เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 - มอบความประหลาดใจให้แด่นายหญิง

บทที่ 31 - มอบความประหลาดใจให้แด่นายหญิง

บทที่ 31 - มอบความประหลาดใจให้แด่นายหญิง


บทที่ 31 - มอบความประหลาดใจให้แด่นายหญิง

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

เห็ดมองตามแผ่นหลังของคนกลุ่มนั้นที่เดินจากไป เธอก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แต่แล้วใบหน้าเล็กๆ นั่นก็ฉายแววกังวลขึ้นมาอีกครั้ง หันไปมองเซี่ยเฟิง

"เฟิง อาวุธวิญญาณของเขาคือคทาพงไพรที่ได้ชื่อว่าไร้เทียมทานในระดับเดียวกันเลยนะ นายแน่ใจเหรอว่าจะสู้กับเขาน่ะ"

เซี่ยเฟิงกำลังเหม่อลอย ขมวดคิ้วจ้องมองดวงจันทร์สว่างบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

คำว่า 'ผิงซาน' ที่สลักอยู่บนนาฬิกาพกที่ห้อยอยู่ตรงอกของเยียนสวี่เจียนั้นมันชัดเจนมาก มันทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก

รู้สึกเหมือน... ความฝันที่สมจริงสุดๆ เมื่อหลายวันก่อนนั่น กำลังพยายามจะชี้นำอะไรบางอย่างให้กับเขา

โบราณว่าไว้ ความอยากรู้อยากเห็นฆ่าแมวได้ทั้งตัว

แต่ถ้าไม่รู้ให้แน่ชัดว่าเรื่อง 'ภรรยาที่ยังไม่เกิด' มันเป็นยังไง เขาก็ยิ่งคันหัวใจยิบๆ

"น่ารำคาญชะมัด" เซี่ยเฟิงพึมพำ

"นี่! นายฟังฉันพูดอยู่หรือเปล่า!" เห็ดทำแก้มป่อง ตบแก้มเซี่ยเฟิงเบาๆ

เซี่ยเฟิงปัดมือเล็กๆ นั่นออกอย่างรำคาญ "ยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม"

โครกคราก~~

พูดไม่ทันขาดคำ ท้องน้อยๆ ของเห็ดก็ช่วยตอบคำถามแทนเธอ

เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าพึมพำเสียงเบา "ฉัน ฉันไม่เป็นไรหรอก กะว่ารอนายกลับมา แต่ว่าบลูหิวมาก ฉันก็เลยสั่งเดลิเวอรี่ให้ แต่ไม่คิดว่าบลูจะดื้อออกมาหาอะไรกินเอง แล้วก็เลย——ก็เลย"

ยิ่งพูด อารมณ์ที่อัดอั้นไว้ก็พลันระเบิดออกมา ไข่มุกเม็ดน้อยๆ ก็ร่วงหล่นไม่หยุด ขอบตาแดงก่ำ "ขอโทษนะ! ถ้าฉันไม่ออกมา ก็คงไม่เจอกับพวกเยียนสวี่เจีย แล้วก็คงไม่ทำให้นายต้องไปดวลกับเขาด้วย"

" ไม่คิดเลยว่าท่านเห็ดผู้ยิ่งใหญ่เวลาร้องไห้จะน่ารักเหมือนกันนะเนี่ย~" เซี่ยเฟิงลูบคาง พยักหน้าอย่างชื่นชม "ร้องอีกสิ ร้องอีกเยอะๆ ฉันชอบดู~"

เสียงสะอื้นของเด็กสาวในชุดนอนหมีน้อยหยุดกึกทันที——

เธอถูกหยอกจนเผลอหลุดขำออกมา แต่เสียงที่ออกมากลับยังฟังเหมือนเสียงร้องไห้ น้ำตาเม็ดโตๆ ไหลอาบแก้ม มือเล็กๆ ปาดเท่าไหร่ก็ไม่หมด

เธอโกรธจนทุบไหล่เซี่ยเฟิงไปทีหนึ่ง อยากจะพูด แต่ก็เหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่คอ "นาย——นาย——"

นี่คงเป็นสิ่งที่เรียกว่าภาวะน้ำตาท่วม พออารมณ์มาเธอก็ควบคุมมันไม่ได้เลย หลายครั้งที่คำพูดจุกอยู่ที่คออยากจะพูดก็พูดไม่ออก ทำได้แค่กระทืบเท้าอย่างโมโห

"โอ๋ๆ~" เซี่ยเฟิงลูบหัวเล็กๆ นั่นเบาๆ "ไปเถอะ เธอก็คงหิวแล้ว เดี๋ยวฉันทำข้าวให้กิน"

"บลู ตามมา" เซี่ยเฟิงดีดนิ้ว

แมวเปอร์เซียสีขาวที่นั่งเงียบๆ อยู่ใต้แสงไฟลุกขึ้นสะบัดขน ก้าวย่างอย่างสง่างามเดินตามผู้ชายคนนั้นไป

เห็ดอึ้งไปครู่หนึ่ง ก็รีบเดินตามไป

เธอใช้เวลาอยู่นานกว่าจะสงบอารมณ์ได้ ปาดน้ำตาจนแห้ง นั่งลงที่โต๊ะอาหาร เสียงของเธอกลับมามั่นคงอีกครั้ง "เฟิง ฉันพูดจริงๆ นะ เยียนสวี่เจียรับมือไม่ง่าย"

"เธอน่ะวางใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เขามีคทาพงไพร แต่อาวุธวิญญาณของฉันก็ใช่ว่าจะรับมือง่ายๆ" เซี่ยเฟิงวางจานสลัดผลไม้ลงตรงหน้าบลู หันมาอธิบาย

"โอ๊ะ อ๋า" เห็ดอึ้งไปพักหนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้ เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ "นาย... นายปลดผนึกพลังวิญญาณแล้วเหรอ"

"อืม" เซี่ยเฟิงไม่คิดจะแกล้งโง่ต่อหน้าเห็ด ไม่อย่างนั้นเธอคงต้องกังวลไม่เลิก

เมื่อได้ยินดังนั้น เห็ดก็ยังคงตกใจอยู่ดี เธอรู้ดีว่าโอกาสในการปลดผนึกพลังวิญญาณมันน้อยแค่ไหน คนที่ปลดผนึกได้ตั้งแต่อายุสิบแปดยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่

แถมดูจากท่าทางมั่นใจของเซี่ยเฟิงแล้ว ระดับอาวุธวิญญาณคงไม่ต่ำต้อยแน่ ถึงแม้ว่าเห็ดจะยังนึกภาพไม่ออกว่าเซี่ยเฟิงจะเอาชนะเยียนสวี่เจียได้ยังไง แต่เธอก็ไม่ได้ถามถึงความสามารถเฉพาะของอาวุธวิญญาณอีก

อย่างไรเสีย นั่นมันก็เป็นเรื่องส่วนตัว

ในความเป็นจริง หนึ่งในเป้าหมายที่เซี่ยเฟิงท้าดวลก็คืออาวุธวิญญาณของเยียนสวี่เจียนั่นแหละ ที่เยียนสวี่เจียสามารถสร้างชื่อเสียงว่าไร้เทียมทานในระดับเดียวกันได้ ก็เพราะอาศัยอาวุธวิญญาณของเขา——คทาพงไพร

อาวุธวิญญาณที่โด่งดังขนาดนี้ ถ้าไม่ได้คัดลอกมาเล่นบ้างมันก็คงจะพูดไม่ออกเต็มปาก เซี่ยเฟิงคิดในใจ

เมื่อเห็นเซี่ยเฟิงมั่นใจ เห็ดก็ค่อยๆ วางใจลง พยักหน้าเสียงเบา "งะ งั้นก็ได้ ถ้านายมีอะไรให้ฉันช่วย ก็บอกได้เลยนะ"

"อืม ก็มีอยู่เรื่องหนึ่งพอดี"

"อะไรเหรอ" ดวงตาของเห็ดเป็นประกายดีใจ เธอกลัวว่าจะช่วยอะไรไม่ได้เลย

สองสามวันก่อนเซี่ยเฟิงหาเงินมาได้สองแสนสี่หมื่น หลังจากจ่ายหนี้และค่าเช่าห้อง แถมยังซื้อวัตถุดิบอัญเชิญไปอีก ตอนนี้เขาก็เหลือเงินอยู่แค่หนึ่งแสนหนึ่งหมื่น

การดวลอันยุติธรรมของสถาบันไม่ได้ห้ามการใช้ตัวช่วยจากภายนอก ตราบใดที่ไม่ใช่การยืมพลังจากเทพนอกรีตก็ไม่ถือว่าผิดกติกา ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจซื้อ 'ศิลาปลดผนึกไร้คุณสมบัติ' ที่สามารถอัปเกรดอาวุธวิญญาณได้ชั่วคราวมาเผื่อไว้สักก้อน

แต่ราคาตลาดของศิลาปลดผนึกไร้คุณสมบัติมันตั้งสองแสนเหรียญ สำหรับคนจนอย่างเขามันคือราคามหาศาล

แต่โชคดีที่เขารู้จักเศรษฐีนีอยู่หลายคน...

เซี่ยเฟิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็พูดตัวเลขออกมา "ขอยืมสักแสนนึง"

ครืด——

เด็กสาวในชุดนอนหมีน้อยลากเก้าอี้ออก เธอสวมสลิปเปอร์วิ่งตีนปุกเข้าไปในห้องนอน หลังจากมีเสียงกุกกักดังอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็กลับออกมาพร้อมกับผมลอนที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อย

แปะ——

การ์ดสีดำทองใบหนึ่งถูกวางลงบนโต๊ะอาหาร เห็ดยืนเชิดคางอยู่ตรงหน้าเซี่ยเฟิง ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ "หนึ่งล้าน ใช้ได้ตามสบายเลย!"

"..."

ทำไมฉากนี้มันคุ้นๆ จังวะ

วิหารเทพ

สระจันทราโรยบุปผา

หญิงสาวในชุดราตรีสีขาวหิมะสวมหมวกเบเร่ต์เฉียงๆ ยืนอยู่กลางสระ น้ำในสระลอยขึ้นมาหมุนวนรอบตัวเธอก่อนจะค่อยๆ ระเหยกลายเป็นแสงดาวระยิบระยับหายเข้าไปในฝ่ามือของเธอ

เธอใช้แสงดาวต่างหมึก วาดตัวอักษรทีละตัวในอากาศ สร้างเป็นสมการที่ซับซ้อนและเข้าใจยาก เมื่อเวลาผ่านไป สมการก็ยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น ลอยวนอยู่รอบทิศ ราวกับหมู่ดาวเต็มท้องฟ้า

จนกระทั่งถึงวินาทีหนึ่ง ฉาไน่เสวี่ยก็พลันหยุดมือ ขมวดคิ้วเล็กน้อย หลับตาถอนหายใจเบาๆ

อาภรณ์วิญญาณระดับ S 'ขอบเขตจันทรา' เป็นอาภรณ์วิญญาณที่เข้าใจยากที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอมาจริงๆ แม้ว่าจะมีสระจันทราโรยบุปผาช่วยในการทำความเข้าใจ แต่ความคืบหน้าก็ยังคงเชื่องช้า

เรียนมาหลายเดือนแล้ว ความคืบหน้ายังคงติดอยู่ที่โครงสร้างอนุภาควิญญาณขั้นพื้นฐาน ไม่ต้องพูดถึงสมการที่ซับซ้อนอีกนับหมื่นที่รออยู่

พูดง่ายๆ ก็คือ ความคืบหน้ายังติดอยู่ที่ 1%

เธอรู้ว่าเรื่องแบบนี้รีบร้อนไม่ได้ อย่างไรเสียโครงสร้างพื้นฐานขอแค่มีเวลาเพียงพอ วันหนึ่งก็จะทะลวงผ่านไปได้ แต่ว่าที่นักบุญหญิงอีกคนที่อยู่ชายแดนเหนือกลับทะลวงผ่านไปได้สำเร็จเมื่อหลายวันก่อน

ช้าไปก้าวหนึ่ง ก็คือช้าไปทุกก้าว

เธอไม่ชอบความรู้สึกที่ต้องวิ่งไล่ตามคนอื่นแบบนี้เลย

แต่ก็ได้ยินมาว่า คนที่อยู่ชายแดนเหนือคนนั้นเลือกเส้นทาง 'จันทราคู่'

ตามหลักเหตุผลแล้ว การฝึกฝนแบบจันทราคู่ควรจะยากกว่าจันทราเดียวดายมาก แต่จากการคำนวณล่าสุดของเธอเมื่อครู่นี้ กลับพบว่า มีโครงสร้างอนุภาควิญญาณที่ยากมากๆ หลายตัวที่หากใช้เส้นทางจันทราคู่ฝึกฝนจะง่ายกว่ามาก แต่ก็ต้องอาศัยความเข้าใจซึ่งกันและกันของทั้งสองฝ่ายในระดับที่สูงมาก

นี่อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนนั้นทะลวงผ่าน 1% ไปได้เร็วขนาดนี้

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ภาพของเซี่ยเฟิงก็ปรากฏขึ้นในใจของฉาไน่เสวี่ย

การที่เซี่ยเฟิงเลื่อนขึ้นเป็นระดับหนึ่งได้นั้นเป็นเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก เธอจึงได้ตัดสินใจเลือกผลประโยชน์ไปแบบนั้น

แต่บนโลกใบนี้มักจะมีโชคดีบางอย่างมาเยือนคนบางคนเสมอ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตา ถึงแม้เธอจะประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ตกใจอะไร

ในเมื่อเซี่ยเฟิงเป็นผู้ใช้พลังวิญญาณระดับหนึ่งแล้ว เขาก็มีคุณสมบัติที่จะฝึกฝนจันทราคู่ได้

"บางที... อาจจะต้องลองฝึกจันทราคู่กับเขาดูจริงๆ" สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปมา ลังเลไม่แน่ใจ

แต่จุดที่ทำให้เธอลังเลก็คือ เมื่อเทียบกับการร่วมมือกับคนอื่น เธอยังคงเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองมากกว่า

เธอก้มหน้าครุ่นคิดอยู่นาน

"ช่างเถอะ ไม่ต้องคิดมากแล้ว"

เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ เงยหน้าขึ้น แววตาแน่วแน่ ตัดสินใจ "ห้าวัน ขอเวลาลองอีกห้าวัน ถ้ายังไม่ได้เรื่อง ก็จะออกจากด่าน แล้วเปลี่ยนไปฝึกจันทราคู่!"

โชคดีที่ตอนนี้ความคืบหน้าของจันทราเดียวดายยังไม่ถึง 1% การเปลี่ยนไปฝึกจันทราคู่ก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากนัก

จุดที่ยากเพียงอย่างเดียวคือเธอทำตัวห่างเหินกับเซี่ยเฟิงมาหลายเดือน แถมยังเป็นคนแนะนำคู่หมั้นให้เซี่ยเฟิงเองกับมือ เซี่ยเฟิงคงจะอคติกับเธอไม่น้อย

แต่โชคดีที่ตามการคำนวณของเธอ โอกาสที่เซี่ยเฟิงจะยังชอบเธออยู่ยังมีมากกว่า 90% ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังไม่ได้ถึงขั้นเป็นศัตรูกัน

ขอแค่เธออธิบายดีๆ และอาศัยความผูกพันในวัยเด็ก โอกาสที่จะรั้งตัวเพื่อนสมัยเด็กคนนี้กลับมาก็สูงถึง 99.99%

ง่ายนิดเดียว~

"เยียนสวี่เจีย! แกทำอะไรลงไป!"

ณ คฤหาสน์แห่งหนึ่ง หน้าเตาผิงที่เงียบสงบ ชายอ้วนสวมแว่นตากำลังโกรธจัด

เยียนสวี่เจียสวมชุดสูทสีแดงเข้มแหวกอก นั่งไขว่ห้างเอนหลังพิงโซฟา เขาค่อยๆ ดมกลิ่นไวน์แดงในแก้ว ไม่ได้สนใจเสียงเกรี้ยวกราดของพานต๋าเลยแม้แต่น้อย

เมื่อเห็นดังนั้น แววตาของพานต๋าก็ค่อยๆ เย็นชาลง "แกจะไปทวงของแทนใจของนายหญิงคืน ฉันไม่ว่าแก แต่เมื่อคืนแก——"

"พอได้แล้ว! ไอ้อ้วนพาน ฉันก็แค่จะดวลกับไอ้เด็กนั่นอย่างยุติธรรม ไม่ได้จะฆ่ามันซะหน่อย" เยียนสวี่เจียเหลือบมองพานต๋าแวบหนึ่ง

"เหอะ~" พานต๋าหัวเราะเยาะ "แค่ดวลอย่างยุติธรรมเหรอ นี่มันต่างอะไรกับการฆ่าไอ้เด็กนั่น ด้วยความสามารถของแก ไม่เกินสามกระบวนท่าก็ทำให้มันพิการได้แล้ว แกคิดว่าฉันไม่รู้ความคิดชั่วๆ ของแกหรือไง"

เมื่อได้ยินดังนั้น เยียนสวี่เจียก็ยิ้มออกมา พูดจาแดกดัน " นี่แกมองออกด้วยเหรอเนี่ย สมกับที่เป็นคนฉลาดที่นายหญิงให้ความสำคัญจริงๆ"

ดวงตาเล็กๆ ภายใต้เลนส์แว่นที่สว่างวาบของพานต๋าหรี่ลง แววตาฆ่าฟันแวบผ่านไป

"แต่แกวางใจเถอะน่าไอ้อ้วนพาน" เยียนสวี่เจียหัวเราะเสียงเย็น "ต่อให้ซัดไอ้เด็กนั่นจนกลายเป็นมนุษย์ตะบอง ก็แค่สั่งสอนให้มันหลาบจำ หลังจากนั้นฉันก็จะออกเงินรักษามันให้กลับมาเหมือนเดิมเอง ไม่ได้จะทำให้มันพิการจริงๆ ซะหน่อย"

แม้จะพูดแบบนั้น แต่ดวงตาของเยียนสวี่เจียก็หรี่ลงเล็กน้อย เขาไม่คิดจะทำให้ไอ้แซ่เซี่ยพิการในสถาบันจริงๆ หรอก อย่างไรเสีย รอให้มันไปถึงชายแดนใต้แล้วค่อยทำให้มันพิการจริงๆ ก็ยังไม่สาย

เมื่อเห็นว่าเยียนสวี่เจียยังคงคิดจะเล่นงานเซี่ยเฟิงในการดวล พานต๋าก็ขมวดคิ้วแน่น แต่ก็ขี้เกียจจะห้ามปรามอีก

ถึงแม้ว่าการกระทำของเยียนสวี่เจียจะทำให้นายหญิงกับเซี่ยเฟิงกลายเป็นศัตรูกันโดยสิ้นเชิง แต่โชคดีที่มันก็ยังไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร

เพียงแต่น่าเสียดาย ด้วยพรสวรรค์ที่เซี่ยเฟิงแสดงออกมาในตอนนี้ อนาคตของเขาจะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน แต่พอถูกเยียนสวี่เจียมาทำแบบนี้เข้า คาดว่าคงจะหมดโอกาสที่จะดึงมาใช้งานเพื่อนายหญิงอย่างถาวรแล้ว

แต่ก็ช่างเถอะ การมีอยู่ของเซี่ยเฟิงมันก็ส่งผลกระทบต่อการฝึกฝนของนายหญิงอยู่แล้ว ตอนนี้กลายเป็นศัตรูกันไปเลยอาจจะดีกว่าก็ได้

เพราะความเกลียดชังก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยเจือจาง 'สายใยผูกพันทางอารมณ์ในเชิงบวก' ก่อนอายุสิบแปดปีได้

พานต๋ายืนอยู่หน้าเตาผิง เปลวไฟที่ลุกโชนสะท้อนอยู่บนเลนส์แว่นที่สว่างวาบของเขา เขากอดอกครุ่นคิด

นายหญิงเคยบอกว่า เธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับเซี่ยเฟิงแล้ว ตามหลักแล้วสายใยผูกพันมันควรจะจางลง แต่หลังจากผ่าน 'การทดสอบสายใย' ก็พบว่าสายใยมันยังคงชัดเจนอยู่เหมือนเดิม งั้นก็เป็นไปได้เพียงอย่างเดียว——

เซี่ยเฟิงยังคงมีใจให้นายหญิง

เดิมทีถ้าเยียนสวี่เจียฆ่าเซี่ยเฟิงได้จริงๆ สายใยนี้ก็จะถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์แบบ

น่าเสียดายที่ไอ้โง่เยียนสวี่เจียดันทำพลาด

ถ้านายหญิงมีมาตรฐานศีลธรรมต่ำกว่านี้สักหน่อย เหมือนว่าที่นักบุญหญิงเขตที่สาม ที่ยินดีฆ่าล้างญาติมิตร สังหารสามีเพื่อบรรลุธรรม มันก็คงไม่ยุ่งยากขนาดนี้

แต่ดูจากตอนนี้แล้ว การทำให้เซี่ยเฟิงเกลียดนายหญิงไปเลยก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ไม่เลว เมื่อคิดได้ดังนั้น พานต๋าก็มองเยียนสวี่เจียอย่างครุ่นคิด

"ช่างเถอะ เยียนสวี่เจีย เรื่องนี้ฉันไม่ขวางแกแล้ว"

เยียนสวี่เจียไม่คิดว่าไอ้อ้วนเตี้ยนี่ หลังจากทำหน้าเครียดครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งจะได้ข้อสรุปแบบนี้ เขาประหลาดใจเล็กน้อย "จริงเหรอ"

"แน่นอน แกลงมือทำได้เลย" พานต๋ายิ้มอย่างมีเลศนัย "ตราบใดที่แกไม่ทำให้เซี่ยเฟิงแขนขาดขาขาดจริงๆ การสั่งสอนมันสักหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร"

เมื่อคิดได้ เขาก็หันไปมองอัศวินหญิงที่เอาแต่นั่งซุกตัวอยู่ที่มุมโซฟาดื่มชานมตลอดเวลา

บนโต๊ะมีแก้วชานมที่ดื่มหมดแล้ววางอยู่สิบกว่าแก้ว

"หยิน เรื่องนี้เธอดูยังไง" พานต๋าถาม

อัศวินหญิงสวมชุดเกราะสีเงินดูองอาจ แต่สีหน้ากลับดูทื่อๆ เธอเงยหน้าขึ้นมาอย่างงุนงง "นายถามฉันเหรอ"

"ใช่" พานต๋าพยักหน้า

"อ๋อ" อัศวินหญิงก้มหน้ามองโซฟาแวบหนึ่ง แล้วก็เงยหน้าขึ้นมาตอบทื่อๆ "ฉันนั่งดูอยู่"

"..." พานต๋าทำหน้าไร้อารมณ์หันกลับไปเผชิญหน้ากับเตาผิงอีกครั้ง ไม่น่าเลย ไม่น่าไปถามความเห็นยัยผู้หญิงปัญญานิ่มนี่เลย

เอาเป็นว่าตามนี้แหละ ถ้าการใช้ความเกลียดชังมาเจือจางสายใยมันได้ผลก็ดี พานต๋ามองดวงจันทร์สว่างนอกหน้าต่าง ยิ้มเล็กน้อย "รอนายหญิงออกมาจากสระจันทราโรยบุปผา บางทีอาจจะมีเรื่องประหลาดใจมอบให้แด่นายหญิงก็ได้"

"ลุงต้องการคำอธิบาย"

ในรถ เว่ยกั๋วถงทำหน้าจริงจังจ้องมองเซี่ยเฟิง "เรื่องการดวลอันยุติธรรมมันเป็นยังไงกันแน่"

"เรื่องนี้มันยาวน่ะครับ" เซี่ยเฟิงเหลือบมองตู้ไวน์ "ว่าแต่ มีนมถั่วเหลืองไหมเหล่าเว่ย คอแห้ง"

ก๊อกๆ——

เว่ยกั๋วถงใช้ไม้เท้าหัวมังกรเคาะพื้นเบาๆ สีหน้าไร้อารมณ์

"ก็ได้ๆ" เซี่ยเฟิงถอนหายใจอย่างจนใจ เขาอธิบายเรื่องเมื่อคืนให้ฟังคร่าวๆ

ความจริงก็คือ ไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังการปั่นกระแส แต่เพียงแค่ชั่วข้ามคืน ทั้งสถาบันก็รู้เรื่องที่เขาจะดวลกับเยียนสวี่เจียกันหมดแล้ว

ถึงขนาดที่ว่าตั๋วเข้าชมลานประลองในวันศุกร์นี้ถูกขายหมดเกลี้ยง พวกที่ชอบค้ากำไรก็เริ่มแสดงฝีมือปั่นราคาตั๋วกันยกใหญ่

ตั๋ว VIP แถวหน้าสุดใบหนึ่งสามารถขายได้สูงถึงสามหมื่นเหรียญจักรวรรดิ

แต่พอเซี่ยเฟิงมาคิดดูดีๆ มันก็เป็นเรื่องปกติ

เพราะตำนานไร้พ่ายของเยียนสวี่เจียนั้นโด่งดังมากทั้งในสถาบันและในวิหาร แฟนคลับผู้หญิงที่คลั่งไคล้เขามีเยอะมาก แฟนคลับผู้ชายก็ไม่น้อยเช่นกัน

ส่วนเซี่ยเฟิง อืม นอกจากความหล่อแล้วเขาก็ไม่มีอะไรดีเลย ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร

แต่สองสามวันนี้เขาก็ได้ฉายาเพิ่มมาสองฉายา 'ไอ้พวกจอมแกล้งโง่' กับ 'ไอ้ชาติหมาที่มาแปดเปื้อนเทพมู่' ก็นับว่าสะสมฐานแฟนคลับสายมืดมาได้จำนวนไม่น้อย

เมื่อแอนตี้แฟนเหล่านี้รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนที่มีสโลแกนเป็นหนึ่งเดียวบนโลกออนไลน์ เชื่อว่าอีกไม่นานเขาก็คงจะดังแล้วล่ะ ไม่เลวเลย~

"เซี่ยเฟิง แกรรู้ตัวไหมว่ากำลังเจอกับใคร เยียนสวี่เจียมันไม่ใช่พวกกระจอกอย่างฉีเซียวนะ" เว่ยกั๋วถงปวดหัวจนต้องนวดขมับ

"ตระกูลเยียนแห่งแดนเหนือ ขุนนางยศโหวที่สืบทอดกันมาเกือบพันปี การที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในดินแดนที่เต็มไปด้วยสงครามอย่างชายแดนเหนือมาได้เป็นพันปี รากฐานอันน่าสะพรึงกลัวที่อยู่เบื้องหลังแก หรือแม้แต่ลุงเองก็จินตนาการไม่ออกหรอก"

"แกกับมันต่างก็มีพรสวรรค์ที่เหนือกว่าคนอื่น แต่หัวอัจฉริยะที่แท้จริงน่ะ ต้องอาศัยทั้งพรสวรรค์ ทรัพยากร และเวลาสะสม ถึงจะประสบความสำเร็จได้" เว่ยกั๋วถงทำหน้าเคร่งเครียด "แต่แกมีแค่พรสวรรค์ เพิ่งจะมาฉายแววได้ไม่กี่วัน แล้วจะไปสู้กับลูกชายท่านโหวได้ยังไง"

เมื่อเห็นเว่ยกั๋วถงจริงจังขนาดนี้ เซี่ยเฟิงก็เงียบไป

จริงอย่างที่เหล่าเว่ยพูด สถาบันเว่ยยังน่ะไม่เคยขาดแคลนอัจฉริยะ ทุกปีจะต้องมีคนที่มีพรสวรรค์โดดเด่นโผล่มาสองสามคน แต่สุดท้ายมีใครบ้างที่ไม่พ่ายแพ้ให้กับอัจฉริยะที่แท้จริง

การกระทำของเขาในครั้งนี้ โดยเนื้อแท้แล้วมันไม่ใช่การท้าทายเยียนสวี่เจีย แต่เป็นการท้าทายรากฐานอันแข็งแกร่งที่ตระกูลโหวตระกูลหนึ่งสั่งสมมานับพันปี

ไม่ต่างอะไรกับตั๊กแตนตำข้าวที่คิดจะล้มกิ่งไม้

"แต่เสียใจด้วย คุณมีพ่อเป็นโหว แต่ผมมีเทพมู่หนุนหลัง คุณเป็นอัจฉริยะ แต่ผมเป็นพวกใช้โปรโกง!" เซี่ยเฟิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง อัจฉริยะธรรมดาคงสู้กับอัจฉริยะที่แท้จริงไม่ได้หรอก แต่พวกใช้โปรโกงมันไม่เหมือนกัน

มีเทพมู่คอยหนุนหลัง โลกทั้งใบก็อยู่ในกำมือ

ยิ่งบวกกับความสามารถอาวุธวิญญาณ 'ใช้ทองแดงเป็นกระจก' เขาก็ยิ่งไม่มีอะไรต้องกลัว

"เพราะฉะนั้น ไอ้หนู แกยังมีเวลาคิดทบทวนดูอีกที"

เว่ยกั๋วถงพูดเสียงเข้ม "ถ้าคิดได้แล้ว ลุงจะไปคุยกับท่านอ๋องเรื่องนี้ให้ ยกเลิกการดวลอันยุติธรรมไป แล้วแกก็ไปขอโทษเยียนสวี่เจียซะ พยายามทำเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็ก จะได้ไม่เจ็บตัวกันมากไปกว่านี้"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 31 - มอบความประหลาดใจให้แด่นายหญิง

คัดลอกลิงก์แล้ว