เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 20 ดีดีกันไว้

ตอนที่ 20 ดีดีกันไว้

ตอนที่ 20 ดีดีกันไว้


ตอนที่ 20 ดีดีกันไว้

 

ลินจิตื่นเต้นที่จะได้ออกเดินทางจึงตื่นแต่เช้า  ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยแตงกวาที่ฝานเป็นแว่นบาง ๆ ซึ่งใช้มาสก์หน้าตั้งแต่เมื่อคืน เมื่อหันหน้าไปยังฟูกข้าง ๆ ก็พบว่าชุนยังไม่ตื่น เห็นใบหน้าหลับสบายของพ่อเสือ ลินจิก็ไม่อยากรบกวนจึงย่องออกจากห้องเบา ๆ

เหล่าคนใช้หนุ่มสาวตื่นทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ เห็นใบหน้าไม่คุ้นตาซึ่งเต็มไปด้วยลวดลายสีเขียวอ่อนปนแก่จึงเข้าใจผิดว่าเป็นปีศาจตุ๊กแก พวกเขาจึงรีบวิ่งไปคว้าข้าวสารปลุกเสกที่อยู่ใกล้ตัวปาใส่ปีศาจร้ายทันที

“เจ้าปีศาจคิดจะมาบุกรุกงั้นรึ”

“โอ๊ย!”

“ความชั่วร้ายจงหายไป”

“โอ๊ย! โอ๊ย!”

ลินจิยกแขนบัง ก้าวถอยหลัง ร้องอย่างเจ็บปวด ก่อนจะทรุดลงก้นกระแทกพื้น จากนั้นแผงแตงกวามาสก์หน้าก็หลุดล่อนเป็นแผ่นห้อยต่องแต่งอยู่ใต้คาง

เหล่าคนใช้เบิกตากว้าง อ้าปากหวอ หยุดชะงักทันที

“ท่านเทพ… อภัยให้ข้าด้วย ข้าคิดว่าเป็นปีศาจตุ๊กแก”

คนใช้หนุ่มเก็บข้าวสารในมือกลับใส่เข้าถุงผ้า ก่อนจะวางลงบนโต๊ะไม้เตรียมอาหาร จากนั้นก็วิ่งเร่เข้ามาคุกเข่าประคองร่างลินจิทางด้านซ้าย

“ว๊าย! ขอโทษค่า ข้าคิดว่าเป็นปีศาจชั่วช้าเข้ามาบุกรุก”

สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างเตาฟืนก็เข้ามาประคองร่างลินจิทางด้านขวาเช่นกัน

ลินจิเดาะลิ้นเสียงดัง แล้วดึงมือขวาออกอย่างไม่พอใจ ทำให้สาวใช้สะดุ้งตกใจ ยกมือปิดปากอย่างงุนงง

จากนั้นลินจิก็หันไปทางคนใช้หนุ่มหน้าตาดี ซึ่งมีคางแหลม หน้าได้รูป จมูกโด่งเป็นสัน แม้ตาจะชั้นเดียวแต่คิ้วก็ดกดำ ผมสั้นตั้ง หน้าตาอินเทรนด์

“โอ๊ย! เจ็บจังลุกไม่ไหว ช่วยพยุงผมไปห้องน้ำหน่อยได้ไหมครับ”

ลินจิแสร้งโอดครวญทำทีบาดเจ็บ พลางเอนร่างไปซบอกของคนใช้หนุ่ม สาวใช้เห็นแบบนั้นก็แปลกใจ ไม่คิดว่าเทพเจ้าจะทำท่าทีสนิทสนมกับสามีของหล่อนได้ไวขนาดนี้

เธอเงยหน้ามองสามี ก่อนจะก้มลงมองเทพเจ้าอีกครั้ง

“เอ่อ… ท่านเทพคะ เดี๋ยวสามีของข้าต้องไปหาฟืน ให้ข้าช่วยพยุงท่านแทนไหมคะ”

ว่าแล้วเธอก็ยื่นมือ

ทันใดนั้นลินจิก็รีบหดมือกลับทันที ก่อนจะใช้สองแขนคล้องคอคนใช้หนุ่ม บอกอย่างดื้อรั้นว่า…

“ไม่เอา!”

“ข้าต้องไปหาฟืนเพิ่มจริง ๆ ขอรับ ไม้ในโรงเก็บฟืนใกล้จะหมดแล้ว”

คนใช้หนุ่มปิดตายิ้มเจื่อนอย่างลำบากใจ พลางยกแขนข้างหนึ่งพยายามแงะมือตุ๊กแกออก แต่ลินจิก็คว้าหมับกำมือคนใช้หนุ่มไว้แน่น พลางมองไปยังคนใช้สาว

“นี่! เธอน่ะ ไปหาฟืนได้แล้ว ช่วย ๆ สามีหน่อย”

เมื่อลินจิพูดเช่นนั้น สาวใช้ก็สะดุ้งตกใจ จากนั้นคนใช้หนุ่มก็ยิ้มแหยอธิบาย

“เอ่อ… ท่าน… คือ… ภรรยาของข้ากำลังตั้งครรภ์ขอรับ ให้ทำงานหนักแบบนั้นคงไม่ไหว”

ลินจิมองหน้าคนใช้หนุ่มกับคนใช้สาวสลับกัน จากนั้นก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด แล้วลุกขึ้นมาโดยไม่พูดอะไร เขารู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยที่รู้ว่าคนใช้หนุ่มทำอะไรบางอย่างจนได้กลายเป็นพ่อคน จึงเดินปึงปังตรงไปยังห้องอาบน้ำ

“อ้าว! ท่านเทพหายดีแล้วหรือขอรับ”

คนใช้หนุ่มยื่นมือออกไปพลางตะโกนเรียก ส่วนสาวใช้ก็มองตามหลังเทพเจ้าตาปริบ ๆ

หลังจากกินอาหารเช้าที่บ้านของชายชรา ชุนและลินจิก็แสดงการขอบคุณก่อนมุ่งหน้าไปยัง ‘หุบเขารกกะ’ โดยมีชายชราและเหล่าคนใช้ออกมาส่งถึงปากทางออกของหมู่บ้าน

“ขอบคุณสำหรับอาหารและที่นอนมากนะครับ”

“ขอบคุณพวกท่านมาก”

ชุนค้อมศีรษะให้ ส่วนลินจิก็ยิ้มมุมปากพลางเหล่มองคนใช้หนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลัง

คนใช้หนุ่มเห็นสายตาของลินจิราวกับยักษ์มาร จึงก้มหน้าก่อนเดินไปหลบด้านหลังของชายชรา ขณะนั้นชุนก็เหล่ตามองลินจิเช่นเดียวกัน

ชายชราเม้มปากพยักหน้าอย่างยินดี ส่ายมือช้า ๆ ประมาณว่า ‘ไม่เป็นไร’ จากนั้นก็เอ่ยถามอย่างเป็นห่วง

“หุบเขารกกะอยู่ทางตอนเหนือ อย่างไรพวกท่านก็ต้องผ่านสุสานเปี๊ยกโกะก่อน แบบนั้นจะไม่เป็นการย้อนไปย้อนมาหรือขอรับ”

เมื่อได้ยินชายชราถามเช่นนั้น ลินจิจึงกระตุกผ้าคลุมด้านหลังของชุนหนึ่งครั้ง แล้วเงยหน้าถาม

“เอายังไงดีครับคุณชุน”

“เจ้าว่ายังไงดีล่ะ”

ชุนก้มมองหน้าขาวที่กำลังย่นหน้าผาก ลินจิเหม่อมองไปยังป่าด้านข้างพลางกอดอกครุ่นคิด ก่อนจะหันกลับมาตอบ

“ไหน ๆ ก็ต้องผ่านสุสานอยู่แล้ว แวะก่อนสักหน่อยคงไม่เป็นอะไรหรอกครับ หุบเขารกกะมีไอพิษรุนแรง ยังไงอุรามิก็เข้าไปไม่ได้หรอก”

ชุนขมวดคิ้ว แม้ตนจะรู้จัก ‘เอวิน’ แต่พลังของเอวินซึ่งถูกอุรามิควบคุมร่างอยู่นั้นแตกต่างไปจากเดิม

การต่อสู้กับอุรามิครั้งก่อน ทำให้ชุนทราบว่า พลังของอุรามิร้ายกาจยิ่งนัก ไม่แน่ควันพิษของหุบเขารกกะอาจจะไม่มีผลกับอุรามิก็เป็นได้ ถ้าฝ่ายนั้นสามารถปลดผนึกเพกัสได้ก่อนพวกตน อาจนำไปสู่หายนะครั้งใหญ่ อีกทั้งศัตรูเป็นประเภทที่ฆ่าไม่ตาย ซึ่งทำให้ชุนสงสัยเรื่องนี้ยิ่งนัก

คิดได้เช่นนั้นชุนจึงพยักหน้า ตอบกลับว่า…

“อย่างไรก็ต้องผ่านสุสาน แวะไปตรวจตราสักหน่อยอย่างที่เจ้าว่าก็ดีเหมือนกัน”

ทั้งคู่โค้งคำนับขอบคุณชายชราอีกครั้ง ส่วนชายชรากับเหล่าคนใช้ก็ค้อมศีรษะรับเช่นกัน จากนั้นลินจิและชุนก็เริ่มออกเดินทางไปยังทิศเหนือ โดยตกลงกันว่าจะแวะสำรวจที่สุสานก่อน แล้วค่อยมุ่งตรงไปยังหุบเขารกกะ

ชุนและลินจิมุ่งหน้าสู่สุสานเปี๊ยกโกะ พวกเขาเดินผ่านเส้นทางบนภูเขาที่มีแต่ต้นหญ้าขึ้นเป็นหย่อม ๆ สลับกับผืนดิน อาจเพราะเป็นทางที่ชาวบ้านใช้สัญจร ต้นหญ้าที่ขึ้นบนพื้นจึงถูกเหยียบย่ำจนเหลืออ๋อย ระหว่างโขดหินน้อยใหญ่ ลินจิก็กวาดตาสำรวจเผื่อจะพบอะไรแปลก ๆ

สำหรับลินจิแล้ว ที่นี่ถือว่าบรรยากาศดีมาก แม้จะไม่มีข้าวของเครื่องใช้ หรือเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก แต่ธรรมชาติก็ช่วยทำให้จิตใจของเขาเบาสบาย ต่างจากโลกเดิมของตนซึ่งมีรถราและผู้คนเดินกันพลุกพล่าน แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นลินจิก็รู้สึกคิดถึงบ้านอยู่ดี

ลินจิส่ายหัวเพื่อสลัดความคิด

“เจ้าเป็นอะไร”

“อ๋อ เปล่าครับ”

เขาตอบชุนอย่างไม่ใส่ใจ การโอดครวญปัญหากับผู้อื่นต้องคำนึงถึงสถานการณ์ ลินจิรู้ดีว่าทุกคนล้วนมีปัญหาส่วนตัวกันทั้งนั้น อย่างน้อยระหว่างเดินทางอยู่ในโลกที่แสนอันตรายเช่นนี้ เขาต้องรับผิดชอบความรู้สึกของตัวเอง และออกตามหาผลึกดวงดาวให้ครบ คิดได้เช่นนั้นลินจิจึงเปลี่ยนเรื่องทันที

“…ร้อนยังไงก็ไม่รู้”

ลินจิพูดกับชุนที่เดินนำอยู่ข้างหน้า แต่ก็ไม่มีคำตอบใด ๆ กลับมาทั้งสิ้น

“แถวนี่อากาศอุ่นเป็นพิเศษหรือเปล่า รู้อะไรบ้างไหมครับคุณชุน”

“ก็เจ้าอยู่ไม่สุข เดี๋ยวเดินเดี๋ยววิ่ง จะไม่ร้อนได้ยังไง”

“คุณชุนเป็นผู้ใช้เวทควบคุมธาตุใช่เปล่าครับ”

ชุนพยักหน้าหนึ่งครั้ง

“ถ้าควบคุมน้ำแข็งได้ล่ะก็ ช่วยเสกออกมาให้ผมสักก้อนได้รึเปล่า แบบนั้นจะขอบคุณมากเลยล่ะครับ”

“ข้าไม่มีเวทน้ำแข็ง”

“ถ้าอย่างนั้นเอาเวทลมก็ได้ครับ ให้ลมพัดโชยเบา ๆ ก็พอ ผมร้อนมากเลย”

“…”

ชุนส่ายหน้า ลินจิก็ยู่หน้าทันที

“มีพลังเวทซะเปล่า หัดใช้ให้เป็นประโยชน์บ้างสิครับ”

ชุนเริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับเสียงของลินจิที่พูดไม่หยุด จริงอยู่ที่เขาเป็นผู้ใช้เวท แต่ก็สามารถควบคุมเวทได้เพียงสี่ธาตุซึ่งนับว่าเยอะแล้ว

เวทธาตุที่ชุนใช้ ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ และ สายฟ้า

ส่วนเวทน้ำแข็งและเวทลมนับเป็นอีกวิชาหนึ่งที่นอกเหนือจากความสามารถของชุน ซึ่งปกติแล้วผู้ใช้เวทสามารถควบคุมได้อย่างมากเพียงสองธาตุเท่านั้น

ขณะที่คิดว่า ตนควบคุมได้ถึงสี่ธาตุ แต่เทพตนนี้กลับพูดจาราวกับตนไม่เอาไหน ชุนก็หันขวับเดินกระแทกเท้าทันที

“ใช้ให้เป็นประโยชน์ใช่มั้ย งั้นข้าจะย่างเจ้าเป็นอาหารซะ”

ว่าแล้วจิตสังหารสีแดงก็พวยพุ่งปกคลุมกายของชุน ฝ่ามือห้อมล้อมด้วยเปลวเพลิง

ลินจิเห็นท่าไม่ดี จึงหยุดเดินพร้อมกับกลืนน้ำลายดังอึก จากนั้นก็รีบเปิดเขตอาคมพลางส่ายไม้ส่ายมือ

อันที่จริงเขาแค่ร้อนเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนายั่วยุให้ชุนโมโหเลย

“ดะ…เดี๋ยวก่อนสิครับ คุณชุนเคยบอกว่าเก็บพลังไว้ใช้ยามจำเป็นนี่นา เอาน่า ๆ ไม่อยากใช้ก็ไม่เป็นไร ร้อนแค่นี้ผมทนได้ครับ”

ลินจิยิ้มเจื่อน

ส่วนชุนพอเห็นท่าทีเชิงยอมแพ้ของอีกฝ่ายก็เดินกำหมัดฮึดฮัดหันหลังกลับไป จิตสังหารสีแดงและเปลวเพลิงผล็อยมอดดับลง เมื่อครู่เขาแค่ต้องการทำให้ลินจิหยุดปากพูดเพียงเท่านั้น

“เฮ้อ…”

ลินจิจึงพ่นลมหายใจส่งเสียงเล็กเสียงน้อยออกมา มองบุรุษขี้โมโหเดินสะบัดผ้าคลุมอยู่ด้านหน้า เมื่อมั่นใจว่าพ้นขีดอันตราย เขาก็เปลี่ยนท่าทีเป็นลั้ลลาแล้วเร่งฝีเท้าไปเดินอยู่ข้าง ๆ ชุน

ลินจิเงยหน้ามองคนร่างสูงเล็กน้อย ก่อนจะก้มต่ำลง

…คุณชุนคงไม่ทำร้ายเราหรอก ฝ่ายนั้นชอบทำตัวข่มขู่ก็จริง แต่ก็ไม่เคยทำให้เขาบาดเจ็บจริง ๆ เลยสักครั้ง เลวร้ายสุดก็แค่โดนกดหัวเข้ากับอกจนกะโหลกแทบแหลก

…อี๋ย

คิดถึงตรงนี้ลินจิก็ส่ายหัว พึมพำกับตัวเองว่า ปีศาจชัด ๆ

ขณะนั้นชุนก็ปรายตามองเทพอัญเชิญของตนที่เดินเหม่ออยู่ข้าง ๆ เมื่อครู่เขาเห็นอีกฝ่ายทำท่ายอมแพ้ จึงไม่อยากเปลืองกำลัง จู่ ๆ ความคิดชั่ววูบก็แล่นเข้าหัวโดยพลัน เทพเจ้าตนนี้เคยแกล้งเขาไว้เยอะมากมาย ตอนอยู่ตำหนักโมโมะก็สร้างเรื่องหลอกล่อให้ตนแต่งชุดสตรีแล้วบอกให้ทำท่าแปลก ๆ แถมยังถูกหลอกด่าอีกตั้งหลายครั้งนับไม่ถ้วน

ขณะนั้น เส้นเลือดบนขมับของชุนก็ปูดโปน

ชุนเดินไปพลาง สังเกตลินจิไปพลาง พยายามใช้ความอดทนอดกลั้นต่ออารมณ์ของตน อย่างน้อยเขาก็ควรจะสงบสติอารมณ์ เพราะการควบคุมพลังเวทจำเป็นต้องใช้สมาธิ หากปล่อยให้เรื่องหมองหม่นค้างคาในใจ อาจส่งผลกระทบต่อการควบคุมพลังเวทได้

รู้ตัวเช่นนั้นชุนจึงพยายามควบคุมลมหายใจให้ช้าลง กระทั่งสงบสติอารมณ์ของตนไว้ได้จึงสามารถขบคิดได้มากขึ้น พอมองย้อนกลับก็พบว่า ตนก็เคยทำรุนแรงกับลินจิไว้เช่นกัน และบางครั้งอาจจะรุนแรงเกินไป เมื่อคิดได้เช่นนั้นความไม่สบายใจก็ผุดขึ้นมา

ระหว่างก้าวขาไปพร้อม ๆ กัน ลินจิก็รู้ตัวว่าถูกจับจ้อง แต่ก็แสร้งเดินหน้ายิ้มตากแดด ทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร

“นี่!”

ชุนเรียกโดยไม่หันมอง ลินจิจึงเงยหน้าขานรับด้วยเสียงน่ารักสดใส ว่า…

“ครับ!”

“เจ้าเกลียดข้ารึเปล่า”

มือหนาชูนิ้วชี้เกาแก้ม ปรายตามองไปทางอื่น ส่วนลินจิได้ยินชุนพูดเช่นนั้นก็เบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ ระหว่างที่ทั้งสองก้าวขาอยู่นั้น ลินจิก็ยังไม่ตอบอะไร เมื่อความเงียบเข้าปกคลุมชุนจึงหันมา

สองสายตาประสานกัน แววตาของทั้งคู่สั่นไหว

“คือ… เจ้าโกรธข้าบ้างรึเปล่า”

ลินจิยิ้มตาปิด ส่ายหน้า เหมือนจะพูดอะไรแต่ก็พูดไม่ออก เขานึกไม่ถึงว่าชุนจะกล้าถามเรื่องแบบนี้ออกมา เมื่อลืมตาลินจิก็หันมองไปด้านหน้าแล้วก้มลงอย่างเขิน ๆ ก่อนจะมองตรงไปข้างหน้า

“ไม่หรอกครับ เวลาโกรธมันรู้สึกอึดอัดจะตายไป ยังไงผมต้องช่วยคุณชุนออกตามหาผลึกดวงดาวนี่นา ทิ้งอารมณ์แย่ ๆ ไว้แบบนั้นคงไม่ดีต่อจิตใจแน่ ๆ เลยครับ”

จากนั้นเขาก็ยกมุมปากให้ชุนอีกครั้ง

ชุนอ้าอ้าปากค้างเล็กน้อยพร้อมเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะเบนหน้าหนีอย่างทำอะไรไม่ถูก พูดเสียงเบาว่า…

“ถะ… ถ้าโกรธ ข้าก็ขอโทษ”

“อื้ม…”

ลินจิยิ้มพยักหน้าสองครั้ง

ก่อนหน้านี้ลินจิยังเคยคิดว่าชุนดุร้ายราวกับปีศาจ แต่เขาคงต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ บางทีความสดใสของลินจิอาจจะช่วยเจือจางความแข็งกระด้างของชุน โดยที่ทั้งคู่ไม่ทันรู้ตัว

เมื่อทั้งสองเดินมาถึงยอดเขา ทิวทัศน์กว้างใหญ่ไพศาลก็แผ่อยู่เบื้องหน้า

ผืนป่าแผ่กว้างตั้งแต่เชิงเขาจนไปถึงภูเขาอีกลูกหนึ่ง มีทางเดินแคบและคดเคี้ยวผ่าใจกลางป่า อีกฟากหนึ่งเป็นทะเลหมอกสีเทา นั่นคือสุสานซึ่งเป็นทั้งหลุมฝังศพของ ‘เปี๊ยกโกะ’ และสถานที่ผนึก ‘เพกัส’ เอาไว้

ชุนชี้นิ้วไปยังทะเลหมอกที่ปรากฏอยู่ไกล ๆ

“สุสานของเปี๊ยกโกะอยู่ตรงนั้น ดูจากสภาพแล้วเขตอาคมป้องกันปีศาจน่าจะอ่อนกำลังลงมาก อีกทั้งยังมีหมอกควันแปลก ๆ”

“แปลว่าเจ้าสำนักไม่ได้โกหกพวกเราสินะครับ”

“ก็คงจะอย่างนั้น”

ชุนตอบพลางจับคางหยุดมองอยู่พักหนึ่ง พึมพำว่า…

“กางเขตอาคมด้วยสิ ไม่แน่นั่นอาจจะเป็นหมอกพิษ”

“ครับ”

ลินจิพยักหน้าสองครั้งอย่างจริงจังแล้วกางเขตอาคมป้องกันตามคำสั่ง จากนั้นก็ปรากฏแสงทองโปร่งใสทรงกลมล้อมรอบกายของทั้งสองทันที

จากตรงนี้มองไม่ค่อยเห็นเส้นทางเพราะได้รับอิทธิพลจากหมอกควัน ผืนดินเต็มไปด้วยโครงกระดูกของสัตว์ ต้นหญ้าและพุ่มไม้เหี่ยวแห้งจนกลายเป็นสีน้ำตาล เมื่อหมอกควันลอยปะทะกับเขตอาคมของลินจิ ก็เกิดประกายสายฟ้าลั่นดังเปรี๊ยะเบา ๆ

ขณะที่ทั้งสองเข้าใกล้ ’สุสานเปี๊ยกโกะ’ ความเข้มข้นของหมอกควันก็ทวีคูณ ชุนรู้สึกถึงอันตรายจึงหยุดกึกพร้อมยกแขนซ้ายขวางหน้าลินจิทันที

“อ๊ะ! อะไรเหรอครับ”

 

จบบทที่ ตอนที่ 20 ดีดีกันไว้

คัดลอกลิงก์แล้ว