เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 - เพียงแค่ความชำนาญ

บทที่ 10 - เพียงแค่ความชำนาญ

บทที่ 10 - เพียงแค่ความชำนาญ


บทที่ 10 - เพียงแค่ความชำนาญ

“เจ้าอยากเรียนปรุงยา?”

หลังจากออกจากห้องหนังสือ ลู่เป่ยก็บอกความคิดที่ตนเองเตรียมจะไปศึกษาต่อให้ไป๋จิ่นฟัง เมื่อนางได้ยินก็รู้สึกงุนงงอย่างมาก คิดว่าลู่เป่ยคงแค่คิดขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“มิใช่ความคิดชั่ววูบขอรับศิษย์พี่ ข้าจริงจังมาก”

ลู่เป่ยทำหน้าจริงจังกล่าว: “ข้าอยากเรียนรู้ศิลปะติดตัวไว้สักอย่าง ไม่ต้องพูดถึงว่ามีวิชามากย่อมไม่เสียหาย มีหลายเส้นทางย่อมมีหลายทางรอด เอาแค่ว่าการปรุงยาเป็นทักษะที่คนรุ่นเราจำเป็นต้องมี การได้สัมผัสเรียนรู้ไว้แต่เนิ่นๆ ก็เป็นเรื่องที่ดี”

“ศิษย์น้อง เจ้าเพิ่งจะเข้าสู่หนทางการบำเพ็ญเพียรได้ไม่นาน ตอนนี้จะไปยุ่งเกี่ยวกับวิชาปรุงยา เกรงว่าจะเร่งร้อนเกินไป สมควรที่จะฝึกฝนบำเพ็ญเพียรให้มากเพื่อสร้างรากฐานให้มั่นคงจึงจะเป็นการถูกต้อง”

ไป๋จิ่นส่ายหน้า กล่าวว่า: “หากเป็นเพราะขาดแคลนยาเม็ดระหว่างการบำเพ็ญเพียร ก็บอกมาตรงๆ เถิด หากข้าไม่อยู่ เจ้าก็ไปหาศิษย์พี่จูของเจ้าได้ นางจะตอบสนองความต้องการของเจ้าเอง”

ไป๋จิ่นสงสัยว่าลู่เป่ยกำลังรู้สึกไม่ปลอดภัย ยอดเขาสามวิสุทธิ์นั้นยากจนเกินไป ไม่มีทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรมากนัก ประกอบกับเขายังอายุน้อย ทิฐิสูง ไม่ยอมเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น จึงได้เกิดความคิดที่จะเรียนวิชาปรุงยาขึ้นมา

ไม่เรียนปรุงยาก็ไม่มีค่าประสบการณ์ ไม่มีค่าประสบการณ์ก็ต้องบำเพ็ญเพียรไปตามตรง และถ้าต้องบำเพ็ญเพียรไปตามตรง ข้าก็ไม่ใช่

อัจฉริยะน่ะสิ

ลู่เป่ยบ่นพึมพำในใจ ก่อนจะปรับสีหน้าให้จริงจัง: “ศิษย์พี่ ข้าขอพูดตามตรงเถิด ทุกวันนี้ข้าไม่บำเพ็ญเพียรก็บำเพ็ญเพียร แต่ท่านก็ไม่ยอมให้ข้าออกไปข้างนอก ข้าว่างจนเบื่อ เลยอยากหางานอดิเรกอะไรทำเพื่อฆ่าเวลา”

“ศิษย์น้องพูดมีเหตุผล เป็นข้าที่คิดไม่รอบคอบเอง”

ไป๋จิ่นพยักหน้า เหตุผลนี้ นางพอจะรับได้

การโยนลู่เป่ยเข้าไปในห้องปรุงยาของด่านต้าเซิ่ง ให้เขาเรียนรู้การปรุงยาโดยไม่ต้องก้าวเท้าออกจากห้อง ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยอันตรายทำร้าย ทั้งยังมีจูเหยียนคอยดูแลอยู่ข้างๆ ก็นับเป็นวิธีฆ่าเวลาที่ดีจริงๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ช่วยขจัดความเป็นไปได้ที่ว่า ในช่วงที่นางไม่อยู่ ลู่เป่ยจะไม่มีคนดูแลในตอนกลางวัน แล้วแอบหนีออกไปเที่ยวเล่นได้

“เรื่องทางฝั่งศิษย์พี่จูของเจ้า ข้าจะช่วยเอ่ยปากให้ คิดว่าคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร”

“เช่นนั้นก็ต้องรบกวนศิษย์พี่แล้ว”

ลู่เป่ยพยักหน้า กำลังจะหันหลังเดินจากไป แต่ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ทันที สีหน้าดูแปลกประหลาดเล็กน้อย: “ศิษย์พี่ ท่านไม่ได้กำลังรีบร้อนที่จะกลับไปยังสำนักกระบี่หลิงเซียวหรอกหรือ เหตุใดจู่ๆ ก็ไม่รีบเสียแล้ว?”

“...”

ใบหน้าของไป๋จิ่นพลันแดงก่ำขึ้นมาทันที นางได้แต่บอกว่าตนเองยังต้องหาซื้อของบางอย่างที่ด่านต้าเซิ่งอีกเล็กน้อย ล้วนแต่เป็นของใช้สำหรับสตรี ให้ลู่เป่ยอย่าได้ซักไซ้ให้มากความ

ท่านก็นับว่าเป็นสตรีด้วยหรือ?

ว่ากันตามข้อเท็จจริงและเหตุผลแล้ว ลูกสาวของศิษย์น้องท่านนั่นแหละ ถึงจะเรียกว่าเด็กสาวได้!

มุมปากของลู่เป่ยกระตุกเล็กน้อย แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะไม่พูดมันออกมา ในเมื่อบรรลุเป้าหมายแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะล่าถอยอย่างสง่างาม

...

วันรุ่งขึ้น ไป๋จิ่นก็จากไปแต่เช้าตรู่ นางได้ประทับยันต์กระบี่สามแผ่นไว้ที่หลังมือของลู่เป่ย บอกเพียงว่าในยามคับขัน มันจะสามารถปกป้องเขาให้ปลอดภัยได้

จูเหยียนกล่าวลาไป๋จิ่นด้วยความรู้สึกหดหู่ไม่สบอารมณ์ ก่อนจะพาลู่เป่ยขึ้นรถม้ามุ่งหน้าไปยังฐานที่มั่นของสำนักจักรพรรดิ์ในด่านต้าเซิ่ง

ด่านต้าเซิ่งในฐานะเมืองหลวงและเมืองเอกของเขตตงฉี ทั้งจำนวนประชากรและเศรษฐกิจล้วนอยู่ในอันดับต้นๆ การมาตั้งฐานที่มั่นของสำนักจักรพรรดิ์ยิ่งทำให้ความเจริญรุ่งเรืองของอำเภอนี้ก้าวขึ้นไปอีกระดับ

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เอาแค่เชื้อพระวงศ์ที่มีเงินถุงเงินถังอย่างจูเหยียน ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่พวกเขานำมาด้วยก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ แล้ว

อย่างแรกเลย ก็คือราคาที่ดินที่พุ่งกระฉูด

ประการที่สอง ฐานที่มั่นของสำนักจักรพรรดิ์ที่ด่านต้าเซิ่งมีการเติมเต็มและใช้สิ้นเปลืองซึ่งยาเม็ดและแผนผังค่ายกลในทุกๆ วัน พ่อค้าและสำนักเซียนที่เป็นพันธมิตรต่างเดินทางไปมาหาสู่กันไม่ขาดสาย นี่ก็เป็นรายได้จากภาษีอีกก้อนหนึ่งที่มิใช่น้อยๆ

นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือ ฐานที่มั่นของสำนักจักรพรรดิ์ในด่านต้าเซิ่งนั้นตั้งอยู่ในหุบเขาแห่งหนึ่งทางตะวันตกของอำเภอ แม้จะอยู่ห่างไกลจากใจกลางอำเภออย่างเห็นได้ชัด แต่จำนวนร้านค้าที่เรียงรายอยู่สองข้างทางกลับไม่ลดน้อยลงเลย

และหุบเขาผืนนั้น ก็ถูกสำนักจักรพรรดิ์ครอบครองไว้ทั้งหมด แบ่งออกเป็นหลายเขตพื้นที่ เพื่อให้แผนกต่างๆ ใช้งาน

เขตห้องปรุงยา ศาลาและหอคอยตั้งตระหง่าน ร่มเงาจากแมกไม้เขียวขจีโอบล้อม

แม้จะมองไม่เห็นการป้องกันที่แน่นหนาใดๆ ด้วยตาเปล่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ค่ายกลถูกวางซ้อนประสานกันอยู่เป็นทอดๆ หากไม่มีจูเหยียนค้ำประกัน และออกใบรับรองให้ที่ทางเข้าแล้วล่ะก็ ลู่เป่ยคงเดินไปได้ไม่ถึงสองก้าว ก็คงถูกชายร่างกำยำที่กระโดดออกมาจากพงหญ้าจับตัวไปยังห้องมืดเสียแล้ว

จูเหยียนคือเสมียนบัญชีของห้องปรุงยา นางมีหัวหน้างานอยู่หนึ่งคน และมีเพื่อนร่วมงานที่เป็นเสมียนบัญชีเหมือนกันอีกสองคน งานประจำวันส่วนใหญ่ล้วนเป็นหน้าที่ของคนทั้งสามนี้ ส่วนนางมีหน้าที่หลักคือการมานั่งๆ นอนๆ ให้หมดไปวันๆ

ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องมาตอกบัตรเข้าออกงานตรงเวลา โดยพื้นฐานแล้วนางสามารถทำสถิติมาทำงานสิบห้าวันต่อเดือนได้ เป็นลูกน้องที่ยอดเยี่ยมที่หัวหน้างานชื่นชมมากที่สุด

ไม่ต้องถาม ถามไปก็ตอบได้แค่ว่า เพราะนางแซ่จู

จูเหยียนรู้จักตนเองดี การที่ผู้อื่นให้ความเคารพนาง มิใช่เพราะตัวตนของนาง แต่เป็นเพราะไม่ต้องการหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว ดังนั้น เวลาที่ต้องพบปะผู้คน นางจึงไม่มีท่าทีหยิ่งยโสแต่อย่างใด ยิ้มแย้มต้อนรับผู้คนจนมีสหายอยู่ทุกหนแห่ง

เมื่อมีนางคอยช่วยเหลือ ลู่เป่ยก็ได้งานในห้องปรุงยาอย่างรวดเร็ว

นักปรุงยาศีกษา

อาจารย์ที่รับผิดชอบในการสอนงานเบื้องต้นให้เขาคือ หลินโป๋ไห่ ผู้มากด้วยประสบการณ์ เป็นพนักงานเก่าแก่ยี่สิบปีของห้องปรุงยา มาจากสำนักจักรพรรดิ์โดยตรง และเคยผ่านการฝึกอบรมวิชาปรุงยาอย่างเป็นระบบ

หลินโป๋ไห่มองลู่เป่ยด้วยสีหน้าจนปัญญา เมื่อเห็นท่าทางที่กระตือรือร้นอยากลองของอีกฝ่าย ใบหน้าของเขาก็ยิ่งฉายแววอับจนปัญญามากขึ้นไปอีก

เป็นคนเก่าคนแก่มานานหลายปี สิ่งที่ปวดหัวที่สุดก็คือพวกเด็กใหม่ที่ใช้เส้นสายเข้ามานี่แหละ จะไม่สนใจไยดี ก็เกรงใจทางฝั่งนั้น แต่พอจะสนใจดูแล...

พูดไปก็เท่านั้น ถ้าดูแลได้ก็ผีหลอกแล้ว!

โชคดีที่ชีวิตในห้องปรุงยานั้นช่างน่าเบื่อและซ้ำซากจำเจ หลินโป๋ไห่มีประสบการณ์ในการรับมือกับเด็กใหม่เป็นอย่างดี เขามั่นใจว่าภายในสามเดือน จะสามารถทำให้ญาติห่างๆ ของจูเหยียนผู้นี้ถอดใจล่าถอยไปเองได้

เขารวบรวมสติอารมณ์ใหม่ ทำสีหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตรกล่าวว่า: “ลู่เป่ย เคยปรุงยามาก่อนหรือไม่?”

“ไม่เคยขอรับ”

“ไม่เป็นไร”

หลินโป๋ไห่พยักหน้า คำตอบเป็นไปตามที่เขาคาดไว้ เขาพลางลูบเคราพลางยิ้มกล่าว: “ไม่เคยก็ไม่เป็นไร ขอแค่เคยเห็นคนอื่นปรุงก็พอ มันเรียนรู้ได้ง่ายมาก”

“ก็ไม่เคยเห็นขอรับ”

“...”

หลินโป๋ไห่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ที่แท้ก็ไม่ใช่แค่เด็กใหม่ แต่เป็นคุณชายน้อยที่ว่างงานหาเรื่องทำไปเรื่อยเปื่อยน่ะเอง

เมื่อคิดถึงฐานะของจูเหยียนแล้ว ฐานะทางบ้านของคุณชายน้อยผู้นี้ก็คงไม่ด้อยไปกว่ากันเท่าใดนัก ถ้าให้เดาแบบกล้าๆ หน่อย เผลอๆ อาจจะแซ่จูเหมือนกัน แค่ปิดบังชื่อแซ่มาหาความสำราญในระดับล่าง

เช่นนั้นก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่

หลินโป๋ไห่พาลู่เป่ยไปยังห้องปรุงยาห้องหนึ่ง เป็นห้องสำหรับคนเดียว ตั้งอยู่บนชั้นสอง มีโต๊ะหนังสือ น้ำชา ภาพวาดทิวทัศน์ ทั้งยังมีหน้าต่างบานหนึ่งที่มองออกไปเห็นทิวทัศน์อันงดงามของหุบเขาได้

การมาปรุงยาอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน ไม่เพียงแต่จะทำให้ทักษะการชงชาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ยังทำให้ผู้คนมีจิตใจที่มุ่งมั่นโหยหาอิสรภาพอีกด้วย

ในยามปกติ หากมีคุณชายคุณหนูมา เขาก็จะใช้วิธีนี้ในการรับมือ

“ลู่เป่ย หนทางแห่งการปรุงยานั้นลึกล้ำและกว้างใหญ่ไพศาล ความซับซ้อนของมันยากที่จะอธิบายได้ด้วยคำพูด ชายชราผู้นี้ทุ่มเทค้นคว้าในหนทางนี้มานานหลายปี สรุปออกมาได้สี่ตัวอักษร”

หลินโป๋ไห่ชูสี่นิ้วขึ้นมา กล่าวอย่างหนักแน่น: “ใต้หล้าไม่มีเรื่องยาก ขอเพียงแค่ความชำนาญ!”

“ท่านอาจารย์หลินกล่าวได้ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง”

ลู่เป่ยพยักหน้าเห็นด้วยซ้ำๆ เขาก็คิดเช่นนั้น ไม่จำเป็นต้องทำให้มันซับซ้อน หน้าต่างข้อมูลส่วนตัวจะจัดการทุกอย่างเอง

พูดจบ เขาก็ไปยกตำราพื้นฐานวิชาปรุงยาที่ครอบคลุมเนื้อหากว้างขวางมาสองสามเล่ม พร้อมกับสมุนไพรราคาถูกและเครื่องมืออีกเล็กน้อย ให้ลู่เป่ยค่อยๆ ลองปรุงไปพลางอ่านไปพลาง หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจ ก็ให้จดไว้บนกระดาษก่อน แล้วพรุ่งนี้เช้าเขาจะมาตอบให้ทีละข้อ

“เตาหลอมยาอยู่ที่นี่ เจ้าลองฝึกมือดูก่อนแล้วกัน เตาของข้าได้เวลาต้องเปิดเอายาแล้ว ไฟกำลังแรง คงอยู่เป็นเพื่อนเจ้าไม่ได้แล้ว” เมื่อเห็นลู่เป่ยเริ่มชั่งตวงสมุนไพรอย่างกระตือรือร้น หลินโป๋ไห่ก็รีบเผ่นหนีไปอย่างรวดเร็ว

จากมุมมองส่วนตัวแล้ว หลินโป๋ไห่ไม่ชอบลู่เป่ย เหตุผลง่ายๆ คือ การรับศิษย์นั้นมีแต่จะสิ้นเปลือง ทั้งเสียเวลาแถมยังขาดทุน

เงินเดือนของนักปรุงยานั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนน่าสงสาร เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือในหมู่ชาวบ้านก็เหมือนกันหมด

สาเหตุทางฝั่งทางการนั้นซับซ้อนเกินไป ขอพูดถึงแค่ในหมู่ชาวบ้าน นักปรุงยานั้นมีอัตราความสำเร็จในการผลิต ทุกครั้งที่หลอมยาหนึ่งเตา จะมีการแบ่งเป็น ยาระดับยอดเยี่ยม ยาระดับสำเร็จรูป และยาที่ล้มเหลว

เมื่อโชคดี หนึ่งเตาก็อาจจะได้ยาระดับยอดเยี่ยมทั้งหมด เมื่อโชคร้าย แค่มือสั่นไปนิดเดียว ยาเตานี้ก็ถือว่าล้มเหลวไปเลย

ดังนั้น ทุกครั้งที่เปิดเตาหลอมยา วัตถุดิบที่ใช้จึงมักจะเกินปริมาณที่กำหนดไว้เสมอ เพื่อเป็นการเผื่อเหลือเผื่อขาดให้นักปรุงยาสามารถทำวัตถุดิบเสียหายได้ในขอบเขตที่กำหนด

และรายได้หลักของนักปรุงยานั้นไม่เคยมาจากเงินเดือน นักปรุงยาที่ชำนาญแล้วจะทำเงินจากวัตถุดิบเหล่านี้ เมื่อหลอมยาได้ระดับยอดเยี่ยมและระดับสำเร็จรูปครบตามจำนวนแล้ว วัตถุดิบที่เหลือก็จะถูกเก็บเข้ากระเป๋าตนเอง นำไปขายต่อเพื่อทำกำไร

เนื่องจากกฎแฝงที่ไม่อาจควบคุมได้นี้ เงินเดือนของนักปรุงยาจึงยิ่งมายิ่งต่ำลง ถือเป็นการยอมรับกลายๆ ว่า อนุญาตให้นักปรุงยาใช้ประสบการณ์และเทคนิคของตนเองในการหารายได้พิเศษได้ ตราบใดที่ยังทำงานตามที่กำหนดได้สำเร็จ

ลู่เป่ยในฐานะเด็กใหม่ที่ยิ่งกว่าเด็กใหม่ ย่อมต้องทำวัตถุดิบเสียหายไม่น้อยอย่างแน่นอน และส่วนหนึ่งในนั้นก็จะถูกนับเป็นความรับผิดชอบของหลินโป๋ไห่ไปด้วย แม้ว่าจูเหยียนจะรับปากเป็นมั่นเหมาะแล้วว่า ให้เขาไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญเสียวัตถุดิบ แต่กันไว้ดีกว่าแก้ เกิดมันเสียหายมากเกินไป แล้วอีกฝ่ายกลับคำไม่ยอมรับผิดชอบขึ้นมา เขาจะไปต่อกรกับเชื้อพระวงศ์ได้อย่างนั้นหรือ?

“ช่างเถอะ ใครใช้ให้ชายชราผู้นี้ใจกว้างกันเล่า! ชีวิตในห้องปรุงยามันน่าเบื่อ ไร้ซึ่งความสนุกสนานใดๆ ข้าว่าคุณชายอย่างเขาคงทนอยู่ที่นี่ได้ไม่นานหรอก”

หลินโป๋ไห่ลูบเคราของตน สิบวัน อย่างมากก็แค่สิบวัน หากลู่เป่ยสามารถทนอยู่ได้ถึงสิบวัน เขาจะยอมกลับหัวตีลังกาหลอมยาหนึ่งเตาเลย

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 10 - เพียงแค่ความชำนาญ

คัดลอกลิงก์แล้ว