เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 37 อักขระกำกับทั้ง 3 แขนง

ตอนที่ 37 อักขระกำกับทั้ง 3 แขนง

ตอนที่ 37 อักขระกำกับทั้ง 3 แขนง


"ถ้าเช่นนั้น ตอนนี้เจ้าก็สามารถสร้างอาวุธอักขระได้แล้วล่ะสิ"

เฟรย่ามีน้ำเสียงตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด แต่เล้งซานก็ส่ายหน้าเล็กน้อย

"สำหรับอาวุธอักขระนั้น คงยังไม่อาจทำได้ เพราะจำเป็นต้องใช้แร่โลหะคงกระพันเท่านั้น จึงจะสามารถสร้างอาวุธอักขระที่สมบูรณ์แบบและถาวรขึ้นมาได้

หากเราใช้แร่ชนิดอื่นอย่างเช่นเหล็กกล้าธรรมดา แม้จะสามารถลงอักขระกำกับลงไปได้แต่ผลของพลังอักขระจะอยู่ได้เพียงแค่ 1 ชั่วยามเท่านั้น จากนั้นอาวุธก็จะแตกสลายและพลังอักขระก็จะสูญหายไป ซึ่งเท่ากับว่าเราจะสูญเสียลูกแก้วดวงจิตอสูรไปตลอดกาล โดยแลกกับพลังแค่ 1 ชั่วยาม"

"โธ่เอ้ย!! งั้นสรุปว่าถึงเจ้าจะมีลูกแก้วดวงจิตอสูรสีเขียว แต่ก็ยังไม่สามารถใช้วิชานี้ได้ล่ะสิ"

"ใครบอกท่านล่ะ ว่าเราไม่มีแร่โลหะคงกระพัน" เล้งซานแสยะยิ้มเล็กน้อย

"เจ้ามี??"

"ก็ขวานทลายสวรรค์นี่ไง!!" เล้งซานกล่าวพลางยกขวานขึ้นมา

"แต่มันเป็นอาวุธอักขระอยู่แล้วนี่"

"จริงอยู่ที่มันเป็นอาวุธอักขระ แต่ด้วยชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นสูง ข้าว่ามันยังอ่อนเกินไปสำหรับข้า ข้าจะเปลี่ยนมันให้เป็นอาวุธอักขระชั้นสีเขียวขั้นต้น ด้วยลูกแก้วดวงจิตอสูรนี่"

เล้งซานหยิบลูกแก้วดวงจิตอสูรออกมาจากแหวนมิติ 1 ลูกจากนั้นโคจรลมปราณที่แหลมคมกรีดฝ่ามือตนเองจนเลือดไหลออกมา มันได้ใช้ลมปราณควบคุมเลือดและลูกแก้วดวงจิตอสูรให้ลอยขึ้น และค่อยหมุนวนอยู่กลางอากาศ

จากนั้นไม่นานเลือดและลูกแก้วดวงจิต ก็ค่อยๆหล่อหลอมรวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน มีลักษณะที่ดูเข้มข้นกว่าเลือดปรกติ และเป็นสีเขียวเรืองรองออกมา

เล้งซาน ใช้ปลายนิ้วแตะที่เนื้อสีเขียวนั่นจากนั้นก็เขียนอักขระในรูปแบบเดิม โดนเขียนทับลงบนอักขระสีน้ำเงินก่อนหน้านี้ เวลาผ่านไปไม่นานอักขระสีน้ำเงินก็ถูกเติมเต็มไปด้วยสีเขียวแทนที่ เล้งซานยิ้มอย่างพอใจแล้วชูขวานทลายสวรรค์ขึ้น แสงสีเขียวเปล่งประกายไปทั่วพื้นที่ในทันที

"โอ้โห!! มันช่างดูง่ายดาย แต่พลังที่แผ่ออกมาจากขวานนั้นแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด" น้ำเสียงของเฟรย่าตื่นเต้นอย่างมาก

"ก็แน่นอนสิ มันเปลี่ยนจากชั้นสีน้ำเงินมาเป็นชั้นสีเขียวนี่นา หากมันพลังมันอ่อนลงสิถึงจะแปลก"

"ชิ!! พอทำสำเร็จเข้าหน่อยก็ทำปากดีเชียวนะเจ้าเด็กนี่"

"เอาล่ะ ตั้งแต่คืนนี้ข้าจะรีบใช้เคล็ดวิชาเส้นลมปราณมังกรเพื่อจะได้ขึ้นสู่ขั้นที่ 3 ของลมปราณสีน้ำเงิน จากนั้น เราจะเข้าไปสู่ชั้นที่ 3 ของหุบเขานี้กัน"

"เจ้าต้องการไปชั้นที่ 3!!"

"ก็ใช่น่ะสิ ข้าอยากรวบรวมสมุนไพร และลูกแก้วดวงจิตอสูรชั้นสูง ให้มากๆข้าย่อมสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้มากมายในอนาคต"

"เจ้าคงไม่ลืมนะ ว่าในชั้นที่ 3 ถูกปกครองโดยสัตว์อสูรชั้นลมปราณสีเหลือง??"

"ข้าก็แค่คอยระวังมันตัวเดียวเท่านั้นเอง ข้ามั่นใจว่าสามารถเอาตัวรอดได้แน่นอน"

"เหอะ!! ใครบอกกันว่ามันมีตัวเดียว"

"!!!!!!!" เล้งซานเบิกตากว้าง

"มันมีด้วยกัน 2 ตัว จากสัมผัสของข้า ตัวหนึ่งมีพลังเต็มเปี่ยมอย่างมากและเป็นถึงชั้นสีเหลืองขั้นสูงอีกเพียงไม่กี่ปีก็คงจะขึ้นสู่ชั้นสีส้ม ส่วนอีกตัวร่างกายอ่อนแอมากจนเราแทบจับสัมผัสมันไม่ได้ แต่แทนที่ตัวแข็งแกร่งจะกำจัดตัวอ่อนแอ มันกลับกระทำคล้ายว่าปกป้องตัวที่อ่อนแออยู่"

เล้งซานลูบคางตัวเองเล็กน้อย เหมือนใช้ความคิดบางอย่าง

"ข้าคิดว่า มันสองตัวอาจเป็นคู่กัน ตัวที่อ่อนแอจึงได้รับการปกป้อง แบบนี้ยิ่งทำให้ข้าสนใจเข้าไปอีก ว่าพวกมันซ่อนความลับอันใดอยู่กันแน่!!"

เล้งซานให้เวลา 3 วัน 2 คืน ในการบ่มเพาะพลังด้วยเคล็ดวิชาเส้นลมปราณมังกร จนบรรลุขั้นที่ 3 ของชั้นลมปราณสีน้ำเงิน จากนั้นก็เข้าสู่ชั้นที่ 3 ของหุบเขาหมื่นพฤกษาทันที

"จากนี้ไปเจ้าต้องระวังให้ดี สัตว์อสูรลมปราณชั้นสีเหลืองจะมีสัมผัสที่น่ากลัวมาก ไม่แน่ว่าทันทีที่เข้ามาในชั้นที่ 3 นี่ มันอาจจะสัมผัสถึงกลิ่นอายของมนุษย์แล้วก็เป็นได้"

เสียงเฟรย่ากล่าวตักเตือนทันทีที่เล้งซานก้าวเข้าสู่ชั้นที่ 3 ของหุบเขา

ระหว่างทางเล้งซานจดจ่อไปที่สมุนไพรหายากที่ไม่มีใน 2 ชั้นแรกที่ผ่านมา ร่วมถึงคอยสังหารสัตว์อสูร ชั้นลมปราณสีน้ำเงิน และสีเขียวที่เข้ามาจู่โจมมันเพื่อรวบรวมลูกแก้วดวงจิตอสูรไว้ในแหวนมิติ

จนเวลาร่วงเลยมาถึง 13 วันมันก็มาถึงด้านในสุดของหุบเขาหมื่นพฤกษา ที่ปลายทางเป็นหน้าผาสูงชันลงไปนับหลายพันเมตร ด้านล่างของหน้าผาเป็นมหาสมุทรที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา

"เฟรย่า สัตว์อสูรชั้นสีเหลือง อยู่ที่ใดกันนี่ก็มาจนสุดปลายทางหุบเขาแล้วเหตุใดจึงยังมิอาจพบเจอ"

"อืม...มันอยู่ใต้หน้าผาแห่งนี้แหละ คาดว่าน่าจะเป็นถ้ำขนาดใหญ่ ที่อยู่ระหว่างความสูงของหน้าผาและมหาสมุทร มันคงเป็นสายพันธุ์ที่สามารถบินได้ จึงอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งนั้น เจ้าโชคดีมากที่ตอนนี้มันมีเพียงตัวที่อ่อนแออยู่ในถ้ำตัวเดียว คาดว่าตัวที่แข็งแกร่งคงจะออกไปหาอาหาร เจ้าจะกล้าปีนลงไปหรือไม่??"

"มาถึงขั้นนี้แล้ว เหตุใดข้าจะไม่กล้า แต่สิ่งที่ข้ากลัวที่สุดคือหากข้าปีนลงไป ข้าจะไร้หนทางหนีโดยสิ้นเชิง ดังนั้นข้าจำต้องหาวิธีหลบหนีเสียก่อน จึงจะลงไป"

เล้งซานนำเถาวัลย์จำนวนมาก มามัดต่อกันจนยาวหลายร้อยเมตร มันได้มัดเข้ากับก้อนหินขนาดใหญ่บนหน้าผา และมองหาซอกหินที่กว้างพอจะซ่อนตัวเข้าไปได้ จากนั้นหยิบลูกแก้วดวงจิตสีเขียวออกมา 1 ลูก หลอมผสมกับเลือดของตนเอง เล้งซานได้เขียนอักษรอักขระไว้บริเวณซอกหินนั้น

"เจ้าทำอะไร??" เสียงของเฟรย่าดังขึ้น

"นี่คือการสร้างพื้นที่อักขระ อักขระที่ข้าเขียนลงไปมีพลังในการบิดเบือนมิติ หากเข้าไปอยู่ภายในซอกหินนี่ตัวตนของข้าจะถูกลบโดยสมบูรณ์ ต่อให้สัตว์อสูรตัวนี้มีตา 10 คู่ 20 จมูกก็ไม่อาจหาตัวข้าพบได้ แต่พลังของอักขระจะคงอยู่แค่ 1 ชั่วยามเท่านั้น"

จากนั้นเล้งซานหยิบลูกแก้วดวงจิตสีน้ำเงินออกมาอีก 5 ลูก มาหลอมผสมกับเลือดของตนเองอีกครั้ง และเขียนอักขระลงที่ แขน 2 ข้าง ขา 2 ข้าง และที่กลางลำตัวของตนเอง จากการเสียเลือดไปจำนวนมากในการใช้วิชาอักขระกำกับ เล้งซานจึงตบเม็ดยา เสริมโลหิต เข้าปากตามในทันที

"เฟรย่าท่านทราบหรือไม่ว่า เหตุใดข้าจึงไม่ได้ให้ท่านปู่เผยแพร่วิชาอักขระบนร่างกายออกไป เหมือนกับวิชาอีก 2 แขนงที่เหลือ"

"เราไม่รู้"

"เพราะวิชานี้มันทรงพลังและอันตรายเกินไปยังไงล่ะ ในวิชาอักขระกำกับ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธอักขระหรือพื้นที่อักขระหากผิดพลาดอย่างมากก็เสียลูกแก้วดวงจิตไปและไม่มีผลของพลังอักขระ แต่ในวิชาอักขระบนร่างกาย หากผิดพลาดก็จะหมายถึงความตายของผู้ใช้วิชา แต่ความเสี่ยงนี้ก็แลกมาด้วยพลังมหาศาลของอักขระด้วยเช่นกัน!!"

"และอักขระที่เจ้าเขียนตอนนี้มีพลังอะไร"

"แขนขา ของข้าเขียนด้วยอักขระเสริมพลัง ส่วนลำตัวเขียนด้วยอักขระลดน้ำหนักให้เหลือเพียง 1 ใน 10 ส่วน หากรวมกับพลังของกล้ามเนื้อแห่งมังกร ความเร็วและพลังของข้าในตอนนี้นั้น เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดานับร้อยเท่า!! แต่ผลของอักขระมีแค่ 1 ชั่วยามเท่านั้น ดังนั้นข้าต้องรีบแล้ว"

เล้งซาน จับเถาวัลย์ไว้ และกระโดดลงหน้าผาในทันที มือของมันค่อยๆรูดไปกับเถาวัลย์เพื่อชะลอความเร็วในการตก เมื่อลงมาได้ราวๆ  ห้าร้อยเมตร เล้งซานก็สังเกตเห็นปากถ้ำขนาดใหญ่

มันทำการลบจิตและพลังของตนเองจนถึงขีดสุด และค่อยๆโรยตัวเข้าไปที่ปากถ้ำ เมื่อมองเข้าไปในถ้ำ มันพบว่ามีสัตว์อสูรลมปราณขนาดใหญ่ 1 ตัวอยู่ภายใน ตัวของมันสีแดงฉาน ลำตัวนับจากหัวถึงปลายหางยาวกว่า ร้อยเมตร ปีกขนาดใหญ่ที่ถูกพับอยู่ด้านหลัง คาดว่าหากกางออกมาย่อมมีความกว้างเกินร้อยเมตรเป็นแน่

มันกำลังหลบตาอย่างสงบอยู่ แต่การหายใจเข้าออกของมันเชื่องช้าอย่างมาก คล้ายกำลังอ่อนแรงถึงขีดสุด แต่สิ่งที่ทำให้เล้งซานเบิกตากว้างจนแถบถลนออกจากเบ้า คือสิ่งที่อยู่ด้านหลังของมัน....

'เหมืองแร่โลหะคงกระพัน!!"

แร่โลหะคงกระพันจำนวนมาก เกาะเต็มผนังถ้ำด้านในเต็มไปหมด!!

....................................................................

จบบทที่ ตอนที่ 37 อักขระกำกับทั้ง 3 แขนง

คัดลอกลิงก์แล้ว