใส่...จักรพรรดินักดื่ม!
ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าเป้าหมายของนักฆ่าคนนี้จะเป็นจักรพรรดินักดื่ม ซึ่งยืนอยู่ห่างจากลั่วเสินหลิวเหนียนเพียงก้าวเดียว
นักรบหลายคนที่เตรียมจะเข้าไปช่วยลั่วเสินหลิวเหนียน จึงรีบเปลี่ยนทิศทางเข้าไปช่วยเหลือทันที
“ระบำดาบเงา”
-75
เกิดสถานะมึนงง 1 วินาที
+211
เนื่องจากทักษะพุ่งชนและกระแทกโล่ของจักรพรรดินักดื่มยังอยู่ในช่วงคูลดาวน์ ประกอบกับไม่คาดคิดว่าเป้าหมายของอีกฝ่ายจะเป็นตัวแทงก์อย่างตนเอง ด้วยเหตุนี้จักรพรรดินักดื่มจึงรับการโจมตีนี้ไปเต็มๆ
แต่ทว่าด้วยการสนับสนุนอย่างทันท่วงทีจากนักบวชแนวหลัง พลังชีวิตที่เสียไปก็ถูกฟื้นฟูจนเต็มในทันที
หลังจากโจมตีสำเร็จในครั้งเดียว อีกฝ่ายก็รีบเร้นกายหายเข้าไปในฝูงชนที่อยู่ด้านข้างอย่างรวดเร็ว
ณ ตอนนี้ ทุกคนต่างกำลังตั้งสมาธิอยู่กับการโจมตีประตูเมือง ดังนั้นกว่าจะมีคนรู้ตัวว่าต้องตามไปจัดการอีกฝ่าย ก็สายไปเสียแล้ว เพราะอีกฝ่ายได้อาศัยการเคลื่อนไหวอันชาญฉลาดกลับเข้าสู่สถานะลอบเร้นไปอีกครั้ง
เมื่อได้เห็นการควบคุมตัวละครที่ราวกับภูตผีปีศาจเช่นนี้ ทุกคนต่างก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ!
พอจักรพรรดินักดื่มหลุดจากสถานะมึนงง เขาก็หวนนึกถึงภาพของนักฆ่าคนนั้นที่เห็นเพียงแวบเดียวเมื่อครู่
“นั่นมัน...” ลางสังหรณ์อันเลวร้ายพลันผุดขึ้นในใจของจักรพรรดินักดื่ม
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะหายจากความตกตะลึงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ประกายแสงเย็นเยียบก็ปรากฏขึ้นในสายตาของทุกคนอีกครั้ง
“ระวัง!”
เมื่อเห็นมีดสั้นเล่มนั้นพุ่งเข้าใส่จักรพรรดินักดื่มที่อยู่ด้านข้าง นักรบสองคนจากกิลด์ราชวงศ์หวังเฉาที่คอยคุ้มกันลั่วเสินหลิวเหนียนอยู่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
“จู่โจมเงา”
-76
“แทงข้างหลัง”
-98 คริติคอล
“เชือดคอ”
-112 คริติคอล
นักรบทั้งสองสบตากัน และตัดสินใจได้ในทันที
ไปช่วยหัวหน้ากิลด์!
ลั่วเสินหลิวเหนียนสังเกตเห็นสถานการณ์เช่นนั้น พลางสบถด่าในใจ “ไม่ต้องไป! คุ้มกันฉัน!”
จักรพรรดินักดื่มเองก็ตระหนักถึงปัญหาได้เช่นกัน “ไม่ต้องห่วงฉัน มันฆ่าฉันไม่ได้หรอก!”
นักรบทั้งสองคนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบหันหลังกลับมา
ในขณะที่ลั่วเสินหลิวเหนียนคิดว่าช่องว่างที่นักรบสองคนนั้นทิ้งไป อาจมีใครบางคนฉวยโอกาสลอบโจมตี
แต่เขากลับไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า ร่างนั้นจะพุ่งออกมาจากกลุ่มจอมเวทของกิลด์ลั่วเสินของเขาเอง และพุ่งเข้าชนนักรบอีกสองคนที่กำลังเผลอไผลอยู่ให้กระเด็นออกไป
กว่าลั่วเสินหลิวเหนียนจะทันรู้ตัว เขาก็รู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง
“ควักไส้”
-134 คริติคอล
เกิดสถานะฉีกขาด
“โจมตีจุดตาย”
-210 คริติคอล
-15
“ระบำดาบเงา”
-158 คริติคอล
-15
ถูกสังหาร!
…..
“ไม่!”
จักรพรรดินักดื่มที่อยู่ห่างออกไปเห็นภาพนั้น พลันคำรามออกมาด้วยความโกรธแค้นจนแทบคลั่ง
ในขณะเดียวกันนั้น เสียงระเบิดดังสนั่นก็ดังขึ้นจากข้างๆพร้อมกับมีคนตะโกนอย่างตื่นเต้นว่า
“ประตูเมืองพังแล้ว บุกเข้าไป!”
………………