เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 - กลับบ้าน

บทที่ 18 - กลับบ้าน

บทที่ 18 - กลับบ้าน


บทที่ 18 - กลับบ้าน

ซูโม่เพิ่งพูดจบก็เสียใจทันที

ทำไมจู่ๆ สมองเขาถึงได้เบลอ ตอบตกลงว่าจะไปเยี่ยมเยียนด้วยนะ?

อยากจะพูดอะไรสักหน่อย เพื่อที่จะได้ถอนคำพูดกลับมา แต่พอมองท่าทางดีใจอย่างปิดไม่มิดของหยางเสี่ยวอวิ๋นแล้ว คำพูดเหล่านั้นชั่วขณะก็เลยพูดยากเสียเหลือเกิน

เขาได้แต่ยิ้มขมขื่น ก็คงต้องเป็นแบบนี้ไปก่อน

เดี๋ยวค่อยหาเวลาว่างๆ แวะไปที่บ้านสักครั้ง ทำตัวตามน้ำไปก็แล้วกัน

และหลังจากนั้น การพูดคุยระหว่างเขากับหยางเสี่ยวอวิ๋น ก็กลายเป็นการหาเรื่องคุยไปเรื่อยเปื่อย

สองสามปีมานี้ โอกาสที่คนทั้งสองจะได้พบเจอกันนั้นมีน้อยมาก หลังจากที่ซูโม่ทะลุมิติมา นอกจากจะมีความทรงจำเกี่ยวกับอีกฝ่ายแล้ว ก็ยิ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย

แทนที่จะบอกว่าเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็ก กลับสู้บอกว่าเป็นคนแปลกหน้าที่คุ้นเคยกันยังจะดีเสียกว่า

แต่ก็พอดูออกว่า หยางเสี่ยวอวิ๋นห่วงใยซูโม่มากจริงๆ

นางเล่าเรื่องราวการเดินทางคุ้มภัยในยุทธภพให้เขาฟัง

น่าเสียดายที่ นางเล่าเรื่องไม่เก่ง การเล่าเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นกลับกลายเป็นเพียงการบรรยายที่ราบเรียบ บวกกับสำนักคุ้มภัยโลหิตเหล็กนั้นแตกต่างจากสำนักคุ้มภัยจื่อหยางที่ตกต่ำของซูโม่

ยามออกเดินทางไปข้างนอก ผู้นำชาวป่าเขาเขาลูกไหนด่านไหนบ้าง ที่จะไม่ให้เกียรตินางสามส่วน?

แน่นอน เกียรติที่ว่านี้คือการให้เกียรติสำนักคุ้มภัยโลหิตเหล็ก หรือจะพูดให้ถูกก็คือให้เกียรติหยางอี้จือ

แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ด้วยรากฐานที่หยางอี้จือสร้างไว้ บวกกับหยางเสี่ยวอวิ๋นที่โดดเด่นขนาดนี้ ตลอดทางที่ผ่านมาจึงนับได้ว่าราบรื่นอย่างยิ่ง

และหลังจากที่ได้พูดคุยกันครั้งนี้ ซูโม่ก็มีความเข้าใจในตัวหยางเสี่ยวอวิ๋นที่แตกต่างออกไป

ในความทรงจำ หยางเสี่ยวอวิ๋นส่วนใหญ่จะชอบใช้กำลัง ความประทับใจที่มีต่อคนผู้นี้มักจะเป็นความกลัวมากกว่าสิ่งอื่นใด

แต่ตอนนี้ดูแล้ว ความห่วงใยที่หยางเสี่ยวอวิ๋นมีต่อซูโม่นั้นมาจากใจจริง

และนางก็ยังมีความคาดหวังในตัวเขาสูงมาก

ส่วนเรื่องความรักฉันหนุ่มสาวนั้น ชั่วคราวนี้ยังมองไม่เห็น

ส่วนใหญ่คงเป็นเพียงความเคยชินที่บ่มเพาะมาตั้งแต่เล็กจนโตกระมัง?

แบบนี้ก็นับว่าดีมาก

สามารถประหยัดปัญหาไปได้ไม่น้อยเลย

ดื่มชาพูดคุย พริบตาเดียวดวงอาทิตย์ก็คล้อยต่ำลงแล้ว ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งจากสำนักคุ้มภัยโลหิตเหล็กเดินเข้ามา “หัวหน้าคุ้มภัยน้อย ชักช้าไม่ได้แล้วนะขอรับ พวกเราต้องกลับกันแล้ว”

“ได้ค่ะ ซูโม่ เจ้ากลับไปพร้อมพวกเราเลยแล้วกัน”

เรื่องนี้ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว

เดิมทีซูโม่ก็ต้องอาศัยสองขาเดินกลับ การกลับไปพร้อมกับคนของสำนักคุ้มภัยโลหิตเหล็ก อย่างน้อยก็มีม้าให้ขี่

เหล่านักคุ้มภัยในสำนักคุ้มภัยโลหิตเหล็กก็ไม่มีใครคัดค้านอะไร มีนักคุ้มภัยสองคนขี่ม้าตัวเดียวกัน แบ่งม้าตัวหนึ่งให้ซูโม่

และเป็นเช่นนี้ เขาก็เดินทางกลับเมืองเมฆาโรยพร้อมกับทุกคนในสำนักคุ้มภัยโลหิตเหล็ก พอเข้าประตูเมืองแล้ว จึงค่อยแยกย้ายกันไป

“อย่าลืมมาหาข้านะ”

ก่อนจากไป หยางเสี่ยวอวิ๋นยังคงโบกมือเตือนซูโม่

ซูโม่จึงต้องรับปากอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงเดินมุ่งหน้าไปยังสำนักคุ้มภัยจื่อหยาง

...

...

ที่ตั้งของสำนักคุ้มภัยจื่อหยางไม่ได้อยู่ในที่เปลี่ยวอะไร หน้าประตูก็คือหนึ่งในถนนสายหลักของเมืองเมฆาโรย

ยามที่ถึงช่วงคึกคัก หน้าประตูก็จะมีรถม้าไปมาไม่ขาดสาย เรียกได้ว่าคึกคักอย่างยิ่ง

แต่ว่าตอนนี้ฟ้ายังไม่มืด ตลาดค่ำยังไม่เปิด จึงเห็นเพียงความว่างเปล่าไม่เห็นความคึกคัก

เขายืนอยู่หน้าประตูสำนักคุ้มภัย เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นป้ายแขวนอยู่สูง บนนั้นมีตัวอักษรสีทองสี่ตัวเขียนไว้ว่า สำนักคุ้มภัยจื่อหยาง!

ลายมือเก่าแก่ ทรงพลัง

ว่ากันว่านี่คือป้ายที่ซูเฉิงอวี้บรรพบุรุษในอดีตคนนั้น เดินทางไปขอมาจากสำนักจื่อหยางด้วยตนเอง

ตราบใดที่ป้ายนี้ยังไม่ถูกปลดลงมาแม้แต่วันเดียว สำนักคุ้มภัยจื่อหยางนี้ก็จะยังคงได้รับการคุ้มครองจากสำนักจื่อหยางตลอดไป

แต่ว่าการคุ้มครองนี้ก็ต้องว่ากันไปอีกแบบ

เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ตามปกติ ย่อมไม่สามารถไปรบกวนสำนักได้

หากต้องเจอกับความแค้นที่ไม่อาจคลี่คลายได้จริงๆ จนถึงขั้นอาจจะถูกล้างตระกูล สำนักจื่อหยางย่อมไม่นิ่งดูดาย

เพียงแต่สัญญานั้น ในตอนนั้นมันมีประโยชน์ต่อซูเฉิงอวี้

พอมาถึงรุ่นของซูโม่ การติดต่อระหว่างเขากับสำนักจื่อหยางยิ่งมีน้อยลงไปอีก แม้จะไม่ถึงขั้นเกลียดขี้หน้ากัน แต่สำนักจื่อหยางส่วนใหญ่ก็คงจะดูแคลนลูกหลานตระกูลซูที่ไม่เอาไหนเช่นเขา

ป้ายนี้ ย่อมเหลือเพียงความหมายในนามเท่านั้นแล้ว

เขาเดินมาถึงหน้าประตู ยกห่วงทองแดงเคาะประตู

รออยู่ครู่หนึ่ง ช่องตาแมวบนประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นดวงตาคู่หนึ่งที่ขุ่นมัวเล็กน้อย

เดิมทีตั้งใจจะเอ่ยปากถาม ทว่าพอเห็นว่าเป็นซูโม่ ก็พลันฉายแววดีใจออกมา

“คุณชายกลับมาแล้ว!”

ทันใดนั้นประตูก็เปิดออกพร้อมกับเสียงเอี๊ยดอ๊าด เผยให้เห็นบ่าวชราผู้หนึ่ง

ท่านลุงฝู!

ท่านลุงฝูอายุมากแล้ว ปีนี้อย่างน้อยก็ต้องหกสิบขึ้นไป

ตั้งแต่ที่ซูโม่จำความได้ ท่านลุงฝูก็คอยรับใช้อยู่ในสำนักคุ้มภัยแล้ว

ได้ยินมาว่าในอดีต เขาเป็นคนอาภัพที่ปู่ของซูโม่ช่วยชีวิตไว้

ตั้งแต่หนุ่มๆ ก็คอยรับใช้อยู่ในสำนักคุ้มภัยแล้ว

รับใช้ตระกูลซูมาถึงสามรุ่นคน

แม้ว่าซูโม่จะไม่เอาไหน ศิษย์ในสำนักจะแยกย้ายกันไป ท่านลุงฝูก็ยังคงภักดีเฝ้าอยู่ข้างกายซูโม่

ตอนนี้พอเห็นซูโม่กลับมา สีหน้าดีใจในดวงตานั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจปิดบังได้เลยแม้แต่น้อย แต่ก็ยังไม่ล้ำเส้นรักษามารยาท มองซูโม่ขึ้นๆ ลงๆ อย่างระมัดระวัง จนแน่ใจว่าซูโม่ไม่ได้บาดเจ็บ ไม่มีแขนขาดขาขาด จึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก

เขารีบพูดทันที “คุณชายรีบเข้ามาเถอะขอรับ เที่ยวนี้คงจะลำบากมากสินะขอรับ? กลับมาช้ากว่ากำหนดไปหลายวัน วันนี้ข้ายังคิดอยู่เลยว่า หากวันนี้คุณชายยังไม่กลับมา พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปรอต้อนรับที่ศาลาสิบลี้”

ซูโม่ยิ้มขมขื่น “อย่าเลยขอรับ ท่านอายุมากแล้ว อย่าได้เดินทางตรากตรำเลย”

“จะเป็นไปได้อย่างไรขอรับ...ตอนหนุ่มๆ ข้าตามท่านปู่ไปตะลอนๆ ทั่วทิศ แม้แต่ในหิมะก็ยังเคยนอนมาแล้ว ร่างกายยังแข็งแรงดีอยู่ขอรับ”

ท่านลุงฝูยิ้ม เผยให้เห็นฟันสามซี่ที่เหลืออยู่ในปาก ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าคลี่ขยายออก แต่ก็แฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจที่บอกไม่ถูก

“ขอรับ ขอรับ แต่ท่านวางใจเถอะขอรับ งานคุ้มภัยคนครั้งนี้ระยะทางสั้น และก็ปลอดภัย ไม่ได้มีเรื่องอะไรเลย เพียงแต่บัณฑิตคนนั้นเดินช้าไปหน่อย เลยเสียเวลาไปบ้างขอรับ”

“ไร้ประโยชน์สิ้นดีคือบัณฑิต คำพูดนี้ไม่ผิดจริงๆ ขอรับ”

ท่านลุงฝูถึงบางอ้อ “กลับมาปลอดภัยก็ดีแล้วขอรับ ข้าจะไปที่ห้องครัวต้มน้ำร้อนให้ท่าน คุณชายไปอาบน้ำก่อนนะขอรับ ชำระล้างฝุ่นผงที่เดินทางมา พออาบเสร็จแล้ว ก็จะได้กินข้าวกัน”

“อืม”

ซูโม่พยักหน้าเล็กน้อย แต่ก็รั้งไว้ “ท่านลุงฝู นี่สำหรับท่านขอรับ”

ขณะที่พูด เขาก็หยิบตั๋วเงินออกมาจากอกเสื้อ พร้อมกับเงินห้าตำลึงที่หลี่อี้ซูให้ในตอนนั้น

“อะ ทำไมถึงเยอะขนาดนี้ขอรับ?”

ท่านลุงฝูประหลาดใจเล็กน้อย

“ท่านไม่ต้องสนใจหรอกขอรับ ลงบัญชีไว้ก็พอ”

“ขอรับ ขอรับ”

ท่านลุงฝูก็ไม่ได้ซักถามอะไรต่อจริงๆ เขาเก็บตั๋วเงินและเงินทั้งหมดเข้าอกเสื้อไป

ในสำนักคุ้มภัยเล็กๆ ที่ตกต่ำแห่งนี้ ตอนนี้ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ท่านลุงฝูเป็นคนจัดการทั้งหมด

แม้ว่าซูโม่จะเคยคิดว่า เหลือกันแค่สองคนเฒ่าหนุ่มที่ต้องพึ่งพากัน เหตุใดต้องคิดเล็กคิดน้อยเช่นนี้?

แต่ท่านลุงฝูกลับบอกว่า ไม่มีกฎเกณฑ์ก็ไม่เป็นระเบียบ สำนักคุ้มภัยจะไม่เป็นเช่นนี้ตลอดไป กฎระเบียบย่อมต้องสร้างไว้ตั้งแต่ต้น

ตอนนี้ไม่มีเสมียนบัญชีใช้ ตนจึงต้องรับหน้าที่นี้ไปก่อน รอในอนาคตหลังจากที่สำนักคุ้มภัยเจริญรุ่งเรืองแล้ว ย่อมต้องมีเสมียนบัญชีมาดูแลบัญชี คนเลี้ยงม้าดูแลม้า คนเฝ้าประตูดูแลประตู ทุกคนต่างมีหน้าที่ของตน

ซูโม่ไม่ใช่คนที่ไม่ฟังเหตุผล หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่ามีเหตุผล จึงคล้อยตามไป

และหลังจากที่พซูโม่เข้ามาในประตู เดินผ่านระเบียงทางเดิน มาถึงห้องนอนของซูโม่แล้ว ท่านลุงฝูก็รีบหันหลังกลับไปอย่างรวดเร็ว ครู่หนึ่งก็กลับมา แต่กลับไม่ได้นำน้ำร้อนมาด้วย แต่ยกอ่างทองเหลืองใบหนึ่งมาแทน ชายชราใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

“คุณชายขอรับ กลับถึงบ้านแล้วล้างหน้าก่อนนะขอรับ”

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 18 - กลับบ้าน

คัดลอกลิงก์แล้ว