เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ข้าขอเป็นเทพด้วยมรรคยุทธ์ 016 มิอาจประกาศตนเป็นเทพในโลกหล้า

ข้าขอเป็นเทพด้วยมรรคยุทธ์ 016 มิอาจประกาศตนเป็นเทพในโลกหล้า

ข้าขอเป็นเทพด้วยมรรคยุทธ์ 016 มิอาจประกาศตนเป็นเทพในโลกหล้า


ข้าขอเป็นเทพด้วยมรรคยุทธ์ 016 มิอาจประกาศตนเป็นเทพในโลกหล้า

หานเจิงเคยได้ยินเกี่ยวกับลัทธิ

เขตหวยหนานที่อยู่ข้าง ๆ เกือบจะถูกลัทธิเข้ายึดครองแล้ว บัดนี้ชื่อเสียงของลัทธิโด่งดังไปทั่วทั้งต้าโจว

ลัทธิบูชา [จิ่วเทียนจื้อจุนฉือเปยก่วงตู้จ้งเซิงเมี่ยวฝ่าเจินหลิงจู่ไจ่] หรือที่รู้จักกันในนามฉือเซิงเหล่าหมู่

ผู้ศรัทธาของฉือเซิงเหล่าหมู่ทุกคนจะต้องใช้โลหิตสดรดธูปหอมเพื่อจุดไฟ ดังนั้นควันสีแดงจึงพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า นี่จึงเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิ

ในสายตาของหานเจิง ลัทธินี้คือลัทธิชั่วร้ายที่ได้มาตรฐาน

ไม่ใช่เพราะวิธีการปล่อยโลหิตดมกลิ่นหอมอะไรของอีกฝ่าย

แต่ตราบใดที่เทพเจ้าที่ศาสนานั้น ๆ บูชาศรัทธายังมีชีวิตอยู่ เช่นนั้นก็ต้องเป็นลัทธิชั่วร้ายอย่างแน่นอน

มิอาจประกาศตนเป็นเทพในโลกหล้า

เจ้าสามารถเป็นทูตของเทพ เป็นบุตรของเทพได้ แต่ไม่อาจเรียกตนเองว่าเป็นเทพในโลกหล้าได้

หลี่เฟิงเดินมาข้างกายหานเจิงพลางกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “หลายปีก่อนตอนที่ข้าไปเขตหวยหนานเพื่อรับซื้อสมุนไพรวิญญาณ ข้าเคยเห็นเหล่าผู้ศรัทธาอาวุโสของลัทธิ

ในทุก ๆ วันนอกจากการกินดื่มแล้ว ขอเพียงมีเรี่ยวแรงก็จะไปปล่อยโลหิตดมกลิ่นหอม ว่ากันว่าหลังจากดมกลิ่นหอมแล้วจะสามารถมองเห็นสุขาวดีเก้าชั้นและบ้านเกิดแห่งชีวิตนิรันดร์ได้

คนของลัทธิกล่าวว่าขอเพียงบูชาฉือเซิงเหล่าหมู่ด้วยความจริงใจ หลังจากตายไปแล้วก็จะสามารถเข้าสู่บ้านเกิดแห่งชีวิตนิรันดร์ได้ ไร้การเกิดไร้ความตาย ไร้บาปไร้ภัยพิบัติ

จนท้ายที่สุดกระทั่งมีผู้ศรัทธาบางคนปล่อยโลหิตจนตาย ก่อนตายก็ยังมีท่าทีเคลิบเคลิ้มเช่นนั้น

ตอนนั้นลัทธิยังไม่ได้เข้ายึดครองเขตหวยหนานเป็นวงกว้าง ข้าก็รู้สึกแล้วว่าลัทธินี้ไม่ใช่พวกที่ดีงามอะไร”

หานเจิงกล่าวเสียงเบา “เมื่อยั่วไม่ได้ก็หลบเสีย ให้กองคาราวานอ้อมไป ลำบากหน่อยแล้วค่อยกลับไปพักผ่อนที่อำเภอหินดำ”

ต้าโจวมีสิบเก้าเขต ลัทธิสามารถยึดครองได้หนึ่งเขตจนสั่นสะเทือนไปทั่วหล้า พลังอำนาจของพวกเขาเป็นเช่นไรย่อมคาดเดาได้

ลัทธิใหญ่ที่สามารถสร้างความวุ่นวายให้แก่เขตหนึ่งได้เช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นลัทธิชั่วร้ายหรือลัทธิฝ่ายธรรมะ ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกหานเจิงจะสามารถยั่วยุได้ในตอนนี้

กองคาราวานเริ่มเดินทางอ้อมภายใต้การบัญชาของหานเจิงและหลี่เฟิง

ทว่าเพราะมีคนค่อนข้างมาก การเคลื่อนไหวจึงเกิดเสียงดังไปบ้าง สุดท้ายจึงถูกคนของลัทธิตรวจพบจนได้

สาวกของลัทธิที่กำลังนำชาวบ้านจำนวนมากสวดมนต์ได้สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวของกองคาราวาน คนทั้งสองสบตากัน ในมือถือธูปหนึ่งดอก รีบมาอยู่เบื้องหน้ากองคาราวานอย่างรวดเร็ว

คนทั้งสองมีรูปร่างหน้าตาธรรมดา อายุราวสี่สิบห้าสิบปี บนใบหน้ายังมีร่องรอยจากการทำงานตากแดดมาเป็นเวลานาน ราวกับเป็นชาวนาเฒ่าที่เรียบง่าย

แต่ชุดคลุมสีขาวบนร่างกายของพวกเขากลับสะอาดสะอ้านไร้ฝุ่นผง ทั้งยังขาวจนสะดุดตา ตัดกับรูปลักษณ์ของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง

“จวีซื่อ(ท่านผู้ศรัทธา)หลายท่าน การได้พบพานนับเป็นวาสนา ดมธูปสักหนึ่งดอก ถวายธูปหอมหนึ่งดอกแด่ฉือเซิงเหล่าหมู่เป็นอย่างไรเล่า”

สาวกที่เป็นหัวหน้ามีรูปร่างท้วมเล็กน้อย ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเรียบง่ายพลางยื่นธูปมาตรงหน้าหานเจิง

ท่าทีสุภาพอย่างยิ่ง ทว่าน้ำเสียงกลับราวกับไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ

สีหน้าของหลี่เฟิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัวพลางมองไปที่หานเจิง

“ขออภัย กองคาราวานยังต้องเดินทาง ไม่สะดวกที่จะปล่อยโลหิตดมกลิ่นหอมในตอนนี้”

สาวกอีกคนที่ผอมสูงหรี่ตาลง น้ำเสียงไม่เป็นมิตรเล็กน้อย

“การใช้โลหิตชโลมธูปเป็นสิ่งที่ผู้ศรัทธาทำเพื่อแสดงความเลื่อมใส จะเรียกว่าปล่อยโลหิตได้อย่างไร

พวกท่านแม้แต่ธูปดอกเดียวก็ไม่คิดจะจุด หรือว่ามีความคิดเห็นใดต่อลัทธิของพวกเรา”

หานเจิงกล่าวเสียงเข้ม “พวกข้าไม่ได้มีความคิดเห็นใด ๆ ต่อลัทธิของท่าน เพียงแต่กองคาราวานรีบเดินทางจริง ๆ ไม่มีเวลา”

สาวกที่ท้วมเล็กน้อยหัวเราะเสียงดังแล้วกล่าวว่า “เดินทางก็ไม่เสียเวลาแค่ธูปหนึ่งดอกหรอก”

สิ้นเสียง สาวกที่ท้วมเล็กน้อยก็ก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าว ในชั่วพริบตาก็มาถึงเบื้องหน้าของหานเจิงแล้ว

มือที่ถือธูปกำเป็นหมัดครึ่งหนึ่ง โลหิตปราณพลุ่งพล่านเปลี่ยนแปลง ราวกับเด็กน้อยประคองธูป แต่เจตจำนงหมัดอันเกรี้ยวกราวนั้นกลับพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของหานเจิงแล้ว

ธูปดอกนี้เขาไม่รับก็ต้องรับ

ร่างของหานเจิงไม่ขยับ เส้นเอ็นกระดูกและโลหิตปราณบนแขนปั่นป่วน มือประสานอินแล้วทุบลงมาจากกลางอากาศ

เนตรวัชระพิโรธ ปราบอสูรสะกดมาร

เด็กน้อยประคองธูปปะทะกับวัชระสะกดมาร

พลันเกิดเสียงดังทึบอย่างรุนแรงขึ้นระหว่างคนทั้งสอง

ธูปในมือของสาวกที่ท้วมเล็กน้อยร่วงหล่นลงเพราะโลหิตปราณบริเวณอุ้งมือสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

หานเจิงคว้ามันขึ้นมาแล้วประคองด้วยสองมือ

“มีแต่คนรอเวลา ไหนเลยจะมีเวลารอคนเล่า

พวกเรารับปากเถ้าแก่ว่าจะส่งสินค้าให้ตรงเวลา รอช้าไม่ได้จริง ๆ”

สาวกที่ท้วมเล็กน้อยมองหานเจิงอย่างล้ำลึก รอยยิ้มเรียบง่ายบนใบหน้าค่อย ๆ เลือนหายไป

ครู่ต่อมาเขาก็ยื่นมือไปรับธูปดอกนั้นกลับมา กล่าวด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ว่า “ในเมื่อจวีซื่อรีบร้อน เช่นนั้นก็แล้วไปเถิด ทว่าการได้พบพานนับเป็นวาสนา ท่านกับข้าจะต้องได้พบกันอีก”

“ขอตัว”

หานเจิงป้องมือแล้วเรียกกองคาราวานให้ออกเดินทางทันที

เมื่อมองแผ่นหลังของกองคาราวานที่จากไป สาวกที่ผอมสูงก็ขมวดคิ้วกล่าวว่า “พี่ใหญ่ ท่านปล่อยพวกเขาไปได้อย่างไร

ฉือเซิงเหล่าหมู่โปรดปรานธูปหอมของผู้ฝึกยุทธ์ที่สุด ธูปหอมที่ได้จากผู้ฝึกยุทธ์ระดับฟ้าประทานระยะกลางหนึ่งคนที่ใช้โลหิตจุดธูปนั้นแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดา 100 คนเสียอีก”

“หนุ่มคนนั้นหาใช่คนธรรมดาไม่”

สาวกที่ท้วมเล็กน้อยเหลือบมองหมัดของตนเอง ที่นั่นแดงก่ำไปหมด เห็นได้ชัดว่าเป็นผลข้างเคียงจากการสั่นสะเทือนของโลหิตปราณ

“แม้ว่าระดับตบะของอีกฝ่ายจะยังไม่ถึงระดับฟ้าประทานระยะปลาย แต่พละกำลังนั้นน่าทึ่งอย่างแท้จริง

โดยเฉพาะวิชาผนึกนั้นยอดเยี่ยมหาใดเปรียบ น่าจะเป็นทักษะยุทธ์แต่กำเนิด

การพัวพันกับพวกเขาที่นี่จะทำให้เรื่องใหญ่ของลัทธิล่าช้า การไปเผยแผ่ศาสนาในหมู่บ้านอื่นโดยเร็วที่สุดคือกุญแจสำคัญ อย่าลืมภารกิจที่เซียงจู่มอบหมายมา

พี่น้องเรายังขาดอีก 300 คนก็จะสามารถสะสมธูปหอมได้เพียงพอแล้ว ถึงตอนนั้นก็แลกโอสถสวรรค์หอมทะลวงตบะสองเม็ด ก็จะสามารถก้าวเข้าสู่ระดับแต่กำเนิดได้ในพริบตา

ดูจากทิศทางของพวกเขาแล้วน่าจะมุ่งหน้าไปยังอำเภอหินดำในเขตซานหนาน ในลัทธิน่าจะมีการเตรียมการไว้แล้ว ช่วงเวลานี้ก็เตรียมเข้าสู่เขตซานหนานได้แล้ว

จำคนผู้นี้ไว้ รอจนถึงวันที่เผยแผ่ศาสนาที่อำเภอหินดำในอนาคต เขาจะคุกเข่าอ้อนวอนขอธูปจากพวกเราหนึ่งดอก”

รอยยิ้มบนใบหน้าของสาวกที่ท้วมเล็กน้อยค่อย ๆ เลือนหายไป กลายเป็นเย็นชาและน่าสะพรึงกลัว

ในขณะนี้ทางฝั่งกองคาราวาน

หลี่เฟิงถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่งพลางตบหน้าอกกล่าวว่า “เมื่อครู่นี้ทำข้าตกใจแทบตาย โชคดีที่มีน้องชายหานอย่างเจ้าคอยต้านพวกเขาไว้”

หานเจิงส่ายหน้ากล่าวว่า “พลังอำนาจของคนทั้งสองไม่ด้อยเลย จุดชีพจรและเส้นลมปราณที่ทะลวงได้นั้นมากกว่าข้าเสียอีก เมื่อครู่ข้าก็ต้องออกแรงสุดกำลังจึงจะข่มขวัญอีกฝ่ายได้

น่าจะเป็นเพราะพวกเขามีเรื่องอื่นต้องทำ มิฉะนั้นหากบังคับให้พวกเราดมกลิ่นหอม พวกเรานอกจากการปล่อยโลหิตแล้ว ก็คงต้องสู้รบกันอย่างหนัก

ที่สำคัญที่สุดคือหากลงมือ พวกเราจะต้องล่วงเกินลัทธิอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นจะสามารถกลับถึงเมืองอำเภอได้อย่างราบรื่นหรือไม่ก็ยังไม่เป็นที่ทราบได้”

หลี่เฟิงถอนหายใจ “ใช่แล้ว หลายปีมานี้ลัทธิพัฒนาไปราวกับก้อนหิมะที่กลิ้งลงมา พลังอำนาจน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง

คนทั้งสองสวมชุดขาว อันที่จริงเป็นเพียงสาวกชุดขาวระดับต่ำสุด รับผิดชอบในการเผยแผ่ศาสนาให้แก่ชาวบ้านคนอื่น ๆ

หลังจากเป็นสาวกชุดขาวได้หนึ่งปี จึงจะสามารถวาดอักขระศักดิ์สิทธิ์สีทองบนชุดขาวได้หนึ่งเส้น

สาวกชุดขาวระดับต่ำสุดของลัทธิเช่นนี้มีมากกว่าสิบล้านคนเสียอีกกระมัง

สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าพวกเขาฝึกฝนผู้ฝึกยุทธ์ฟ้าประทานจำนวนมากเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร”

หลังจากฟังสิ่งที่หลี่เฟิงพูด หานเจิงก็มีความเข้าใจในเบื้องลึกของลัทธิเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง

แม้ว่าระดับตบะของสาวกทั้งสองเมื่อครู่จะสูงกว่าหานเจิงเล็กน้อย แต่หากพูดถึงการใช้พละกำลังและทักษะยุทธ์แล้วกลับด้อยกว่าหานเจิงมาก

แม้ว่าหานเจิงจะไม่ได้มาจากสำนักใหญ่ แต่ศิษย์ที่หลี่จิ้งจงสอนล้วนมีรากฐานที่มั่นคง พลังสิบส่วนสามารถแสดงออกมาได้สิบส่วน

ส่วนสาวกของลัทธินั้น พลังสิบส่วนสามารถแสดงออกมาได้มากที่สุดเพียงเจ็ดแปดส่วนเท่านั้น ดังนั้นจึงถูกผนึกวัชระสะกดมารของหานเจิงซัดจนถอยกลับไป

แต่คนทั้งสองเป็นเพียงสาวกชุดขาวระดับต่ำสุด ตามที่หลี่เฟิงกล่าวอาจจะเข้าร่วมลัทธิได้ไม่ถึงหนึ่งปีด้วยซ้ำ

ก่อนหน้านี้พวกเขาอาจไม่เคยสัมผัสมรรคยุทธ์มาก่อน เป็นเพียงชาวนาที่ทำไร่ไถนา

ผลคือในเวลาอันสั้นก็สามารถมีระดับตบะเช่นนี้ได้ มิน่าเล่าการพัฒนาของลัทธิจึงน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้

“พี่หาน กระบวนท่าของท่านเมื่อครู่ดูเหมือนจะเป็นหมัดวัชระ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ รู้สึกว่าอานุภาพช่างยิ่งใหญ่นัก”

หวังเป่าขยับเข้ามาใกล้พลางเอ่ยถามด้วยความสงสัยเล็กน้อย

ผนึกวัชระสะกดมารนั้นทะลวงผ่านมาจากหมัดวัชระ ย่อมต้องมีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง

หวังเป่าไม่ได้สงสัยอะไร เพียงแต่รู้สึกว่าสิ่งที่ตนเองใช้ไม่เหมือนกับของหานเจิง

แต่เขารู้ถึงพลังอำนาจของหานเจิง ดังนั้นเขาจึงกังวลว่าตนเองจะฝึกผิด

“เจ้าสำนักเคยกล่าวไว้ว่า การต่อสู้จริงไม่ใช่การประลองฝีมือในสำนักยุทธ์ที่ทุกคนตั้งท่าหมัด เจ้าหนึ่งหมัดข้าหนึ่งหมัดตามกระบวนท่า

ขอเพียงเจ้าสามารถใช้แก่นแท้เจตจำนงหมัดของหมัดวัชระออกมาได้ แม้ว่าเจ้าจะใช้ฝ่ามือ นั่นก็ยังคงเป็นหมัดวัชระเช่นเดียวกัน”

พูดจบ หานเจิงก็กำหมัดแล้วทุบไปทางหวังเป่าทันที

สายลมรุนแรงพัดหวีดหวิว แต่กลับราวกับสากปราบมารที่ทุบลงมาอย่างกึกก้อง หยุดอยู่เบื้องหน้าหวังเป่า ทำให้เขาตกใจจนสะดุ้ง

ความชำนาญในหมัดวัชระของหานเจิงบรรลุถึงระดับสมบูรณ์แล้ว ในตอนนี้เพียงแค่ลงมือก็เป็นแก่นแท้เจตจำนงหมัด สามารถหลอกหวังเป่าและคนอื่น ๆ ได้อย่างง่ายดาย

“พี่หานสมแล้วที่เป็นหัวแถวในหมู่ศิษย์รุ่นพวกเรา ได้รับการชี้แนะแล้ว”

หวังเป่ามีสีหน้าเลื่อมใส

เวลาที่พวกเขาเข้าร่วมสำนักก็เท่ากัน คนอื่นเขาบำเพ็ญเพียรกันอย่างไรกันนะ

เหตุใดจึงยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้เล่า

หานเจิงกลัวว่าหวังเป่าจะถามอะไรอีก จึงเดินไปข้างกายหลี่เฟิง บอกให้เขาแจ้งกองคาราวานให้เร่งความเร็วขึ้นอีกหน่อย

อันที่จริงไม่จำเป็นต้องให้หลี่เฟิงเร่งเร้า

เพราะเรื่องของลัทธิ ครั้งนี้กองคาราวานจึงไม่กล้าพักผ่อนเลย เดินทางตลอดทั้งคืน ในที่สุดก็มองเห็นกำแพงเมืองของอำเภอหินดำในเช้าวันรุ่งขึ้น

พอเข้าเมืองแล้ว หลี่เฟิงก็มีสีหน้าเหนื่อยล้าทันที เขาถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง

“การเดินทางครั้งนี้ช่างมีอุปสรรคเหลือเกิน โชคดีที่กลับมาถึงอำเภอหินดำได้อย่างราบรื่น”

หลี่ซานเฉิงก็มีขอบตาดำคล้ำทั้งสองข้าง ถอนหายใจยาว

“ใช่แล้ว โลกภายนอกช่างอันตรายจริง ๆ อยู่บ้านปลอดภัยกว่า เงินนี่หาได้ไม่ง่ายเลยจริง ๆ”

หลี่ซานเฉิงถึงกับตัดสินใจแล้วว่า ในอนาคตต่อให้เป็นปรมาจารย์ยุทธ์พิทักษ์ลานบ้านให้ผู้อื่นก็จะไม่ไปเป็นปรมาจารย์คุ้มภัยแล้ว

เขาก็รู้ว่าเงินนั้นหายาก อุจจาระนั้นกินยาก

การกินอุจจาระไม่เป็นไร แต่ถ้ากินแล้วต้องตายนั้นไม่คุ้มค่าเลย

ในขณะนั้นเอง เฉินไป่ชิงที่อยู่อีกฟากหนึ่งของถนนได้นำคนงานของร้านยาเซิ่งเหอถังกว่าสิบคนมารอต้อนรับพวกเขาแล้ว

ก่อนที่จะเข้าเมือง หลี่เฟิงได้ส่งคนไปส่งข่าวแล้ว

“ทุกท่านลำบากแล้ว”

เฉินไป่ชิงเดินเข้ามาต้อนรับด้วยสีหน้ายินดี

เมื่อกองคาราวานกลับมาอย่างปลอดภัยเขาก็สบายใจแล้ว สมุนไพรวิญญาณชุดนี้เพียงพอให้เขาใช้ไปได้อีกนาน

“แล้วผู้ดูแลเฉินเล่า เหตุใดจึงไม่เห็นผู้ดูแลเฉิน”

หานเจิงหิ้วผู้ดูแลเฉินที่ถูกมัดจนแน่นหนาและในปากไม่รู้ว่าถูกยัดด้วยถุงเท้าเหม็นของใครลงมาจากรถม้า

“อยู่นี่”

“นี่… นี่หมายความว่าอย่างไร”

หลี่เฟิงเดินเข้าไป ดึงเฉินไป่ชิงแล้วเล่าเรื่องราวตลอดการเดินทางให้เฉินไป่ชิงฟังอย่างละเอียด

ในตอนท้าย หลี่เฟิงหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวเสริมว่า “เถ้าแก่ใหญ่ เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่คนงานเห็นด้วยตาตนเอง ท่านสามารถสอบถามพวกเขาอีกครั้งได้”

“ไม่จำเป็น ข้าเชื่อพวกเจ้า”

เมื่อเทียบกับความยินดีก่อนหน้านี้ ตอนนี้ใบหน้าของเฉินไป่ชิงกลับมืดครึ้มดำสนิทราวกับก้นหม้อ

จบบทที่ ข้าขอเป็นเทพด้วยมรรคยุทธ์ 016 มิอาจประกาศตนเป็นเทพในโลกหล้า

คัดลอกลิงก์แล้ว