- หน้าแรก
- ผมเป็นตัวประกอบ แต่ดันเทพซะงั้น
- บทที่ 20 - นี่ท่านเรียกว่านิดหน่อยหรือ?
บทที่ 20 - นี่ท่านเรียกว่านิดหน่อยหรือ?
บทที่ 20 - นี่ท่านเรียกว่านิดหน่อยหรือ?
บทที่ 20 - นี่ท่านเรียกว่านิดหน่อยหรือ?
ยอดฝีมือแค่ลงมือ ก็รู้ว่ามีดีหรือไม่
ในชั่วขณะที่ลู่เป่ยกำดาบแน่น พลังทั่วทั้งร่างของเขาก็พลันเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวง จากคุณชายหน้าขาวที่ปล่อยไว้ก็ไม่เป็นอะไร กลายร่างเป็นดาบเหล็กอันคมกริบ พลังสังหารอันเย็นเยียบแผ่พุ่งออกมา กดดันจนเฟิงซื่อตกตะลึงไปทั้งร่าง
ไม่ดีแล้ว ตกหลุมพรางเสียแล้ว
ไอ้เด็กนี่มันแสร้งทำเป็นหมูเพื่อรอขย้ำเสือมาโดยตลอด เสแสร้งว่าตนเองไม่เป็นวรยุทธ์
หากจะบอกว่าลู่เป่ยมีความสามารถที่เอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งอย่างรุนแรง เชี่ยวชาญเพลงดาบแต่ทักษะหมัดเท้าเป็นแค่เสือกระดาษ เฟิงซื่อไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด หนึ่งศาสตร์เชี่ยวชาญ ย่อมเชี่ยวชาญทุกศาสตร์ วรยุทธ์ก็เป็นเช่นนี้ ต่อให้จะมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่บ้าง ก็ย่อมไม่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เห็นได้ชัดว่า มันมีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
เฟิงซื่อสูดหายใจเข้าลึกๆ มองทะลุถึงความจริง ลู่เป่ยแสร้งทำเป็นว่ามีวรยุทธ์ตื้นเขิน เพื่อล่อลวงให้เขาที่แอบซุ่มมองอยู่ปรากฏตัวออกมา
น่าชังยิ่งนัก คนผู้นี้ไม่เพียงแต่จะมีพลังบำเพ็ญที่ไม่ธรรมดา แต่ยังเจ้าเล่ห์เพทุบายลึกล้ำถึงเพียงนี้
เฟิงซื่อรู้สึกสะเทือนใจอย่างรุนแรง การต่อสู้ในยกที่สองยังไม่ทันจะได้เริ่มต้น พลังของเขาก็อ่อนด้อยลงไปโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว
อีกด้านหนึ่ง ลู่เป่ยแค่นหัวเราะเสียงเย็น ทักษะ ‘โลหิตเดือดพล่าน’ ถูกใช้งาน จับเป้าหมาย+ตัดสินสำเร็จ ในชั่วพริบตา ค่าสถานะทั้งหมดของเฟิงซื่อก็ถูกหั่นลงไปครึ่งหนึ่ง
พลังกดดันอันมหาศาล ราวกับยอดเขาตระหง่านที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน สูงตระหง่านจนมิอาจปีนป่าย ชวนให้ผู้คนรู้สึกยำเกรง
ใบหน้าของเฟิงซื่อพลันซีดเผือด ด้วยความหวาดกลัวต่อพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่งของลู่เป่ย มือเท้าพลันอ่อนแรงลงโดยมิอาจควบคุมได้ ในใจของเขาตื่นตระหนกอย่างยิ่งยวด ลอบกล่าวว่าสถานที่แห่งนี้มิควรอยู่ต่อนาน ต้องรีบถอนตัวออกไปโดยเร็วที่สุด
น่าเสียดายที่ ความคิดเพิ่งจะผุดขึ้นมา มันก็สายเกินไปเสียแล้ว
แสงอันเย็นเยียบพาดผ่านใบหน้า เฟิงซื่อรีบยกมีดสั้นขึ้นมาต้านรับ ยังไม่ทันจะได้มองเห็นชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็ถูกพลังอันมหาศาลซัดจนกระเด็นลอยละลิ่ว พุ่งไปกระแทกกับกำแพง
[คลื่นใต้น้ำ Lv3]
[เพลงดาบทะลวงค่ายกล Lv5]
บวกกับผลของการหั่นค่าสถานะทั้งหมดลงครึ่งหนึ่งของ [โลหิตเดือดพล่าน] ลู่เป่ยใช้เพียงกระบวนท่าเดียวก็ซัดจนเฟิงซื่อบาดเจ็บสาหัส ปิดฉากการต่อสู้ครั้งแรกที่แท้จริงของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ
[ท่านเอาชนะเฟิงซื่อ ได้รับ 2000 ค่าประสบการณ์, ชัยชนะในการต่อสู้ครั้งแรก, ตัดสินจากเลเวลของคู่ต่อสู้, ได้รับค่าประสบการณ์เพิ่มเติม 20000 แต้ม]
“เจ้าหมอนี่ถึงกับมีค่าถึงสองหมื่นสองเลยหรือ?”
ลู่เป่ยเก็บดาบร้อยหลอมกลับคืน ก้าวเท้าเดินตรงไปยังเฟิงซื่อที่อยู่ตรงมุมกำแพง ดาบร้อยหลอมเกิดรอยบิ่นขึ้นจากการปะทะเมื่อครู่นี้ ถือเป็นความสูญเสียอย่างหนักหน่วง ค่าประสบการณ์สองหมื่นแต้มยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยได้ เขาต้องไปตรวจค้นถุงเฉียนคุนของเฟิงซื่อดูสักหน่อย ว่ามีของมีค่าอะไรพอจะทดแทนกันได้บ้าง
ถุงเฉียนคุนถือเป็นอุปกรณ์จัดเก็บมิติระดับต่ำ คนที่มีพลังบำเพ็ญติดตัวก็สามารถเปิดมันได้ แต่มันก็ไม่เสมอไป ยอดคนบางท่านที่ใฝ่หาความคลาสสิก ก็ชอบที่จะทำอุปกรณ์จัดเก็บมิติของตนเองให้มีรูปลักษณ์เหมือนกับถุงเฉียนคุน
เข้ารหัสขั้นสูงสุด มีเพียงเจ้าของเท่านั้นที่จะสามารถเปิดมันได้
หากวัดกันตามความสามารถแล้ว เฟิงซื่อที่ยังคงวนเวียนอยู่ในระดับชั้นปีที่สาม ไม่ใช่ยอดคนประเภทนั้นอย่างแน่นอน
“แค่กๆ...”
เฟิงซื่อกุมมีดสั้นไว้ในมือ พยุงร่างให้ลุกขึ้นนั่งพิงกำแพง เขาก้มหน้า ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ราวกับหมาป่าเดียวดายที่ได้รับบาดเจ็บ ช่างดูหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี ช่างดูน่าเวทนาสงสาร...
ปัง!
หมัดตรง, ชักมือกลับ
หมาป่าเดียวดายเหลือกตาขาวก่อนจะล้มฟุบลงไป ลู่เป่ยล้วงเข้าไปในอกเสื้อของเฟิงซื่อหยิบถุงเฉียนคุนออกมา เปิดมันออกแล้วกวาดตามองดูรอบหนึ่ง จากนั้นก็หยิบ ‘ยาบำรุงโลหิต’, ‘ยารวบรวมปราณ’ และยาอื่นๆ ที่ใช้รักษาอาการบาดเจ็บยัดเข้าไปในปากของเฟิงซื่อ
ชั่วครู่ต่อมา เฟิงซื่อก็ค่อยๆ ฟื้นคืนสติ เขามองไปยังลู่เป่ยด้วยสีหน้าฉงนสงสัย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเขา
“ไม่สู้กันก็ไม่รู้จักกัน ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้คิดจะทำอะไรข้าจริงๆ จังๆ ต่อไปนี้พวกเราก็คือสหายกันแล้ว” ลู่เป่ยยื่นมือออกไป กำลังจะบังคับผูกมิตร แต่เมื่อเห็นว่ามือของเฟิงซื่อเต็มไปด้วยเลือด เขาก็รีบชักมือกลับมาด้วยสีหน้ารังเกียจ
เฟิงซื่อ: “...”
“ฝากคำพูดไปถึงคุณชายขุยด้วย บอกเขาว่าข้าไม่มีเจตนาอะไรอื่น ข้าแค่อยากจะเป็นสหายกับเขาจริงๆ หวังว่าคราวหน้าที่ข้าไปเยี่ยมเยียน ประตูใหญ่ของจวนสกุลจูจะยอมเปิดต้อนรับข้า”
ลู่เป่ยลุกขึ้นยืนตบก้น เดินไปกวักมือเรียกคนขับรถม้าที่กำลังยืนลังเลอยู่ด้านนอกตรอก สุดท้ายก็ยังไม่วายทิ้งท้ายไว้อีกประโยคหนึ่ง: “เพื่อแสดงความจริงใจ เรื่องในวันนี้ข้าจะไม่แจ้งทางการก็แล้วกัน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ท่านเจ้าเมืองล่วงรู้ แล้วคุณชายขุยจะต้องถูกตำหนิเอาอีก”
รถม้าเคลื่อนออกจากตรอกไป เฟิงซื่อกัดฟันพยุงร่างให้ลุกขึ้นยืน ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อเพื่อหาถุงเฉียนคุน ตั้งใจว่าจะหยิบยารักษาอาการบาดเจ็บออกมา
แต่เมื่อคลำไปแล้ว สีหน้าของเขาก็พลันมืดครึ้มลงทันที
แย่แล้ว แผ่นป้ายหายไป!
...
จวนสกุลเว่ย
เว่ยเม่ากำลังนั่งอ่านตำราฝึกทหารซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในห้องหนังสือ ลู่เป่ยเคาะประตูห้องก่อนจะเดินเข้ามา วางแผ่นป้ายชิ้นหนึ่งลงบนโต๊ะหนังสือ
“ลูกพี่ลูกน้องใหญ่ ท่านช่วยดูให้ข้าหน่อยสิว่า นี่มันเป็นของวิเศษของสำนักใด?”
“ประตูเติงเทียน”
เว่ยเม่าเหลือบมองเพียงแวบเดียว ก็ให้คำตอบได้ในทันที
“ฟังดูเหมือนจะร้ายกาจไม่เบาเลย มันคือสำนักอะไรหรือ?” ลู่เป่ยขมวดคิ้ว ดูเหมือนว่าเขาจะเคยเห็นชื่อสำนักนี้ผ่านตาในฟอรัมมาก่อน เนื่องจากในโลกเก้าแคว้นมีสำนักอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ผู้เล่นก็ถกเถียงกันถึงเรื่องนี้เยอะมากเช่นกัน หากไม่ใช่สำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง โดยปกติแล้วเขาก็มักจะไม่ค่อยมีความประทับใจอะไรที่ลึกซึ้งนัก
“เป็นสำนักที่ขุดค้นสุสานโบราณและโบราณสถาน ชื่อเสียงย่ำแย่มากสำนักหนึ่ง”
เว่ยเม่าพูดจบ ก็เงยหน้าขึ้นมองลู่เป่ยแวบหนึ่ง: “เจ้าไปได้แผ่นป้ายนี้มาจากที่ใด? ศิษย์พี่ของเจ้าไม่เห็นบอกข้าเลยว่า เจ้ามีสหายประเภทนี้ด้วย”
“ไม่ใช่สหาย เป็นแค่คนเดินถนนธรรมดา เก็บได้จากในถุงเฉียนคุนของเขา” ลู่เป่ยตอบตามความจริง
“คุณชายขุยส่งคนมาล้างแค้นเจ้ารึ?”
เว่ยเม่าเอ่ยถามต่อ โดยไม่รอให้ลู่เป่ยได้ทันตอบ เขาก็กล่าวเสริมขึ้นมาอีกประโยคหนึ่ง: “กฎเดิม หนึ่งหมื่นตำลึง”
“ลูกพี่ลูกน้องใหญ่ ท่านคิดมากเกินไปแล้ว คราวนี้ข้าขายบุญคุณ ไม่ได้จะเอาเงิน” ลู่เป่ยกล่าวอย่างจนคำพูด
“เจ้าจะใจดีขนาดนั้นเชียว?”
“พูดอะไรเช่นนั้น ข้าก็แค่อยากจะเป็นสหายกับคุณชายขุยเท่านั้นเอง”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง คิดจะปล่อยปลาเล็กเพื่อตกปลาใหญ่นี่เอง”
เว่ยเม่าพยักหน้า แสดงว่าตนเองเข้าใจแล้ว กล่าวต่อ: “รอจนเจ้าได้ตั๋วเงินมา ข้าขอหนึ่งหมื่นตำลึง”
“ลูกพี่ลูกน้องใหญ่ ท่านเห็นข้าเป็นคนอย่างไรกัน? ข้าไม่ได้ทำเพื่อเงินจริงๆ”
ลู่เป่ยเบ้ปาก กล่าวอย่างประชดประชัน: “กลับกันเป็นท่านเสียอีก ที่แอบเก็บเงินส่วนตัวอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ท่านไม่กลัวข้าจะไปฟ้องศิษย์พี่จูหรือ?”
สีหน้าของเว่ยเม่าไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย เขาสบตากับลู่เป่ยตรงๆ: “ด้วยนิสัยของภรรยาข้า หากเจ้าไปฟ้องนางตามความจริง นางก็จะให้เจ้าเอามาให้นางอีกหนึ่งหมื่นตำลึงเท่านั้นแหละ ของที่ข้ามี นางก็ต้องมีด้วย”
“สมแล้วที่เป็นสามีภรรยากัน...”
ลู่เป่ยยอมแพ้แต่โดยดี
...
กลับมาพูดถึงทางฝั่งจวนสกุลจู นับตั้งแต่ที่เฟิงซื่อได้รับคำสั่งจากจูโป๋ให้จากไป จูขุยก็เริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาลางๆ
หากเกิดตีจนเขาบาดเจ็บหนักขึ้นมาจริงๆ อีกฝ่ายไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ บุกไปฟ้องร้องถึงจูถิง เขาจะไม่ต้องหกล้มอีกรอบหรือ?
แน่นอน ต่อให้ไม่มีหลักฐานอะไรเลย ต่อให้เว่ยเม่าจะบุกไปถึงจวนเจ้าเมืองเพื่อทวงความยุติธรรม จูถิงรู้ดีอยู่แก่ใจ แต่ปากก็คงจะไม่ยอมรับ เรื่องนี้โดยพื้นฐานแล้วคงจะไม่เกิดคลื่นลมอะไรใหญ่โต
แต่ว่า... ถ้าหากล่ะ?
ถ้าหากในอนาคตตนเองเกิดไปทำเรื่องผิดพลาดอะไรเข้าอีก จูถิงขุดเรื่องเก่าขึ้นมานับรวมความผิดลงโทษ คนที่ซวยก็ยังคงเป็นเขาอยู่ดี
จูขุยรู้สึกกังวลใจไปสารพัด เขามองไปยังจูโป๋ที่กำลังนั่งชื่นชมของเก่าอยู่ในมืออย่างตัดพ้อ: “พี่ใหญ่ ทางฝั่งของเฟิงซื่อจะไม่มีปัญหาแน่นะ?”
มือของจูโป๋ยังคงลูบไล้ของเก่าไม่หยุด พลางตอบกลับมา: “ข้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย เฒ่าสี่ลงมือมีขอบเขต แค่บาดเจ็บภายนอก ไม่เกิดเรื่องใหญ่อะไรแน่ อย่ามาเซ้าซี้ข้าอีก”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่ จับโจรต้องจับของกลาง จับชู้ต้องจับได้คาหนังคาเขา ไอ้เด็กนั่นไม่มีทั้งพยานบุคคล ไม่มีทั้งพยานวัตถุ เจ้าจะไปกลัวอะไร”
จูโป๋แค่นหัวเราะเสียงเย็น: “ต่อให้มันจะบุกมาโวยวายถึงหน้าประตู นั่นมันก็แค่การเปิดโลงศพตะโกนจับโจร ใส่ร้ายป้ายสีคนตาย ก็แค่แจ้งทางการให้มาลากคอมันออกไปก็สิ้นเรื่องแล้ว”
“ก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ข้า...”
“อย่ามัวแต่พูดจาไร้สาระ ตอนที่ข้าจัดการให้เฒ่าสี่ออกไป เจ้าก็ไม่ได้มีท่าทีแบบนี้นี่นา”
จูโป๋มองทะลุเข้าไปถึงตับไตไส้พุงของน้องชายตนเอง กล่าวอย่างไม่ไว้หน้า: “พวกเราตกลงกันแล้วนะ เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบล้วนเป็นความคิดของเจ้าทั้งสิ้น หากท่านลุงเอ่ยถามขึ้นมา มันก็ไม่เกี่ยวกับข้าแม้แต่น้อย”
พี่น้องแท้ๆ ก็ต้องเคลียร์บัญชีกันให้ชัดเจน คนที่อยากจะระบายอารมณ์คือจูขุย ดังนั้น ตอนที่หกล้ม ก็ต้องเป็นจูขุยคนเดียวเท่านั้น
“ข้า...”
จูขุยกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง บ่าวรับใช้ก็รีบวิ่งเข้ามา: “คุณชายใหญ่, คุณชายรอง, คุณเฟิงซื่อส่งข้อความมาขอรับ”
“ข้อความอะไร?”
“เขาบอกว่า...”
บ่าวรับใช้เหลือบมองจูขุยแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างระมัดระวัง: “เขาบอกว่าคุณชายรองใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงเขา ฝีมือของอีกฝ่ายแข็งแกร่งมาก เขารับไปได้แค่กระบวนท่าเดียวก็บาดเจ็บสาหัสแล้ว หากมิใช่อีกฝ่ายออมมือไว้ เกรงว่าคงจะรักษาชีวิตไว้ไม่ได้ เขายังบอกอีกว่ามีเรื่องสำคัญต้องหารือ ขอให้คุณชายใหญ่รีบไปหาเขาสักเที่ยว”
“หา?”
“เจ้าพูดอีกทีสิ!”
สองพี่น้องต่างตกตะลึงไปพร้อมๆ กัน จูโป๋รีบไล่เลียงถามจนจบ เมื่อรู้ว่าเฟิงซื่อส่งข้อความกลับมาในสภาพที่บาดเจ็บสาหัส เขาก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมาทั้งร่าง
“น้องรอง เจ้าบอกว่าไอ้เด็กนั่นมีพลังบำเพ็ญแค่นิดหน่อย มีก็ได้ไม่มีก็ได้ ยังสู้เจ้าไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือ?”
จูโป๋เบิกตากว้าง: “สมองเจ้าโดนกระแทกจนเพี้ยนไปแล้วหรือยังไง? นี่ท่านเรียกว่านิดหน่อยหรือ?”
“พี่ใหญ่ ท่านใจเย็นๆ ก่อน นี่มันก็... ข้ายืนยันว่าข้าไม่ได้ดูผิด ข้า... ตอนนั้นมือของข้าจ่ออยู่ที่คอของมันแล้วนะ”
จูขุยร้องลั่นว่าตนเองถูกใส่ร้าย เขาพยายามเค้นสมองคิดอย่างหนัก แต่ก็ยังคิดไม่ออก กล่าวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ: “อาจจะเป็นไปได้ว่า หลังจากที่เขารู้สึกอับอายขายหน้า เขาก็เลยกลับไปฝึกฝนอย่างหนัก จากนั้น... ก็เลยสำเร็จวิชา”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง น้องรอง เจ้าอย่าพูดเลย มันมีความเป็นไปได้จริงๆ นะ!”
“จริงหรือขอรับ? พี่ใหญ่ ท่านก็คิดเช่นนั้นหรือ?”
“เหอะๆ หัวไชเท้าไปไหว้สุสาน เจ้าคิดจะหลอกผีหรืออย่างไร!”
จูโป๋เก็บของเก่าล้ำค่าเข้าที่ ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ เดินออกไปนอกห้อง: “ข้าจะไปดูทางฝั่งของเฒ่าสี่สักหน่อย ส่วนเจ้า ถ้าไม่อยากให้ท่านลุง... ถ้าไม่อยากจะหกล้มตอนเดินกลางคืน ก็เตรียมของกำนัลไปส่งที่จวนสกุลเว่ยซะ!”
(จบแล้ว)