- หน้าแรก
- ซิงค์พลัง อสูรล้างโลก
- บทที่ 2 - พลังของเธอ...เป็นของฉันแล้ว!
บทที่ 2 - พลังของเธอ...เป็นของฉันแล้ว!
บทที่ 2 - พลังของเธอ...เป็นของฉันแล้ว!
บทที่ 2 - พลังของเธอ...เป็นของฉันแล้ว!
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
จักรวรรดิแบ่งออกเป็นห้าสิบเอ็ดเขตปกครอง แต่ละเขตมีอำนาจปกครองตนเอง สถานการณ์ปกติ 'ศูนย์กลางจักรวรรดิ' ที่ควบคุมจักรวรรดิทั้งหมดจะไม่เข้าแทรกแซงการบริหารงานของแต่ละเขต
ในเขตที่ห้าสิบเอ็ดที่เซี่ยเฟิงอาศัยอยู่ ตระกูลขุนนางที่ทรงอิทธิพลที่สุดคือตระกูลลิสเตอร์ซึ่งมีดอกไฮเดรนเยียสีม่วงเป็นสัญลักษณ์
ท่านดยุคลิสเตอร์มีกองกำลังคนสนิทเรียกว่าสมาคมหกหาง และเซี่ยเฟิงก็เป็นสมาชิกของสมาคมนี้
หนังสือสัญญาแต่งงานที่ฉาไน่เสวี่ยมอบให้เขานั้นได้รับความเห็นชอบจากท่านดยุคลิสเตอร์แล้ว ดังนั้นหากเขาต้องการถอนหมั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าท่านดยุคจะอนุญาตหรือไม่
แน่นอนว่า ตอนนี้เขาไม่ได้คิดจะถอนหมั้น
[พลังชีวิตคงเหลือ: 50 นาที]
เซี่ยเฟิงมองดูกระแสรถราที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วนอกหน้าต่าง ใจเขาก็เริ่มบีบรัด “พี่คนขับ เร็วกว่านี้อีกได้ไหมครับ”
ตามข้อมูลที่ได้มาก่อนหน้านี้ ตอนนี้มู่ชิงถงน่าจะกำลังเข้าร่วมงานเต้นรำของเหล่าขุนนางที่จัดขึ้นในคฤหาสน์ของท่านดยุค
หลังจากหนีออกจากโรงพยาบาล เขาก็รีบมุ่งหน้ามายังคฤหาสน์ด้วยความเร็วสูงสุดแล้ว แต่ระยะทางก็ยังไกลอยู่พอสมควร
เวลาผ่านไปทีละนาที ทีละวินาที
“เร่งอยู่เนี่ย เร่งอยู่เนี่ย พ่อนหนุ่ม รีบไปเกิดใหม่หรือไง!”
เมื่อเห็นว่าพี่คนขับเริ่มหงุดหงิด เซี่ยเฟิงมองออกไปนอกหน้าต่าง เม้มปากนิ่งไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นอารมณ์ของเขาก็เศร้าหมองลง ถอนหายใจอย่างหดหู่ พึมพำกับตัวเอง “ภรรยาผมกำลังจะคลอด หมอบอกว่าเธออาจจะคลอดยาก ให้ผมเตรียมใจไว้ ผม...เฮ้อ...”
พี่คนขับเหลือบมองกระจกหลัง เห็นสีหน้ากระวนกระวายของชายหนุ่มผมดำที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง มือที่จับพวงมาลัยกระชับแน่นขึ้น จู่ๆ เขาก็อยากจะตบหน้าตัวเองสักฉาด
กูนี่มันน่าตายจริงๆ...
พี่คนขับสูดหายใจลึก แววตาแน่วแน่ขึ้นมาทันที “ได้เลย นั่งให้แน่นล่ะพ่อนหนุ่ม! วันนี้พี่จะแสดงให้ดูว่าเทพเจ้าแห่งเขาอากินะเป็นยังไง!”
รถเร่งความเร็วขึ้นทันที พี่คนขับราวกับมีออร่าสีทองห่อหุ้ม ดุจวีรบุรุษผู้พร้อมยอมตาย!
“พี่คนขับ พี่คือเทพเจ้าของผม!”
หลังจากโอนเงินก้อนโตให้พี่คนขับแล้ว เซี่ยเฟิงก็มาถึงด้านนอกคฤหาสน์ไฮเดรนเยียสีม่วง
[พลังชีวิตคงเหลือ: 30 นาที]
เขาแสดงตราสัญลักษณ์ของสมาคมหกหางโดยตรง การเข้าไปในคฤหาสน์จึงไม่มีอุปสรรคใดๆ
เขาวิ่งจี๋ไปตามทางเดิน ผ่านประตูสองบานขนาดใหญ่ขอบทองอร่าม เข้าสู่ห้องโถงสีทองอันสว่างไสว
ภายในห้องโถงมีเสียงดนตรีบรรเลงแบบราชสำนักยุคคลาสสิกคลอเบาๆ
เหล่าสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีในชุดราตรีหรูหราเดินขวักไขว่ไปมาตามมุมต่างๆ ของห้องเต้นรำขนาดใหญ่ บ้างก็จับคู่เต้นรำ บ้างก็รวมกลุ่มพูดคุยกันเบาๆ รอบโซฟาหรู เหล่าสุภาพสตรีถูกบรรดาขุนนางหนุ่มอารมณ์ดีหยอกล้อจนต้องยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะเป็นระยะ
เซี่ยเฟิงกวาดตามองไปรอบๆ ผู้คนมากมาย แต่กลับไม่เห็นแม้เงาของมู่ชิงถง
โชคดีที่ยังเหลือเวลาอีกยี่สิบกว่านาที ยังพอมีเวลา ต้องขอบคุณฝีมือขับรถของพี่คนขับจริงๆ!
เซี่ยเฟิงสูดหายใจลึก รีบก้าวขึ้นไปบนชั้นสองทันที
บนชั้นสองมีคนไม่มากนัก เขากวาดตามองอย่างรวดเร็วก็ยังไม่พบร่องรอยของมู่ชิงถง เขาเกาะราวบันไดมองลงมาจากชั้นสอง กวาดสายตาไปทั่วห้องโถงอีกครั้ง คราวนี้เห็นลูกชายของท่านดยุคในชุดทักซิโด้หางยาวสง่างามกำลังนั่งบรรเลงเปียโนเพลงแสงจันทร์อยู่บนเวทีสูงกลางห้องโถง
“ถ้ามันไม่ไหวจริงๆ ก็คงต้องทำสัญญากับเจ้านี่แทนแล้ว...”
เซี่ยเฟิงกำหนดแผนสำรองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตั้งสมาธิค้นหาทั่วห้องเต้นรำขนาดใหญ่อีกครั้ง
[พลังชีวิตคงเหลือ: 20 นาที]
น่าเสียดายที่ทั่วทั้งห้องโถงไม่มีร่องรอยของมู่ชิงถงเลย
บางทีคุณหนูแม่มดล้างโลกอาจจะไม่ได้อยู่ในห้องโถง แต่อาจจะกำลังเดินเล่นในสวนหลังบ้าน หรือกำลังชมจันทร์อยู่ในสวนเงียบๆ สักแห่งก็เป็นได้
เวลายังพอมี ออกไปหาข้างนอกดีกว่า เซี่ยเฟิงมองไปยังสวนนอกหน้าต่าง
“มู่ชิงถงอา มู่ชิงถง เธออยู่ไหนกันแน่?”
“หืม?”
เสียงสตรีเย็นเยียบแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านหลังทันที “คุณกำลังตามหาฉันอยู่เหรอ?”
“!゜ロ゜” เซี่ยเฟิงสะดุ้งโหยง ไหล่สั่นสะท้าน เขาหันกลับไปอย่างแข็งทื่อ
ณ โซฟาในมุมมืดสลัว หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวลูกไม้สีดำเรียบหรูสง่างามกำลังนั่งไขว่ห้าง บนกระโปรงของเธอมีหนังสือเล่มหนาวางอยู่
ดูเหมือนเธอกำลังจะพลิกหน้ากระดาษ แต่ในขณะนั้นเธอกลับเงยหน้าขึ้น ผมยาวสีเงินขาวขับเน้นใบหน้าเล็กที่ดูเป็นผู้ใหญ่ บนใบหน้าสวมแว่นตากรอบทองครึ่งกรอบที่ดูสง่างามและมีความรู้ นัยน์ตาสีทองอ่อนจ้องมองเขาจากหลังกรอบแว่น
นัยน์ตาสีดำของเซี่ยเฟิงขยายกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างแทบไม่ให้สังเกตเห็น
ภาพของหญิงสาวตรงหน้าค่อยๆ ซ้อนทับกับภาพของแม่มดล้างโลกผู้ทำลายล้างสวรรค์และปฐพีในความทรงจำของเขา
เขากำลังจะถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แต่ก็ฝืนทนไว้ นี่มันน่ากลัวชะมัด ผู้หญิงคนนี้มานั่งอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? เหมือนผีเลย...
แต่ว่า ก็ดีเหมือนกัน!
แม่มดล้างโลก พลังของเธอ...เป็นของฉันแล้ว! เซี่ยเฟิงคิดในใจ
หัวใจมารพิบัติในอกซ้ายเต้นรัวอย่างรวดเร็ว ไอพลังลึกลับแผ่ซ่าน คลื่นพลังที่มองไม่เห็นแผ่ออกจากใจกลางอกของเขาทันที
โซ่สีดำสนิทเส้นหนึ่งปรากฏขึ้นวาบหนึ่งระหว่างเขากับหญิงสาวในชุดดำแล้วหายไป
[เป้าหมาย: มู่ชิงถง ※ ทำสัญญาสำเร็จ——]
[ยืดเวลาพลังชีวิตสำเร็จ——]
[พลังชีวิตคงเหลือ: 19 นาที → 3 วัน]
[เริ่มการซิงโครไนซ์ความสามารถ——]
[แรงดันวิญญาณของคุณเพิ่มขึ้นอย่างมาก!]
[ระดับการบ่มเพาะของคุณเลื่อนขั้นจากผู้ใช้วิญญาณฝึกหัดเป็นผู้ใช้วิญญาณระดับหนึ่ง!]
[ความเข้าใจในศิลปะการต่อสู้ของคุณเพิ่มขึ้น]
[สมรรถภาพร่างกายของคุณเพิ่มขึ้นทุกด้าน (การดมกลิ่น การได้ยิน การมองเห็น ปฏิกิริยาตอบสนอง สัญชาตญาณการต่อสู้...)]
[ความเข้าใจในอาภรณ์วิญญาณของคุณเพิ่มขึ้น ควบคุมอาภรณ์วิญญาณระดับ N ได้หกชนิด (อาภรณ์ส่องสว่าง แสงลูกไฟ คมมีดน้ำแข็งภูต ส่งสารเนตรสอดแนม หน้ากากสำริด)]
[ความเข้าใจในอาภรณ์วิญญาณของคุณเพิ่มขึ้น ควบคุมอาภรณ์วิญญาณระดับ D ได้หนึ่งชนิด (อาภรณ์ซ่อนเร้น)]
[ความเข้าใจใน...]
ชิบ
ชิบหายแล้ว!! เซี่ยเฟิงลืมหายใจไปเลย หัวใจเขาสั่นสะท้านจนแทบอยากจะกอดขาแม่มดล้างโลกแล้วเรียกพ่อ
อาภรณ์วิญญาณ หรือชื่อเต็มคืออาภรณ์พลังวิญญาณ ถ้าในละครกำลังภายในก็เรียกวิชาหรือเคล็ดวิชา ถ้าในละครแฟนตาซีก็เรียกวงจรเวทมนตร์
เดิมทีเขาเป็นแค่ผู้ใช้วิญญาณฝึกหัดตัวเล็กๆ อาภรณ์วิญญาณที่ควบคุมได้ก็มีแค่
อาภรณ์ส่องสว่างแบบไม่สมบูรณ์เพียงหนึ่งเดียว ตอนที่เรียนอาภรณ์ส่องสว่าง โครงสร้างอนุภาควิญญาณที่ซับซ้อนนั่นทำเอาเขาตาลาย เรียนลำบากมาก
แต่ไม่นึกเลยว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว เขาไม่เพียงแต่จะเรียนรู้อาภรณ์ส่องสว่างฉบับสมบูรณ์ได้ แต่ยังได้เรียนรู้อาภรณ์วิญญาณระดับ N เพิ่มอีกห้าชนิด และระดับ D อีกหนึ่งชนิด
ระดับแรงดันวิญญาณก็ทะลวงขึ้นสู่ระดับผู้ใช้วิญญาณระดับหนึ่ง
ต้องรู้ก่อนว่า ตอนนี้เขาเพิ่งอยู่ปีหนึ่งเทอมปลาย แต่ผู้ใช้วิญญาณระดับหนึ่งนั้นเทียบเท่ากับระดับที่สามารถสำเร็จการศึกษาจากสถาบันเว่ยยางได้แล้ว!
นัยน์ตาสีทองอ่อนแสนสวยของหญิงสาวผู้สง่างามมองนักศึกษาในชุดเครื่องแบบสถาบันเว่ยยางคนนี้อย่างสงสัย เธรู้สึกคุ้นหน้าเขาอย่างประหลาด
ทันใดนั้น ภาพถ่ายของคู่หมั้นที่ท่านเจ้าบ้านนำมาให้เธอดูก็แวบเข้ามาในหัว “คุณคือ...เซี่ยเฟิง?”
เธอยิ้มเล็กน้อย ปิดหนังสือในมือลง แล้วส่งสัญญาณด้วยเสียงนุ่มนวล “เชิญนั่งค่ะ”
เซี่ยเฟิงเก็บซ่อนอารมณ์ในใจ ความรู้สึกหวาดกลัวอย่างประหลาดราวกับเจอศัตรูตามธรรมชาติเมื่อแรกเห็นมู่ชิงถงได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ตอนโดนข่มก็ต้องเจียมเนื้อเจียมตัว พอสูสีเมื่อไหร่ก็พร้อมซัดเต็มที่!
ก็แค่แม่มดล้างโลก จะกลัวอะไร?
แน่นอนว่า เขายังคงโค้งคำนับอย่างสุภาพบุรุษ แล้วจึงนั่งลงบนโซฟากลางมุมมืดตรงข้ามกับเธอ
“ไม่ทราบว่าคุณเซี่ยตามหาฉันมีธุระอะไรงั้นหรือ?”
หญิงสาวในชุดดำนั่งไขว่ห้างอย่างสง่างาม นิ้วเรียวเล็กจับช้อนคันจิ๋วคนกาแฟในถ้วยอย่างสบายอารมณ์ ลวดลายสีขาวนวลถูกวนผสมเข้ากับกระแสวนสีน้ำตาลกาแฟ เซี่ยเฟิงเผลอใจลอยไปชั่วขณะ จ้องมองกระแสวนกาแฟที่หมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ เขากำลังจะอ้าปากบอกว่าเขามาเพื่อซิงโครไนซ์ความสามารถ
“!!” เขาสะดุ้งตื่นทันที นัยน์ตาหดเล็กลง กะพริบตาสองสามครั้ง แล้วเงยหน้าขึ้นยิ้มเบาๆ
“คุณหนูมู่ ในเมื่อคุณรู้จักผม งั้นผมก็ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน”
ยัยจิ้งจอกเฒ่า เจอหน้ากันก็คิดจะสะกดจิตฉันเลยเหรอ สมกับเป็นสุดยอดตัวร้ายที่จะล้างโลกในอนาคตจริงๆ! เซี่ยเฟิงคิดในใจพลางยิ้มอย่างใจเย็น
“เท่าที่ผมทราบ ตระกูลมู่แห่งไท่ชางเริ่มตกต่ำลงในช่วงหลายปีมานี้ ท่านเจ้าบ้านตระกูลมู่จึงพยายามหาทางเชื่อมสัมพันธ์กับท่านดยุคลิสเตอร์ผ่านการแต่งงาน เพื่อที่จะกลับมายืนหยัดในเขตที่ห้าสิบเอ็ดได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง”
“แต่น่าเสียดายที่เมื่อหลายวันก่อน คู่หมั้นของคุณหนูมู่—ซึ่งก็คือลูกบุญธรรมของท่านดยุค ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ทำให้ต้องมีการคัดเลือกคู่หมั้นคนใหม่”
เซี่ยเฟิงเหลือบมองปกหนังสือสุดคลาสสิกที่ปิดอยู่บนตักของหญิงสาวในชุดดำ—《อินทรีในกรงขัง》 เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ
“คิดว่าคุณหนูมู่คงไม่ชอบการแต่งงานคลุมถุงชนแบบนี้ บังเอิญ ผมก็ไม่ชอบเหมือนกัน”
“โอ้?”
มู่ชิงถงหยุดช้อนเงินที่กำลังคนกาแฟ นัยน์ตาสวยหลังกรอบแว่นสีทองครึ่งกรอบโค้งลงเล็กน้อย พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “งั้น คุณเซี่ยหมายความว่ายังไงคะ?”
“ความหมายของผมง่ายมาก หลังแต่งงานเราไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตัวฉันสามีภรรยา คุณใช้ชีวิตของคุณ ผมใช้ชีวิตของผม ต่างคนต่างอยู่ ดีไหม?” เซี่ยเฟิงจำได้แม่นว่า คู่หมั้นคนก่อน โอ้ ก็คือคู่หมั้นคนแรกของมู่ชิงถง ถูกพูดถึงในบทโหมโรงของอนิเมะว่า คนผู้นี้ถูกมู่ชิงถงลอบสังหารอย่างลับๆ!
แบบที่ว่าตัดหัวทั้งหัว ตายตาไม่หลับเลยทีเดียว
เพียงแต่มู่ชิงถงคงคาดไม่ถึงว่า พอฆ่าคู่หมั้นไปคนหนึ่ง ผู้ใหญ่ในบ้านก็สามารถจัดหาคู่หมั้นคนใหม่มาให้เธอได้อีก
เซี่ยเฟิงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า หากเขามีท่าทีคิดจะจีบแม่มดล้างโลกคนนี้ รับรองว่าคืนนี้เขาจะต้องถูกส่งไปอยู่เป็นเพื่อนคู่หมั้นคนก่อนแน่นอน—
เขายังไม่อยากตาย อย่างน้อยก็ยังไม่ได้เจอหน้าภรรยาที่ยังไม่เกิดเลย~ แม้ว่านั่นจะเป็นความฝันประหลาดที่เขาไม่เข้าใจเลยก็ตาม...
หญิงสาวในชุดดำนั่งตัวตรงบนโซฟา นัยน์ตาสีทองจ้องมองเซี่ยเฟิงอยู่ครู่หนึ่ง หางตาของเธอโค้งลงอย่างอ่อนโยน พยักหน้าเบาๆ “ตกลงค่ะ”
พูดจบ ทั้งสองก็สบตากันครู่หนึ่ง แล้วก็ตกอยู่ในความเงียบ
“ฉันจะอ่านนิยายต่อแล้ว คุณเซี่ยยังมีธุระอะไรอีกไหมคะ?” มู่ชิงถงถามอย่างสงสัย
อ่านนิยาย? เซี่ยเฟิงมองหนังสือบนตักเธอ รู้สึกเจ็บปวดใจอย่างสุดซึ้ง
แม่มดล้างโลก! อายุเท่านี้แล้วยังไมขยันฝึกฝน มัวแต่อ่านนิยายเนี่ยนะ อ่านเข้าไปได้ยังไง! กลางคืนนอนหลับลงเหรอ?!
แม้ว่าเซี่ยเฟิงจะอยากตักเตือนมู่ชิงถงให้เธอขยันเรียน ฝึกฝนทุกวัน เพื่อที่วันหนึ่งจะได้กลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่ยืนอยู่เหนือฟากฟ้า ไร้เทียมทานในโลกหล้า!
แต่เขาก็รู้ว่าการจะกินเต้าหู้ร้อนๆ ต้องค่อยๆ เป่า ก็ตอนนี้ยังไม่สนิทกันนี่นา
“ถ้างั้นไม่รบกวนคุณหนูมู่แล้ว ลาก่อนครับ” เซี่ยเฟิงลุกขึ้นยืนอย่างเด็ดขาด
หญิงสาวในชุดดำมองแผ่นหลังของเซี่ยเฟิงที่เดินจากไป เธอยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบเบาๆ อย่างสบายอารมณ์
“ต้องกำจัดเขาทิ้งไหมคะ?”
เด็กสาวโลลิในชุดเมดเดินออกมาจากเงามืด ใบหน้าน่ารักภายใต้ผมสั้นประบ่าสีชมพูกุหลาบดูเรียบเฉย เธอมองลงไปยังร่างของชายหนุ่มที่กำลังเดินออกจากประตูใหญ่ด้านล่าง
“ไม่จำเป็น” หญิงสาวในชุดดำส่ายหน้า
“แต่ว่าท่านคะ ฉันรู้สึกว่าเขาค้นพบเรื่องที่ท่านฆ่าลูกบุญธรรมของท่านดยุคแล้ว”
“บนโลกนี้ไม่มีอาชญากรรมที่สมบูรณ์แบบ การถูกค้นพบเป็นเรื่องปกติ”
มู่ชิงถงวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะน้ำชาอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงอ่อนโยน “แต่คุณเซี่ยคนนี้ไม่น่าใช่ผู้มองทะลุ ที่เขาหวาดกลัวและระแวงฉัน คงเป็นเพราะเขารู้ตัวว่าฉันพยายามสะกดจิตเขากระมัง จากจุดนี้จะเห็นได้ว่าเขาก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง”
“แต่ก็แค่นั้น ไม่น่านำมาเป็นกังวล”
ขณะพูด หญิงสาวในชุดดำก็คลายขาที่ไขว่ห้างออก ลุกขึ้นยืนอย่างคล่องแคล่ว “เอาล่ะ เฟย ฉันเกลียดงานเต้นรำที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของการหาคู่แบบนี้จริงๆ ต่อไปถ้ามีคำเชิญแบบนี้อีก ปฏิเสธให้หมด”
“ค่ะ!”
เซี่ยเฟิงหันกลับไปมองคฤหาสน์ที่สว่างไสว แววตาครุ่นคิด
[พลังชีวิตคงเหลือ: 3 วัน]
แม้ว่าจะซิงโครไนซ์ความสามารถของผู้หญิงน่ากลัวคนนี้มาได้แล้ว แต่วิกฤตความตายก็ยังไม่หมดไป
เขาลองตรวจสอบสภาพร่างกายตัวเองดู แรงดันวิญญาณมั่นคงและหนาแน่นขึ้นมากจริงๆ เข้าสู่ขอบเขตผู้ใช้วิญญาณระดับหนึ่งแล้ว
แต่การมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่สามวันทำให้เขาไม่อาจชะล่าใจได้
ดังนั้น เป้าหมายต่อไปคือต้องหาทางกลืนกินพลังพิบัติ เพื่อเพิ่มเวลาพลังชีวิตของหัวใจ ทางที่ดีที่สุดคือเพิ่มทีเดียวสักสิบยี่สิบปีไปเลย
และเมื่อพูดถึงการกลืนกินพลังพิบัติ ก็ต้องพูดถึงสิ่งมีชีวิตอีกเผ่าพันธุ์หนึ่งที่ดำรงอยู่ในโลกนี้
เผ่าอัปมงคล หรือที่เรียกว่าอสูรอัปมงคล
สิ่งที่เรียกว่าพลังพิบัติ ก็คือแหล่งพลังงานของอสูรอัปมงคลเหล่านี้ โดยปกติจะปรากฏในรูปของหมอกสีดำ หากมนุษย์สูดดมเข้าไป อย่างเบาก็ป่วย อย่างหนักก็ถึงตาย
แต่ตามข้อมูลของหัวใจมารพิบัติ ดูเหมือนว่าเพราะหัวใจดวงนี้ ร่างกายของเขาจึงแตกต่างจากคนทั่วไปแล้ว ไม่กลัวการกัดกร่อนของพลังพิบัติอีกต่อไป แถมยังสามารถดูดซับพลังพิบัติมาเป็นของตัวเอง เพื่อยืดพลังชีวิตของหัวใจได้อีกด้วย
ดังนั้น ตอนนี้หากต้องการยืดเวลา ก็ต้องไปฆ่าอสูรอัปมงคล แต่ปัญหาคือพลังพิบัติอันน้อยนิดจากอสูรอัปมงคลระดับต่ำนั้น แทบไม่ต่างอะไรกับน้ำหยดเดียวในถังน้ำขนาดใหญ่สำหรับเขาเลย
เขตที่ห้าสิบเอ็ดแม้ความปลอดภัยจะไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ไม่ได้มีอสูรอัปมงคลระดับต่ำมากมายให้เขาฆ่าตามใจชอบ
“ต้องหาวิธี ได้แหล่งพลังพิบัติขนาดใหญ่ที่ส่งมาให้แบบไม่ขาดสาย”
เซี่ยเฟิงลูบคาง มองท้องฟ้ายามค่ำคืนทางทิศเหนือที่ดวงดาวสุกใสอย่างครุ่นคิด
ความคิดหนึ่งแวบเข้ามา!
ทางตอนเหนือของเขตที่ห้าสิบเอ็ด มีพื้นที่รกร้างที่เรียกว่าป่ามังกรปีศาจ ว่ากันว่าข้างในนั้นผนึกมังกรปีศาจที่ชั่วร้ายอย่างยิ่งไว้ตัวหนึ่ง ทั่วทั้งร่างของมันเต็มไปด้วยพลังพิบัติอันน่าสะพรึงกลัว ใครก็ตามที่เข้าใกล้มันจะถูกพลังพิบัติกลืนกิน ตายคาที่ทันที!
และตามภาพที่เขาเคยเห็นในบทโหมโรงของอนิเมะในชาติก่อน มังกรปีศาจตนนี้แท้จริงแล้วเป็นตัวตนระดับเทพ แต่กลับถูกผนึกไว้ในร่างของเด็กสาว ณ ใจกลางทะเลดอกไม้แห่งต้นไม้โลก หลับใหลมานานนับหมื่นปี
ในภาพนั้น ร่างของเด็กสาวถูกห้อมล้อมไปด้วยหมอกสีดำทมิฬหนาทึบ คาดว่านั่นคือพลังพิบัติ
หากเขาสามารถตามหามังกรปีศาจตนนี้พบ เขาก็จะมีแหล่งพลังพิบัติที่ส่งมาให้แบบไม่ขาดสายแล้ว!
แต่ทว่าวิธีนี้... มันก็เสี่ยงไปหน่อย
ก็มังกรปีศาจที่ถูกผนึกตนนี้ เป็นถึงตัวตนที่ทัดเทียมกับเทพเจ้า มองในอีกมุมหนึ่ง น่ากลัวยิ่งกว่าแม่มดล้างโลกในตอนที่แข็งแกร่งที่สุดเสียอีก!
การไปขโมยขนแกะจากมังกรปีศาจตนนี้ มันบ้าบิ่นไปหน่อย ถ้าเกิดไปดึงขนเพลินๆ แล้วเธอตื่นขึ้นมาล่ะ...
ในตำนานเล่าว่า เมื่อหลายร้อยปีก่อน ทุกๆ สองสามปีจะมีกลุ่มนักผจญภัยเข้าไปในส่วนลึกของป่ามังกรปีศาจ พยายามค้นหาสมบัติมังกรปีศาจในตำนาน แต่ไม่มีข้อยกเว้น ส่วนลึกของป่ามังกรปีศาจทำให้กลุ่มนักผจญภัยเหล่านั้นเข้าไปแล้วไม่ได้กลับออกมาอีกเลย ไม่มีใครรอดชีวิต!
ด้วยเหตุนี้ ส่วนลึกของป่าจึงค่อยๆ ถูกเรียกว่าแดนต้องห้าม ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ยิ่งไม่มีกลุ่มนักผจญภัยกล้าเข้าไปสำรวจในส่วนลึกอีกเลย
และเพื่อป้องกันไม่ให้พลังพิบัติในป่ามังกรปีศาจรั่วไหลออกมา ทางเข้าป่าจึงเปิดเพียงปีละครั้งเท่านั้น และผู้มีสิทธิ์เข้าไปก็จำกัดอยู่แค่ทหารและสมาชิกกลุ่มนักผจญภัย
เซี่ยเฟิงบังเอิญเป็นลูกบุญธรรมของรองหัวหน้าสมาคมหกหางซึ่งเป็นกลุ่มนักผจญภัย เขาก็พอมีสิทธิ์เข้าไปในป่าได้
“มะรืนนี้ก็ถึงวันเปิดป่าของปีนี้แล้วสินะ” เซี่ยเฟิงเงยหน้ามองดวงจันทร์โดดเดี่ยวบนท้องฟ้า “ดูท่าคงต้องกลับไปที่สมาคม ถามไถ่สถานการณ์ให้ชัดเจนก่อน”
[จบแล้ว]