เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 บีบให้สวีจิ้งหยางเหยียบด่านภูเขามีด

บทที่ 49 บีบให้สวีจิ้งหยางเหยียบด่านภูเขามีด

บทที่ 49 บีบให้สวีจิ้งหยางเหยียบด่านภูเขามีด


บทที่ 49 บีบให้สวีจิ้งหยางเหยียบด่านภูเขามีด

สวีจิ้งหยางยกน้ำชาขึ้นรินใส่ถ้วย แล้วยื่นไปให้เว่ยกั๋วกง เสียงนางเอื้อนเอ่ยช้า ๆ ราบเรียบ “แท้จริงก็ไม่ได้มีอะไรมากนัก เพียงแต่เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าเผอิญได้ยินบ่าวไพร่นินทาลับหลัง”

“พวกเขาว่า พานอี้เหนียงถูกลงโทษเฆี่ยนตีจนส่งตัวไปเรือนที่ชายเมือง ยังนับว่ารอดชีวิต แต่สาวใช้ข้างกายนางชื่อรุ่ยเป่ยกลับถูกฆ่าตายทันทีแล้วโยนทิ้งไปที่สุสานร้าง ทุกคนต่างซุบซิบว่าท่านแม่ลงมือเด็ดขาดเกินไป ไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้นางได้พูดอธิบาย”

เว่ยกั๋วกงดวงตาหนักแน่นฉายแววหวั่นไหว ความเคลือบแคลงเริ่มปกคลุมเต็มใบหน้า

สวีจิ้งหยางยังคงพูดเสียงราบเรียบ “เรื่องนี้ข้าได้ลงโทษพวกบ่าวแล้ว ต่อไปพวกมันคงไม่กล้าเอ่ยวาจาเหลวไหลอีก รุ่ยเป่ยเป็นคนรับใช้ใกล้ชิดพานอี้เหนียง คืนวันเกิดเหตุไม่อยู่ในห้องรับใช้ ย่อมเป็นเพราะไปแอบอู้งานก็เท่านั้น แต่พวกบ่าวกลับพูดราวกับว่าท่านแม่จงใจฆ่านางเพื่อปิดบังบางสิ่ง เช่นนั้นก็สมควรจะถูกตีเสีย”

เว่ยกั๋วกงฟังแล้วนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน

“เจ้าลงไปเถิด ช่วยข้าไปสืบมาให้แน่ชัดว่าข้าหลวงพูดสิ่งใดบ้าง จำไว้ อย่าให้มารดาของเจ้ารู้เรื่อง”

“เจ้าค่ะท่านพ่อ” สวีจิ้งหยางรับคำแล้วเดินออกมา

ครั้นถึงประตู นางเหลือบหางตากลับไป เห็นเว่ยกั๋วกงยังคงนั่งเหม่อพิงเตียง สีหน้าคล้ายกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ลึก ๆ

คำพูดของนางเพียงจงใจหยดน้ำเล็กน้อยลงบนผิวน้ำสงบ ผลลัพธ์จะสะเทือนกว้างไกลเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับเว่ยกั๋วกงแล้ว

....

ครั้นถึงยามโพล้เพล้

สวีหมิงเจิงถือยาต้มกำลังจะก้าวเข้าครัว แต่ยังไม่ทันเข้าไปก็เห็นจู๋อิ๋งกำลังล้วงหยิบอะไรบางอย่างออกจากหม้อยา แล้วรีบโยนลงไปในเตาไฟ

“เจ้ากำลังทำอะไรอยู่ !” เสียงตวาดดังก้อง

จู๋อิ๋งสะดุ้งหันขวับกลับมา “คุณชายรอง บ่าวไม่ได้ทำอะไรเลยเจ้าค่ะ !”

สวีหมิงเจิงก้าวพรวดเข้าไป มองดูหม้อยาแล้วคว้าแขนจู๋อิ๋งไว้แน่น“ข้าเห็นชัดเจน เจ้าแอบทำอันใดลงไปในยาของท่านพ่อ !”

“ไม่มีจริง ๆ นะเจ้าคะคุณชาย !” จู๋อิ๋งส่ายหน้ารัว ร้องปฏิเสธ พลางควักห่อสมุนไพรจากอกเสื้อออกมา “นี่เป็นยาปรุงสำหรับคุณหนูเจ้าค่ะ มิใช่ของท่านกั๋วกง คุณหนูคัดพระสูตรจนเหนื่อยอ่อน บ่าวเห็นจึงจัดยาบำรุงช่วยให้นอนหลับมาต้มให้”

สวีหมิงเจิงชะงักไป กวาดตามองหม้อยาอีกครั้งจึงพบว่ายาในนั้นต่างจากตำรับของบิดาจริง แม้หม้อเหมือนกัน แต่ยาที่ต้มไม่ใช่ชนิดเดียวกัน

เขากัดฟันผลักจู๋อิ๋งอย่างแรง “ไสหัวไป ! หากข้ายังเห็นเจ้าแอบอยู่ในครัวอีก ข้าจะตีตายเสียตรงนี้”

จู๋อิ๋งหน้าซีด รีบก้มศีรษะวิ่งหนีออกไป

สวีหมิงเจิงกลับยิ่งรู้สึกขุ่นข้องใจ ครั้งนี้เขาเห็นกับตาจริง ๆ แล้วแบบนี้จู๋อิ๋งเคยเข้ามาที่ครัวกี่ครั้งแล้วกันแน่ ?

บิดากินยาไปไม่รู้กี่ขนาน แต่กลับไม่เห็นดีขึ้นเลย หรือว่าที่แท้แล้วสวีจิ้งหยางแอบทำให้ยามีพิษหรือไม่ ?

คิดไปก็ยิ่งปักใจเชื่อ ยิ่งแน่วแน่ว่าสวีจิ้งหยางจงใจทำให้อาการบิดาหายล่าช้า

“นางต้องการขัดขวางไม่ให้พี่รองใช้วิชาการแพทย์รักษาท่านพ่อจนหาย นางช่างใจร้ายยิ่งนัก…” สวี่หมิงเจิงกำหมัดแน่น แววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง “ข้าจะไม่ปล่อยให้นางสมหวังเด็ดขาด”

....

เช้าวันถัดมา แสงแดดอุ่นส่องในฤดูวสันต์

สวีจิ้งหยางเข้าไปเยี่ยมเว่ยกั๋วกง

พอเห็นนาง เขาก็รีบถามทันที “ที่เจ้าไปสืบมา เป็นเช่นไรบ้าง”

สวีจิ้งหยางส่ายหน้า “ข้าหลวงมาตรวจดูแล้ว มิได้ซักอะไรนัก เพียงแต่ออกอาการไม่พอใจที่ท่านแม่รีบลงโทษสาวใช้ของพานอี้เหนียงเสียก่อน บอกว่าเหตุเพลิงไหม้ถึงจะเป็นอุบัติเหตุ แต่ก็ควรถามไถ่ให้กระจ่าง ทว่าเพราะคนตายเสียแล้ว พวกเขาจึงไม่มีเบาะแสจะสืบต่อ”

ใบหน้าหนาเข้มของเว่ยกั๋วกงพลันเกิดริ้วรอยความสงสัยเข้าไปอีก

เขานิ่งอยู่นาน ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ “จิ้งหยาง…เจ้าว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่ากองเพลิงนั้น คือฝีมือแม่เจ้าที่ใช้คนของพานอี้เหนียงทำขึ้น ?”

สวีจิ้งหยางทำตาเบิกกว้างปิดปากคล้ายตกใจ “ท่านพ่อ ! เหตุใดท่านคิดเช่นนั้น หากท่านเป็นอันตรายขึ้นมา จะมีประโยชน์อันใดแก่ท่านแม่เล่า ?”

“นางคงคิดเพียงจะสั่งสอนพานอี้เหนียง แต่ไม่คาดว่าไฟลามใหญ่เกินไป ใช่แล้ว ต้องเป็นเช่นนี้แน่” ยิ่งพูดยิ่งเหมือนจะเชื่อมั่นในใจ

แต่งอยู่กินกันมากว่ายี่สิบปี เขารู้ซึ้งถึงวิธีการของภรรยา ครั้งแรก ๆ ที่แต่งเข้ามา นางก็กล้าปลุกปั่นให้เขาอาศัยชื่อพี่ชายออกไปก่อเรื่อง ผลคือพี่ชายขาพิการ ส่วนตนรอดปลอดภัย

“ครั้งนี้นางไม่พอใจที่พานอี้เหนียงได้รับความโปรดปราน อยากไล่นางออกจากจวน แต่ก็รู้ว่าช่วงนี้ข้าเอ็นดูนางนัก จึงคิดกลอุบายเช่นนี้ขึ้นมา”

สวีจิ้งหยางมิได้ตอบรับหรือตอบปฏิเสธ นางแสดงออกเพียงพอเหมาะพอควร แล้วเอ่ยเสียงแผ่ว “แต่หากไฟไหม้ครานั้นคร่าชีวิตท่านพ่อขึ้นมาเล่า ? ความเสี่ยงนี้ก็น่ากลัวเกินไป”

ทว่าถ้อยคำนี้กลับทำให้เว่ยกั๋วกงหวนคิดถึงอีกเรื่อง บุตรชายอย่างสวีหมิงเจิง บัดนี้ก็โตพอที่จะสืบทอดบรรดาศักดิ์แล้ว หากเขาตายไปโดยไม่ทันตั้งตัว ภรรยาของเขาหาใช่เสียหายไม่ ตรงกันข้าม นางกลับได้กุมสมบัติและบรรดาศักดิ์ไว้ในกำมือ

คิดถึงตรงนี้ เว่ยกั๋วกงถึงกับหัวใจสั่นสะท้าน

“เป็นแน่แท้ ! นางคงไม่คาดคิดว่าไฟจะลุกลามเร็วนัก !”

สวีจิ้งหยางจึงถามแผ่วเบา “เช่นนั้น ท่านพ่อเห็นว่ารุ่ยเป่ย สาวใช้ของพานอี้เหนียงถูกท่านแม่ลอบซื้อใจใช่หรือไม่ ? เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้วจึงรีบฆ่านางปิดปาก ?”

ถ้อยคำนี้แทงลึกเข้าไป เว่ยกั๋วกงหน้าซีดวาบ เขาไม่เคยคิดเช่นนั้นมาก่อน แต่พอได้ยินจากปากบุตรสาว ก็คล้ายสายฟ้าฟาดกลางใจ

เมื่อก่อนเขาโปรดปรานพานอี้เหนียงมาก นางเพิ่งเข้ามาในจวนก็ทำให้เขาเพลิดเพลินถึงขั้นอยู่ด้วยแทบทุกคืนตลอดเดือน ส่งผลให้ภรรยาเอกไม่พอใจนัก จนถึงขั้นทะเลาะกัน

แต่ไม่นาน หมอหลวงกลับวินิจฉัยว่าพานอี้เหนียงไม่อาจมีบุตรได้ ส่งผลให้ความเอ็นดูของเขาจึงค่อย ๆ ลดลง

ตลอดหลายปีมานี้ เขารู้ว่าภรรยาไม่ชอบพานอี้เหนียง แต่ตราบใดไม่เกิดเรื่องใหญ่ เขาก็เลือกจะทำเป็นไม่เห็นไม่รู้

“ข้าไม่คาดคิดเลยจริง ๆ ว่านางจะโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ ! ไม่แปลกที่วันนั้นข้าหลวงมาตรวจ นางถึงได้ตอบเลี่ยงไปเลี่ยงมา กลัวถูกซักฟอกความจริงเข้า !”

สวีจิ้งหยางเพียงเม้มริมฝีปาก มิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด

“จิ้งหยาง เจ้าอย่าเข้าข้างนางอีก ! สตรีหาเรื่องหึงหวงต่อกันก็เรื่องหนึ่ง แต่ลากข้าเข้าไปเสี่ยงด้วย นี่มันเกินทนแล้ว !”

เว่ยกั๋วกงโกรธจนเสียงสั่น

พอดีกับที่ฮูหยินสวีพาบุตรชายสวีหมิงเจิงและบุตรีสวีโหรวจงเข้ามา

เห็นสีหน้าของเขาไม่สู้ดี ทุกคนล้วนแปลกใจ “ท่านพ่อ ท่านเป็นอะไรไปหรือ ยามนี้มิใช่เวลาให้ยาหรือเจ้าคะ”

เว่ยกั๋วกงกลับทำหน้าดุดัน “พวกเจ้ามาทำอะไรกัน !”

ฮูหยินสวีทำเป็นไม่สนใจความผิดปกติ รีบกล่าวสิ่งที่ตั้งใจไว้ “เจิงเอ๋อเป็นห่วงท่านที่อาการไม่ดีขึ้น จึงไปเชิญนักพรตจอมขมังเวทย์ชื่อชิงหยวนจื่อมาเปิดตำราเสี่ยงทาย ท่านอาจารย์ว่าบ้านเรามีตัวกาลกิณีอยู่ในจวน นั่นจึงเป็นเหตุให้โรคของท่านมิหายเสียที”

เว่ยกั๋วกงเลิกคิ้ว “กาลกิณีหรือ ? ผู้ใดกัน”

สวีหมิงเจิงชี้นิ้วตรงไปยังสวีจิ้งหยาง “ก็เป็นนาง ! ท่านพ่อมิทันสังเกตหรือ ตั้งแต่นางกลับมา จวนเราก็เกิดเรื่องร้ายไม่หยุด เริ่มจากท่านแม่ป่วยด้วยโรคหัวใจ ต่อมาก็ไฟไหม้เกือบคร่าชีวิตท่านพ่อ ทุกสิ่งล้วนแต่เป็นเพราะนาง !”

เว่ยกั๋วกงเงียบไป ไม่ตอบไม่รับ

ฮูฆยินสวีจึงพูดต่อ “ท่านนักพรตบอกว่ามีเพียงหนทางเดียวที่จะแก้ไขได้ คือต้องให้นางแบกดวงชะตาของท่านพ่อ ก้าวเดินผ่านภูเขามีดสักครั้ง แล้วทุกสิ่งจึงจะคลี่คลาย”

สิ้นคำพูด แม่นมชิงก็ได้ยกไม้กระดานเข้ามาแผ่นหนึ่ง

ไม้กระดานตั้งสูงท่วมหัว แต่ที่น่าหวาดกลัวยิ่งนัก คือบนกระดานปักแน่นไปด้วยคมมีดเรียงรายสลับสูงต่ำ แหลมคมจนวาววับ  นี่คือภูเขามีดที่แท้จริง !

สวีจิ้งหยางหันไปมองมารดา น้ำเสียงเยียบเย็น “ท่านแม่ หากข้าเดินขึ้นไปจริง ขาคู่นี้ก็หมดหนทางใช้งานแล้ว”

ใบหน้าของฮูหยินสวีไร้ความปรานี แววตาเย็นชา แต่กลับเสแสร้งทำทีเหมือนมิอาจหลีกเลี่ยงได้ “จิ้งหยาง ทั้งหมดก็เพื่อให้บิดาของเจ้าหายป่วย เจ้าคือบุตรสาวคนโต เช่นนั้นก็เป็นลิขิตชะตาของเจ้าแล้ว !”

จบบทที่ บทที่ 49 บีบให้สวีจิ้งหยางเหยียบด่านภูเขามีด

คัดลอกลิงก์แล้ว