เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 34 เสวียนอู่เฉิน

ตอนที่ 34 เสวียนอู่เฉิน

ตอนที่ 34 เสวียนอู่เฉิน


กำลังโหลดไฟล์

ณ ตอนนี้เล้งซาน เข้ามาถึงปากทางสู่ชั้นที่สองของหุบเขาหมื่นพฤกษาแล้ว มันใช้เวลากว่า 1 เดือนเพื่อมาถึงจุดนี้โดย ไม่ได้ฝึกพลังลมปราณเลยแม้แต่น้อย เหตุผลเพราะตลอดทางที่เดินทางมา เฟรย่าได้ให้มันจดจำรายละเอียดของสมุนไพรทั้งหมดที่พบ หลายพันชนิด

หากเป็นบุคคลอื่นอาจใช้เวลาหลายสิบปีในการจดจำรายละเอียดทั้งหมด ตั้งแต่ลักษณะต้น แหล่งที่สมุนไพรจะเติบโต คุณสมบัติเฉพาะ และคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ ของสมุนไพรหลายพันชนิด แต่เล้งซานกลับสามารถจดจำได้ทั้งหมดแม้ผ่านหูผ่านตาเพียงครั้งเดียว

และเฟรย่าก็ยังมิได้สอนวิธีปรุงยาแม้แต่น้อย ใช้ให้มันเพียงแต่จดจำสมุนไพรเท่านั้น แต่เล้งซานก็ปฏิบัติแต่โดยดี ไม่อิดออดแม้แต่น้อย กลับตั้งอกตั้งใจจดจำให้ได้มากและรวดเร็วที่สุด

"เจ้าเด็กน้อย จากนี้ไปจงระมัดระวังให้มาก เราจะเข้าสู้ชั้นที่สองของหุบเขาหมื่นพฤกษากันแล้ว ในชั้นนี้ มีสัตว์อสูรลมปราณชั้นสีน้ำเงินจำนวนมากอีกด้วย

จริงอยู่ที่เจ้าน่าจะรับมือมันได้ไม่ยาก แต่จงระวังพวกที่อยู่รวมกันเป็นฝูง เจ้าในตอนนี้ยังไม่สามารถรับมือสัตว์อสูรชั้นลมปราณสีน้ำเงินหลายๆตัวพร้อมกันได้"

"ถ้าเช่นนั้น ข้าขอเวลา 1 คืน ก่อนเดินทางเข้าไป"

"เพื่อเหตุใด??"

"เพื่อเพิ่มโอกาสรอด ข้าจำเป็นต้องผูกสายสัมพันธ์กับขวานทลายสวรรค์เสียก่อน จึงจะสามารถเปล่งประกายอักขระได้"

เล้งซานหาถ้ำที่เหมาะสมในการดำเนินการคืนนี้ จากนั้นนำขวานทลายสวรรค์และ ขวดยาที่บรรจุโลหิตของซูจ้าวออกมาจากแหวนมิติ จากนั้นโคจรพลังลมปราณเล็กน้อยมาที่ปลายนิ้ว จุ่มลงที่โลหิตของซูจ้าว และนำมาวาดอักขระบางอย่างลงบนขวานทลายสวรรค์

จากนั้นแสงสีน้ำเงินที่อักษรอักขระ ก็เปล่งประกายวาววาปขึ้นอีกครั้ง เล้งซานแสยะยิ้มเล็กน้อย

"เจ้าตัดขาดสายสัมพันธ์ของซูจ้าวแล้วหรอ" เสียงของเฟรย่าดังขึ้น

"ใช่ ในตอนนี้ขวานทลายสวรรค์ก็ไร้ซึ่งสายสัมพันธ์กับเจ้าของแล้ว"

"ง่ายๆเพียงนี้เอง??"

"เฟรย่า ถึงท่านจะเห็นว่าข้ากระทำโดยง่าย แต่ในความจริงอาจมีเพียงข้าเท่านั้นที่ทำเช่นนี้ได้ การตัดสายสัมพันธ์นั้น หากเจ้าของอาวุธอักขระต้องการตัดสายสัมพันธ์ด้วยตนเองนั้นทำได้ง่ายมาก

แต่การที่ผู้อื่นจะตัดสายสัมพันธ์โดยที่เจ้าของไม่ยินยอมนั้น ผู้กระทำจำเป็นต้องเข้าใจในตัวอักษรอักขระอย่างถ่องแท้เท่านั้นจึงจะกระทำเช่นนี้ได้

ผู้ใช้วิชาอักขระกำกับนั้นไม่จำเป็นว่าเข้าใจความหมายของอักขระหรอก นะเฟรย่า ผู้ใช้เกือบทั้งหมดลอกเลียนแบบอักษรอักขระจากที่ท่านปู่เคยเผยแพร่ไปเท่านั้น หากมิใช่ผู้ที่แตกฉานอักษรยุคบรรพกาลทั้ง 72 ภาษาย่อมมิอาจเข้าใจอักษรอักขระได้อย่างถ่องแท้"

"เป็นเช่นนี้นี่เอง"

"เอาล่ะ ต่อไปก็สร้างสายสัมพันธ์ใหม่ ระหว่างข้าและขวานทลายสวรรค์"

เล้งซาน ใช้ลมปราณที่แหลมคม กรีดที่ฝ่ามือตัวเองเล็กน้อย พอให้มีเลือดไหลออกจากฝ่ามือ จากนั้นค่อยๆหยดเลือดของตน ไปอักษรอักขระที่ขวานทลายสวรรค์

โลหิตของเล้งซานค่อยๆแทรกซึมเข้าไปในตัวอักขระ จากนั้นแสงแห่งอักขระสีน้ำเงินเข้มก็เปล่งประกายสาดส่อง สว่างทั่วทั้งถ้ำแห่งนี้ เล้งซานค่อยๆหลับตาลง มันค่อยๆรับรู้ถึงสายสัมพันธ์ของขวานทลายสวรรค์ผ่านจิตใต้สำนึก

จนเวลาผ่านไปราวๆ 1 ก้านธูป แสงสีน้ำเงินของอักขระจางหายไป พร้อมกับเล้งซานที่ ค่อยๆลืมตาขึ้นมา มันแสยะยิ้มอย่างพึงพอใจจากนั้นหยิบขวานทลายสวรรค์ขึ้นมายกชูขึ้น แสงสีน้ำเงินของอักขระก็เปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง

"สำเร็จ!!"

"มันดูเปล่งประกายมากกว่าตอนที่ซูจ้าวถือไว้เสียอีก" เสียงของเฟรย่าดังขึ้น

"บอกตามตรงว่า ซูจ้าว ดึงพลังของขวานทลายสวรรค์ออกมาไม่ถึงครึ่งเสียด้วยซ้ำ มันทำได้เพียงแค่ตวัดเหวี่ยงพลังลมปราณสีน้ำเงินเท่านั้นเอง"

"มันทำได้มากกว่านั้นหรือ??" ความสงสัยของเฟรย่ามีขึ้นอีกแล้ว

เล้งซานแสยะยิ้มอีกครั้งพลางกำขวานในมือไว้แน่น

"อักษรอักขระกำกับนี้คือ อักขระเสริมพลังการขว้าง ถึงแม้อาวุธอักขระนี้ จะเป็นขวาน แต่ในความจริงมันเป็นอาวุธอักขระที่ใช้โจมตีระยะไกล

การที่ซูจ้าวนำมันออกมาใช้กวัดแกว่งโจมตี ก็ไม่ต่างอะไรกันการถือลูกเกาทัณฑ์ และเอามาฟาดฟันแทนกระบี่ ช่างโง่เง่าจริงๆ"

"อักขระมีพลังเช่นนั้นด้วยหรือนี่!!" เสียงที่ตกตะลึงของเฟรย่าดังขึ้น

เล้งซานเกาศีรษะเล็กน้อย พลางคิดในว่า 'ต้องอธิบายอีกแล้วหรือนี่'

"แน่นอนว่ามี การเสริมพลังแบ่งออกตามอักษรอักขระที่กำกับไว้ที่อาวุธ ในความจริงมันมีมากมายจนนับไม่ถ้วนตามความเข้าใจของอักขระ แต่ที่ข้าให้ท่านปู่เผยแพร่ออกไปนั้นเพียง 7 รูปแบบอักขระที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น อักขระเสริมการขว้าง คือ 1 ใน 7 รูปแบบที่เผยแพร่ออกไป"

"ถ้าเช่นนั้นตอนนี้เจ้าคงพร้อมสำหรับ เข้าชั้นที่สองของหุบเข้าแล้วสินะ"

"แม้ชั้นที่สาม ข้าก็มั่นใจว่าเอาชีวิตรอดได้" เล้งซานยิ้มที่มุมปาก

"ปากดีจริงๆนะเจ้าเด็กน้อย เอาล่ะ เราคิดว่าภายในครึ่งปีแรกเราจะให้เจ้าใช้เวลาทั้งหมดในการเรียนวิชาปรุงยา และวิชาแปลงโฉม ที่เจ้าที่กล่าวว่าอยากเรียนในคราวก่อน ไม่ว่าเจ้าจะมีความสามารถจดจำได้แค่ไหน เราจะหยุดสอนในเวลาครึ่งปี และครึ่งปีหลังเราจะทำการบ่มเพาะพลังกันอย่างเต็มที่!!"

เล้งซานเบิกตากว้างเล็กน้อย พลางปริยิ้มออกมาอย่างแช่มชื่น วิชาแปลงโฉมนั้นหากรู้จักใช้อย่างระแวดระวัง มันย่อมแข็งแกร่งอย่างมากในการลอบสังหารหรือแทรกซึมเข้าไปเพื่อกระทำการต่าง ๆ

อีกทั้งวิชาของเฟรย่ายังสามารถเปลี่ยนแปลงได้กระทั่งสรีระร่างกาย ยิ่งทำให้วิชานี้ทรงพลังมากขึ้นไปอีก!!

...................

ณ เมืองฟ้าทมิฬ ที่นี่คือเมืองหลวงของทวีปเต่าทมิฬ ตั้งอยู่ตำแหน่งใจกลางของทวีป ประวัติของเมืองแห่งนี้มีประวัติมากกว่า 5 พันปี อาณาบริเวณของเมืองหลวงแห่งนี้ มีขนาดมากกว่าเมืองเมฆครามนับสิบเท่า และที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของพระราชวังเต่าทมิฬ ของราชวงศ์เสวียนอู่อีกด้วย

พระราชวังเต่าทมิฬนั้น มีอาณาเขตโดยรวมเทียบเท่าทั้งเมืองเมฆคราม และทุกตารางนิ้วของเขตพระราชวัง ล้วนแต่วิจิตรงดงามราวกับทุกตารางนิ้วถูกแกะสลักไว้ด้วยจิตรกรชั้นเอก หากผู้ใดมิเคยเข้ามาในเมืองหลวงมาก่อน และมายืนภายในพระราชวัง ย่อมรู้สึกมิแตกต่างจากเมืองฟ้าเมืองสวรรค์ในจินตนาการเป็นแน่

บัดนี้ เสวียนอู่จิงฉาน มาถึง ณ เมืองหลวงแล้ว มันรีบร่อนอินทรีข้ามฟ้าลงเข้ามาที่เขตพระราชวัง เข้ารายงานที่พระราชวังโดยยังมิได้แวะไปยังที่พักของตนแม้แต่น้อย เนื่องจากต้องการราชโองการโดยด่วน เพื่อกลับไปรับเล้งซาน

"ท่านกงกง ข้ามีเรื่องด่วน ต้องการรายงานฝ่าบาทโดยตรง ขอท่านจงอนุญาตให้ข้าเข้าไป"

เสวียนอู่จิงฉาน รายงานต่อกงกงก่อนเข้าไปในท้องพระโรง เนื่องด้วยตำแหน่งของเสวียนอู่จิงฉาน ที่เป็นถึงพระญาติ อีกทั้งยังมีตำแหน่งควบคุมการทหารทางเหนือของอาณาจักร จึงปล่อยให้เข้าไปที่ท้องพระโรงทันที

ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์เสวียนอู่ คือ เสวียนอู่เฉิน มีอายุกว่า 60 ปีแล้ว แต่ด้วยพลังลมปราณที่สูงล้ำจึงดูราวๆ 40 ปีเท่านั้น อีกทั้งด้วยคิ้วที่โค้งดังกระบี่ และแววตาที่องอาจทระนง ที่แสดงชัดออกมา ผิวพรรณยังคงเต่งตึงขาวเปล่งประกาย แม้เส้นผมก็ยังคงดำสนิททั่วทั้งศีรษะ พลังฝีมือของเสวียนอู่เฉินนั้น สูงส่งและเป็นถึงระดับต้นๆของทวีปเต่าทมิฬแห่งนี้

แม้มิเงยหน้ามอง เสวียนอู่เฉิน ที่นั่งอ่านรายงานอยู่ก็สัมผัสถึง เสวียนอู่จิงฉาน ได้ตั้งแต่เข้ามาในท้องพระโรง

"มีเหตุอันใด ถึงได้รีบร้อนเช่นนี้ ข้าจำได้ว่าท่านรายงานว่าจะไปเข้าร่วมเป็นกรรมการชี้ขาดให้แก่การประลองผู้เยาว์ของเมืองเมฆครามมิใช่หรือ??"

"เรียนฝ่าบาท การประลองนั้นจบลงแล้ว หม่อมชั้นจึงมารายงานผลพร้อมขอราชโองการ เรียกตัวผู้ชนะเลิศมารับตำแหน่งในพระราชวัง"

"หืม...รับตำแหน่ง??"

"เรียนฝ่าบาท ผู้ชนะเลิศได้ร้องขอเปลี่ยนรางวัลชนะเลิศกับหม่อมชั้นโดยไม่ขอรับรางวัลใดๆเลยเพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้รับใช้ราชวงศ์เสวียนอู่ของเรา หม่อนชั้นเห็นว่าผู้เยาว์ผู้นี้ น่าสนใจเป็นอย่างมากจึงได้เร่งรีบกลับมารายงาน"

"น่าสนใจ?? เมื่อปีก่อน อี้หลงหวัง ก็ชนะเลิศนี่นา ไม่เห็นมันจะมีทีท่าใดๆว่าอยากจะรับใช้ราชสำนัก และเจ้าก็ไปเป็นกรรมการชี้ขาดเมื่อปีที่แล้วก็ยังบอกเองว่าอัจฉริยะอันดับ 1 ของทิศเหนือนั้นแสนธรรมดาอย่างยิ่ง มิอาจเปรียบเทียบได้แม้กระทั่งศิษย์แกนหลักธรรมดาของพรรคใหญ่ๆในเมืองหลวงเสียด้วยซ้ำไป"

เสวียนอู่เฉิน กล่าวพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็อ่านรายงานบนโต๊ะต่อ

"ปีนี้ผู้ชนะเลิศ มิใช่ อี้หลงหวัง พะยะค่ะ อี้หลงหวัง ที่พลังลมปราณสูงกว่า คู่ต่อสู้ถึง 8 ขั้นลมปราณ กลับพ่ายแพ้โดยมิอาจทำให้คู่ต่อสู้บาดเจ็บแม้แต่น้อย และชื่อผู้ชนะเลิศการประลองนี้ มีชื่อว่า เล้งซาน"

เสวียนอู่เฉิน เบิกตากว้างเล็กน้อย ทิ้งรายงานในมือพลางลุกขึ้นยืนทันที

"ชนะคู่แข่งที่ลมปราณสูงกว่า 8 ขั้น?? และเจ้าบอกว่ามันแซ่ เล้ง ??"

"เรียนฝ่าบาท มันแซ่เล้ง ชื่อว่าซาน ส่วนประวัตินั้นยังคงคลุมเครือ เพียงแต่...วิชาที่มันใช้นั้น คล้ายคลึงกับวิชาของตระกูลเล้ง ที่ถูกเขียนในบันทึกของราชวงศ์เป็นอย่างมาก!!"

"เจ้ากำลังบอกข้าว่า มันอาจมีความเกี่ยวพันกับตระกูลเล้งที่ล่มสลาย ในอดีตอย่างนั้นหรือ"

เสวียนอู่เฉิน น้ำเสียงตื่นตะลึงเล็กน้อย แต่ยังคงรักษาความสง่างามของจักรพรรดิ

"แม้หม่อมชั้น จะมั่นใจเพียง 1 ใน 10 ส่วน แต่ก็นับว่าคุ้มค่ากับความเสี่ยงนี้ ถึงแม้มันมิเกี่ยวข้องใดๆกับตระกูลเล้งในอดีต แต่การมีผู้เยาว์อัจฉริยะเข้าร่วมกับราชสำนัก ย่อมลังแต่จะเกิดผลดีแก่เรา"

"ดี!! งั้นไปเรียก กงกงมาพบข้า ข้าจะร่างราชโองการให้แก่เจ้า ไปนำตัวมันเข้าวังโดยด่วน"

"เช่นนั้น หม่อมชั้นขอตัว"

เสวี่ยนอู่จิงฉาน ออกจากท้องพระโรง เหลือเพียง เสวี่ยนอู่เฉิน ทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อย ด้วยมือไม้ที่สั่นสะท้าน สะท้อนความตื่นเต้นภายในใจ

'เรา ต้องบอกข่าวนี้แก่พวกตระกูลลี้ลับ!!'

............................................................

จบบทที่ ตอนที่ 34 เสวียนอู่เฉิน

คัดลอกลิงก์แล้ว