- หน้าแรก
- ผมเป็นตัวประกอบ แต่ดันเทพซะงั้น
- บทที่ 7 - สองทางเลือก
บทที่ 7 - สองทางเลือก
บทที่ 7 - สองทางเลือก
บทที่ 7 - สองทางเลือก
“ทารกถือกำเนิดจากลมหายใจที่สงบนิ่ง ลมหายใจสงบนิ่งจากการดำรงอยู่ของทารก...”
“จิตเคลื่อน ปราณจึงเคลื่อน จิตหยุด ปราณจึงหยุด หากปรารถนาชีวิตอันยืนยาว จิตและปราณต้องหลอมรวมกัน...”
ลู่เป่ยพลิกอ่าน [เคล็ดวิชากำเนิดลมปราณ] พลางพยักหน้าอย่างครุ่นคิด เขาอ่านเข้าใจ แต่กลับไม่เข้าใจความหมายเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไม่รู้ว่าจะต้องฝึกฝนอย่างไร
สรุปได้ว่า นี่คือตำราพิสดารจริงๆ
เมื่อพบกับอุปสรรคในครั้งแรก ลู่เป่ยก็ตัดสินใจนอนแผ่อย่างเด็ดขาด การเรียนรู้และบรรลุธรรมด้วยตนเองอะไรนั่นไปลงนรกเสียเถอะ หน้าต่างข้อมูลส่วนตัวยังคงใช้งานได้ดีที่สุด ทุกครั้งที่เขาเปิดหน้าต่างข้อมูลส่วนตัว เขาก็จะมองเห็นพรสวรรค์อัน ‘น่าทึ่ง’ ของตนเองได้
[ท่านได้สัมผัส [เคล็ดวิชากำเนิดลมปราณ] ท่านต้องการใช้ 80 แต้มทักษะเพื่อเรียนรู้หรือไม่?]
[ท่านได้สัมผัส [เคล็ดวิชาสังหารมาร] ท่านต้องการใช้ 80 แต้มทักษะเพื่อเรียนรู้หรือไม่?]
“เคล็ดวิชาสังหารมาร?!”
ลู่เป่ยเบิกตากว้าง คว้าตำราในมือขึ้นมาพลิกดูซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ ตรวจสอบทีละบรรทัดทีละตัวอักษร แต่กลับไม่พบตัวอักษรใดที่เกี่ยวข้องกับคำว่า 'มาร' เลยแม้แต่ตัวเดียว
เหลวไหลสิ้นดี!
“เคล็ดวิชาสังหารมารอะไรกัน? มันมาจากไหน? หรือเป็นเพราะข้าเปิดผิดวิธี หรือว่าติดบั๊ก?” ลู่เป่ยผู้ไม่ยอมแพ้ พลิกตำรากลับไปกลับมาอีกหลายตลบ ถึงขั้นสุ่มฉีกกระดาษออกมาสองสามหน้าเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการซ่อนหน้ากระดาษไว้ข้างใน
“หรือว่า...”
ลู่เป่ยล้วงขวดยาเบิกจิตวิญญาณออกมาจากอกเสื้อ กรอกยาเข้าไปสองเม็ดเพื่อระงับความตกใจ พลันดวงตาเขาก็สว่างวาบขึ้นมา ตามหลักการที่เขาดูละครกำลังภายในมานานหลายปี [เคล็ดวิชาสังหารมาร] จะต้องถูกซ่อนไว้ในตำราเล่มนี้อย่างแน่นอน วิธีที่จะทำให้มันปรากฏออกมามีเพียงสองทาง ไม่จุ่มน้ำก็ต้องลนไฟ
ภาพตัดมาที่ลู่เป่ย เขากำลังยืนก้มหน้ามองตำราที่กลายเป็นเถ้าถ่านในกองไฟนิ่งเงียบ
ประมาทเกินไป ไม่นึกว่าไฟจะแรงขนาดนี้
“ปัญหาไม่ใหญ่หรอก มองในแง่ดี อย่างน้อยท่านอาจารย์ผู้เฒ่าก็สั่งเสียไว้ก่อนสิ้นใจว่า อย่าได้เปิดเผยเรื่อง [เคล็ดวิชากำเนิดลมปราณ] ให้ผู้อื่นรู้ ตอนนี้ตำราถูกเผาไปแล้ว ก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้อีกต่อไป”
ลู่เป่ยถอนหายใจออกมาสองครั้ง อันที่จริงปัญหามันก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ตำราถูกเผาไปแล้วก็จริง แต่ข้อความแจ้งเตือนบนหน้าต่างข้อมูลส่วนตัวยังคงอยู่ สิ่งที่เขาควรพิจารณาในตอนนี้คือ ควรจะเลือกเรียนเคล็ดวิชาใด
นี่มันเป็นปัญหาที่บีบคั้นคนที่เป็นโรคหลายใจเลือกไม่ถูกจริงๆ สองทางเลือก [เคล็ดวิชากำเนิดลมปราณ] หรือ [เคล็ดวิชาสังหารมาร]?
หากดูจากชื่อแล้ว เคล็ดวิชาทั้งสองเล่มนี้ต่างก็เป็นของผู้บำเพ็ญสายเต๋า เล่มหนึ่งเน้นป้องกันเพิ่มพลังชีวิต อีกเล่มหนึ่งเน้นการโจมตี เมื่อพิจารณาว่าตนเองขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง ลู่เป่ยจึงตัดสินใจเชื่อในโชคชะตาดูสักครั้ง
การที่เขาสามารถโดดเด่นเหนือเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ จนได้รับความชื่นชมจากเจ้านาย ได้รับการขึ้นเงินเดือน และโอกาสที่โบนัสปลายปีจะเพิ่มเป็นสองเท่า ทั้งหมดนี้ก็ล้วนอาศัยโชคช่วยทั้งสิ้น
“จ้ำจี้มะเขือเปราะแปะ... จะเลือก... อัน... ไหน... ดี...”
ผลชี้ไปที่ [เคล็ดวิชากำเนิดลมปราณ] ลู่เป่ยไม่ลังเลอีกต่อไป เขากดใช้ 80 แต้มทักษะในหน้าต่างข้อมูลส่วนตัว... เพื่อเรียนรู้ [เคล็ดวิชาสังหารมาร]
มิใช่ว่า [เคล็ดวิชากำเนิดลมปราณ] ไม่ดี และมิใช่ว่าเขาปฏิเสธโชคชะตาของตนเอง แต่มันดูธรรมดาเกินไป เมื่อเทียบกันแล้ว [เคล็ดวิชาสังหารมาร] ฟังดูเท่กว่ากันนิดหน่อย
และก็เป็นไปตามที่ลู่เป่ยคาดไว้ การที่มีหน้าต่างข้อมูลส่วนตัวทำให้พรสวรรค์ของเขาสะท้านฟ้าสะเทือนดิน เพียงชั่วพริบตาเขาก็เรียนรู้ [เคล็ดวิชาสังหารมาร] ได้สำเร็จ หน้าต่างเคล็ดวิชาปรากฏข้อมูลแถวใหม่ขึ้นมา
เคล็ดวิชา: เคล็ดวิชาสังหารมาร Lv1 (0/5000)
“แค่เลเวล 1 ก็ต้องใช้ถึงห้าพันค่าประสบการณ์ สมแล้วที่เป็นตำราพิสดารจากดินแดนสุดขั้วประจิม”
ลู่เป่ยพยักหน้าอย่างเงียบๆ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อการบำเพ็ญเซียน เขาตัดสินใจนั่งสมาธิสักห้านาที
ถ้าเขาจำไม่ผิด ม่อปู้ซิวก่อนจะจากไปเคยกล่าวไว้ว่า [เคล็ดวิชากำเนิดลมปราณ] เป็นตำราพิสดารที่เขาได้มาจากดินแดนสุดขั้วประจิมแห่งคุนหลุน [เคล็ดวิชาสังหารมาร] ถูกซ่อนไว้ในนั้น เมื่อนับรวมๆ กันแล้วก็เท่ากับว่ามันมาจากดินแดนสุดขั้วประจิมเช่นกัน
เมื่อพูดถึงดินแดนสุดขั้วประจิม ก็ต้องพูดถึงสี่ดินแดนสุดขั้วแห่งโลกเก้าแคว้น ตอนที่ลู่เป่ยเพิ่งเริ่มเล่นเกม เขาเคยอ่านความรู้ทางภูมิศาสตร์จากเว็บไซต์ทางการมาบ้าง
เก้าแคว้นมีสามเทือกเขา ฟ้าดินมีสี่ดินแดนสุดขั้ว
สามเทือกเขาแห่งเก้าแคว้น ได้แก่ ปู้โจว คุนหลุน และหมางอิน ทอดตัวตัดผ่านทวีปเก้าแคว้นในแนวนอน ทางเหนือของเทือกเขาปู้โจวคือดินแดนรกร้างใหญ่ (ต้าฮวง) ตำนานเล่าว่าเป็นถิ่นกำเนิดของเผ่าภูต ไกลออกไปทางเหนืออีกคือดินแดนสุดขั้วอุดร ดินแดนน้ำแข็งชั่วนิรันดร์ สายลมรุนแรงเสียดแทงกระดูก แม้แต่ผู้บำเพ็ญสายภูตที่มีร่างกายแข็งแกร่งก็ยังไม่กล้าก้าวล้ำลึกเข้าไป
ทางใต้ของเทือกเขาหมางอินคือทะเลมรณะหมื่นลี้ เปี่ยมไปด้วยไอสังหารรุนแรง ไร้ซึ่งพลังวิญญาณ ว่ากันว่า หลังจากสิ่งมีชีวิตตายไปแล้ว จะเข้าสู่ดินแดนสุดขั้วทักษิณ ซึ่งเป็นอีกโลกหนึ่ง
เทือกเขาคุนหลุนตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาทั้งสอง ไม่มีความอันตรายเหมือนเทือกเขาปู้โจว และไม่มีความหนาวเย็นยะเยือกเหมือนเทือกเขาหมางอิน ถูกขนานนามจากเหล่าผู้บำเพ็ญเซียนว่าเป็นดินแดนต้นกำเนิดของสำนักเซียนทั่วหล้า
ทางตะวันออกของเทือกเขาคุนหลุน มีเกาะเซียนซ่อนเร้นอยู่ในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล รายละเอียดจะเปิดเผยในเวอร์ชัน 3.0 ส่วนทางตะวันตกคือดินแดนสุดขั้วประจิม แหล่งรวมตัวของผู้บำเพ็ญสายมาร ได้รับการยอมรับว่าเป็นดินแดนต้นกำเนิดของผู้บำเพ็ญสายมาร การใช้คำว่า 'โกลาหล' มาอธิบายนั้น ถือเป็นคำชมเชยต่อวิถีชีวิตและความสงบเรียบร้อยของผู้คนในดินแดนแห่งนี้แล้ว
[เคล็ดวิชาสังหารมาร] ที่มาจากดินแดนต้นกำเนิดของผู้บำเพ็ญสายมาร แค่คิดก็น่าสนใจแล้ว
ขอเสริมนิดหนึ่ง แคว้นหนิงที่ตั้งของอู่โจว อยู่ค่อนไปทางเทือกเขาปู้โจวเล็กน้อย ดังนั้นจึงมีอสูรปีศาจค่อนข้างมาก ชีวิตและทรัพย์สินล้วนได้รับการคุ้มครองจากทางการ ผู้ใดก็ตามที่มีทะเบียนบ้าน ไม่เพียงแต่จะสามารถเข้าร่วมสำนักบำเพ็ญเพียรได้ แต่ยังสามารถเข้ารับราชการในราชสำนักได้อีกด้วย
คำว่า ‘โจว’ ใน ‘อู่โจว’ เองก็เป็นการยืมบารมีมาจากเทือกเขาปู้โจวเช่นกัน หวังจะให้ประเทศชาติมั่นคงยืนยงดั่งเช่นเทือกเขาปู้โจวไปชั่วนิรันดร์
ส่วนภูผาเก้าไผ่นั้น ไม่ได้ทอดตัวยาวออกมาจากเทือกเขาปู้โจว อย่างมากก็คงนับได้แค่ว่า เทือกเขาปู้โจวเกิดสะบัดตัวขึ้นมาครั้งหนึ่ง ทำให้แผ่นดินที่อยู่ไกลออกไปหลายหมื่นลี้เกิดรอยย่นขึ้นมาก็เท่านั้น
ญาติผู้นี้ ภูผาเก้าไผ่ไม่กล้าตีสนิทด้วย
ไม่คู่ควร!
ห้านาทีต่อมา
เคล็ดวิชา: เคล็ดวิชาสังหารมาร Lv1 (1/5000)
“ช้าเกินไป ตามความเร็วระดับนี้ อย่างน้อยต้องใช้เวลาครึ่งเดือนโดยไม่กินไม่นอนถึงจะอัปเกรดเคล็ดวิชาสังหารมารเป็นขั้นที่สองได้” ลู่เป่ยขมวดคิ้วนิ่งเงียบ ตอนที่เขาค้นพบว่าตนเองมีหน้าต่างข้อมูลแบบ NPC เขาก็มีคำถามอยู่สองสามข้อ
เขาสามารถทำภารกิจได้หรือไม่? สามารถได้รับค่าประสบการณ์หรือไม่?
ถ้าหากทำไม่ได้ ในอนาคตเมื่อผู้เล่นเข้ามา เลเวลของพวกเขาก็จะแซงหน้าเขาไปอย่างง่ายดาย ถ้าหากทำได้ เช่นนั้นแล้วเขาคืออะไรกันแน่? ผู้เล่นที่มาพร้อมกับหน้าต่างข้อมูลแบบ NPC งั้นหรือ?
สุดท้าย หากเขาตายไป เขาจะฟื้นคืนชีพได้หรือไม่?
ข้อนี้สำคัญมากจริงๆ
“หรือว่า... จะลองดูสักตั้ง?”
ลองแล้วก็อาจจะตายจริง ลู่เป่ยล้มเลิกความคิดที่จะหาเรื่องตายอย่างเด็ดขาด เขาลุกขึ้นปัดฝุ่นที่ก้นแล้วเดินไปยังทิศทางของสวนหลังบ้าน
ในป่า ร่างสีแดงสายหนึ่งวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ลู่เป่ยหยุดฝีเท้า เขารู้ว่าเป็นปีศาจจิ้งจอกน้อยที่ถูกยาเบิกจิตวิญญาณดึงดูดมา จึงตะโกนไปยังทิศทางที่มันซ่อนตัวอยู่: “สำนักกำลังซ่อมแซม น่าจะใช้เวลาประมาณสองสามเดือน ช่วงนี้เจ้าอย่าเพิ่งมาแถวนี้เลย ที่นี่มีแต่พวกผู้ชายเลวที่พลังงานล้นเหลือเต็มไปหมด หากเจ้าถูกพวกมันจับได้ จุดจบของเจ้ามีแต่จะเลวร้ายยิ่งกว่าความตายเสียอีก”
“...”
ในพงหญ้าเงียบกริบ ดูเหมือนปีศาจจิ้งจอกน้อยจะวิ่งหนีไปไกลแล้ว
“จำไว้นะ!”
ลู่เป่ยตะโกนย้ำอีกครั้ง: “หากเจ้ายังอยากได้ยาเบิกจิตวิญญาณอยู่ ก็รอให้สำนักซ่อมแซมเสร็จก่อนแล้วค่อยมาหาข้า ข้าจะเปิดประตูหลังไว้ให้เจ้า วางใจได้ ข้าไม่เหมือนกับพวกผู้ชายเลวกลุ่มนั้นหรอก”
เลวไม่เหมือนกันต่างหาก!
...
“ว่าอะไรนะ เจ้าบอกว่าเจ้ามีเคล็ดวิชาแล้ว!”
ค่ำวันนั้น ไป๋จิ่นที่กลับมาจากด่านต้าเซิ่งก็ตามหาลู่เป่ย เมื่อทราบว่าเขาได้ก้าวเข้าสู่หนทางการบำเพ็ญเพียรอย่างเป็นทางการแล้ว นางก็โกรธจนใบหน้าเย็นเยียบเป็นน้ำแข็ง
“เป็นฝีมือติงเหล่ยใช่หรือไม่? เขาขายเคล็ดวิชาให้เจ้ารึ?”
ดวงตาทั้งสองข้างของไป๋จิ่นสาดประกายแสง... แสงเย็นเยียบ ที่แฝงไปด้วยจิตสังหาร
เคล็ดวิชาของผู้บำเพ็ญเซียนนั้นใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้ว เคล็ดวิชาก็มีการแบ่งแยกระดับสูงต่ำ มีความแตกต่างของขอบเขต การฝึกไปสักพักแล้วเปลี่ยนไปใช้เคล็ดวิชาที่ดีกว่าจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
มันช่างน่าสับสน งุนงงอยู่บ้าง แต่การบำเพ็ญเซียนก็เป็นเช่นนี้แล
เคล็ดวิชาทั้งหมดในโลกนี้ล้วนถูกสร้างขึ้นโดยผู้ก่อตั้งสำนัก แต่ละก้าวที่ก้าวไปข้างหน้าล้วนต้องอาศัยการคลำทาง เมื่ออัจฉริยะเหล่านี้ต้องมาจบชีวิตลงกลางคัน เคล็ดวิชาที่พวกเขาทิ้งไว้เบื้องหลังก็ย่อมไม่มีการสืบทอดต่อ คนรุ่นหลังทำได้เพียงแค่ต่อเติม หรือไม่ก็เลือกใหม่
ที่ไป๋จิ่นโกรธนั้น เป็นเพราะลู่เป่ยเพิ่งจะก้าวเข้าสู่หนทางการบำเพ็ญเพียร เขาต้องการเคล็ดวิชาที่ดีเพื่อวางรากฐาน นี่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับที่เขาจะไปถึงได้ในอนาคต
จะเป็นอัจฉริยะที่เจิดจ้าตลอดไป หรือจะกลายเป็นคนธรรมดาที่ร่วงหล่นสู่ผืนดิน
เคล็ดวิชาที่ติงเหล่ยนำออกมาขาย...
มิใช่ว่าไป๋จิ่นดูถูกติงเหล่ย แต่เป็นเพราะนางไม่เคยเห็นติงเหล่ยอยู่ในสายตาเลยต่างหาก ทั้งสำนักเอ๋อเหมยที่มีคนอยู่ร้อยกว่าชีวิต กลับไม่มีใครที่พอจะสู้ได้สักคน หากลู่เป่ยฝึกฝนเคล็ดวิชาที่เขาจัดหามาให้ พรสวรรค์ของเขาอย่างน้อยก็ต้องถูกทำลายไปครึ่งหนึ่ง
โกรธจริงๆ ต้องไปฆ่าติง...
ไม่ได้สิ ฆ่าคนจะถูกสำนักจักรพรรดิ์เชิญไปดื่มชา
แต่ก็ยังโกรธอยู่ดี ต้องไปหักแขนติงเหล่ยสักข้างเพื่อระบายความโกรธ
“ศิษย์พี่ ใจเย็นก่อน ไม่เกี่ยวกับเจ้าสำนักติงเลยขอรับ”
ลู่เป่ยรีบเอ่ยปากขัด ช่วยชีวิตภรรยาและอนุภรรยาของติงเหล่ยไว้ได้อย่างหวุดหวิด เขากล่าวต่อว่า: “หลังจากที่ศิษย์พี่จากไป ข้าก็นั่งขบคิดเกี่ยวกับคัมภีร์เต๋าสิบสองเล่มนั้นอีกครั้ง เรียบเรียงมันในสมอง แล้วก็ตระหนักได้ว่า พลังอันศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีร์เต๋านั้นลึกล้ำเกินหยั่งถึง จากนั้นข้าก็บรรลุแล้ว”
“บรรลุอะไร?” ไป๋จิ่นกลืนน้ำลายเอื๊อก
“บรรลุเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรที่เหมาะสมกับข้าที่สุดสองสามสายวิชาน่ะขอรับ”
ลู่เป่ยเกาศีรษะ รู้สึกเขินอายเล็กน้อย แต่เขาก็ช่วยไม่ได้ พรสวรรค์มันบังคับให้เป็นเช่นนี้
(จบตอน)