- หน้าแรก
- ผมเป็นตัวประกอบ แต่ดันเทพซะงั้น
- บทที่ 1 - เริ่มเกมท่านอาจารย์ก็สิ้นใจ
บทที่ 1 - เริ่มเกมท่านอาจารย์ก็สิ้นใจ
บทที่ 1 - เริ่มเกมท่านอาจารย์ก็สิ้นใจ
บทที่ 1 - เริ่มเกมท่านอาจารย์ก็สิ้นใจ
ราชวงศ์อู่โจว
แคว้นหนิง เขตตงหยาง ทางเหนือของอำเภอหลางอวี๋
ทิวเขาเขียวขจีเลือนราง สายหมอกควันล่องลอยสุดสายตา ท่ามกลางความสูงต่ำสลับกันของแนวเขา ปรากฏดั่งมังกรเมฆาและมัจฉาในสายน้ำเคลื่อนไหว ราวกับหยดหมึกจางที่แผ่กระจาย สื่อความหมายทางศิลปะออกมาบนแผ่นกระดาษ
แม้จะไม่ใช่ภูผาเซียนหรือสายแร่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็อุดมไปด้วยไผ่จิตวิญญาณ อีกทั้งยังมีเก้ายอดเขา จึงได้ชื่อว่าภูผาเก้าไผ่ นับว่ามีชื่อเสียงอยู่บ้างในแคว้นหนิง
เดินตามขั้นบันไดหินที่ปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำในป่าเขาขึ้นไป จะพบอารามเต๋าอันเรียบง่ายแห่งหนึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาที่ไม่สะดุดตา
ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานปี กำแพงด้านนอกของอารามเต๋ามีรอยแตกร้าวเลื้อยพัน ป้ายชื่อหายไปอย่างไร้ร่องรอย ลานหน้าเต็มไปด้วยวัชพืช ตรงกลางมีกระถางต้นไม้เขียวชอุ่มตั้งตระหง่าน...
หากมองให้ดีก็จะพบว่า นี่ไม่ใช่บอนไซอะไรเลย แต่เป็นกระถางธูปทรงสามขาต่างหาก เพียงแต่ถูกทิ้งร้างไร้คนดูแลมานานปีจนถูกพืชพรรณเขียวขจีเข้ายึดครองก็เท่านั้น
ขอถอนคำพูดก่อนหน้า อารามเต๋าแห่งนี้ใช่ว่าจะไม่สะดุดตา อย่างน้อยก็เห็นร่องรอยด่างพร้อยที่กาลเวลาทิ้งไว้ได้ทุกหนแห่ง
“ศิษย์ข้า อาจารย์ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว คงอยู่ได้อีกไม่นาน ขอสั่งเสียสักสองสามคำ เจ้าจงตั้งใจฟังให้ดี...”
ใต้ต้นไม้เก่าแก่ในสวนหลังบ้าน ชายชราและชายหนุ่มต่างนั่งอยู่บนพื้น นักพรตเฒ่าผมขาวโพลนแต่ใบหน้ากลับแดงระเรื่อดูมีสุขภาพดี เขาลูบเคราแพะของตนอย่างเบิกบานใจ “มิต้องเสียใจไป ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ อย่าได้ทำท่าทางโศกเศร้าร่ำไห้ไปเลย”
ตรงกันข้าม ชายหนุ่มยกมือขึ้นสัมผัสหางตาที่แห้งผากของตน พยักหน้าหนักๆ “ขอรับ”
“เจ้าวางใจได้ แม้อาจารย์จะมีเวลาเหลือไม่มาก แต่อาจารย์ได้ส่งข่าวถึงศิษย์พี่ไป๋จิ่นของเจ้าแล้ว เรื่องการบำเพ็ญเพียรนางจะชี้แนะเจ้าอย่างสุดความสามารถ สามสิบปีก่อนนางก็เป็นถึงศิษย์เอกของสำนักกระบี่หลิงเซียวแล้ว คิดว่าป่านนี้...”
“พูดถึงสำนักกระบี่หลิงเซียว ก็น่าคิดถึงอยู่ไม่น้อย น่าเสียดาย หากมิใช่เพราะเมื่อปีก่อนอาจารย์พลั้งมือทำร้ายเจ้าสำนักศิษย์พี่จนบาดเจ็บสาหัสล่ะก็ ก่อนตายคงต้องกลับไปดูสักหน่อย”
“ช่างเถอะ เวลาผันผ่านไปแล้ว พูดเรื่องเก่าๆ พวกนี้ไปก็เท่านั้น...”
“...”
หนึ่งชั่วยามผ่านไป ชายหนุ่มกะพริบตาอย่างงุนงง มองไปยังคนที่กำลังจะตายซึ่งยังคงพูดไม่หยุด พลางแอบขยับขาที่แข็งทื่อของตนอย่างลับๆ
ผีหลอกหรืออย่างไร? ไหนว่าสั่งเสียสั้นๆ สักสองสามคำ เหตุใดถึงยิ่งพูดก็ยิ่งคึกคัก?
หรือว่าผีหลอกจริงๆ?
“จริงสิ ศิษย์ข้า”
ราวกับตระหนักได้ว่าตนพูดไร้สาระมากเกินไป นักพรตเฒ่าจึงกำหมัดไอเบาๆ ทีหนึ่ง สีหน้าเคร่งขรึมขึ้น “อาจารย์รู้ว่าการไหว้ครูครั้งนี้มิใช่ความเต็มใจของเจ้า เจ้ายังมีอคติกับเรื่องนี้ แต่อาจารย์มิได้หลอกเจ้าจริงๆ ด้วยคุณสมบัติของเจ้า หากไม่บำเพ็ญเซียนก็น่าเสียดายยิ่งนัก”
มุมปากของชายหนุ่มกระตุกเล็กน้อย ขอประทานโทษที่เขาเป็นคนซื่อตรงและเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เด็ก เห็นได้ชัดว่านักพรตเฒ่าผู้นี้ก้าวเท้าลงโลงไปแล้วครึ่งหนึ่ง รู้ตัวว่ามีเวลาไม่มาก จึงได้สุ่มเลือกผู้ชมผู้โชคดีสักคน
และบังเอิญว่า เขาอยู่ใกล้พอดี
“จริงสิ ศิษย์ข้า อาจารย์...”
นักพรตเฒ่าไอติดต่อกันหลายครั้ง ยกแขนเสื้อขึ้นปิดบังใบหน้าเฒ่าครึ่งหนึ่ง “เวลาช่างกระชั้นนัก ก่อนหน้านี้อาจารย์มัวแต่รีบเดินทาง เลยลืมถามชื่อแซ่ของเจ้า... เอ่อ เจ้าชื่ออะไรหรือ?”
ลู่เป่ย: “...”
ไม่กระชั้นเลยสักนิด แค่ย้อนรำลึกความหลังฉายภาพซ้ำ ท่านผู้เฒ่าก็พล่ามรวดเดียวไปสองชั่วโมงแล้ว
“ศิษย์ผู้ปราดเปรื่อง?!”
“ลู่เป่ย”
“ชื่อดีแท้ อาจารย์ชื่อม่อปู้ซิว เป็นเจ้าสำนักประตูอวี่ฮว่าแห่งยอดเขาสามวิสุทธิ์ ภูผาเก้าไผ่ หลังจากข้าตายไป เจ้าก็สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักต่อ”
นักพรตเฒ่ากล่าวกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วน ชี้มือไปรอบทิศทาง พยายามเรียกคืนความเคร่งขรึมก่อนหน้านี้กลับมา “ศิษย์ข้าคงมองออกแล้ว สถานที่แห่งนี้คือดินแดนอุดมคติ เปี่ยมด้วยผู้คนปราดเปรื่องและพลังวิญญาณ ที่นี่คือประตูอวี่ฮว่าแห่งยอดเขาสามวิสุทธิ์ นับแต่วันนี้ไป ที่นี่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าแล้ว”
ลู่เป่ย: “...”
หมายความว่า คนปราดเปรื่องที่ว่าคือเขา ส่วนพลังวิญญาณที่เปี่ยมล้นหมายถึงพืชพรรณเขียวชอุ่มงั้นหรือ?
ถ้าเป็นเช่นนั้น เขาก็ยากที่จะโต้แย้ง
เห็นได้ชัดว่า การดิ้นรนของม่อปู้ซิวนั้นไร้ผล ในตอนที่สองศิษย์อาจารย์ต่างแนะนำชื่อแซ่กัน บรรยากาศเคร่งขรึมก็มลายหายไปสิ้นแล้ว ยิ่งมาเจอประตูอวี่ฮว่าที่ ‘เปี่ยมด้วยผู้คนปราดเปรื่องและพลังวิญญาณ’ แห่งนี้ ก็ยิ่งทำให้บรรยากาศน่าอึดอัดถึงขีดสุด
สองศิษย์อาจารย์ต่างจ้องตากันเป็นเวลานาน ม่อปู้ซิวจึงเริ่มอธิบายว่า เขาเป็นคนประเภทอยู่ไม่สุข ชอบเดินทางบำเพ็ญเพียรอยู่ข้างนอกตลอดทั้งปี ดังนั้น การที่บ้านจะรกไปด้วยหญ้าจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและมีตรรกะรองรับอย่างยิ่ง
“เอาล่ะ ศิษย์ข้า อย่าพูดไร้สาระอีกเลย เวลาของอาจารย์เหลือน้อยเต็มทีแล้ว”
เมื่อเห็นแววว่าลู่เป่ยทำท่าจะวิ่งหนี ม่อปู้ซิวจึงล้วงถุงมิติใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ฉวยมือของเขามายัดใส่อย่างแรง พลางพูดรัวเร็ว “ตราประทับเจ้าสำนักและโฉนดที่ดินล้วนอยู่ในนี้ ข้างในยังมีตำรา [เคล็ดวิชากำเนิดลมปราณ] อีกหนึ่งเล่ม เป็นสิ่งที่อาจารย์ได้มาจากดินแดนสุดขั้วตะวันตกแห่งคุนหลุน แม้ตำรานี้จะเดินในทางสุดโต่ง แต่แนวคิดกลับสูงส่งยิ่ง นับเป็นตำราพิสดารที่หาได้ยากในใต้หล้า บัดนี้ขอบเขตของอาจารย์สูงเกินไปแล้ว มิอาจฝึกฝนได้อีก ส่วนเจ้าเพิ่งจะก้าวเข้าสู่หนทาง นับว่า...”
พูดถึงครึ่งทาง แววตาของม่อปู้ซิวก็พลันเลื่อนลอย มือที่ฉวยลู่เป่ยไว้พลันร่วงหล่น ร่างกายหยุดนิ่งไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวใดๆ
จากไปอย่างกะทันหันเกินไป ลู่เป่ยไม่อยากจะเชื่ออยู่ชั่วขณะ ม่อปู้ซิวที่เมื่อครู่ยังดูกระฉับกระเฉง พล่ามไม่หยุดมาสองชั่วโมง กลับบอกว่าไปก็ไปเลย เขายกนิ้วชี้ขึ้นไปอังไว้ใต้จมูกของอีกฝ่าย
เพื่อทดสอบ!
แปะ!
ม่อปู้ซิวปัดมือลู่เป่ยออก สูดหายใจเข้าลึก “ต่อเลย เมื่อครู่พูดถึงไหนแล้วนะ อ้อ จริงสิ แม้อาจารย์จะมีเวลาเหลือไม่มาก แต่อาจารย์ได้ส่งข่าวถึงศิษย์พี่ไป๋จิ่นของเจ้าแล้ว เรื่องการบำเพ็ญเพียร... เอ๋? ทำไมถุงมิตินี้ไปอยู่ในมือเจ้าได้?”
ลู่เป่ย: “...”
“โอ้ ข้าจำได้แล้ว เรื่องนี้พูดไปแล้วนี่นา!”
ม่อปู้ซิวพลันตระหนักได้ ตบหน้าผากตัวเองอย่างแรง “ดูสมองของอาจารย์สิ ยังไม่ทันตายก็ไม่ทำงานเสียแล้ว”
ท่านตบแรงอีกหน่อยสิ เผื่อมันจะไม่ทำงานขึ้นมาจริงๆ!
ลู่เป่ยกลอกตาอย่างระอา หากมิใช่เพราะตอนที่ถูกลากมา เขาขัดขืนแล้วพบว่าสู้ไม่ได้ล่ะก็ สาบานเลยว่าจะต้องชกหน้าม่อปู้ซิวอย่างแรงสักหมัด
แต่ช่างเถอะ ผู้ตายย่อมสำคัญที่สุด ม่อปู้ซิวก็เทียบเท่ากับตายไปแล้วเกือบครึ่ง เขาเป็นคนเป็น จะไปถือสาหาความกับคนตายก็มีแต่จะหาเรื่องใส่ตัวเปล่าๆ
“ศิษย์ข้า แม้อาจารย์จะมิอาจสอนเจ้าบำเพ็ญเพียรได้ แต่การบำเพ็ญเซียนมิใช่เพียงการฝึกฝน อาจารย์มีคำพูดประโยคหนึ่ง เจ้าจงจดจำไว้ให้มั่น”
ม่อปู้ซิวหยิบกล่องไม้ใบหนึ่งออกมาจากถุงมิติ วางไว้ในมือของลู่เป่ย “ใจคิดร้ายต่อผู้อื่นมิควรมียิ่ง แต่ใจป้องกันตนมิอาจไร้ซึ่ง [เคล็ดวิชากำเนิดลมปราณ] เล่มนี้จงเก็บรักษาไว้ให้ดี อย่าได้บอกผู้ใด แม้แต่ศิษย์พี่ของเจ้าก็ห้ามบอก”
หมายความว่าอย่างไร ศิษย์พี่ไม่ใช่คนดี?
ลู่เป่ยขมวดคิ้ว พยักหน้าโดยไม่พูดอะไรมาก เขานำตำราในกล่องไม้ยัดใส่เข้าไปในอกเสื้อต่อหน้าม่อปู้ซิว
“เช่นนี้ อาจารย์ก็หมดห่วงแล้ว เว้นเสียแต่...”
ขณะพูด ม่อปู้ซิวก็จ้องลู่เป่ยเขม็ง “ศิษย์ข้า เจ้าสังเกตหรือไม่ว่า หลังจากเจ้าไหว้ครูแล้ว ยังมิเคยเรียกข้าว่าอาจารย์สักคำเลย!”
เมื่อถูกจับจ้องด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ ลู่เป่ยก็พลันหนาวสะท้านขึ้นมา ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่เขากลับเห็นความเลี่ยนจนแทบเยิ้มเต็มไปหมดในแววตานั้น
ชั่วขณะนั้น เขารู้สึกไม่ดีไปทั้งตัว
เมื่อนึกถึงกระบวนการที่ถูกบังคับให้ไหว้ครู ในใจก็เต็มไปด้วยความไม่เต็มใจ แต่เมื่อนึกอีกทีว่าเวลาของม่อปู้ซิวเหลือน้อยเต็มทีแล้วจริงๆ อาการที่เป็นอยู่นี้อาจเป็นเพียงแสงสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบ หากถ่วงเวลาต่อไปอีกสักครู่ อีกฝ่ายอาจจะต้องจากไปด้วยความเสียใจ
น่าสงสารเหลือเกิน
ในที่สุด ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ลู่เป่ยสูดหายใจเข้าลึก กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม:
“ท่านอาจารย์”
“ดี! ดี! ดี...”
ม่อปู้ซิวตบมือร้องดีใจ จากนั้นก็ก้มหน้าลงด้วยรอยยิ้ม แล้วก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ อีก
ลู่เป่ย: “...”
ด้วยบทเรียนครั้งก่อน เขาไม่แน่ใจนักว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ จึงรออยู่ครู่หนึ่งจึงยื่นมือออกไปทดสอบลมหายใจของม่อปู้ซิว
คาดไม่ถึงว่า เมื่อปลายนิ้วอยู่ห่างจากม่อปู้ซิวประมาณหนึ่งฝ่ามือ ร่างของนักพรตเฒ่าก็พลันสลายกลายเป็นทรายอย่างรวดเร็ว สลายเป็นเถ้าธุลีสีขาวกองอยู่บนพื้น
ลู่เป่ยกำลังยืนตะลึงงัน กล่องไม้ข้างกายก็พลันเกิดกระแสลมหมุนวน ดูดเถ้าธุลีสีขาวเข้าไปในกล่อง เพียงชั่วพริบตาก็กระบวนการจัดงานศพก็เสร็จสิ้นอย่างครบวงจร ขาดก็เพียงงานเลี้ยงส่งท้ายเท่านั้น
“นี่มัน ก็ช่าง...”
ลู่เป่ยถึงกับพูดไม่ออก “ก็ช่าง... สะดวกดีแฮะ”
เขาเก็บถุงมิติให้ดี หยิบกล่องไม้ขึ้นมา แล้วเดินสำรวจไปทั่วอารามเต๋า หลังจากการค้นหาอยู่หลายครั้ง ในที่สุดเขาก็พบโต๊ะไม้ตัวหนึ่งที่ใช้สำหรับตั้งของบูชาในห้องโถงหลักที่ผุพัง
ผนังด้านหลังดูค่อนข้างแข็งแรง หลังคาดูเหมือนจะไม่ถล่มลงมากะทันหัน เพียงแต่เขามาผิดเวลาไปหน่อย ใต้โต๊ะมีผู้อยู่อาศัยเดิมอยู่แล้ว
สุนัขจิ้งจอกฝูงหนึ่งกระโจนพรวดออกมา ส่งเสียงร้องขู่คำรามอยู่ครู่หนึ่ง หวังใช้จำนวนที่เหนือกว่าข่มขู่ผู้บุกรุกให้ล่าถอย
ทว่ากลับไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง หลังจากที่ลู่เป่ยกระทืบเท้าอย่างแรงครั้งหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกทั้งสี่ตัวก็เงียบเสียงทันที วิ่งหนีมุดเข้าไปในรูบนกำแพง หายลับเข้าไปในป่าเขา
“สุนัขจิ้งจอกในโลกนี้สามารถฝึกฝนจนกลายเป็นปีศาจได้ ไล่เจ้าถิ่นกลุ่มนี้ไป คืนนี้คงไม่มีปีศาจจิ้งจอกสาวมาที่ประตูเพื่อยั่วยวนข้าหรอกนะ?” ลู่เป่ยว่างกล่องไม้ลง ครุ่นคิดว่าก่อนหน้านี้ตนประมาทไปหน่อย เมื่อนึกถึงสภาพที่ตนไร้เรี่ยวแรงแบกหามใดๆ เป็นดั่งบัณฑิตผู้เปราะบางตามแบบฉบับ การจะค้างคืนบนภูเขาดูจะเป็นปัญหาใหญ่หลวงนัก
ลงเขารึ?
การลงเขาเป็นไปไม่ได้เลย ตอนที่ขึ้นมา เขาเห็นชัดเจนแล้วว่าขั้นบันไดหินบนภูเขาทั้งขรุขระและสูงชัน เป็นอันตรายต่อคนกลัวความสูงอย่างเขาอย่างมาก
ที่สำคัญที่สุดคือ เขากำลังหิว
หลังจากพยายามเปิดถุงมิติแต่ไม่สำเร็จ ลู่เป่ยก็ค้นพบความจริงอันน่าเศร้าว่า เขาติดอยู่บนภูเขานี้เสียแล้ว สิ่งที่พอจะหวังพึ่งได้ในตอนนี้ นอกจากศิษย์พี่ไป๋ที่ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตา ก็เห็นจะมีแต่ปีศาจจิ้งจอกที่จะกลับมาล้างแค้นในคืนนี้แล้ว
“หวังว่าศิษย์พี่จะมาเร็วหน่อยนะ...”
ลู่เป่ยพึมพำกับตัวเอง จากนั้นจึงหลับตาลงและเปิดหน้าต่างข้อมูลออกมา
ชื่อ: ลู่เป่ย
เผ่าพันธุ์: มนุษย์
ต้นแบบ: NPC
เลเวล: 3
ค่าประสบการณ์: 250/900
พลังบำเพ็ญ: 30/30
พลังชีวิต: 22/30 (หิวโหย, ตกใจ, อ่อนเพลีย)
อาชีพหลัก: ไม่มี
อาชีพรอง: ชาวนา Lv1
ค่าสถานะ: พละกำลัง 2, ความเร็ว 3, จิตวิญญาณ 3, ความทนทาน 3, เสน่ห์ 3, โชค 3
ประเมินผล: ช่วยมีสติหน่อยเถอะ มันมีอะไรให้ประเมินกัน!
(จบตอน)