- หน้าแรก
- ข้าขอเป็นเทพด้วยมรรคยุทธ์
- ข้าขอเป็นเทพด้วยมรรคยุทธ์ 016 มิอาจประกาศตนเป็นเทพในโลกหล้า
ข้าขอเป็นเทพด้วยมรรคยุทธ์ 016 มิอาจประกาศตนเป็นเทพในโลกหล้า
ข้าขอเป็นเทพด้วยมรรคยุทธ์ 016 มิอาจประกาศตนเป็นเทพในโลกหล้า
ข้าขอเป็นเทพด้วยมรรคยุทธ์ 016 มิอาจประกาศตนเป็นเทพในโลกหล้า
หานเจิงเคยได้ยินเกี่ยวกับลัทธิ
เขตหวยหนานที่อยู่ข้าง ๆ เกือบจะถูกลัทธิเข้ายึดครองแล้ว บัดนี้ชื่อเสียงของลัทธิโด่งดังไปทั่วทั้งต้าโจว
ลัทธิบูชา [จิ่วเทียนจื้อจุนฉือเปยก่วงตู้จ้งเซิงเมี่ยวฝ่าเจินหลิงจู่ไจ่] หรือที่รู้จักกันในนามฉือเซิงเหล่าหมู่
ผู้ศรัทธาของฉือเซิงเหล่าหมู่ทุกคนจะต้องใช้โลหิตสดรดธูปหอมเพื่อจุดไฟ ดังนั้นควันสีแดงจึงพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า นี่จึงเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิ
ในสายตาของหานเจิง ลัทธินี้คือลัทธิชั่วร้ายที่ได้มาตรฐาน
ไม่ใช่เพราะวิธีการปล่อยโลหิตดมกลิ่นหอมอะไรของอีกฝ่าย
แต่ตราบใดที่เทพเจ้าที่ศาสนานั้น ๆ บูชาศรัทธายังมีชีวิตอยู่ เช่นนั้นก็ต้องเป็นลัทธิชั่วร้ายอย่างแน่นอน
มิอาจประกาศตนเป็นเทพในโลกหล้า
เจ้าสามารถเป็นทูตของเทพ เป็นบุตรของเทพได้ แต่ไม่อาจเรียกตนเองว่าเป็นเทพในโลกหล้าได้
หลี่เฟิงเดินมาข้างกายหานเจิงพลางกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “หลายปีก่อนตอนที่ข้าไปเขตหวยหนานเพื่อรับซื้อสมุนไพรวิญญาณ ข้าเคยเห็นเหล่าผู้ศรัทธาอาวุโสของลัทธิ
ในทุก ๆ วันนอกจากการกินดื่มแล้ว ขอเพียงมีเรี่ยวแรงก็จะไปปล่อยโลหิตดมกลิ่นหอม ว่ากันว่าหลังจากดมกลิ่นหอมแล้วจะสามารถมองเห็นสุขาวดีเก้าชั้นและบ้านเกิดแห่งชีวิตนิรันดร์ได้
คนของลัทธิกล่าวว่าขอเพียงบูชาฉือเซิงเหล่าหมู่ด้วยความจริงใจ หลังจากตายไปแล้วก็จะสามารถเข้าสู่บ้านเกิดแห่งชีวิตนิรันดร์ได้ ไร้การเกิดไร้ความตาย ไร้บาปไร้ภัยพิบัติ
จนท้ายที่สุดกระทั่งมีผู้ศรัทธาบางคนปล่อยโลหิตจนตาย ก่อนตายก็ยังมีท่าทีเคลิบเคลิ้มเช่นนั้น
ตอนนั้นลัทธิยังไม่ได้เข้ายึดครองเขตหวยหนานเป็นวงกว้าง ข้าก็รู้สึกแล้วว่าลัทธินี้ไม่ใช่พวกที่ดีงามอะไร”
หานเจิงกล่าวเสียงเบา “เมื่อยั่วไม่ได้ก็หลบเสีย ให้กองคาราวานอ้อมไป ลำบากหน่อยแล้วค่อยกลับไปพักผ่อนที่อำเภอหินดำ”
ต้าโจวมีสิบเก้าเขต ลัทธิสามารถยึดครองได้หนึ่งเขตจนสั่นสะเทือนไปทั่วหล้า พลังอำนาจของพวกเขาเป็นเช่นไรย่อมคาดเดาได้
ลัทธิใหญ่ที่สามารถสร้างความวุ่นวายให้แก่เขตหนึ่งได้เช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นลัทธิชั่วร้ายหรือลัทธิฝ่ายธรรมะ ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกหานเจิงจะสามารถยั่วยุได้ในตอนนี้
กองคาราวานเริ่มเดินทางอ้อมภายใต้การบัญชาของหานเจิงและหลี่เฟิง
ทว่าเพราะมีคนค่อนข้างมาก การเคลื่อนไหวจึงเกิดเสียงดังไปบ้าง สุดท้ายจึงถูกคนของลัทธิตรวจพบจนได้
สาวกของลัทธิที่กำลังนำชาวบ้านจำนวนมากสวดมนต์ได้สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวของกองคาราวาน คนทั้งสองสบตากัน ในมือถือธูปหนึ่งดอก รีบมาอยู่เบื้องหน้ากองคาราวานอย่างรวดเร็ว
คนทั้งสองมีรูปร่างหน้าตาธรรมดา อายุราวสี่สิบห้าสิบปี บนใบหน้ายังมีร่องรอยจากการทำงานตากแดดมาเป็นเวลานาน ราวกับเป็นชาวนาเฒ่าที่เรียบง่าย
แต่ชุดคลุมสีขาวบนร่างกายของพวกเขากลับสะอาดสะอ้านไร้ฝุ่นผง ทั้งยังขาวจนสะดุดตา ตัดกับรูปลักษณ์ของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง
“จวีซื่อ(ท่านผู้ศรัทธา)หลายท่าน การได้พบพานนับเป็นวาสนา ดมธูปสักหนึ่งดอก ถวายธูปหอมหนึ่งดอกแด่ฉือเซิงเหล่าหมู่เป็นอย่างไรเล่า”
สาวกที่เป็นหัวหน้ามีรูปร่างท้วมเล็กน้อย ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเรียบง่ายพลางยื่นธูปมาตรงหน้าหานเจิง
ท่าทีสุภาพอย่างยิ่ง ทว่าน้ำเสียงกลับราวกับไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ
สีหน้าของหลี่เฟิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัวพลางมองไปที่หานเจิง
“ขออภัย กองคาราวานยังต้องเดินทาง ไม่สะดวกที่จะปล่อยโลหิตดมกลิ่นหอมในตอนนี้”
สาวกอีกคนที่ผอมสูงหรี่ตาลง น้ำเสียงไม่เป็นมิตรเล็กน้อย
“การใช้โลหิตชโลมธูปเป็นสิ่งที่ผู้ศรัทธาทำเพื่อแสดงความเลื่อมใส จะเรียกว่าปล่อยโลหิตได้อย่างไร
พวกท่านแม้แต่ธูปดอกเดียวก็ไม่คิดจะจุด หรือว่ามีความคิดเห็นใดต่อลัทธิของพวกเรา”
หานเจิงกล่าวเสียงเข้ม “พวกข้าไม่ได้มีความคิดเห็นใด ๆ ต่อลัทธิของท่าน เพียงแต่กองคาราวานรีบเดินทางจริง ๆ ไม่มีเวลา”
สาวกที่ท้วมเล็กน้อยหัวเราะเสียงดังแล้วกล่าวว่า “เดินทางก็ไม่เสียเวลาแค่ธูปหนึ่งดอกหรอก”
สิ้นเสียง สาวกที่ท้วมเล็กน้อยก็ก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าว ในชั่วพริบตาก็มาถึงเบื้องหน้าของหานเจิงแล้ว
มือที่ถือธูปกำเป็นหมัดครึ่งหนึ่ง โลหิตปราณพลุ่งพล่านเปลี่ยนแปลง ราวกับเด็กน้อยประคองธูป แต่เจตจำนงหมัดอันเกรี้ยวกราวนั้นกลับพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของหานเจิงแล้ว
ธูปดอกนี้เขาไม่รับก็ต้องรับ
ร่างของหานเจิงไม่ขยับ เส้นเอ็นกระดูกและโลหิตปราณบนแขนปั่นป่วน มือประสานอินแล้วทุบลงมาจากกลางอากาศ
เนตรวัชระพิโรธ ปราบอสูรสะกดมาร
เด็กน้อยประคองธูปปะทะกับวัชระสะกดมาร
พลันเกิดเสียงดังทึบอย่างรุนแรงขึ้นระหว่างคนทั้งสอง
ธูปในมือของสาวกที่ท้วมเล็กน้อยร่วงหล่นลงเพราะโลหิตปราณบริเวณอุ้งมือสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
หานเจิงคว้ามันขึ้นมาแล้วประคองด้วยสองมือ
“มีแต่คนรอเวลา ไหนเลยจะมีเวลารอคนเล่า
พวกเรารับปากเถ้าแก่ว่าจะส่งสินค้าให้ตรงเวลา รอช้าไม่ได้จริง ๆ”
สาวกที่ท้วมเล็กน้อยมองหานเจิงอย่างล้ำลึก รอยยิ้มเรียบง่ายบนใบหน้าค่อย ๆ เลือนหายไป
ครู่ต่อมาเขาก็ยื่นมือไปรับธูปดอกนั้นกลับมา กล่าวด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ว่า “ในเมื่อจวีซื่อรีบร้อน เช่นนั้นก็แล้วไปเถิด ทว่าการได้พบพานนับเป็นวาสนา ท่านกับข้าจะต้องได้พบกันอีก”
“ขอตัว”
หานเจิงป้องมือแล้วเรียกกองคาราวานให้ออกเดินทางทันที
เมื่อมองแผ่นหลังของกองคาราวานที่จากไป สาวกที่ผอมสูงก็ขมวดคิ้วกล่าวว่า “พี่ใหญ่ ท่านปล่อยพวกเขาไปได้อย่างไร
ฉือเซิงเหล่าหมู่โปรดปรานธูปหอมของผู้ฝึกยุทธ์ที่สุด ธูปหอมที่ได้จากผู้ฝึกยุทธ์ระดับฟ้าประทานระยะกลางหนึ่งคนที่ใช้โลหิตจุดธูปนั้นแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดา 100 คนเสียอีก”
“หนุ่มคนนั้นหาใช่คนธรรมดาไม่”
สาวกที่ท้วมเล็กน้อยเหลือบมองหมัดของตนเอง ที่นั่นแดงก่ำไปหมด เห็นได้ชัดว่าเป็นผลข้างเคียงจากการสั่นสะเทือนของโลหิตปราณ
“แม้ว่าระดับตบะของอีกฝ่ายจะยังไม่ถึงระดับฟ้าประทานระยะปลาย แต่พละกำลังนั้นน่าทึ่งอย่างแท้จริง
โดยเฉพาะวิชาผนึกนั้นยอดเยี่ยมหาใดเปรียบ น่าจะเป็นทักษะยุทธ์แต่กำเนิด
การพัวพันกับพวกเขาที่นี่จะทำให้เรื่องใหญ่ของลัทธิล่าช้า การไปเผยแผ่ศาสนาในหมู่บ้านอื่นโดยเร็วที่สุดคือกุญแจสำคัญ อย่าลืมภารกิจที่เซียงจู่มอบหมายมา
พี่น้องเรายังขาดอีก 300 คนก็จะสามารถสะสมธูปหอมได้เพียงพอแล้ว ถึงตอนนั้นก็แลกโอสถสวรรค์หอมทะลวงตบะสองเม็ด ก็จะสามารถก้าวเข้าสู่ระดับแต่กำเนิดได้ในพริบตา
ดูจากทิศทางของพวกเขาแล้วน่าจะมุ่งหน้าไปยังอำเภอหินดำในเขตซานหนาน ในลัทธิน่าจะมีการเตรียมการไว้แล้ว ช่วงเวลานี้ก็เตรียมเข้าสู่เขตซานหนานได้แล้ว
จำคนผู้นี้ไว้ รอจนถึงวันที่เผยแผ่ศาสนาที่อำเภอหินดำในอนาคต เขาจะคุกเข่าอ้อนวอนขอธูปจากพวกเราหนึ่งดอก”
รอยยิ้มบนใบหน้าของสาวกที่ท้วมเล็กน้อยค่อย ๆ เลือนหายไป กลายเป็นเย็นชาและน่าสะพรึงกลัว
ในขณะนี้ทางฝั่งกองคาราวาน
หลี่เฟิงถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่งพลางตบหน้าอกกล่าวว่า “เมื่อครู่นี้ทำข้าตกใจแทบตาย โชคดีที่มีน้องชายหานอย่างเจ้าคอยต้านพวกเขาไว้”
หานเจิงส่ายหน้ากล่าวว่า “พลังอำนาจของคนทั้งสองไม่ด้อยเลย จุดชีพจรและเส้นลมปราณที่ทะลวงได้นั้นมากกว่าข้าเสียอีก เมื่อครู่ข้าก็ต้องออกแรงสุดกำลังจึงจะข่มขวัญอีกฝ่ายได้
น่าจะเป็นเพราะพวกเขามีเรื่องอื่นต้องทำ มิฉะนั้นหากบังคับให้พวกเราดมกลิ่นหอม พวกเรานอกจากการปล่อยโลหิตแล้ว ก็คงต้องสู้รบกันอย่างหนัก
ที่สำคัญที่สุดคือหากลงมือ พวกเราจะต้องล่วงเกินลัทธิอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นจะสามารถกลับถึงเมืองอำเภอได้อย่างราบรื่นหรือไม่ก็ยังไม่เป็นที่ทราบได้”
หลี่เฟิงถอนหายใจ “ใช่แล้ว หลายปีมานี้ลัทธิพัฒนาไปราวกับก้อนหิมะที่กลิ้งลงมา พลังอำนาจน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง
คนทั้งสองสวมชุดขาว อันที่จริงเป็นเพียงสาวกชุดขาวระดับต่ำสุด รับผิดชอบในการเผยแผ่ศาสนาให้แก่ชาวบ้านคนอื่น ๆ
หลังจากเป็นสาวกชุดขาวได้หนึ่งปี จึงจะสามารถวาดอักขระศักดิ์สิทธิ์สีทองบนชุดขาวได้หนึ่งเส้น
สาวกชุดขาวระดับต่ำสุดของลัทธิเช่นนี้มีมากกว่าสิบล้านคนเสียอีกกระมัง
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าพวกเขาฝึกฝนผู้ฝึกยุทธ์ฟ้าประทานจำนวนมากเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร”
หลังจากฟังสิ่งที่หลี่เฟิงพูด หานเจิงก็มีความเข้าใจในเบื้องลึกของลัทธิเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง
แม้ว่าระดับตบะของสาวกทั้งสองเมื่อครู่จะสูงกว่าหานเจิงเล็กน้อย แต่หากพูดถึงการใช้พละกำลังและทักษะยุทธ์แล้วกลับด้อยกว่าหานเจิงมาก
แม้ว่าหานเจิงจะไม่ได้มาจากสำนักใหญ่ แต่ศิษย์ที่หลี่จิ้งจงสอนล้วนมีรากฐานที่มั่นคง พลังสิบส่วนสามารถแสดงออกมาได้สิบส่วน
ส่วนสาวกของลัทธินั้น พลังสิบส่วนสามารถแสดงออกมาได้มากที่สุดเพียงเจ็ดแปดส่วนเท่านั้น ดังนั้นจึงถูกผนึกวัชระสะกดมารของหานเจิงซัดจนถอยกลับไป
แต่คนทั้งสองเป็นเพียงสาวกชุดขาวระดับต่ำสุด ตามที่หลี่เฟิงกล่าวอาจจะเข้าร่วมลัทธิได้ไม่ถึงหนึ่งปีด้วยซ้ำ
ก่อนหน้านี้พวกเขาอาจไม่เคยสัมผัสมรรคยุทธ์มาก่อน เป็นเพียงชาวนาที่ทำไร่ไถนา
ผลคือในเวลาอันสั้นก็สามารถมีระดับตบะเช่นนี้ได้ มิน่าเล่าการพัฒนาของลัทธิจึงน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้
“พี่หาน กระบวนท่าของท่านเมื่อครู่ดูเหมือนจะเป็นหมัดวัชระ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ รู้สึกว่าอานุภาพช่างยิ่งใหญ่นัก”
หวังเป่าขยับเข้ามาใกล้พลางเอ่ยถามด้วยความสงสัยเล็กน้อย
ผนึกวัชระสะกดมารนั้นทะลวงผ่านมาจากหมัดวัชระ ย่อมต้องมีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง
หวังเป่าไม่ได้สงสัยอะไร เพียงแต่รู้สึกว่าสิ่งที่ตนเองใช้ไม่เหมือนกับของหานเจิง
แต่เขารู้ถึงพลังอำนาจของหานเจิง ดังนั้นเขาจึงกังวลว่าตนเองจะฝึกผิด
“เจ้าสำนักเคยกล่าวไว้ว่า การต่อสู้จริงไม่ใช่การประลองฝีมือในสำนักยุทธ์ที่ทุกคนตั้งท่าหมัด เจ้าหนึ่งหมัดข้าหนึ่งหมัดตามกระบวนท่า
ขอเพียงเจ้าสามารถใช้แก่นแท้เจตจำนงหมัดของหมัดวัชระออกมาได้ แม้ว่าเจ้าจะใช้ฝ่ามือ นั่นก็ยังคงเป็นหมัดวัชระเช่นเดียวกัน”
พูดจบ หานเจิงก็กำหมัดแล้วทุบไปทางหวังเป่าทันที
สายลมรุนแรงพัดหวีดหวิว แต่กลับราวกับสากปราบมารที่ทุบลงมาอย่างกึกก้อง หยุดอยู่เบื้องหน้าหวังเป่า ทำให้เขาตกใจจนสะดุ้ง
ความชำนาญในหมัดวัชระของหานเจิงบรรลุถึงระดับสมบูรณ์แล้ว ในตอนนี้เพียงแค่ลงมือก็เป็นแก่นแท้เจตจำนงหมัด สามารถหลอกหวังเป่าและคนอื่น ๆ ได้อย่างง่ายดาย
“พี่หานสมแล้วที่เป็นหัวแถวในหมู่ศิษย์รุ่นพวกเรา ได้รับการชี้แนะแล้ว”
หวังเป่ามีสีหน้าเลื่อมใส
เวลาที่พวกเขาเข้าร่วมสำนักก็เท่ากัน คนอื่นเขาบำเพ็ญเพียรกันอย่างไรกันนะ
เหตุใดจึงยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้เล่า
หานเจิงกลัวว่าหวังเป่าจะถามอะไรอีก จึงเดินไปข้างกายหลี่เฟิง บอกให้เขาแจ้งกองคาราวานให้เร่งความเร็วขึ้นอีกหน่อย
อันที่จริงไม่จำเป็นต้องให้หลี่เฟิงเร่งเร้า
เพราะเรื่องของลัทธิ ครั้งนี้กองคาราวานจึงไม่กล้าพักผ่อนเลย เดินทางตลอดทั้งคืน ในที่สุดก็มองเห็นกำแพงเมืองของอำเภอหินดำในเช้าวันรุ่งขึ้น
พอเข้าเมืองแล้ว หลี่เฟิงก็มีสีหน้าเหนื่อยล้าทันที เขาถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง
“การเดินทางครั้งนี้ช่างมีอุปสรรคเหลือเกิน โชคดีที่กลับมาถึงอำเภอหินดำได้อย่างราบรื่น”
หลี่ซานเฉิงก็มีขอบตาดำคล้ำทั้งสองข้าง ถอนหายใจยาว
“ใช่แล้ว โลกภายนอกช่างอันตรายจริง ๆ อยู่บ้านปลอดภัยกว่า เงินนี่หาได้ไม่ง่ายเลยจริง ๆ”
หลี่ซานเฉิงถึงกับตัดสินใจแล้วว่า ในอนาคตต่อให้เป็นปรมาจารย์ยุทธ์พิทักษ์ลานบ้านให้ผู้อื่นก็จะไม่ไปเป็นปรมาจารย์คุ้มภัยแล้ว
เขาก็รู้ว่าเงินนั้นหายาก อุจจาระนั้นกินยาก
การกินอุจจาระไม่เป็นไร แต่ถ้ากินแล้วต้องตายนั้นไม่คุ้มค่าเลย
ในขณะนั้นเอง เฉินไป่ชิงที่อยู่อีกฟากหนึ่งของถนนได้นำคนงานของร้านยาเซิ่งเหอถังกว่าสิบคนมารอต้อนรับพวกเขาแล้ว
ก่อนที่จะเข้าเมือง หลี่เฟิงได้ส่งคนไปส่งข่าวแล้ว
“ทุกท่านลำบากแล้ว”
เฉินไป่ชิงเดินเข้ามาต้อนรับด้วยสีหน้ายินดี
เมื่อกองคาราวานกลับมาอย่างปลอดภัยเขาก็สบายใจแล้ว สมุนไพรวิญญาณชุดนี้เพียงพอให้เขาใช้ไปได้อีกนาน
“แล้วผู้ดูแลเฉินเล่า เหตุใดจึงไม่เห็นผู้ดูแลเฉิน”
หานเจิงหิ้วผู้ดูแลเฉินที่ถูกมัดจนแน่นหนาและในปากไม่รู้ว่าถูกยัดด้วยถุงเท้าเหม็นของใครลงมาจากรถม้า
“อยู่นี่”
“นี่… นี่หมายความว่าอย่างไร”
หลี่เฟิงเดินเข้าไป ดึงเฉินไป่ชิงแล้วเล่าเรื่องราวตลอดการเดินทางให้เฉินไป่ชิงฟังอย่างละเอียด
ในตอนท้าย หลี่เฟิงหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวเสริมว่า “เถ้าแก่ใหญ่ เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่คนงานเห็นด้วยตาตนเอง ท่านสามารถสอบถามพวกเขาอีกครั้งได้”
“ไม่จำเป็น ข้าเชื่อพวกเจ้า”
เมื่อเทียบกับความยินดีก่อนหน้านี้ ตอนนี้ใบหน้าของเฉินไป่ชิงกลับมืดครึ้มดำสนิทราวกับก้นหม้อ